คตส.สอบหุ้นชินคอร์ปพุ่งเป้าเล่นงาน “ชินวัตร-ดามาพงษ์” ไม่เสียภาษีลามไปถึงซุกหุ้น เตรียมรายงานต่อที่ประชุมใหญ่ 6 พ.ย.นี้ เผยเบื้องหลังบิ๊ก คมช.รุกฆาต “หญิงอ้อ” ซื้อที่ดินฉาวต่อสายขอเอกสารปชป.ก่อนส่งให้คตส.เชือด “อาคม” ลั่นงานนี้มีคนเข้าคุกร้อยเปอร์เซ็นต์ อัดทนายแม้วแก้ต่างฟังไม่ขึ้น ด้านป.ป.ช.ส่งไม้ต่อคดีสินเชื่อกรุงไทย-รถดับเพลิงฉาวให้คตส.ลุยเต็มที่ “หมอมงคล”ตั้งคณะกก.สอบสวนทางวินัยร้ายแรงขรก.ระดับสูงพันทุจริตคอมพิวเตอร์ฉาว 912 ล้าน
วานนี้ (3 พ.ย.) คณะอนุกรรมการตรวจสอบการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป และโครงการธนาคารเพื่อการนำเข้าและส่งออกรือเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้ รัฐบาลพม่า ที่มีนาย วิโรจน์ เลาหะพันธุ์ เป็นประธานอนุกรรมการตรวจสอบ ประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าผลการตรวจสอบ
นายกล้าณรงค์ จันทิก คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) หนึ่งในคณะอนุกรรมการฯ ข้างต้น กล่าวว่า การตรวจสอบเรื่องดังกล่าวมีความคืบหน้ามาก แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการทำรายงานเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ คตส.ในวันจันทร์ที่ 6 พ.ย.นี้
ด้านนาย วิโรจน์ เลาหพันธ์ กล่าวว่า จะเน้นตรวจสอบเรื่องการการเสียภาษีของผู้มีหน้าที่เสียภาษีมากกว่า ตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ไม่มีการเรียกเก็บภาษีดังกล่าว
สำหรับประเด็นการตรวจสอบการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปที่ผ่านมา ทางสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จะเน้นไปที่ผู้บริหารกรมสรรพากร นำโดยนายสิโรตม์ สวัสดิพาณิช อธิบดีกรมสรรพากรและพวก ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่เรียกเก็บภาษีจากนายพานทองแท้และนางสาวพิณทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้ประเทศชาติเสียหายจากการขาดรายได้จากการละเว้นการเก็บภาษี เป็นเงินกว่า 5,000 ล้านบาท
ส่วนการตรวจสอบการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปของคตส. นั้น นายแก้วสรร อติโพธิ เลขานุการ คตส. เคยกล่าวว่า คตส. จะตรวจสอบในทุกมิติที่เป็นการกระทำของกลุ่มบุคคลเดียวตั้งแต่การโอนหุ้นให้คนใช้ไปถึงนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายคุณหญิงพจมาน ชินวัตร โยงไปถึงแอมเพิล ริช โอนหุ้นให้ลูกชายและลูกสาว พ.ต.ท.ทักษิณ โดยจะตรวจสอบว่า มีตรงไหนบ้างที่ไม่เสียภาษี รวมไปถึงการถือครองหุ้นว่าเป็นการซุกหุ้น ซึ่งอาจจะเข้าข่ายผิดกฎหมาย ป.ป.ช. หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน ไปจนถึงกรณีเทมาเส็ก เข้ามาซื้อหุ้นชินคอร์ปโดยใช้บริษัทกุหลาบแก้ว เป็นนอมินี ซึ่งมีความผิดตามพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542
** แฉนักการเมืองเอี่ยวกดราคาที่
นายแก้วสรร กล่าวถึงการตรวจสอบกรณีการซื้อที่ดินย่านรัชดา ของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ได้รับคำบอกเล่าจากชมรมลูกหนี้ ว่าคตส.จะต้องย้อนกลับไปตรวจสอบในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ราคาที่ดินต่างๆ ที่นำไปประกันถูกปลดทั้งหมด พวกที่มีเงินทั้งหลายจึงหันมาเล่น หมายถึงว่ามีความพยายามกดราคาที่ดิน ราคาประเมินที่ 2 ล้านบาทตกลงมาเหลือ 7 แสนบาทก็มี กฎหมายยังได้ห้ามเจ้าของเดิมซื้อที่ดินคืน จนมีที่ดินถูกปลดฮวบๆ ธนาคารเองก็ไม่รักษาผลประโยชน์ของลูกค้า จึงเป็นโอกาสของนักเล่นที่ดิน ซึ่งหนึ่งในจำนวนนี้คือ นักการเมือง
“การประกวดราคาในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จะต้องถูกตรวจสอบ ซึ่งเป็นคำแนะนำจากประธานชมรมลูกหนี้ ว่ามีนักการเมืองเข้ามาซื้อที่ดินด้วยความไม่ถูกต้องหรือไม่” นายแก้วสรร กล่าว
**เบื้องหลังบิ๊กคมช.เชือด“พจมาน”
แหล่งข่าวจากคตส. เปิดเผยว่า ก่อนหน้าที่ประชุมใหญ่คตส.จะมีมติรับเรื่องการจัดซื้อที่ดินของคุณหญิงพจมาน ไว้ตรวจสอบและตั้งคณะกรรมการตรวจสอบในเรื่องนี้ ได้มีนายทหารระดับสูงในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ติดต่อไปยังแกนนำพรรคประชาธิปัตย์บางคน เพื่อขอเอกสารหลักฐานทั้งหมด
