ทั้งๆ ที่สังคมไทยเป็นสังคมเก่าแก่มี “วัฒนธรรม” ยาวนานถึง 600-700 ปี ซึ่งเป็นสังคมที่ยึดมั่นอยู่กับ “ขนบธรรมเนียมประเพณี” ที่ต้องปฏิบัติยึดถืออยู่ใน “กรอบ-กฎกติกา” อย่างเคร่งครัด หรือกล่าวอย่างง่ายๆ ก็หมายความว่า “วิถีชีวิต” จำต้อง “ประพฤติ-ปฏิบัติ” อยู่ในระเบียบวินัย และเมื่อใดมีการละเมิด อาจถึงขั้นถูก “ตำหนิ-ประณาม” ว่า “ผิดธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติ!” และอาจเลยเถิดไปถึงขั้น “บาป!” ในทางศาสนาด้วยซ้ำ
ความเป็นมาของ “ความเชื่อ!” ข้างต้นนั้น เป็นปรากฏการณ์ที่คนไทยยึดถือปฏิบัติกันมาอย่างยาวนาน โดยอาจไม่มีการ “กำหนด-ระบุ” เป็นตัวบทกฎหมายด้วยซ้ำ แต่ถ้าเมื่อใดที่มี “การละเมิด” ก็จะถูก “ลงโทษ” ด้วยวิธีการและรูปแบบต่างๆ จากครอบครัว ชุมชน และสถาบันหลักๆ ของสังคมไทยในอดีต อาทิ วัด ผู้ปกครอง ชุมชน บ้านเมือง เป็นต้น
ทั้งนี้ ว่าไปแล้วกฎเกณฑ์ หรือที่เรียกว่า “ธรรมเนียมปฏิบัติ” นั้นเป็น “ประเพณี” ที่ “มิควร” หรือ “ไม่ควร” ละเมิดอย่างเด็ดขาด มิฉะนั้นก็จะถูกลงโทษด้วยมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเราสามารถเรียกได้ว่า “กฎหมาย” ในการกำหนดให้การดำเนินชีวิตของประชาชนในสังคมอยู่ในร่องในรอย!
“ธรรมเนียมปฏิบัติ” ที่กล่าวข้างต้นนั้นเป็น “วิถี!” ที่แทบจะทุกนานาอารยประเทศยึดถือปฏิบัติกันมาโดยตลอด แต่ในที่สุดแล้วก็จะค่อยๆ ปรับปรุงแก้ไขแล้วกำหนดให้เป็น “ตัวหนังสือ” และเป็น “ตัวบทกฎหมาย” เนื่องด้วยความสลับซับซ้อนของสังคมเพิ่มมากขึ้น “การเรียกร้อง” และ “ความต้องการมีส่วนร่วม” ของประชาชนเพิ่มปริมาณมากขึ้น จนต้องมีการกำหนด “กฎเกณฑ์-กฎหมาย” เพื่อ “ควบคุม” สังคมมิให้นอกลู่นอกทาง!
แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุด คือ “ความยุติธรรม” ที่ต้องเกิดขึ้นภายใต้ “ธรรมเนียมปฏิบัติ” ที่เราเรียกว่า “กฎหมาย” ในที่สุด เพื่อก่อให้เกิดการพิจารณาและสร้างความสมดุลและ “หลักเหตุผล” ของ “การกระทำ” ที่ “ละเมิด” ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ดังนั้น “ความยุติธรรม” จึงเป็นสัญลักษณ์ของ “ความสมดุล” ระหว่าง “ถูก-ผิด” โดยเราจะสามารถเห็นได้จากรูปปั้น “สุภาพสตรีโบราณ ปิดตาพร้อมถือตาชั่ง” ซึ่งขอย้ำอีกครั้งว่า ทั้งหลายทั้งปวงข้างต้นนั้น คือ ประวัติศาสตร์ของ “กฎหมาย” และ “ความยุติธรรม”
ประเด็นปัญหาหลักของนานาอารยประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว เจริญแล้ว หรือกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และกลุ่มประเทศด้อยพัฒนาก็ตามที “การไม่รู้กฎหมาย” และ “การไม่เข้าใจกฎหมาย” ตลอดจน “การไม่สนใจกฎหมาย” ล้วนแต่เป็นประเด็นปัญหาหลักๆ ที่เกิดขึ้นทั่วไปกับกลุ่มประเทศทั้งสามระดับที่ต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การไม่รู้กฎหมาย!” น่าจะเป็นปัญหาหลักที่สุดที่มีผู้คนจำนวนมากดำเนินชีวิตไปวันๆ เพียงแต่อาจไม่ก้าวล่วงละเมิดต่อความรู้สึกว่า “ผิด-ถูก” และ “ควร-ไม่ควร” อย่างใดเท่านั้น โดยไม่มีความรู้ขั้นพื้นฐานด้านกฎหมาย
เท่านั้นยังไม่พอ “ความรู้” ใน “กระบวนยุติธรรม” ยิ่งไม่น่าจะรู้เท่าใดนัก เพียงแต่รู้ดีว่ามีหน่วยงาน และ/หรือองค์กรที่ดูแลในเรื่องของ “กฎหมาย” อาทิ “ตำรวจ” และ “ศาล” เท่านั้น แต่ “กระบวนการ” ตลอดจน “กลไก” ที่เกี่ยวข้องนั้นน่าเชื่อว่ามีผู้คนจำนวนมากไม่รู้ไม่เข้าใจเลย!
