สงคราม และ ลัทธิสัมฤทธิผลนิยม (Pragmatism)
ปัจจุบัน คนติดหลงอยู่ในโลกของสงครามมากมาย ยิ่งในช่วงที่เกิดสงคราม อย่างเช่นในช่วงสู้กับทักษิโณมิกส์ เพื่อนๆ ผม นักต่อสู้เพื่อประชาชนต้องจมอยู่ในโลกของสงครามยาวนาน
บางคนหลงในโลกของสงครามมาก มองหน้ามองตา ก็จะเห็นความเครียดปรากฏบนใบหน้าตลอดเวลา วันๆ หนึ่งไม่เคยแม้แต่จะยิ้ม ใจก็หลงอยู่กับโลกของความเกลียด เกลียด และเกลียดอยู่ตลอดเวลา
เพื่อนๆ บางคนพอเจอหน้า ก็นั่งด่าทอคุณทักษิณ นั่งด่าได้เป็นชั่วโมง ราวกับว่าต้องจัดการกับศัตรูที่ชื่อว่า “ทักษิณ” และต้องทำลายล้างให้สิ้นซาก
ใครก็ตามที่หลงเข้าสู่โลกแห่งสงคราม ไม่ว่าจะเป็นผู้แพ้ หรือผู้ชนะ ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่จมอยู่ในความทุกข์ ความเกลียด ความกลัว และความเครียดแบบสุดๆ เช่นเดียวกัน
สงคราม คือ ที่สุดแห่งมายา และที่มาแห่งความทุกข์
สงครามเป็นมายา เพราะ คำว่า “สงคราม” กลายเป็นใบอนุญาตพิเศษ หรือข้ออ้างให้การฆ่าและทำลายผู้อื่น ชอบธรรม
คำว่า “ศัตรู” เกิดขึ้นพร้อมๆ กับคำว่าสงคราม มนุษย์ที่หลงติดก็ต้องแยกมิตรแยกศัตรู แยกชนชั้น และชั้นชนต่างๆ
ใครบ้างอยู่ฝ่ายศัตรู ก็กลายเป็นเป้าหมายที่ต้องโจมตี ต้องทำลายล้าง
บางทีเราจะช่วยกัน “สร้างเสริม” เติมแต่งภาพศัตรู ให้ดูน่าเกลียด ชั่วร้าย จนเกินจริง
ถ้าเราย้อนอดีต เราจะเห็นการพยายามสร้างภาพศัตรูว่า สุดๆ ชั่ว ในแบบต่างๆ กัน เรียกว่า “การโฆษณาชวนเชื่อ”
สมัยต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ ภาพความชั่วร้ายสุดๆ ของบรรดาคอมก็ถูกสร้างขึ้น ผมจำได้ว่าในสมัยนั้นรัฐบาลไทยใช้ภาพบรรดาภูตผี ปีศาจ แทนภาพคอม
คนไทยจำนวนหนึ่ง จึงทั้งเกลียด และทั้งกลัวคอม ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่า อะไร หรือใคร คือ คอม
แต่คนที่น่าสงสารที่สุด ไม่ใช่ผู้ที่ทำสงครามเท่านั้น แต่คือ ผู้ที่เป็นเหยื่อของสงคราม
วันก่อน เพื่อนโทร.มา “โกรธ” อาจารย์ธงชัย อย่างมากๆ
“ไอ้...นี่ ความคิดแบบเด็กทารก อยากดัง จึงด่าทอบรรดาครูบาอาจารย์ไปทั่วแผ่นดิน ไอ้นี่...หลงตัว คิดว่าตัวเองเท่านั้นคือ ความถูกต้อง”
ท่านกล่าวต่อว่า
“คุณยุคต้องช่วยเขียนวิจารณ์กลับไปหน่อยเถอะ”
ผมตอบว่า
“อาจารย์ธงชัย เป็นคนดีนะ”
