xs
xsm
sm
md
lg

‘พอเพียง’ นี้อาจมีมากได้ แต่ต้องไม่เบียดเบียน

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

พนัสชัย คงศิริขันธ ์
แขนงวิชาวารสารศาสตร์ โปรแกรมวิชานิเทศศาสตร์ ม.ราชภัฏสวนดุสิต

ตลอดระยะเวลา 60 ปีแห่งการครองราชย์ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี คือ ระยะเวลาแห่งการทรงงานที่มิเคยหยุดแม้แต่เพียงวันเดียวขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถ้าเปรียบกับการรับราชการนั้นเท่ากับว่าคือ เกษียณอายุราชการแล้ว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรักประชาชนมาก พระองค์ทรงทำราชการเพื่อประชาชนของพระองค์ ขณะที่พสกนิกรชาวไทยที่รับราชการนั้น กล่าวคือ เป็นการรับงานจากพระเจ้าอยู่หัวมาทำต่อให้สำเร็จลุล่วง ซึ่งต้องทำด้วยความเต็มใจ ด้วยความบริสุทธิ์ ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตเป็นประจักษ์ ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำรัสมาโดยตลอดระยะเวลาแห่งการทรงงาน

ในอดีตคนไทยครองชีวิตอย่างพอมีพออยู่อย่างถ่อมเนื้อถ่อมตัว ยึดทางสายกลางอยู่บนพื้นฐานเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัวมาโดยตลอด แต่นับจากวันที่ประเทศชาติก้าวสู่ยุคปรับเปลี่ยนจากวิถีชีวิตดั้งเดิมเปลี่ยนไปสร้างความร่ำรวย เห็นคุณค่าของเงินเป็นตัวตั้ง ด้วยการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมายหลัก โดยคิดว่าการสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้ได้นั้น จะสามารถทำให้ทุกอย่างดีขึ้น

ซึ่งระยะต่อมาเรารวยขึ้นจริงในด้านตัวเลข เราเห็นคุณค่าของตัวเลขจีดีพี เพื่ออยากแสดงให้ประชาคมโลกรับรู้ว่าประเทศไทยนั้นสามารถที่จะเป็นเสือทางเศรษฐกิจแห่งเอเชียได้

ในทางกลับกัน หากมองย้อนกลับมาดูสภาพความเป็นจริงทางสังคมไทยนั้น ประเทศชาติของเรากลับสูญเสียคุณค่าบางอย่างไป โดยได้รับเงินเป็นผลตอบแทนก็กลับมาอย่างมหาศาลเท่านั้น ในขณะที่ประเทศชาติกำลังเสียคน ที่สำคัญกำลังเสียคุณค่าทางด้านจิตใจอันบริสุทธิ์ไปจนดึงกลับมายากขึ้น

ด้วยเหตุที่ สังคมกำลังมองเงินเป็นตัวตั้ง มองเห็นกำไร มองเห็นแต่ความโลภ ปล่อยให้กิเลสเข้าครอบงำจิตใจ จนละเลยศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรมที่เคยมีไป สังคมจึงขาดสิ่งที่รู้จักผิดชอบชั่วดี ไม่มีความละอายต่อบาปที่ได้ก่อ เพราะเห็นคุณค่าของเงินจนเกินควร

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ได้เคยกล่าวเตือนสติคนไทยไว้หลายครั้ง ว่า “ในฐานะคนไทยอย่าลืมราก เสรีนิยมกระตุ้นให้เกิดความโลภ ขอให้อยู่ตามฐานะ คนรวยถ้าอยู่อย่างจนจะมีความสุข อย่าปล่อยให้ความรวยมาเป็นนาย หลายประเทศเป็นทุกข์ เพราะเกิดความโลภจึงเบียดเบียนกัน ดังนั้นหากความยุติธรรมไม่มี ประเทศจะไปไม่ได้ โกงกิน คอร์รัปชัน นักกฎหมายต้องยึดหลักสุจริตเป็นที่ตั้ง หากความยุติธรรมไม่มีประเทศจะไปไม่ได้ เมื่อเกิดความโลภก็จะตัดสินใจผิดไปหมด”

ถ้ากล่าวถึง เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนั้น คำนี้หลายคนได้แต่กล่าวถึงและหลายคนอาจไม่เคยเข้าใจในความหมายของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ว่านี้ได้ เนื่องจากหลายคนไม่เคยใช้ปัญญาพิจารณา ในทางกลับกันหลายคนมักใช้แต่อารมณ์เป็นตัวตัดสินปัญหาต่างๆ

หลักสำคัญของ “เศรษฐกิจพอเพียง” (Sufficiency Economy) คือ การกระทำใดๆ ให้มีความพอเพียง ด้วยหลักการที่ว่า 3 ห่วง 2 เงื่อนไข กล่าวคือ ห่วงแรก คือ การทำพอประมาณ ห่วงที่ 2 คือทำด้วยหลักการและเหตุผลที่พิจารณาอย่างรอบด้าน และห่วงที่ 3 คือ ต้องรู้จักการสร้างระบบภูมิคุ้มกันในตัว รู้จักวางแผน เพื่อสามารถที่จะเผชิญและอยู่รอดจากผลกระทบที่อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอก

นอกจากนี้ หลักเศรษฐกิจพอเพียง ต้องมี 2 เงื่อนไขที่ว่า เงื่อนไขแรก ต้องมีความรู้ มีความรอบคอบ และเงื่อนไขที่สอง คือ มีคุณธรรม ซึ่งเกิดจากการใช้ปัญญาในการไตร่ตรอง

กล่าวโดยสรุป คือ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ต้องทำพอประมาณ ยึดหลักทางสายกลางด้วยเหตุและผล สร้างระบบภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว รวมทั้งมีความรู้ คู่คุณธรรม เพื่อเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของบุคคลให้สำนึกในจริยธรรมและศีลธรรม ถ้าปฏิบัติได้ตามหลักการที่ว่านี้จะช่วยให้สังคมส่วนรวมและตัวเราเองมีความสมดุลและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น พร้อมที่จะรองรับการเปลี่ยนในภายหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ยังสอนให้บุคคลสามารถที่จะร่ำรวยได้ แต่การร่ำรวยนั้นต้องเป็นไปโดยที่ไม่เอารัดเอาเปรียบ หรือเบียดเบียนผู้อื่นด้วยการโกง การคอร์รัปชันผู้อื่นมาเป็นของตนเองหรือพวกพ้อง และต้องเป็นการกระทำที่ไม่ผิดจากศีลธรรมอันดี

อีกทั้ง หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ยังสอนให้บุคคลทั่วไปได้รู้ว่า เราสามารถอยู่อย่างจนได้ กล่าวคือ ไม่จำเป็นที่จะต้องร่ำรวยมหาศาล หรือการจะร่ำรวยก็สามารถอยู่อย่างจนได้ ที่สำคัญต้องอยู่อย่างพอมีพอกินพออยู่ได้ ยืนอยู่ด้วยกำลังของตนเองที่ไม่เกินกำลังที่มีอยู่ ด้วยการไม่เบียดเบียนสังคมส่วนรวม

เหมือนดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2541 ความตอนหนึ่งว่า

“คำว่ายืนบนขาตัวเองนี่ มีคนบางคนพูดว่าชอบกล ใครจะมายืนบนขา คนอื่นมายืนบนขาเรา เราก็โกรธ แต่ตัวเองยืนบนขาตัวเองก็ต้องเสียหลักหกล้มหรือล้มลง อันนี้ก็เป็นความคิดที่อาจจะเฟื่องไปหน่อย แต่ว่าเป็นตามที่เขาเรียกว่ายืนบนขาของตัวเอง (ซึ่งแปลว่าพึ่งตนเอง) หมายความว่าสองขาของเรานี่ ยืนบนพื้น ให้อยู่ได้ไม่หกล้ม ไม่ต้องไปขอยืมขาของคนอื่นมาใช้สำหรับยืน แต่พอเพียงนี้มีความหมายกว้างขวางยิ่งกว่านี้อีก คือคำว่าพอก็เพียงพอ เพียงนี้ก็พอดังนั้นเอง คนเราถ้าพอในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อย ก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าทุกประเทศมีความคิด อันนี้ไม่ใช่เศรษฐกิจ มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข”

เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ปัญหาครั้งใด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงลงมาชี้แนะ ให้คำปรึกษา รับสั่งถึงการแก้ปัญหาแก่ปวงชนชาวไทยมาโดยตลอด ทำให้ปวงพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่าต่างแซ่ซ้องสรรเสริญพระองค์

อีกทั้ง พระองค์ทรงเป็น “พ่อหลวง” พ่อที่เป็นผู้ให้ พ่อผู้เป็นกำลังหลักของชาติ พ่อผู้เป็นพลังแผ่นดินให้แก่ลูกๆ ทั้ง 60 กว่าล้านคน ไม่ว่าพ่อจะเหนื่อยยากเพียงใด พ่อจะทำเพื่อลูกให้ลูกได้อยู่สุขสบายในตลอดระยะเวลา 60 ปี แห่งการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปตราบนานเท่านาน

ในการนี้จึงขอยกกระแสพระราชดำรัสหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตอนหนึ่งในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อนำมาเตือนสติให้ระลึกถึง และยังให้ทุกกระแสพระราชดำรัสของพระองค์นั้นประทับในใจของปวงชนชาวไทยตลอดไป ดังความที่ว่า

“พอเพียงนี้อาจจะมีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ต้องให้พอประมาณตามอัตภาพ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติตนก็พอเพียง”

กราบแทบเท้าพ่อของแผ่นดิน
กำลังโหลดความคิดเห็น