ดังนั้น ความจำเป็นที่สังคมยุคใหม่ที่ประชาชนในปัจจุบันมีความตื่นตัว รู้ และเข้าใจในสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ ต้องมี “ความรู้-ความเข้าใจ” ว่า หนึ่ง “กฎหมายคืออะไร-สำคัญอย่างไร” สอง “ความยุติธรรม” มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะก่อให้เกิดความสงบสุขเรียบร้อยในสังคมได้ สาม “องคาพยพ” ที่เกี่ยวข้องกับ “กระบวนการยุติธรรม” ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง สี่ “สังคมยุคใหม่” ต้องการมี “ส่วนร่วม” และ “เรียกร้อง” มากยิ่งขึ้น และห้า “การเคารพกฎกติกา-กฎหมาย” ที่จำต้องเป็น “กรอบ” ในการอยู่ร่วมกันในสังคมเพื่อ “ความสงบเรียบร้อย” ซึ่งรู้จักแยกแยะและตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “การถ่วงดุล” ซึ่งก็คือ “ความพอดี-พอเพียง” นั่นเอง
ความจริงที่เราต้องยอมรับว่า สังคมไม่ว่ายุคใดสมัยใด ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เกิดขึ้นตลอดเวลาจนมี “การละเมิด-กระทำผิดกฎหมาย” จนทำให้สังคมโดยรวมต้องอาศัย “กฎหมาย” และ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ด้านกฎหมายเข้ามาช่วยปกป้อง “ประชาชนดีๆ” ให้ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
นอกเหนือจากนั้น “กระบวนการยุติธรรม” ที่นับวันจะต้องมีบทบาทมากยิ่งขึ้น ในการดำเนินการอย่างสุขุมรอบคอบ ให้สมกับคำว่า “กระบวนการยุติธรรม” ที่ต้องปกคลุมแผ่ให้ครบถ้วนทั้ง “คนดี-คนไม่ดี!”
จากกรณีที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์ได้เปิดเผยเมื่อไม่นานมานี้ว่าการสำรวจ “ผู้บริสุทธิ์” ที่ตกเป็นจำเลยและต้องขังอยู่ในเรือนจำ หรือพูดภาษาชาวบ้านว่า “ติดคุก!” นั้นมีจำนวนมากถึง 7,000-8,000 คน ฟังดูแล้ว “น่าตกใจ!” อย่างมาก
นักโทษจำนวนมากเท่านี้หรือร้อยละ 5 ของจำนวนนักโทษทั้งหมด โดนคดีทำร้ายร่างกาย ข้อหาฆ่าคนตาย และคดีทั่วไป เป็นผู้ที่เข้าข่ายว่าน่าจะเป็น “ผู้บริสุทธิ์” ด้วยซ้ำ กล่าวคือ ไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ซ้ำร้ายต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม ที่ขอเสียมารยาทเรียกว่า “ไร้ยุติธรรม!” จนต้อง “ติดคุก-ติดตะราง!” อยู่คนละไม่รู้กี่ปี
โดยที่นักโทษเหล่านี้ อาจถูกยัดเยียดข้อหา กลั่นแกล้งสารพัดวิธี หรืออาจถูกปรักปรำ และที่สำคัญที่สุด ขอย้ำว่า อาจเป็นการแสดงถึง “ความบกพร่อง!” อย่างร้ายแรงของกระบวนการยุติธรรม
จากการเปิดเผยกรณีปัญหาดังกล่าวข้างต้น ทำให้สังคมโดยรวมเริ่มฉุกคิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการยุติธรรมในบ้านเรา และคงไม่สำคัญเท่ากับคำถามที่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับ “ความยุติธรรม” พร้อมถามต่อว่า “มีหรือไม่อย่างไร!”
