xs
xsm
sm
md
lg

พระในระบอบทักษิณ!

เผยแพร่:   โดย: สุวัฒน์ ทองธนากุล

กรณีผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศไปเทศน์ “เชียร์แม้ว” ในงานทำบุญเลี้ยงพระ เนื่องในเทศกาลปีใหม่ของพรรคไทยรักไทยนั้น มีเรื่องน่าคิดอย่างน้อย 2 ประเด็น

หนึ่ง การที่เป็นพระสงฆ์ไปแสดงจุดยืนฝักใฝ่การเมืองถึงขนาดประกาศตัวเป็นแฟนคลับพรรคไทยรักไทย เหมาะสมหรือไม่

สอง แสดงว่าการสื่อสารให้เข้าใจความจำเป็นในการทำรัฐประหารเพื่อหยุดยั้งสิ่งผิดร้ายแรงตามเหตุผล 4 ข้อ ของแถลงการณ์ฉบับแรกของคณะปฏิรูปฯ ยังมิได้ทำอย่างจริงจังจนไม่สามารถลบล้างความเข้าใจผิดของคนที่เคยชื่นชมรัฐบาลทักษิณว่าสร้างผลงานที่ดี

พิจารณาจากถ้อยคำในการแสดงธรรมของพระครูอรรถเมธี ตอนหนึ่งที่บอกแก่นักการเมืองกลุ่มนี้ว่า

“จากการที่ได้ไปพบปะชาวพุทธที่อยู่ในยุโรป ต่างเรียกร้องอยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับมาดูแลบ้านเมือง เพราะประเทศไทยกำลังมีปัญหา รัฐบาลที่ผ่านมาสร้างผลงานจนเป็นที่ยอมรับ ทั้งเรื่องการทำนุบำรุงชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และพวกท่านก็เคยผ่านการบริหารบ้านเมืองมาแล้ว รู้ว่าอะไรถูกผิด ก็ไม่อยากแนะนำอะไรมาก เมื่อวันนี้ต้องการทำบุญเพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายก็อยากจะให้พวกเราช่วยกันแก้ปัญหา เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กลับมาดังเดิม ต้องช่วยกันขจัดสิ่งไม่ดีที่มีอยู่ในขณะนี้ออกไป ไม่ว่าด้วยวิธีการใดก็ตาม”

“อาตมาได้รับฝากจากเจ้าพระคุณสมเด็จฯ มาว่า พวกท่านต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ตรงไหนแก้ได้หรือยัง ในต่างจังหวัดทุกคนก็พร้อมสนับสนุนให้อดีตนายกฯ มาทำงาน ยังต้อนรับพรรคไทยรักไทยเหมือนเดิม และยังเป็นแฟนคลับให้การสนับสนุนพวกท่าน ส่วนตัวอาตมาเอง ก็รักพรรคไทยรักไทยเหมือนกัน ก็ขอให้อดทน มีสติมั่นคง มีความเพียร จัดการกับปัญหาบ้านเมืองให้ไปในทิศทางที่ดี เพื่อรักษา 3 สถาบันหลักของชาติให้อยู่คู่โลกใบนี้ชั่วกาลปาวสานต์”

ในประเด็นแรก
นั้น ก็ย่อมมีคนเห็นว่าพระสงฆ์ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ควรวางตัวเป็นกลาง เพื่อจะไม่เข้าข้างฝ่ายใดในการแข่งขันทางการเมือง

แต่ผมเองมีความเห็นว่า ในเมื่อพระสงฆ์หรือนักบวชแม้เป็นผู้ปฏิบัติธรรม ก็ยังมิได้ตัดขาดจากสังคม ยังต้องติดต่อและรับผลกระทบจากความเป็นไปของสังคม

การเมืองก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคม และระบบการเมืองยังเป็นตัวชี้นำอีกด้วย ดังนั้น พระสงฆ์จึงควรสนใจติดตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมและการเมืองด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักการเมือง มักอาศัยวงการศาสนาเป็นช่องทางในการเข้าถึงชุมชนด้วยกิจกรรมทางศาสนาอยู่เสมอ

ยิ่งนักการเมืองขาดคุณธรรม จนมีตัวอย่างเป็นที่ประจักษ์อย่างยุคที่ผ่านมา ก็ได้สร้างปัญหาในการบริหารโครงการก่อสร้างและการพัฒนาที่เต็มไปด้วยข้อสงสัยในการทุจริตคอร์รัปชันมากมายมหาศาล ที่กำลังถูกตรวจสอบขณะนี้

ถ้าพระผู้ใหญ่ของวัดต่างๆ ไม่ถูกครอบงำด้วยอิทธิพล และผลประโยชน์จากนักการเมือง บทบาทของผู้ทรงศีลและเปี่ยมด้วยหลักธรรมก็น่าจะทำหน้าที่ชี้นำคุณธรรมให้เกิดขึ้นแก่สังคม และบุคคลในสถาบันทางการเมืองได้ดี

