xs
xsm
sm
md
lg

10 ธันวา จับตาให้ดี

เผยแพร่:   โดย: การุณ ใสงาม

www.karoon-saingam.net

กระแสคลื่นใต้น้ำ ที่ตอนนี้ทยอยออกข่าวมาเพื่อบั่นทอนเสถียรภาพและความมั่นคงของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล ต่อ คมช. เป็นเพราะการลงดาบที่ล่าช้าของผู้ที่มีอำนาจในขณะนี้ที่จะจัดการกับการทุจริตคอร์รัปชันที่มากมายมหาศาลสมัยทักษิณได้ทำไว้

กระแสคลื่นใต้น้ำ เกิดขึ้นจาก 3 กลุ่ม ได้แก่

1. ฝ่ายที่สนับสนุนทักษิณ
2. ฝ่ายที่ต่อต้านการรัฐประหาร
3. ฝ่ายที่ผิดหวังกับการทำงานของ คมช. และรัฐบาล

วิธีการที่ใช้มีตั้งแต่การชักจูงแกนนำในพื้นที่ การแจกใบปลิว การชี้นำให้ชาวบ้านต่อต้าน คมช. คัดค้านการบริหารงานของรัฐบาล โดยอ้างว่ารัฐบาลมาจากการรัฐประหารเป็นรัฐบาลที่ไม่ถูกต้อง ใช้ยุทธวิธีของการรวมกลุ่มจากหลากหลายทั่วสารทิศเพื่อต่อต้านรัฐบาลในรูปแบบเดิมๆ คือ “ยุทธวิธีป่าล้อมเมือง”

สอดคล้องกับการที่นายเทพพนม ศิริวิทยารักษ์ ตัวแทนเครือข่ายประชาชนภาคอีสานพิทักษ์รัฐธรรมนูญ หนึ่งในผู้นำการเคลื่อนไหวสนับสนุนทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาสารภาพว่าเคยเป็นเครื่องมือให้รัฐบาลทักษิณจัดคนมาชุมนุมหลายต่อหลายครั้ง และยังระบุว่าขณะนี้มีกลุ่มประชาชนที่ได้รับน้ำเลี้ยงจากอดีตนักการเมืองมาเคลื่อนไหวต่อต้าน คมช. เป็นสิ่งที่น่าจับตามอง

ยิ่งนายชนาพัทธ์ ณ นคร หรือ เตมูจิน แกนนำกลุ่มประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาโวยวายว่ากลุ่มของตนที่ชุมนุมกันเป็นไปตามอุดมการณ์ที่ต้องการให้ คมช.คืนอำนาจให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งบอกว่า ที่ผ่านมามีนักการเมืองกลุ่มอำนาจเก่าเคยนำเงินมาให้มากกว่า 10 ล้านบาทเพื่อให้เคลื่อนไหวแต่เขาไม่รับ

10 ธันวาคมที่จะถึง มีกลุ่มเคลื่อนไหวหลายกลุ่มจะออกมาชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยในวันดังกล่าว

10 ธันวาคมจึงเป็นสถานการณ์ที่ท้าทาย คมช.และรัฐบาล ในการจัดการกับความหลากหลายและความขัดแย้งในสังคมให้ได้ เพราะ คมช.ย่อมรู้ดีว่าวันนั้น ทุกกลุ่มที่ต่อต้าน “รัฐบาล-คมช.” จะถือเอาวันรัฐธรรมนูญ รวมตัวกันเพื่อแสดงพลัง แม้ว่าแต่ละกลุ่มจะมีท่าที จุดยืน และอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างกัน

มีเพียงกลุ่ม 19 กันยา ที่นำโดย อาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์ เท่านั้น ที่เป็นพลังบริสุทธิ์ เคลื่อนไหวโดยอิสระ ปราศจากการชี้นำหรือแอบแฝงจากกลุ่มผลประโยชน์อื่นใด เป็นการรวมตัวของ “ปัญญาชน” ที่แท้จริง

กลุ่มของอาจารย์ใจ ไม่ได้ไปเข้าร่วมการชุมนุมที่สนามหลวง แต่ใช้วิธีการจัดสัมมนาเรื่องการปฏิรูปการเมือง ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นอกนั้นเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อการเมือง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ กลุ่มพิราบขาว สมาพันธ์แท็กซี่

โดยเฉพาะกลุ่มของนายชนาพัทธ์ ที่บอกว่าจะมีคนมาเข้าร่วมการชุมนุมกว่า 3 หมื่นคน ได้มีการประสานงานกับมวลชนไว้หลายกลุ่ม เช่น สมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตั้งแต่ ส.อบจ. ส.อบต. และ ส.ท. รวมไปถึงผู้ใช้แรงงาน และนักเรียน นักศึกษาอีกจำนวนมาก

คมช. เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ให้ศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) ติดตามการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ รวมทั้งสั่งการไปยังพื้นที่ต่างๆ ให้มีการเฝ้าระวังเตรียมรับมือกับการเคลื่อนไหวครั้งนี้ เพราะกลัวว่าเหตุการณ์จะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว

ผมเองรู้จักนายเทพพนม ช่วงปี 47-48 เพราะระหว่างนั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญปราบปรามการทุจริตของวุฒิสภา สอบสวนเรื่องการขึ้นเงินเดือนให้กับตนเองขององค์กรอิสระ

นายเทพพนมมาพบผมที่รัฐสภา มาอาสาต่อกรรมาธิการจะใช้มาตรา 304 ตามรัฐธรรมนูญ 2540 รวบรวมชื่อ 5 หมื่นรายชื่อ เพื่อทำการถอดถอน กกต. 3 หนา ขณะนั้น เท่านั้นไม่พอจะยื่นถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาในความผิดอย่างเดียวกันกับ ป.ป.ช.