ถ้าจะว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว “ความยุติธรรม” นั้นมีแน่นอน พร้อมทั้งกระบวนการยุติธรรมก็มีเช่นเดียวกัน เพียงแต่ปัญหาของทั้งสองประเด็นนั้นเกิดจาก “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” หรือ “ปัญหาคน” ที่อาศัย “ช่องโหว่-ข้อบกพร่อง!” ในแง่กฎหมายและกระบวนการต่างๆ ก่อกระทำ “ทุจริต-ประพฤติมิชอบ” ซึ่งอาจจะมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น แต่ได้สร้างความเสียหายและความเสื่อมเสียให้เกิดขึ้นกับ “กระบวนการยุติธรรม”
ปัจจุบันยังเป็นกรณีที่แทบไม่น่าเชื่อว่ามีประชาชนจำนวนมากที่ขาดความรู้ความเข้าใจถึงบทบาทภาระหน้าที่ของ “กระบวนการยุติธรรม” โดยมักเหมารวมว่าเป็นเรื่องของ “ตำรวจ” และ “ศาล” เท่านั้น และก็น่าเป็นไปได้ถึงขั้นที่ว่า “กระทรวงยุติธรรม” นั้นเป็น “สถาบันหลักของศาลสถิตยุติธรรม” ที่น่าจะพึ่งได้ที่สุด!
จากกรณีปัญหาข้างต้นนั้น “กระทรวงยุติธรรม” จึงได้ริเริ่มที่จะปรับปรุงและพัฒนากระบวนการทั้งหมดในกระบวนการยุติธรรม พร้อมทั้งเสริมสร้างและเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจถึงบทบาทภารกิจสำคัญของกระทรวงยุติธรรมแก่สาธารณชน กอปรกับการสนับสนุนให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารงานยุติธรรม พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ส่งเสริมภาพลักษณ์ของกระทรวงยุติธรรมและกระบวนการยุติธรรม เพื่อก่อให้เกิด “ความชอบธรรม-ความเป็นกลาง” และความเชื่อมั่นต่างๆ ของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม
ปัจจุบัน “กระทรวงยุติธรรม” ได้กำหนดและปฏิบัติมาแล้ว โดยมีการจัด “แผนแม่บทกระบวนการยุติธรรมแห่งชาติฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2547-2549)” โดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม และการระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนต่างๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นจากกลุ่มนักวิชาการ สื่อสารมวลชน องค์กรอิสระ และองค์กรการเมืองภาคประชาชนเป็นต้น จนได้แผนแม่บท ประกอบไปด้วย 10 ยุทธศาสตร์ และได้กำหนดให้เริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2550-2551 ต่อไป
ปรัชญาหลักและกรอบแนวคิดของกระบวนการยุติธรรม เพื่อการพัฒนาประเทศตามเจตนารมณ์ของแผนแม่บทกระทรวงยุติธรรมแห่งชาติฉบับใหม่นี้ มีความมุ่งมั่นพัฒนากระบวนการยุติธรรม ในลักษณะ “องค์รวม” หรือ “บูรณาการ” โดยมีความมุ่งหวังว่าภายใน 3-5 ปี คนไทยที่เป็นคู่กรณีหรือมีข้อพิพาทต่อกัน ทั้งก่อนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทั้งทางคดีอาญา คดีแพ่ง คดีปกครอง คดีทรัพย์สินทางปัญญา คดีเด็กและเยาวชน และคดีแรงงาน จะได้รับการอำนวยความยุติธรรมอย่างเสมอภาค รวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม ควบคู่ไปกับมีทางเลือกปฏิบัติที่ให้คุณต่อผู้ด้อยโอกาสและยากจน
โดยบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมจำต้องมีระบบการคิดในลักษณะริเริ่มสร้างสรรค์ รักการเรียนรู้ มีจิตใจที่รักความยุติธรรม พร้อมทั้งมีจิตสำนึกในการบริการ และสามารถปรับตัวให้เข้าได้และเหมาะสมต่อความเปลี่ยนแปลง ทั้งในปัจจุบันและอนาคต อันจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและในการพัฒนาประเทศ
ยุทธศาสตร์ 10 ประการตามแผ่นแม่บทฯ นี้กำหนดไว้ดังนี้ ยุทธศาสตร์ที่ 1 คือ การพัฒนากระบวนการยุติธรรมด้วยนโยบายบูรณาการการอำนวยความยุติธรรมในระดับชาติ ยุทธศาสตร์ที่ 2 คือ การพัฒนาการบริหารจัดการในระบบงานยุติธรรม ยุทธศาสตร์ที่ 3 คือ การพัฒนาบุคลากรและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมให้เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ ยุทธศาสตร์ที่ 4 คือ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ยุทธศาสตร์ที่ 5 คือ การส่งเสริมการศึกษา วิจัย และพัฒนากระบวนการยุติธรรมและกฎหมาย ยุทธศาสตร์ที่ 6 คือ การส่งเสริมการระงับข้อพิพาทและลดปริมาณคดีที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ยุทธศาสตร์ที่ 7 คือ การพัฒนาระบบและวิธีการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดและระบบการแก้ไขฟื้นฟู ยุทธศาสตร์ที่ 8 คือ การเสริมสร้างความมั่นคง ปลอดภัยในชีวิตร่างกายและทรัพย์สิน ยุทธศาสตร์ที่ 9 คือ การส่งเสริม สนับสนุน และสร้างกลไก เพื่อขยายโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรม และ ยุทธศาสตร์ที่ 10 คือ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และการช่วยเหลือประชาชนด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวไปนั้น น่าจะเป็น “มิติ” ตลอดจน “นิมิตหมาย” ที่ดีที่ “ความยุติธรรม” และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ธรรมาภิบาล” กำลังจะค่อยๆ “ผุด” ขึ้นในสังคมไทย เนื่องด้วย “ตุลาการภิวัฒน์” ได้ก่อตัวขึ้นแล้ว โดยมี “กระทรวงยุติธรรม” และ “ศาล-ตุลาการ” ทั้งหลายกำลังจะได้ก่อกำเนิดสิ่งดีงามให้เกิดขึ้นแก่บ้านนี้เมืองนี้!
ความเป็นมาของ “ความเชื่อ!” ข้างต้นนั้น เป็นปรากฏการณ์ที่คนไทยยึดถือปฏิบัติกันมาอย่างยาวนาน โดยอาจไม่มีการ “กำหนด-ระบุ” เป็นตัวบทกฎหมายด้วยซ้ำ แต่ถ้าเมื่อใดที่มี “การละเมิด” ก็จะถูก “ลงโทษ” ด้วยวิธีการและรูปแบบต่างๆ จากครอบครัว ชุมชน และสถาบันหลักๆ ของสังคมไทยในอดีต อาทิ วัด ผู้ปกครอง ชุมชน บ้านเมือง เป็นต้น
ทั้งนี้ ว่าไปแล้วกฎเกณฑ์ หรือที่เรียกว่า “ธรรมเนียมปฏิบัติ” นั้นเป็น “ประเพณี” ที่ “มิควร” หรือ “ไม่ควร” ละเมิดอย่างเด็ดขาด มิฉะนั้นก็จะถูกลงโทษด้วยมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเราสามารถเรียกได้ว่า “กฎหมาย” ในการกำหนดให้การดำเนินชีวิตของประชาชนในสังคมอยู่ในร่องในรอย!
“ธรรมเนียมปฏิบัติ” ที่กล่าวข้างต้นนั้นเป็น “วิถี!” ที่แทบจะทุกนานาอารยประเทศยึดถือปฏิบัติกันมาโดยตลอด แต่ในที่สุดแล้วก็จะค่อยๆ ปรับปรุงแก้ไขแล้วกำหนดให้เป็น “ตัวหนังสือ” และเป็น “ตัวบทกฎหมาย” เนื่องด้วยความสลับซับซ้อนของสังคมเพิ่มมากขึ้น “การเรียกร้อง” และ “ความต้องการมีส่วนร่วม” ของประชาชนเพิ่มปริมาณมากขึ้น จนต้องมีการกำหนด “กฎเกณฑ์-กฎหมาย” เพื่อ “ควบคุม” สังคมมิให้นอกลู่นอกทาง!
แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุด คือ “ความยุติธรรม” ที่ต้องเกิดขึ้นภายใต้ “ธรรมเนียมปฏิบัติ” ที่เราเรียกว่า “กฎหมาย” ในที่สุด เพื่อก่อให้เกิดการพิจารณาและสร้างความสมดุลและ “หลักเหตุผล” ของ “การกระทำ” ที่ “ละเมิด” ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ดังนั้น “ความยุติธรรม” จึงเป็นสัญลักษณ์ของ “ความสมดุล” ระหว่าง “ถูก-ผิด” โดยเราจะสามารถเห็นได้จากรูปปั้น “สุภาพสตรีโบราณ ปิดตาพร้อมถือตาชั่ง” ซึ่งขอย้ำอีกครั้งว่า ทั้งหลายทั้งปวงข้างต้นนั้น คือ ประวัติศาสตร์ของ “กฎหมาย” และ “ความยุติธรรม”
ประเด็นปัญหาหลักของนานาอารยประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว เจริญแล้ว หรือกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และกลุ่มประเทศด้อยพัฒนาก็ตามที “การไม่รู้กฎหมาย” และ “การไม่เข้าใจกฎหมาย” ตลอดจน “การไม่สนใจกฎหมาย” ล้วนแต่เป็นประเด็นปัญหาหลักๆ ที่เกิดขึ้นทั่วไปกับกลุ่มประเทศทั้งสามระดับที่ต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การไม่รู้กฎหมาย!” น่าจะเป็นปัญหาหลักที่สุดที่มีผู้คนจำนวนมากดำเนินชีวิตไปวันๆ เพียงแต่อาจไม่ก้าวล่วงละเมิดต่อความรู้สึกว่า “ผิด-ถูก” และ “ควร-ไม่ควร” อย่างใดเท่านั้น โดยไม่มีความรู้ขั้นพื้นฐานด้านกฎหมาย
เท่านั้นยังไม่พอ “ความรู้” ใน “กระบวนยุติธรรม” ยิ่งไม่น่าจะรู้เท่าใดนัก เพียงแต่รู้ดีว่ามีหน่วยงาน และ/หรือองค์กรที่ดูแลในเรื่องของ “กฎหมาย” อาทิ “ตำรวจ” และ “ศาล” เท่านั้น แต่ “กระบวนการ” ตลอดจน “กลไก” ที่เกี่ยวข้องนั้นน่าเชื่อว่ามีผู้คนจำนวนมากไม่รู้ไม่เข้าใจเลย!
ดังนั้น ความจำเป็นที่สังคมยุคใหม่ที่ประชาชนในปัจจุบันมีความตื่นตัว รู้ และเข้าใจในสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ ต้องมี “ความรู้-ความเข้าใจ” ว่า หนึ่ง “กฎหมายคืออะไร-สำคัญอย่างไร” สอง “ความยุติธรรม” มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะก่อให้เกิดความสงบสุขเรียบร้อยในสังคมได้ สาม “องคาพยพ” ที่เกี่ยวข้องกับ “กระบวนการยุติธรรม” ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง สี่ “สังคมยุคใหม่” ต้องการมี “ส่วนร่วม” และ “เรียกร้อง” มากยิ่งขึ้น และห้า “การเคารพกฎกติกา-กฎหมาย” ที่จำต้องเป็น “กรอบ” ในการอยู่ร่วมกันในสังคมเพื่อ “ความสงบเรียบร้อย” ซึ่งรู้จักแยกแยะและตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “การถ่วงดุล” ซึ่งก็คือ “ความพอดี-พอเพียง” นั่นเอง
ความจริงที่เราต้องยอมรับว่า สังคมไม่ว่ายุคใดสมัยใด ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เกิดขึ้นตลอดเวลาจนมี “การละเมิด-กระทำผิดกฎหมาย” จนทำให้สังคมโดยรวมต้องอาศัย “กฎหมาย” และ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ด้านกฎหมายเข้ามาช่วยปกป้อง “ประชาชนดีๆ” ให้ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
นอกเหนือจากนั้น “กระบวนการยุติธรรม” ที่นับวันจะต้องมีบทบาทมากยิ่งขึ้น ในการดำเนินการอย่างสุขุมรอบคอบ ให้สมกับคำว่า “กระบวนการยุติธรรม” ที่ต้องปกคลุมแผ่ให้ครบถ้วนทั้ง “คนดี-คนไม่ดี!”