ผมชอบคิดแบบตะวันออก เวลาเราพิจารณาดูคน เราจะดูว่า ท่านโดยพื้นฐานมีจิตใจที่ดีงามหรือเปล่า เมื่อท่านเป็นคนดี ผมจึงตั้งสมมติฐานว่า ท่านคงมีเจตนาที่ดี
คนดี มีเจตนาที่ดี แม้จะเขียนงานรุนแรงไปบ้างก็น่าจะให้อภัยเพราะเราต้องรู้ว่าท่านเป็นคนยึดหลักการ และไม่ใช่นัก Pragmatism (ซึ่งผมแปลว่า พวกที่ให้ค่าแก่การปฏิบัติ หรือคำนึงถึงผลจากการปฏิบัติมากๆ) ท่านจึงไม่คำนึงถึงผลจากการปฏิบัติ (งานเขียน) มากนักก็ได้
สำหรับนักหลักการนิยม มักบ้าหลักการ ถ้าหลักการดีและหลักการถูกต้อง ก็ต้องยืนหยัดประกาศหลักการ ทำตามหลักการ ผลออกมาจะเป็นอย่างไรก็ช่างหัวมัน
คิดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมคิดถึงบรรดาผู้คนที่อุทิศชีวิตต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ต้องยืนหยัดในหลักการ แม้ว่าจะต้องเอาชีวิตเข้าแลกก็ตาม
แต่ผมเป็นคนขี้สงสัยบรรดาสิ่งที่เราเรียกว่า “หลักการ” หรือ “ทฤษฎี” ต่างๆ ที่เสนอมามากๆ เพราะหลักการต่างๆ ไม่ว่า จะมาจากทฤษฎีสังคมนิยม หรือทฤษฎีประชาธิปไตย หรือลัทธิความเชื่ออื่นๆ ล้วนแล้วแต่ผลิตมาจากตะวันตกเสียส่วนใหญ่
คนในโลกตะวันออก เช่น ชาวพุทธ และเต๋า มักจะเตือนว่า “อย่าไปติดยึด” หลักการหรือทฤษฎี เพราะทั้งหมดทั้งหลายล้วนแต่เป็นเพียง “ชุดความคิด” ที่ก่อเกิดขึ้นในโลกโลกีย์ เท่านั้น
หรือพูดง่ายๆ ทฤษฎีตะวันตก และหลักการส่วนใหญ่ จะวางอยู่บนฐานของลัทธิตัวกู-ของกู ชนชั้นกู พวกกู ชาติกู ศาสนากู และหลงใหลในอวิชชาว่าด้วยสงคราม หรือการต่อสู้เอาชนะ ทำลายฝ่ายตรงข้าม
ประมาณต้นเดือนที่ผ่านมา ผมเจอเพื่อนคนหนึ่ง ที่ตกเป็นเหยื่อของสงคราม อาจจะเพราะท่านเป็นภรรยาของนักการเมืองท่านหนึ่งที่ทำงานใกล้ชิดกับคุณทักษิณ จึงถูกกล่าวหาว่าได้ส่งเงินไปสนับสนุนกลุ่มมนุษยะ ดอท คอม ที่ต่างประเทศ ซึ่งกลุ่มนี้ถูกกล่าวหาว่าโจมตีสถาบันกษัตริย์
ท่านถามผมทำนองว่า
“การที่มีคนกล่าวหาท่าน และครอบครัวท่านในสิ่งที่ท่านไม่ได้ทำ ถูกหรือ”
ผมตอบท่านว่า
ทั้งหมด เกิดจาก “สงคราม”
ความจริงแล้ว ถ้าผมจะตอบว่า “ผิด” ก็ตอบได้ง่ายๆ แต่ผมไม่ชอบคำว่า ผิด หรือ ถูก เพราะจิตใจและพฤติกรรมของมนุษย์นั้นสลับซับซ้อน ผันแปร และยากเกินกว่าจะแยกแยะ จัดประเภท
“ถูก” สำหรับคนคนหนึ่ง ก็อาจจะหมายถึง “ผิด” สำหรับอีกคนหนึ่ง เพราะแต่ละคนล้วนมีเหตุผลหรือหลักการที่ยึดไม่เหมือนกัน