ผมได้ยกสำเนาเอกสารทั้งหมด รวมทั้งสำนวนเอกสารความผิดต่างๆ มากมายของ กกต. แต่ละเรื่องผมได้ยกร่างคำร้องให้ด้วย

4-5 วันต่อมา นายเทพพนมกับพรรคพวกก็มายื่นคำร้องขอถอดถอนต่อประธานวุฒิสภาในฐานะผู้ก่อการ โดยมีนายนิพนธ์ พิสิษฐ์ยุทธศาสตร์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ได้ออกมารับเรื่องเอง

ตั้งแต่วันที่ยื่นเรื่องจนสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบจนกระทั่งรัฐประหาร นายเทพพนมและพรรคพวกไม่ได้ดำเนินการรวบรวมรายชื่ออย่างจริงจัง

เป็นการเฉลยคำตอบที่ผมค้างคาใจมานาน

เมื่อนายเทพพนมออกมายอมรับว่าตนเองเป็นแกนนำที่สำคัญในการสนับสนุนรัฐบาลนายทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นการก่อม็อบสนับสนุน กกต. ที่หน้าศาล ม็อบหน้าสำนักงานหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ม็อบคาราวานคนจนที่สวนจตุจักร และเป็นผู้ที่แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษคุณสนธิ ลิ้มทองกุล กรณีที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่จังหวัดนครราชสีมา


ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อนายเทพพนมมีปัญหากับนักการเมือง จึงหันมาจัดตั้งชมรมเครือข่ายประชาชนภาคอีสานพิทักษ์รัฐธรรมนูญขึ้น ร่วมกับนักอดอาหารคนหนึ่ง เรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง มีหน้าที่เดินขบวนต่อสู้กับฝ่ายพันธมิตรฯ และหาคนไปเป็นพยานกล่าวโทษต่างๆ ในคดีที่ทักษิณเป็นโจทก์หรือจำเลย

เมื่อทราบอย่างนี้ ทำให้แน่ใจได้ว่า นายเทพพนมไม่ได้ตั้งใจจะยื่นถอดถอนองค์กรอิสระ หรือให้เกิดกระบวนการถอดถอนโดยประชาชนอย่างแท้จริง

นายเทพพนมต้องการเพียงล็อกเรื่องไว้ เพื่อให้สาธารณชนทั่วไปฝากความหวังว่าได้ทำเรื่องนี้แล้ว จะได้ไม่มีใครเข้ามาดำเนินการให้ซ้ำซ้อน

การที่นายเทพพนมทำอย่างนี้ ทำให้กระบวนการตรวจสอบทางการเมืองชำรุดไปในช่วงนั้น


ถ้าเพียงแต่นายเทพพนมทำอย่างจริงจัง หรือมีบุคคลอื่นที่มาดำเนินการอย่างจริงจัง สามารถถอดถอนองค์กรอิสระที่ชำรุดออกไป และทำการแต่งตั้งบุคคลใหม่ที่มีความซื่อสัตย์ สุจริตตั้งใจจริงเข้ามาทำหน้าที่แทน

ถ้าถอดถอน กกต.ชุด 3 หนาไปในช่วงนั้น เราก็ไม่ต้องมีการเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์ดังที่ผ่านมา ประเทศชาติจะไม่ต้องสูญเสียเงินเป็นพันล้านเพื่อจัดการเลือกตั้ง

ถ้าถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด 14 คน ที่ร่วมกันกระทำความผิดแล้วมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดใหม่ การวินิจฉัยคดีซุกหุ้นรอบสองของทักษิณอาจกลับเป็นอย่างอื่นแล้วก็ได้

ผมไม่อยากคิดว่าเป็นเช่นนั้น แล้วถ้าเป็นล่ะ การแก้ไขปัญหาทางการเมืองอาจแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไปก็ได้ใครจะไปรู้

เมื่อเงื่อนไขทางการเมืองและสถานการณ์ต่างๆ ได้เดินมาเป็นลำดับเช่นนี้ การจะสลายกลุ่มคลื่นใต้น้ำได้นั้นควรเร่งการพิจารณาคดีทุจริตต่างๆ สะสางปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่หมักหมม เพื่อเป็นการยืนยันว่า ทักษิณและพวก มีความผิดจริง ดังเหตุผลต่างๆ ที่ท่านได้อธิบายไว้ในสมุดปกขาว

ผมไม่คัดค้านการชุมนุม หรือการแสดงออกทางการเมือง

เพราะนั่นคือ การแสดงถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่ไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง


การชุมนุมของพวกท่าน ท่านสามารถทำได้ ถือว่าเป็นสิทธิที่จะสามารถดำเนินการได้ แต่ต้องไม่กระทบสิทธิของผู้อื่นและต้องอยู่ในความสงบเรียบร้อย ที่สำคัญต้องมีความจริงใจ สุจริตไม่รับสินบาทคาดสินบน ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังสกปรกโสมม ท้ายที่สุดกลายเป็นรับใช้ทรราช

แต่จะดีไหม ถ้าพวกท่านมาถือธงร่วมกัน

นั่นคือการปฏิรูปการเมือง

ทำการเมืองให้ใสสะอาด ทำหน้าที่บทบาทการเมืองภาคพลเมืองอย่างแท้จริง

กำลังโหลดความคิดเห็น...