จากกรณีที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์ได้เปิดเผยเมื่อไม่นานมานี้ว่าการสำรวจ “ผู้บริสุทธิ์” ที่ตกเป็นจำเลยและต้องขังอยู่ในเรือนจำ หรือพูดภาษาชาวบ้านว่า “ติดคุก!” นั้นมีจำนวนมากถึง 7,000-8,000 คน ฟังดูแล้ว “น่าตกใจ!” อย่างมาก
นักโทษจำนวนมากเท่านี้หรือร้อยละ 5 ของจำนวนนักโทษทั้งหมด โดนคดีทำร้ายร่างกาย ข้อหาฆ่าคนตาย และคดีทั่วไป เป็นผู้ที่เข้าข่ายว่าน่าจะเป็น “ผู้บริสุทธิ์” ด้วยซ้ำ กล่าวคือ ไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ซ้ำร้ายต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม ที่ขอเสียมารยาทเรียกว่า “ไร้ยุติธรรม!” จนต้อง “ติดคุก-ติดตะราง!” อยู่คนละไม่รู้กี่ปี
โดยที่นักโทษเหล่านี้ อาจถูกยัดเยียดข้อหา กลั่นแกล้งสารพัดวิธี หรืออาจถูกปรักปรำ และที่สำคัญที่สุด ขอย้ำว่า อาจเป็นการแสดงถึง “ความบกพร่อง!” อย่างร้ายแรงของกระบวนการยุติธรรม
จากการเปิดเผยกรณีปัญหาดังกล่าวข้างต้น ทำให้สังคมโดยรวมเริ่มฉุกคิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการยุติธรรมในบ้านเรา และคงไม่สำคัญเท่ากับคำถามที่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับ “ความยุติธรรม” พร้อมถามต่อว่า “มีหรือไม่อย่างไร!”
ถ้าจะว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว “ความยุติธรรม” นั้นมีแน่นอน พร้อมทั้งกระบวนการยุติธรรมก็มีเช่นเดียวกัน เพียงแต่ปัญหาของทั้งสองประเด็นนั้นเกิดจาก “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” หรือ “ปัญหาคน” ที่อาศัย “ช่องโหว่-ข้อบกพร่อง!” ในแง่กฎหมายและกระบวนการต่างๆ ก่อกระทำ “ทุจริต-ประพฤติมิชอบ” ซึ่งอาจจะมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น แต่ได้สร้างความเสียหายและความเสื่อมเสียให้เกิดขึ้นกับ “กระบวนการยุติธรรม”
ปัจจุบันยังเป็นกรณีที่แทบไม่น่าเชื่อว่ามีประชาชนจำนวนมากที่ขาดความรู้ความเข้าใจถึงบทบาทภาระหน้าที่ของ “กระบวนการยุติธรรม” โดยมักเหมารวมว่าเป็นเรื่องของ “ตำรวจ” และ “ศาล” เท่านั้น และก็น่าเป็นไปได้ถึงขั้นที่ว่า “กระทรวงยุติธรรม” นั้นเป็น “สถาบันหลักของศาลสถิตยุติธรรม” ที่น่าจะพึ่งได้ที่สุด!