ในโลกแห่งสงครามนั้น โลกจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย และทั้งสองฝ่ายจะใช้ทุกวิธีการ ไม่ว่า ถูก หรือ ผิด เข้าทำลายกัน
นี่คือ ที่มาของ Pragmatism แบบที่ไม่ดี ที่อาจารย์ธงชัยกล่าวถึง กล่าวคือ “ใช้” อะไรก็ได้ รวมทั้งวิธีที่ชั่วร้าย เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ
จุดที่ผมคิดต่างจากอาจารย์ธงชัยคือ ไม่ใช่ “ฝ่ายปัญญาชน(ส่วนหนึ่ง)” ที่ต่อต้านทักษิณเท่านั้น ที่ตกเป็นเหยื่อของสงคราม และใช้วิธีเลวร้ายทำลายฝ่ายตรงข้าม แต่ “ฝ่ายทักษิณ” เองก็ใช้
ปัจจุบัน งานของอาจารย์ธงชัยเองได้กลายเป็น “เครื่องมือ” ของฝ่ายหนึ่ง ใช้เป็นข้ออ้างทางทฤษฎี เพื่อทำลายอีกฝ่ายหนึ่ง
ทำไมคนที่หลงในสงคราม จึงต้องกลายเป็น Pragmatism แบบไม่ดีเลย คำตอบคือ ทุกคนที่อยู่ในโลกของสงคราม จะถูกครอบด้วยความ “กลัว” อย่างยิ่ง เช่นกลัวว่า ถ้าแพ้ ทั้งตัวเอง ครอบครัว และพรรคพวกก็จะถูกจัดการ ถูกฆ่า และถูกทำลาย
ดังนั้น สงคราม ในตัวเองคือขบวนการสร้างปีศาจสงครามขึ้น ถ้าเราไม่มี “ใจ” ตระหนักรู้ หรือมีสติรู้ตัว เราก็หนีไม่พ้นที่จะกลายเป็นปีศาจสงคราม
เรามักไม่ตระหนักรู้ว่า ไม่ว่า เราจะชนะ หรือแพ้สงคราม
สงครามได้ทำลายความเป็นมนุษย์ของ เราไปด้วย
ที่สำคัญ สงครามไม่เพียงแต่ก่อให้เกิด “ปีศาจแห่งสงคราม” เท่านั้น ยังผลิตหลักการหรือทฤษฎีมากมายขึ้นมาบนฐานความเชื่อเรื่องสงคราม
ก่อเกิดหลักการแบบ ขาว และดำ หรือ ดี กับเลวสุดๆ ขึ้น
อย่างเช่นเราคิดว่า ระบอบทักษิณเลวสุดๆ ไม่มีดีเลย หรือเราคิดว่า ฝ่ายรัฐประหารเลวสุดๆ ไม่มีดีเลย
หรือนำเสนอหลักการ และทฤษฎี อย่างเช่นทฤษฎีทางชนชั้น ขึ้นเพื่อสรรเสริญและยกย่องการฆ่าทำลาย โดยเชื่อว่า ทุกคนในชนชั้นนายทุนคือ ซาตาน
บางคนก็ติดหลักการว่าด้วยความชั่วร้ายสุดๆของชนชั้นศักดินา
บางคนก็บ้าหลักการว่าด้วย ขวาพิฆาตซ้าย เกลียด เกลียด เกลียด และกลัวพลังประชาชน เกลียด เกลียด เกลียดการเดินขบวน และความวุ่นวาย
บางคนก็หลงคลั่งหลักการประชาธิปไตย ราวกับว่า นี่คืออุดมการณ์สูงสุด สุดยอดของมนุษยชาติ
มนุษย์ที่ยึด “หลักการ” หรือทฤษฎีที่เกิดจากโลกของสงคราม จึงกลายเป็นคนสุดขั้ว
ไม่ “ซ้าย” จัดๆ ก็ “ขวา” จัดๆ หรือไม่ก็ “ประชาธิปไตย” จัด จิตใจตกหลงอยู่ในโลกของความเกลียด เกลียด และเกลียด จนกลายเป็นคนสุดขั้วไป