ความเป็นกลางซึ่งหมายถึงการไม่ลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใด เรื่องความถูกผิดหรือการประพฤติผิดจริยธรรมนั้น ผู้ยึดมั่นในธรรม ย่อมรู้และชี้ถูกผิดได้อยู่แล้ว

การที่ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ จะไปแสดงธรรมในงานบุญของพรรคไทยรักไทย หรือพรรคการเมืองใดก็ย่อมอยู่ในวิสัยที่เป็นกุศล

แต่การกล่าวเช่นนั้นราวกับคนในสังคมที่พูดแบบเอาใจเจ้าภาพ ด้วยการอ้างชาวพุทธที่ไปพบปะในยุโรปที่อยากให้อดีตนายกฯ กลับมาครองอำนาจอีก

นี่เป็นตัวอย่างของปรากฏการณ์ที่เป็นโจทย์ข้อใหญ่สำหรับระบบการบริหารคณะสงฆ์ที่มหาเถรสมาคม และสำนักพุทธศาสนาน่าทบทวนบทบาทที่เหมาะสมของพระสงฆ์ไทย เพื่อให้เป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมแก่สังคม

เพราะลำพังเรื่องผิดพลาดร้ายแรงของผู้นำรัฐบาลถึงขนาดถูกกระแสสังคมของผู้ติดตามข่าวสาร ปัญญาชนผู้รักความเป็นธรรม และห่วงในผลประโยชน์ของประเทศชาติ พากันเคลื่อนไหวอย่างกว้างขวางต่อเนื่อง สถานการณ์สุกงอมจนเกิดการยึดอำนาจล้มรัฐบาลโดย “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

แต่ด้วยเครือข่ายและผลประโยชน์ทั้งที่หว่านโดยใช้งบประมาณของรัฐ และอำนาจอิทธิพลที่ได้จากการเป็นเครือข่ายของระบอบทักษิณ การดิ้นรนต่อต้านอำนาจใหม่ด้วยวิธีการต่างๆ จึงยังมีอยู่ เพื่อหวังทำลายความน่าเชื่อถือและหวังฟื้นอำนาจกลับมา

ประเด็นที่สอง ที่กล่าวถึงข้างต้นจึงก่อให้เกิดพฤติกรรมตามประเด็นแรกในกรณีนี้

โดยปกติแล้วข่าวสารที่แพร่ไปให้สังคมรับรู้นั้น จะเกิดเพราะมีปฏิบัติการ

ในเมื่อ คมช. เลือกที่จะไม่ใช้วิธีการเชิงรุกเพื่อจัดการจำกัดฤทธิ์เดชของแกนนำบุคคลต้นตอที่สร้างความเสียหายต่อสังคม และประเทศชาติจนถูกสังคมวิจารณ์ว่า “หน่อมแน้ม” ในช่วงต้น

จนเมื่อเผชิญแรงป่วนด้วยปฏิบัติการให้เกิดข่าวที่ให้ทนายความแถลงสร้างคะแนนสงสาร และตำหนิ คมช. รัฐบาล แถมมีขบวนการก่อกวนทั้งระเบิดและการปล่อยข่าวขู่ที่ยังจับคนร้ายไม่ได้

คมช. เพิ่งจะตื่นตัวประกาศจะแสดงบทเข้ม

แต่ก็เลือกมาเล่นบทตีหน้าเข้มกับสื่อมวลชนก่อน โดยเรียกตัวแทนสถานีวิทยุและโทรทัศน์ไปกำชับ และขอความร่วมมือว่ากับให้ใช้วิจารณญาณเพื่อประเทศชาติ ทั้งๆ ที่รายที่เป็นปัญหามีเพียงสถานีโทรทัศน์อยู่ช่องเดียว ที่เอาจดหมายจากทักษิณมาออกข่าวขยายความซ้ำหลายครั้ง จนทำตัวเหมือนกระบอกเสียง

ก็เลยโดยวิจารณ์และตอบโต้จากองค์กรสื่อว่าล่อแหลมต่อการปิดกั้นเสรีภาพสื่อ

ทั้งๆ ที่แกนนำ คมช. ก็ยืนยันเหมือนเข้าใจว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์สื่อก็เสนอเป็นข่าวได้อยู่แล้ว เพียงแต่สื่อบางรายที่ยังให้เวลาการเผยแพร่เหมือนเจตนาจะสร้างกระแสให้สังคมสับสน

ดังนั้น ถ้ายืนยันการ “เอาจริง” ต้องปฏิบัติการเชิงรุก โดยล้างเทปเก่าด้วยเนื้อหาใหม่ชำแหละความผิด 4 ข้อที่ระบุตอนปฏิวัติแล้วเผยแพร่ผ่านสื่อให้รับรู้และเข้าใจอย่างกว้างขวาง พร้อมรายการสนทนากระตุ้นคุณธรรมทางการเมืองที่นำไปสู่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ และการปฏิรูปการเมืองอย่างเห็นผล
กำลังโหลดความคิดเห็น...