นับตั้งแต่การประกาศของ ปรส. ที่ประกาศให้มีการประมูลซื้อที่ดินดังกล่าวตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงการประกาศครั้งที่คุณหญิงพจมานเข้าประมูลแข่งขัน เอกสารการยื่นประกวดราคาซื้อที่ดินของผู้เข้าประมูลทั้ง 3 ราย คือ คุณหญิงพจมาน บริษัทโนเบิล เฮ้าส์ และบริษัทแลนด์แอนด์เฮาส์ เอกสารของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมที่ดิน ปรส. รวมถึงคำอภิปรายของนายอาคม ไปเก็บรวบรวมเป็นเอกสารหลักฐาน โดยหลังจากนั้นอีก 1 สัปดาห์ คตส.ก็รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา
มีรายงานเพิ่มเติมว่า พรรคประชาธิปัตย์เตรียมนำคำอภิปรายของนายอาคม รวมทั้งเอกสารต่างๆในเรื่องการจัดซื้อที่ดินของคุณหญิงพจมานที่พอจะเปิดเผยได้ นำขึ้นเว็บไซต์พรรคประชาธิปัตย์ http://www.democrat.or.th
** “อาคม” มั่นใจผิดร้อยเปอร์เซนต์
นาย อาคม เอ่งฉ้วน กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์และอดีตส.ส.กระบี่ ซึ่งเป็นผู้เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ร.อ. สุชาติ เชาว์วิศิษฐ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในกรณีการประมูลารายที่ดินบริเวณถนนรัชดาภิเษกให้กับคุณหญิง พจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง กรณีที่คุณหญิงพจมาน มอบหมายให้นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาแถลงข่าวยืนยันความ บริสุทธ์ คุณหญิงพจมาน ว่าไม่เข้าข่ายมาตรา 100 พ.รบ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ 2542 ว่า เรื่องการซื้อที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษกจะต้องมีคนติดคุกอย่างแน่นอน เพราะมีเอกสารหลักฐานชัดเจน อันเป็นความผิดในลักษณะต่างตอบแทน แต่กลับมีนักการเมืองที่ทำตัวเป็นนักกฎหมายพยายามเบี่ยงเบนประเด็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องนี้
นายอาคม กล่าวต่อว่า ตามเจตนาของกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 100 เป็นที่ชัดเจนว่าป้องกันไม่ให้นักการเมืองใช้อำนาจโดยมิชอบ โดยเฉพาะการเข้าไปทำสัญญากับรัฐ ซึ่งตามหลักกฎหมาย สามีกับภรรยาก็ถือว่าเป็นคนๆ เดียวกัน และที่เห็นชัดเจนคือ พ.ร.บ. ระเบียบริหารราชการแผ่นดิน บัญญัติให้นายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและการบริหารราชการแผ่นดิน นายกรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการได้ทุกกระทรวง เพราะถือว่าเป็นผู้บริหารสูงสุด การจะมาอ้างว่านายกไม่ได้ควบคุมกระทรวงการคลังและไม่ได้กำกับดูแลกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงินไม่ได้ เพราะ เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีสามารถสั่งการได้ ทั้งทางวาจา และ ทางการเมือง
“ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่ามาตะแบง คุณหญิงอ้อ พยายามกระทำการเพื่อยื่นประมูลให้เสร็จก่อนวันที่ 31 ธันวาคม การประมูลจึงเกิดขึ้นในวันที่ 30 ธันวาคม ก่อนปิดประมูลเพียง 2 วัน เพราะวันที่ 1 ม.ค.จะมีการปรับราคากลางของที่ดินขึ้นไปอีก 20 เปอร์เซ็นต์ จากราคาที่ดินที่คุณหญิงอ้อประมูลได้ จากราคา 772 ล้านบาท ก็จะขึ้นมาอีกประมาณ 154 ล้าน” กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
นายอาคม กล่าวว่า ตนเองอภิปรายเรื่องนี้เพราะเห็นแล้วว่ามีความไม่ชอบมาพากลและยังมีผู้บริหารระดับสูงในกองทุนฟื้นฟูอีกคนหนึ่งที่จะต้องรับผิดชอบ ล่าสุด ออกมาแก้ตัวว่าการซื้อที่ดินดังกล่าวถูกต้อง ที่ออกมาเพราะเขาหนาวๆ ร้อนๆ ว่าความผิดจะถึงตัว และคนที่ทำเรื่องนี้ทุกอย่าง พอพ้นจากเก้าอี้อธิบดีกรมสรรพากร ก็ได้รับโบนัสปูนบำเน็จได้เป็นรัฐมนตรี ตลอด 4 ปี เป็นการตอบแทนที่เคยช่วยตอนซุกหุ้นให้อดีตนายกทักษิณ
ทางด้านนายถาวร เสนเนียม อดีตส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในทำนองเดียวกันว่า คดีข้างต้นเป็นการซื้อที่ดินถูกเกินจริงและมีผลประโยชน์ทับซ้อนโดยมีกฎหมาย 2 ฉบับที่สามารถเอาผิดพ.ต.ท.ทักษิณ ได้ คือ 1. พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดิน ที่กำหนดให้นายกฯกำกับดูแล การบริหาราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็น กระทรวง ทบวง กรม ใดๆรวมทั้งรมว.คลัง ที่กำกับดูแลกองทุนฟื้นฟูฯ ที่ขายให้กับคุณหญิงพจมานด้วย นั่นก็หมายความว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ด้วย