แต่ในโลกของสงคราม พวกที่สุดขั้วที่สุด ไม่ว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดก็จะได้รับการยกย่องที่สุด เพราะคนพวกนี้พร้อมที่จะเสียสละ พร้อมจะปฏิบัติการทุกอย่าง เพื่อทำลายล้างฝ่ายตรงกันข้าม หรือเรียกกันว่า สิ่งชั่วร้าย
เราลืมไปว่า บรรดาวีรบุรุษแห่งสงครามที่มักจะได้รับการยกย่อง ได้กลายเป็นปีศาจสงครามที่พร้อมจะเป็นกลจักรในการฆ่าและทำลายไปแล้ว ฆ่าได้แม้กระทั่งผู้บริสุทธิ์ หรือคนที่ไม่รู้เรื่องด้วย
แต่เราต้องรู้ว่า โลกนี้ทั้งใบถูกครอบด้วยลัทธิ หรือหลักการแห่งสงคราม ในทุกมิติ
บรรดานายทุนทำธุรกิจ (แบบตะวันตก) ก็ถือว่า “ธุรกิจคือ สงคราม” ต้องรู้เทคนิคในการทำธุรกิจ ที่สำคัญที่สุดคือ วิธีการโกงภาษี และการโฆษณาหลอกลวง
นักการเมือง ต้องทำทุกอย่าง ไม่ว่า “ผิด” หรือ “ถูก” เพื่อให้ชนะเลือกตั้ง และได้มาซึ่งอำนาจ
นายกฯ ก็ต้องทำทุกอย่าง เพื่อรักษาอำนาจ บางทีก็ต้อง “ฆ่า” คน เพื่อรักษาอำนาจ
สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็น “หลักการ” เป็น How to ซึ่งกลายเป็นความปรกติ และธรรมดา (ยังมีต่อ)
อ่านก่อนหน้า
คิดแบบเต๋าๆ:สงคราม กับ สันติภาวะ (1)
ปัจจุบัน คนติดหลงอยู่ในโลกของสงครามมากมาย ยิ่งในช่วงที่เกิดสงคราม อย่างเช่นในช่วงสู้กับทักษิโณมิกส์ เพื่อนๆ ผม นักต่อสู้เพื่อประชาชนต้องจมอยู่ในโลกของสงครามยาวนาน
บางคนหลงในโลกของสงครามมาก มองหน้ามองตา ก็จะเห็นความเครียดปรากฏบนใบหน้าตลอดเวลา วันๆ หนึ่งไม่เคยแม้แต่จะยิ้ม ใจก็หลงอยู่กับโลกของความเกลียด เกลียด และเกลียดอยู่ตลอดเวลา
เพื่อนๆ บางคนพอเจอหน้า ก็นั่งด่าทอคุณทักษิณ นั่งด่าได้เป็นชั่วโมง ราวกับว่าต้องจัดการกับศัตรูที่ชื่อว่า “ทักษิณ” และต้องทำลายล้างให้สิ้นซาก
ใครก็ตามที่หลงเข้าสู่โลกแห่งสงคราม ไม่ว่าจะเป็นผู้แพ้ หรือผู้ชนะ ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่จมอยู่ในความทุกข์ ความเกลียด ความกลัว และความเครียดแบบสุดๆ เช่นเดียวกัน
สงคราม คือ ที่สุดแห่งมายา และที่มาแห่งความทุกข์
สงครามเป็นมายา เพราะ คำว่า “สงคราม” กลายเป็นใบอนุญาตพิเศษ หรือข้ออ้างให้การฆ่าและทำลายผู้อื่น ชอบธรรม
คำว่า “ศัตรู” เกิดขึ้นพร้อมๆ กับคำว่าสงคราม มนุษย์ที่หลงติดก็ต้องแยกมิตรแยกศัตรู แยกชนชั้น และชั้นชนต่างๆ