จากกรณีปัญหาข้างต้นนั้น “กระทรวงยุติธรรม” จึงได้ริเริ่มที่จะปรับปรุงและพัฒนากระบวนการทั้งหมดในกระบวนการยุติธรรม พร้อมทั้งเสริมสร้างและเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจถึงบทบาทภารกิจสำคัญของกระทรวงยุติธรรมแก่สาธารณชน กอปรกับการสนับสนุนให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารงานยุติธรรม พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ส่งเสริมภาพลักษณ์ของกระทรวงยุติธรรมและกระบวนการยุติธรรม เพื่อก่อให้เกิด “ความชอบธรรม-ความเป็นกลาง” และความเชื่อมั่นต่างๆ ของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม
ปัจจุบัน “กระทรวงยุติธรรม” ได้กำหนดและปฏิบัติมาแล้ว โดยมีการจัด “แผนแม่บทกระบวนการยุติธรรมแห่งชาติฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2547-2549)” โดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม และการระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนต่างๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นจากกลุ่มนักวิชาการ สื่อสารมวลชน องค์กรอิสระ และองค์กรการเมืองภาคประชาชนเป็นต้น จนได้แผนแม่บท ประกอบไปด้วย 10 ยุทธศาสตร์ และได้กำหนดให้เริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2550-2551 ต่อไป
ปรัชญาหลักและกรอบแนวคิดของกระบวนการยุติธรรม เพื่อการพัฒนาประเทศตามเจตนารมณ์ของแผนแม่บทกระทรวงยุติธรรมแห่งชาติฉบับใหม่นี้ มีความมุ่งมั่นพัฒนากระบวนการยุติธรรม ในลักษณะ “องค์รวม” หรือ “บูรณาการ” โดยมีความมุ่งหวังว่าภายใน 3-5 ปี คนไทยที่เป็นคู่กรณีหรือมีข้อพิพาทต่อกัน ทั้งก่อนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทั้งทางคดีอาญา คดีแพ่ง คดีปกครอง คดีทรัพย์สินทางปัญญา คดีเด็กและเยาวชน และคดีแรงงาน จะได้รับการอำนวยความยุติธรรมอย่างเสมอภาค รวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม ควบคู่ไปกับมีทางเลือกปฏิบัติที่ให้คุณต่อผู้ด้อยโอกาสและยากจน
โดยบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมจำต้องมีระบบการคิดในลักษณะริเริ่มสร้างสรรค์ รักการเรียนรู้ มีจิตใจที่รักความยุติธรรม พร้อมทั้งมีจิตสำนึกในการบริการ และสามารถปรับตัวให้เข้าได้และเหมาะสมต่อความเปลี่ยนแปลง ทั้งในปัจจุบันและอนาคต อันจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและในการพัฒนาประเทศ
ยุทธศาสตร์ 10 ประการตามแผ่นแม่บทฯ นี้กำหนดไว้ดังนี้ ยุทธศาสตร์ที่ 1 คือ การพัฒนากระบวนการยุติธรรมด้วยนโยบายบูรณาการการอำนวยความยุติธรรมในระดับชาติ ยุทธศาสตร์ที่ 2 คือ การพัฒนาการบริหารจัดการในระบบงานยุติธรรม ยุทธศาสตร์ที่ 3 คือ การพัฒนาบุคลากรและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมให้เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ ยุทธศาสตร์ที่ 4 คือ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ยุทธศาสตร์ที่ 5 คือ การส่งเสริมการศึกษา วิจัย และพัฒนากระบวนการยุติธรรมและกฎหมาย ยุทธศาสตร์ที่ 6 คือ การส่งเสริมการระงับข้อพิพาทและลดปริมาณคดีที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ยุทธศาสตร์ที่ 7 คือ การพัฒนาระบบและวิธีการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดและระบบการแก้ไขฟื้นฟู ยุทธศาสตร์ที่ 8 คือ การเสริมสร้างความมั่นคง ปลอดภัยในชีวิตร่างกายและทรัพย์สิน ยุทธศาสตร์ที่ 9 คือ การส่งเสริม สนับสนุน และสร้างกลไก เพื่อขยายโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรม และ ยุทธศาสตร์ที่ 10 คือ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และการช่วยเหลือประชาชนด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวไปนั้น น่าจะเป็น “มิติ” ตลอดจน “นิมิตหมาย” ที่ดีที่ “ความยุติธรรม” และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ธรรมาภิบาล” กำลังจะค่อยๆ “ผุด” ขึ้นในสังคมไทย เนื่องด้วย “ตุลาการภิวัฒน์” ได้ก่อตัวขึ้นแล้ว โดยมี “กระทรวงยุติธรรม” และ “ศาล-ตุลาการ” ทั้งหลายกำลังจะได้ก่อกำเนิดสิ่งดีงามให้เกิดขึ้นแก่บ้านนี้เมืองนี้!