และ 2. พระราชบัญญัติ ป.ป.ช. มาตรา 100 ห้ามไม่ให้คู่สมรสของรัฐมนตรี ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลไปเป็นคู่สัญญากับรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐอันจะนำไปสู่การแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อย่างเช่นกรณีนี้ ดังนั้นเมื่อพิจารณากฎหมายทั้ง 2 ฉบับแล้ว นายกฯในฐานะเป็นผู้กำกับดูแล รมว.คลัง และกำกับดูแลกองทุนฟื้นฟูฯ จึงต้องรับผิดชอบในการที่คุณหญิงพจมานเข้าไปซื้อที่ดินของกองทุนฟื้นฟูฯ ในราคาที่ถูกกว่าปกติ และเป็นการดำเนินการซื้อแบบวิธีพิเศษ
การที่นายนพดล ปัทมะ ทนายความของพ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ต้องรับผิดชอบ เนื่องจากไม่ใช่เป็นบอร์ดของกองทุนฟื้นฟูฯ เป็นการเลี่ยงประเด็นเพื่อให้อดีตนายกฯพ้นจากความรับผิด
" การเบี่ยงเบนประเด็นของ นายนพดล ในกรณีนี้ ผมในฐานะนักกฎหมายฟังไม่ได้ การที่นายนาม ยิ้มแย้ม ออกมาให้สัมภาษณ์ และนำเอากฎหมาย 2 ฉบับมาใช้นั้น ผมขอย้ำว่าคุณนามได้วิเคราะห์ และนำกฎหมายมาใช้อย่างถูกต้องแล้ว" นายถาวร กล่าว
ส่งคดีสินเชื่อกรุงไทย-รถดับเพลิงให้คตส.
ในวันเดียวกันนี้ คณะกรรมการคตส. ประกอบด้วย นายแก้วสรร อติโพธิ เลขานุการ, นายสัก กอแสงเรืองโฆษก, นางเสาวนีย์ อัศวโรจน์, นาย วิโรจน์ เลาหะพันธุ์ และนายกล้านณรงค์ จันทิก ซึ่งเป็นทั้งคณะกรรมการ คตส.และคณะกรรมการป้องกันการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รับประทานอาหารร่วมกันกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อหารือถึงแนวทางการทำงานและประสานข้อมูลระหว่างคตส. กับ ป.ป.ช. เพื่อให้คดีต่างๆ เดินหน้า จากนั้น ทั้งสององค์กรแถลงข่าวร่วมกันของนายก ล้าณรงค์ จันทิก โฆษกป.ป.ช. และนาย สัก กอแสงเรือง โฆษก คตส.
นายกล้าณรงค์ กล่าวว่า ที่ประชุมร่วมกันก็เพราะเหตุว่า ตามคำสั่งของคณะปฏิรูปฯฉบับที่ 30 กำหนดให้ป.ป.ช กับ.ประสานงานกันในเรื่องที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของทั้งสององค์กร โดย คตส..ได้ขอเรื่องมาที่ ป.ป.ช. 4 เรื่อคือ 1) โครงการบ้านเอื้ออาทร 2) ตรวจสอบการซื้อขายที่ดินขององค์การเพื่อการปฏิรูปสถาบันการเงิน 3) กรณีธนาคารแห่งประเทศไทยกล่าวหาคระกรรมการบริหารและพนักงานธนาคารกรุงไทย จำกัด และ 4) เรื่องการจัดซื้อรถดับเพลิงและเรือดับเพลิงของกทม. ซึ่ง ทางป.ป.ช. อยู่ในระหว่างดำเนินการ
ด้านนายสัก กอแสงเรือง กล่าวว่า ผลจากการหารือ ป.ป.ช. ได้ส่งเรื่องสินเชื่อกรุงไทยและการทุจริตซื้อเรือและรถดับเพลิงของ กทม.ให้ คตส. ตรวจสอบทุจริตด้วยการตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อเรียกเอกสาร เชิญบุคคลที่ถูกกล่าวหามาให้ข้อมูลเพิ่มเติมทั้งนี้เพราะคตส.สามารถใช้อำนาจตามกฎหมายหลายด้านทั้งกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) กฎหมายประมวลรัษฎากร, กฎหมาย ป.ป.ช. ซึ่งมีอำนาจกว้างขวางกว่าที่จะสอบสวนเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง
** ดันล้างทุจริตวาระแห่งชาติ
นายสัก กล่าวว่า สำหรับเรื่องวาระแห่งชาติในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบและคอรัปชัน ในช่วง 1 ปีที่คตส. ทำงานจะช่วยผลักดันในเรื่องทุจริต คอรัปชัน และจะผลักดันให้บัญญัติกฎหมาย ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ปรับปรุงนโยบายของรัฐบาลในทุกๆ เรื่องจนเป็นมาตรการที่สามารถป้องกันการทุจริต คอรัปชัน ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ปัญหารอยรั่วและช่องโหว่ ของการคอรัปชันเกิดขึ้นซ้ำซาก ซึ่งจะเห็นว่าบางโครงการเกิดขึ้นทุกรัฐบาล และทุกปี ซึ่งปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นทุกรูปแบบนโยบายของรัฐบาลจะต้องชัดเจน ต้องดูว่ามีวิธีการแก้ไขช่องโหว่ได้อย่างไร เพื่อให้การใช้งบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและควรจะมีบทบัญญัติกฎหมายอะไรขึ้นมาใช้บ้าง หรือกฎหมายที่มีอยู่จะต้องนำมาปรับปรุงแก้ไขหรือไม่ ซึ่งจะต้องระดมสมอง ระดมคามคิดจากทุกภาคส่วน