ใครบ้างอยู่ฝ่ายศัตรู ก็กลายเป็นเป้าหมายที่ต้องโจมตี ต้องทำลายล้าง
บางทีเราจะช่วยกัน “สร้างเสริม” เติมแต่งภาพศัตรู ให้ดูน่าเกลียด ชั่วร้าย จนเกินจริง
ถ้าเราย้อนอดีต เราจะเห็นการพยายามสร้างภาพศัตรูว่า สุดๆ ชั่ว ในแบบต่างๆ กัน เรียกว่า “การโฆษณาชวนเชื่อ”
สมัยต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ ภาพความชั่วร้ายสุดๆ ของบรรดาคอมก็ถูกสร้างขึ้น ผมจำได้ว่าในสมัยนั้นรัฐบาลไทยใช้ภาพบรรดาภูตผี ปีศาจ แทนภาพคอม
คนไทยจำนวนหนึ่ง จึงทั้งเกลียด และทั้งกลัวคอม ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่า อะไร หรือใคร คือ คอม
แต่คนที่น่าสงสารที่สุด ไม่ใช่ผู้ที่ทำสงครามเท่านั้น แต่คือ ผู้ที่เป็นเหยื่อของสงคราม
วันก่อน เพื่อนโทร.มา “โกรธ” อาจารย์ธงชัย อย่างมากๆ
“ไอ้...นี่ ความคิดแบบเด็กทารก อยากดัง จึงด่าทอบรรดาครูบาอาจารย์ไปทั่วแผ่นดิน ไอ้นี่...หลงตัว คิดว่าตัวเองเท่านั้นคือ ความถูกต้อง”
ท่านกล่าวต่อว่า
“คุณยุคต้องช่วยเขียนวิจารณ์กลับไปหน่อยเถอะ”
ผมตอบว่า
“อาจารย์ธงชัย เป็นคนดีนะ”
ผมชอบคิดแบบตะวันออก เวลาเราพิจารณาดูคน เราจะดูว่า ท่านโดยพื้นฐานมีจิตใจที่ดีงามหรือเปล่า เมื่อท่านเป็นคนดี ผมจึงตั้งสมมติฐานว่า ท่านคงมีเจตนาที่ดี
คนดี มีเจตนาที่ดี แม้จะเขียนงานรุนแรงไปบ้างก็น่าจะให้อภัยเพราะเราต้องรู้ว่าท่านเป็นคนยึดหลักการ และไม่ใช่นัก Pragmatism (ซึ่งผมแปลว่า พวกที่ให้ค่าแก่การปฏิบัติ หรือคำนึงถึงผลจากการปฏิบัติมากๆ) ท่านจึงไม่คำนึงถึงผลจากการปฏิบัติ (งานเขียน) มากนักก็ได้
สำหรับนักหลักการนิยม มักบ้าหลักการ ถ้าหลักการดีและหลักการถูกต้อง ก็ต้องยืนหยัดประกาศหลักการ ทำตามหลักการ ผลออกมาจะเป็นอย่างไรก็ช่างหัวมัน
คิดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมคิดถึงบรรดาผู้คนที่อุทิศชีวิตต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ต้องยืนหยัดในหลักการ แม้ว่าจะต้องเอาชีวิตเข้าแลกก็ตาม
แต่ผมเป็นคนขี้สงสัยบรรดาสิ่งที่เราเรียกว่า “หลักการ” หรือ “ทฤษฎี” ต่างๆ ที่เสนอมามากๆ เพราะหลักการต่างๆ ไม่ว่า จะมาจากทฤษฎีสังคมนิยม หรือทฤษฎีประชาธิปไตย หรือลัทธิความเชื่ออื่นๆ ล้วนแล้วแต่ผลิตมาจากตะวันตกเสียส่วนใหญ่