สำหรับเรื่องที่จะเสนอเรื่องวาระแห่งชาติให้รัฐบาลเมื่อไหร่นั้น ต้องกำหนดมาตรการร่วมกันก่อน หลังจากนี้ ป.ป.ช.และ คตส. จะประชุมร่วมกันเป็นระยะและอาจจะตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูแลเรื่องเกี่ยวกับโครงการป้องกัน การทุจริตประพฤติมิชอบขึ้นมา
**สหภาพ รฟท.ร้องเอาผิดพ่อตาเนวิน
ที่สำนักงาน ป.ป.ช. วานนี้ กลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (สร. รฟท.) จำนวน 8 คน นำโดยนายเรียงศักดิ์ แข่งขัน ประธาน สร.รฟท. เข้ายื่นหนังสือถึงคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ( สตง.) เพื่อให้ดำเนินการกับนาย ชัย ชิดชอบ นางกรุณา ชิดชอบ บิดาและภรรยาของนายเนวิน ชิดชอบ อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย กรณีบุกรุกที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ นำไปออกเอกสารสิทธิครอบครองที่ดิน โดยออกเป็นโฉนดที่ดิน รวม 2 แปลงเป็นเนื้อที่ 44 ไร่ 3 งาน 21 ตารางวา
ประธาน สร.รฟท. กล่าวว่า จากการสอบสวนของคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการทุจริต วุฒิสภา และคำวินิจฉัยของคระกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 7 พิจารณาแล้วเห็นว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินหวงห้าม อนุญาตให้ใช้ในราชการเท่านั้น โดยได้รับความคุ้มครองตามพ.ร.บ.จัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ.2464 มาตรา 6
แต่อย่างไรก็ตาม การรถไฟแห่งประเทศไทยกลับปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการใดๆ กับผู้บุกรุกดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องรักษาผลประโยชน์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย จึงขอให้ทาง สตง.ดำเนินการกับกลุ่มผู้บุกรุกและผู้ที่เกี่ยวข้องที่นำที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยไปออกโฉนดเพื่อประโยชน์ของตนเอง จึงขอให้ทาง สตง.ตรวจสอบและนำที่ดินดังกล่าวกลับคืนให้การรถไฟฯด้วย
**หมอมงคล ตั้งคณะสอบวินัยร้ายแรง
ทางด้านนพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัด สธ. นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ รองปลัด สธ.นพ.กิตติศักดิ์ กลับดี รองปลัด สธ. นพ.ไพจิตร์ วราชิต อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงข้อเท็จจริงและความคืบหน้าปัญหาการทุจริต ไม่โปร่งใสใน สธ. พร้อมตอบซักถามที่เป็นไปอย่างดุเดือดเกือบ 2 ชั่วโมง
สำหรับปัญหาการจัดซื้อและติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์โครงการจัดทำระบบคอมพิวเตอร์เพื่อการบริหารข้อมูลข่าวสารด้านการเงินการคลังและข้อมูลโรงพยาบาลสำนักปลัด สธ.นพ.มานิต กล่าวว่า ขณะนี้ ปลัด สธ.แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรง คณะกรรมการพิจารณาผลประกวดราคาคอมพิวเตอร์ 912 ล้านบาท ชุดที่มี นพ.ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมการแพทย์ เป็นประธาน โดยมีตนเป็นประธานคณะกรรมการการสอบสวน
นพ.มงคล กล่าวต่อว่า หากผลการสอบสวนพาดพิงไปถึงข้าราชการผู้อื่น โดยเฉพาะปลัดอ สธ.ในขณะนั้น คือ นพ.วิชัย เทียนถาวร ซึ่งเป็นผู้ลงนามยกเลิกการประกวดราคา รวมไปถึงคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ชุดที่มี นพ.บุญเลิศ ลิ้มทองกุล เป็นประธาน ก็ให้รายงานว่า บุคคลใดมีส่วนร่วมการกระทำผิด มีมูลเป็นความผิดทางวินัยร้ายแรงหรือไม่ อย่างไร โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จในเวลา 60 วัน
ทั้งนี้ การจัดซื้อและจัดทำระบบคอมพิวเตอร์เริ่มขึ้นในสมัยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์เป็น รมว.สธ. วงเงิน 911 ล้าน ในช่วงเดือนธ.ค. 2546 ซึ่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาผลประกวดราคา โดยมี นพ.ธวัช สุนทราจารย์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้นเป็นประธานฯ
ต่อมา นพ.ธวัช ขอลาออกจากการเป็นประธานฯ ปลัดจึงแต่งตั้ง นพ.ชาตรี บานชื่น ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น เป็นประธานแทน โดยพิจารณาผลการประกวดราคาระหว่าง บ.ไพร์มลิ้งค์ จำกัด และบริษัท เอ.ซี.ซี. ซึ่งต่อมามีการร้องขอความเป็นธรรมและมีปัญหายืดเยื้อยาวนานโดยมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบมากถึง 7 ชุด
ต่อมาในสมัยนายพินิจ จารุสมบัติ เป็นรมว.สธ.จึงมีคำสั่งยุติโครงการลง และแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยมีนายรองพล เจริญพันธุ์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นประธาน ซึ่งผลการสอบข้อเท็จจริงพบว่า คณะกรรมการพิจารณาผลประกวดราคาคอมพิวเตอร์ ชุดที่มี นพ.ชาตรี บานชื่น เป็นประธาน ดำเนินการโดยมีความผิดทางวินัยร้ายแรง ยกเว้นนายฐิตศักดิ์ บุญไทย ที่มีความเห็นแย้ง
“การตั้งคณะกรรมการสวบสวนฯ จะพิจารณาจากเอกสารการสอบสวนทั้งหมดที่มีอยู่หลายชุด ซึ่งชี้ว่ามีมูลความผิด 2 ประเด็น คือ การไม่ปฏิบัติตามระเบียบพัสดุ สำนักนายกรัฐมนตรีและการรายงานต่อผู้บังคับบัญชาด้วยข้อมูลที่เป็นเท็จ ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาผลประกวดราคาคอมพิวเตอร์ทั้ง 8 คน จะถูกสอบสวน และหากผลการสอบสวนระบุว่ามีความผิดจริงตามที่ชี้มูล ก็จะมีผลต่อผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งจะส่งผลการสอบสวนให้ ปปช.ดำเนินการต่อไป” นพ.มานิต กล่าว
ส่วนการจัดซื้อรถพยาบาลฉุกเฉินระดับสูงนั้น นพ.ไพจิตต์ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงต่อคณะกรรมการการกำหนดราคากลางและคุณลักษณะเฉพาะครุภัณฑ์ รายการรถพยาบาลฉุกเฉินระดับสูงที่มี นพ.สมชาย กาญจนสุต ผอ.ศูนย์นเรนทรในขณะนั้น เป็นประธาน โดยให้สอบสวนแล้วเสร็จในเวลา 60 วัน มี นพ.ไพจิตร์ วราชิต อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นประธานคณะกรรมสอบสวน
ส่วนกรณีที่ สตง.อายัดรถพยาบาลฉุกเฉินเอาไว้ทั้งหมดนั้น มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จริงรถพยาบาลดังกล่าว มี นพ.ปัญญา สอนคม อดีตอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นประธาน โดยให้สุ่มตรวจสอบว่ารถพยาบาลเหล่านั้นถูกต้องตรงกับคุณลักษณะเฉพาะที่กำหนดตามสัญญาซื้อขายหรือไม่โดยอาจตรวจสอบเองหรือร่วมตรวจสอบกับ สตง.ด้วยได้ ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จใน 1 เดือน
นพ.มงคล กล่าวว่า ปัญหาทุจริตไม่โปร่งใสเป็นเรื่องใหญ่ ที่จะต้องสร้างความเป็นธรรม โปร่งใส ที่ผ่านมาได้ดำเนินการเรื่องนี้มาโดยตลอดเพื่อให้ปัญหาที่ค้างคาอยู่ให้เสร็จสิ้น ซึ่งข้อมูลที่อ้างมาทั้งหมดนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ หากเสร็จแล้วสามารถขอทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดได้ โดยทำเป็นหนังสือต่ออนุกรรมการข้อมูลข่าวสารแห่งชาติ และหากตรวจสอบแล้วพบว่าข้อมูลไม่ถูกต้องไม่เป็นธรรมก็สามารถดำเนินการฟ้องร้องได้
ด้าน นพ.ชาตรี กล่าวว่า ได้รับทราบการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงแล้ว ขอยืนยันว่าการดำเนินการที่ผ่านมาเป็นมติคณะกรรมการ ซึ่งทุกคนมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี การดำเนินทุกอย่างยึดประโยชน์ของราชการ ตนเชื่อว่า กรรมการทุกคนซื่อสัตย์ทำเพื่อประโยชน์ราชการ ดังนั้นเมื่อได้ทำทุกอย่างด้วย ความสุจริต ตนสบายใจ
วานนี้ (3 พ.ย.) คณะอนุกรรมการตรวจสอบการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป และโครงการธนาคารเพื่อการนำเข้าและส่งออกรือเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้ รัฐบาลพม่า ที่มีนาย วิโรจน์ เลาหะพันธุ์ เป็นประธานอนุกรรมการตรวจสอบ ประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าผลการตรวจสอบ
นายกล้าณรงค์ จันทิก คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) หนึ่งในคณะอนุกรรมการฯ ข้างต้น กล่าวว่า การตรวจสอบเรื่องดังกล่าวมีความคืบหน้ามาก แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการทำรายงานเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ คตส.ในวันจันทร์ที่ 6 พ.ย.นี้
ด้านนาย วิโรจน์ เลาหพันธ์ กล่าวว่า จะเน้นตรวจสอบเรื่องการการเสียภาษีของผู้มีหน้าที่เสียภาษีมากกว่า ตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ไม่มีการเรียกเก็บภาษีดังกล่าว