คนในโลกตะวันออก เช่น ชาวพุทธ และเต๋า มักจะเตือนว่า “อย่าไปติดยึด” หลักการหรือทฤษฎี เพราะทั้งหมดทั้งหลายล้วนแต่เป็นเพียง “ชุดความคิด” ที่ก่อเกิดขึ้นในโลกโลกีย์ เท่านั้น
หรือพูดง่ายๆ ทฤษฎีตะวันตก และหลักการส่วนใหญ่ จะวางอยู่บนฐานของลัทธิตัวกู-ของกู ชนชั้นกู พวกกู ชาติกู ศาสนากู และหลงใหลในอวิชชาว่าด้วยสงคราม หรือการต่อสู้เอาชนะ ทำลายฝ่ายตรงข้าม
ประมาณต้นเดือนที่ผ่านมา ผมเจอเพื่อนคนหนึ่ง ที่ตกเป็นเหยื่อของสงคราม อาจจะเพราะท่านเป็นภรรยาของนักการเมืองท่านหนึ่งที่ทำงานใกล้ชิดกับคุณทักษิณ จึงถูกกล่าวหาว่าได้ส่งเงินไปสนับสนุนกลุ่มมนุษยะ ดอท คอม ที่ต่างประเทศ ซึ่งกลุ่มนี้ถูกกล่าวหาว่าโจมตีสถาบันกษัตริย์
ท่านถามผมทำนองว่า
“การที่มีคนกล่าวหาท่าน และครอบครัวท่านในสิ่งที่ท่านไม่ได้ทำ ถูกหรือ”
ผมตอบท่านว่า
ทั้งหมด เกิดจาก “สงคราม”
ความจริงแล้ว ถ้าผมจะตอบว่า “ผิด” ก็ตอบได้ง่ายๆ แต่ผมไม่ชอบคำว่า ผิด หรือ ถูก เพราะจิตใจและพฤติกรรมของมนุษย์นั้นสลับซับซ้อน ผันแปร และยากเกินกว่าจะแยกแยะ จัดประเภท
“ถูก” สำหรับคนคนหนึ่ง ก็อาจจะหมายถึง “ผิด” สำหรับอีกคนหนึ่ง เพราะแต่ละคนล้วนมีเหตุผลหรือหลักการที่ยึดไม่เหมือนกัน
ในโลกแห่งสงครามนั้น โลกจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย และทั้งสองฝ่ายจะใช้ทุกวิธีการ ไม่ว่า ถูก หรือ ผิด เข้าทำลายกัน
นี่คือ ที่มาของ Pragmatism แบบที่ไม่ดี ที่อาจารย์ธงชัยกล่าวถึง กล่าวคือ “ใช้” อะไรก็ได้ รวมทั้งวิธีที่ชั่วร้าย เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ
จุดที่ผมคิดต่างจากอาจารย์ธงชัยคือ ไม่ใช่ “ฝ่ายปัญญาชน(ส่วนหนึ่ง)” ที่ต่อต้านทักษิณเท่านั้น ที่ตกเป็นเหยื่อของสงคราม และใช้วิธีเลวร้ายทำลายฝ่ายตรงข้าม แต่ “ฝ่ายทักษิณ” เองก็ใช้
ปัจจุบัน งานของอาจารย์ธงชัยเองได้กลายเป็น “เครื่องมือ” ของฝ่ายหนึ่ง ใช้เป็นข้ออ้างทางทฤษฎี เพื่อทำลายอีกฝ่ายหนึ่ง
ทำไมคนที่หลงในสงคราม จึงต้องกลายเป็น Pragmatism แบบไม่ดีเลย คำตอบคือ ทุกคนที่อยู่ในโลกของสงคราม จะถูกครอบด้วยความ “กลัว” อย่างยิ่ง เช่นกลัวว่า ถ้าแพ้ ทั้งตัวเอง ครอบครัว และพรรคพวกก็จะถูกจัดการ ถูกฆ่า และถูกทำลาย
ดังนั้น สงคราม ในตัวเองคือขบวนการสร้างปีศาจสงครามขึ้น ถ้าเราไม่มี “ใจ” ตระหนักรู้ หรือมีสติรู้ตัว เราก็หนีไม่พ้นที่จะกลายเป็นปีศาจสงคราม
เรามักไม่ตระหนักรู้ว่า ไม่ว่า เราจะชนะ หรือแพ้สงคราม