สำหรับประเด็นการตรวจสอบการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปที่ผ่านมา ทางสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จะเน้นไปที่ผู้บริหารกรมสรรพากร นำโดยนายสิโรตม์ สวัสดิพาณิช อธิบดีกรมสรรพากรและพวก ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่เรียกเก็บภาษีจากนายพานทองแท้และนางสาวพิณทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้ประเทศชาติเสียหายจากการขาดรายได้จากการละเว้นการเก็บภาษี เป็นเงินกว่า 5,000 ล้านบาท
ส่วนการตรวจสอบการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปของคตส. นั้น นายแก้วสรร อติโพธิ เลขานุการ คตส. เคยกล่าวว่า คตส. จะตรวจสอบในทุกมิติที่เป็นการกระทำของกลุ่มบุคคลเดียวตั้งแต่การโอนหุ้นให้คนใช้ไปถึงนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายคุณหญิงพจมาน ชินวัตร โยงไปถึงแอมเพิล ริช โอนหุ้นให้ลูกชายและลูกสาว พ.ต.ท.ทักษิณ โดยจะตรวจสอบว่า มีตรงไหนบ้างที่ไม่เสียภาษี รวมไปถึงการถือครองหุ้นว่าเป็นการซุกหุ้น ซึ่งอาจจะเข้าข่ายผิดกฎหมาย ป.ป.ช. หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน ไปจนถึงกรณีเทมาเส็ก เข้ามาซื้อหุ้นชินคอร์ปโดยใช้บริษัทกุหลาบแก้ว เป็นนอมินี ซึ่งมีความผิดตามพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542
** แฉนักการเมืองเอี่ยวกดราคาที่
นายแก้วสรร กล่าวถึงการตรวจสอบกรณีการซื้อที่ดินย่านรัชดา ของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ได้รับคำบอกเล่าจากชมรมลูกหนี้ ว่าคตส.จะต้องย้อนกลับไปตรวจสอบในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ราคาที่ดินต่างๆ ที่นำไปประกันถูกปลดทั้งหมด พวกที่มีเงินทั้งหลายจึงหันมาเล่น หมายถึงว่ามีความพยายามกดราคาที่ดิน ราคาประเมินที่ 2 ล้านบาทตกลงมาเหลือ 7 แสนบาทก็มี กฎหมายยังได้ห้ามเจ้าของเดิมซื้อที่ดินคืน จนมีที่ดินถูกปลดฮวบๆ ธนาคารเองก็ไม่รักษาผลประโยชน์ของลูกค้า จึงเป็นโอกาสของนักเล่นที่ดิน ซึ่งหนึ่งในจำนวนนี้คือ นักการเมือง
“การประกวดราคาในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จะต้องถูกตรวจสอบ ซึ่งเป็นคำแนะนำจากประธานชมรมลูกหนี้ ว่ามีนักการเมืองเข้ามาซื้อที่ดินด้วยความไม่ถูกต้องหรือไม่” นายแก้วสรร กล่าว
**เบื้องหลังบิ๊กคมช.เชือด“พจมาน”
แหล่งข่าวจากคตส. เปิดเผยว่า ก่อนหน้าที่ประชุมใหญ่คตส.จะมีมติรับเรื่องการจัดซื้อที่ดินของคุณหญิงพจมาน ไว้ตรวจสอบและตั้งคณะกรรมการตรวจสอบในเรื่องนี้ ได้มีนายทหารระดับสูงในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ติดต่อไปยังแกนนำพรรคประชาธิปัตย์บางคน เพื่อขอเอกสารหลักฐานทั้งหมด
นับตั้งแต่การประกาศของ ปรส. ที่ประกาศให้มีการประมูลซื้อที่ดินดังกล่าวตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงการประกาศครั้งที่คุณหญิงพจมานเข้าประมูลแข่งขัน เอกสารการยื่นประกวดราคาซื้อที่ดินของผู้เข้าประมูลทั้ง 3 ราย คือ คุณหญิงพจมาน บริษัทโนเบิล เฮ้าส์ และบริษัทแลนด์แอนด์เฮาส์ เอกสารของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมที่ดิน ปรส. รวมถึงคำอภิปรายของนายอาคม ไปเก็บรวบรวมเป็นเอกสารหลักฐาน โดยหลังจากนั้นอีก 1 สัปดาห์ คตส.ก็รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา
มีรายงานเพิ่มเติมว่า พรรคประชาธิปัตย์เตรียมนำคำอภิปรายของนายอาคม รวมทั้งเอกสารต่างๆในเรื่องการจัดซื้อที่ดินของคุณหญิงพจมานที่พอจะเปิดเผยได้ นำขึ้นเว็บไซต์พรรคประชาธิปัตย์ http://www.democrat.or.th