สงครามได้ทำลายความเป็นมนุษย์ของ เราไปด้วย
ที่สำคัญ สงครามไม่เพียงแต่ก่อให้เกิด “ปีศาจแห่งสงคราม” เท่านั้น ยังผลิตหลักการหรือทฤษฎีมากมายขึ้นมาบนฐานความเชื่อเรื่องสงคราม
ก่อเกิดหลักการแบบ ขาว และดำ หรือ ดี กับเลวสุดๆ ขึ้น
อย่างเช่นเราคิดว่า ระบอบทักษิณเลวสุดๆ ไม่มีดีเลย หรือเราคิดว่า ฝ่ายรัฐประหารเลวสุดๆ ไม่มีดีเลย
หรือนำเสนอหลักการ และทฤษฎี อย่างเช่นทฤษฎีทางชนชั้น ขึ้นเพื่อสรรเสริญและยกย่องการฆ่าทำลาย โดยเชื่อว่า ทุกคนในชนชั้นนายทุนคือ ซาตาน
บางคนก็ติดหลักการว่าด้วยความชั่วร้ายสุดๆของชนชั้นศักดินา
บางคนก็บ้าหลักการว่าด้วย ขวาพิฆาตซ้าย เกลียด เกลียด เกลียด และกลัวพลังประชาชน เกลียด เกลียด เกลียดการเดินขบวน และความวุ่นวาย
บางคนก็หลงคลั่งหลักการประชาธิปไตย ราวกับว่า นี่คืออุดมการณ์สูงสุด สุดยอดของมนุษยชาติ
มนุษย์ที่ยึด “หลักการ” หรือทฤษฎีที่เกิดจากโลกของสงคราม จึงกลายเป็นคนสุดขั้ว
ไม่ “ซ้าย” จัดๆ ก็ “ขวา” จัดๆ หรือไม่ก็ “ประชาธิปไตย” จัด จิตใจตกหลงอยู่ในโลกของความเกลียด เกลียด และเกลียด จนกลายเป็นคนสุดขั้วไป
แต่ในโลกของสงคราม พวกที่สุดขั้วที่สุด ไม่ว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดก็จะได้รับการยกย่องที่สุด เพราะคนพวกนี้พร้อมที่จะเสียสละ พร้อมจะปฏิบัติการทุกอย่าง เพื่อทำลายล้างฝ่ายตรงกันข้าม หรือเรียกกันว่า สิ่งชั่วร้าย
เราลืมไปว่า บรรดาวีรบุรุษแห่งสงครามที่มักจะได้รับการยกย่อง ได้กลายเป็นปีศาจสงครามที่พร้อมจะเป็นกลจักรในการฆ่าและทำลายไปแล้ว ฆ่าได้แม้กระทั่งผู้บริสุทธิ์ หรือคนที่ไม่รู้เรื่องด้วย
แต่เราต้องรู้ว่า โลกนี้ทั้งใบถูกครอบด้วยลัทธิ หรือหลักการแห่งสงคราม ในทุกมิติ
บรรดานายทุนทำธุรกิจ (แบบตะวันตก) ก็ถือว่า “ธุรกิจคือ สงคราม” ต้องรู้เทคนิคในการทำธุรกิจ ที่สำคัญที่สุดคือ วิธีการโกงภาษี และการโฆษณาหลอกลวง
นักการเมือง ต้องทำทุกอย่าง ไม่ว่า “ผิด” หรือ “ถูก” เพื่อให้ชนะเลือกตั้ง และได้มาซึ่งอำนาจ
นายกฯ ก็ต้องทำทุกอย่าง เพื่อรักษาอำนาจ บางทีก็ต้อง “ฆ่า” คน เพื่อรักษาอำนาจ
สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็น “หลักการ” เป็น How to ซึ่งกลายเป็นความปรกติ และธรรมดา (ยังมีต่อ)
อ่านก่อนหน้า
คิดแบบเต๋าๆ:สงคราม กับ สันติภาวะ (1)