** “อาคม” มั่นใจผิดร้อยเปอร์เซนต์
นาย อาคม เอ่งฉ้วน กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์และอดีตส.ส.กระบี่ ซึ่งเป็นผู้เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ร.อ. สุชาติ เชาว์วิศิษฐ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในกรณีการประมูลารายที่ดินบริเวณถนนรัชดาภิเษกให้กับคุณหญิง พจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง กรณีที่คุณหญิงพจมาน มอบหมายให้นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาแถลงข่าวยืนยันความ บริสุทธ์ คุณหญิงพจมาน ว่าไม่เข้าข่ายมาตรา 100 พ.รบ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ 2542 ว่า เรื่องการซื้อที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษกจะต้องมีคนติดคุกอย่างแน่นอน เพราะมีเอกสารหลักฐานชัดเจน อันเป็นความผิดในลักษณะต่างตอบแทน แต่กลับมีนักการเมืองที่ทำตัวเป็นนักกฎหมายพยายามเบี่ยงเบนประเด็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องนี้
นายอาคม กล่าวต่อว่า ตามเจตนาของกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 100 เป็นที่ชัดเจนว่าป้องกันไม่ให้นักการเมืองใช้อำนาจโดยมิชอบ โดยเฉพาะการเข้าไปทำสัญญากับรัฐ ซึ่งตามหลักกฎหมาย สามีกับภรรยาก็ถือว่าเป็นคนๆ เดียวกัน และที่เห็นชัดเจนคือ พ.ร.บ. ระเบียบริหารราชการแผ่นดิน บัญญัติให้นายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและการบริหารราชการแผ่นดิน นายกรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการได้ทุกกระทรวง เพราะถือว่าเป็นผู้บริหารสูงสุด การจะมาอ้างว่านายกไม่ได้ควบคุมกระทรวงการคลังและไม่ได้กำกับดูแลกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงินไม่ได้ เพราะ เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีสามารถสั่งการได้ ทั้งทางวาจา และ ทางการเมือง
“ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่ามาตะแบง คุณหญิงอ้อ พยายามกระทำการเพื่อยื่นประมูลให้เสร็จก่อนวันที่ 31 ธันวาคม การประมูลจึงเกิดขึ้นในวันที่ 30 ธันวาคม ก่อนปิดประมูลเพียง 2 วัน เพราะวันที่ 1 ม.ค.จะมีการปรับราคากลางของที่ดินขึ้นไปอีก 20 เปอร์เซ็นต์ จากราคาที่ดินที่คุณหญิงอ้อประมูลได้ จากราคา 772 ล้านบาท ก็จะขึ้นมาอีกประมาณ 154 ล้าน” กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
นายอาคม กล่าวว่า ตนเองอภิปรายเรื่องนี้เพราะเห็นแล้วว่ามีความไม่ชอบมาพากลและยังมีผู้บริหารระดับสูงในกองทุนฟื้นฟูอีกคนหนึ่งที่จะต้องรับผิดชอบ ล่าสุด ออกมาแก้ตัวว่าการซื้อที่ดินดังกล่าวถูกต้อง ที่ออกมาเพราะเขาหนาวๆ ร้อนๆ ว่าความผิดจะถึงตัว และคนที่ทำเรื่องนี้ทุกอย่าง พอพ้นจากเก้าอี้อธิบดีกรมสรรพากร ก็ได้รับโบนัสปูนบำเน็จได้เป็นรัฐมนตรี ตลอด 4 ปี เป็นการตอบแทนที่เคยช่วยตอนซุกหุ้นให้อดีตนายกทักษิณ
ทางด้านนายถาวร เสนเนียม อดีตส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในทำนองเดียวกันว่า คดีข้างต้นเป็นการซื้อที่ดินถูกเกินจริงและมีผลประโยชน์ทับซ้อนโดยมีกฎหมาย 2 ฉบับที่สามารถเอาผิดพ.ต.ท.ทักษิณ ได้ คือ 1. พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดิน ที่กำหนดให้นายกฯกำกับดูแล การบริหาราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็น กระทรวง ทบวง กรม ใดๆรวมทั้งรมว.คลัง ที่กำกับดูแลกองทุนฟื้นฟูฯ ที่ขายให้กับคุณหญิงพจมานด้วย นั่นก็หมายความว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ด้วย
และ 2. พระราชบัญญัติ ป.ป.ช. มาตรา 100 ห้ามไม่ให้คู่สมรสของรัฐมนตรี ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลไปเป็นคู่สัญญากับรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐอันจะนำไปสู่การแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อย่างเช่นกรณีนี้ ดังนั้นเมื่อพิจารณากฎหมายทั้ง 2 ฉบับแล้ว นายกฯในฐานะเป็นผู้กำกับดูแล รมว.คลัง และกำกับดูแลกองทุนฟื้นฟูฯ จึงต้องรับผิดชอบในการที่คุณหญิงพจมานเข้าไปซื้อที่ดินของกองทุนฟื้นฟูฯ ในราคาที่ถูกกว่าปกติ และเป็นการดำเนินการซื้อแบบวิธีพิเศษ
การที่นายนพดล ปัทมะ ทนายความของพ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ต้องรับผิดชอบ เนื่องจากไม่ใช่เป็นบอร์ดของกองทุนฟื้นฟูฯ เป็นการเลี่ยงประเด็นเพื่อให้อดีตนายกฯพ้นจากความรับผิด
" การเบี่ยงเบนประเด็นของ นายนพดล ในกรณีนี้ ผมในฐานะนักกฎหมายฟังไม่ได้ การที่นายนาม ยิ้มแย้ม ออกมาให้สัมภาษณ์ และนำเอากฎหมาย 2 ฉบับมาใช้นั้น ผมขอย้ำว่าคุณนามได้วิเคราะห์ และนำกฎหมายมาใช้อย่างถูกต้องแล้ว" นายถาวร กล่าว
ส่งคดีสินเชื่อกรุงไทย-รถดับเพลิงให้คตส.
ในวันเดียวกันนี้ คณะกรรมการคตส. ประกอบด้วย นายแก้วสรร อติโพธิ เลขานุการ, นายสัก กอแสงเรืองโฆษก, นางเสาวนีย์ อัศวโรจน์, นาย วิโรจน์ เลาหะพันธุ์ และนายกล้านณรงค์ จันทิก ซึ่งเป็นทั้งคณะกรรมการ คตส.และคณะกรรมการป้องกันการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รับประทานอาหารร่วมกันกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อหารือถึงแนวทางการทำงานและประสานข้อมูลระหว่างคตส. กับ ป.ป.ช. เพื่อให้คดีต่างๆ เดินหน้า จากนั้น ทั้งสององค์กรแถลงข่าวร่วมกันของนายก ล้าณรงค์ จันทิก โฆษกป.ป.ช. และนาย สัก กอแสงเรือง โฆษก คตส.
นายกล้าณรงค์ กล่าวว่า ที่ประชุมร่วมกันก็เพราะเหตุว่า ตามคำสั่งของคณะปฏิรูปฯฉบับที่ 30 กำหนดให้ป.ป.ช กับ.ประสานงานกันในเรื่องที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของทั้งสององค์กร โดย คตส..ได้ขอเรื่องมาที่ ป.ป.ช. 4 เรื่อคือ 1) โครงการบ้านเอื้ออาทร 2) ตรวจสอบการซื้อขายที่ดินขององค์การเพื่อการปฏิรูปสถาบันการเงิน 3) กรณีธนาคารแห่งประเทศไทยกล่าวหาคระกรรมการบริหารและพนักงานธนาคารกรุงไทย จำกัด และ 4) เรื่องการจัดซื้อรถดับเพลิงและเรือดับเพลิงของกทม. ซึ่ง ทางป.ป.ช. อยู่ในระหว่างดำเนินการ
ด้านนายสัก กอแสงเรือง กล่าวว่า ผลจากการหารือ ป.ป.ช. ได้ส่งเรื่องสินเชื่อกรุงไทยและการทุจริตซื้อเรือและรถดับเพลิงของ กทม.ให้ คตส. ตรวจสอบทุจริตด้วยการตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อเรียกเอกสาร เชิญบุคคลที่ถูกกล่าวหามาให้ข้อมูลเพิ่มเติมทั้งนี้เพราะคตส.สามารถใช้อำนาจตามกฎหมายหลายด้านทั้งกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) กฎหมายประมวลรัษฎากร, กฎหมาย ป.ป.ช. ซึ่งมีอำนาจกว้างขวางกว่าที่จะสอบสวนเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง
** ดันล้างทุจริตวาระแห่งชาติ
นายสัก กล่าวว่า สำหรับเรื่องวาระแห่งชาติในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบและคอรัปชัน ในช่วง 1 ปีที่คตส. ทำงานจะช่วยผลักดันในเรื่องทุจริต คอรัปชัน และจะผลักดันให้บัญญัติกฎหมาย ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ปรับปรุงนโยบายของรัฐบาลในทุกๆ เรื่องจนเป็นมาตรการที่สามารถป้องกันการทุจริต คอรัปชัน ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ปัญหารอยรั่วและช่องโหว่ ของการคอรัปชันเกิดขึ้นซ้ำซาก ซึ่งจะเห็นว่าบางโครงการเกิดขึ้นทุกรัฐบาล และทุกปี ซึ่งปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นทุกรูปแบบนโยบายของรัฐบาลจะต้องชัดเจน ต้องดูว่ามีวิธีการแก้ไขช่องโหว่ได้อย่างไร เพื่อให้การใช้งบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและควรจะมีบทบัญญัติกฎหมายอะไรขึ้นมาใช้บ้าง หรือกฎหมายที่มีอยู่จะต้องนำมาปรับปรุงแก้ไขหรือไม่ ซึ่งจะต้องระดมสมอง ระดมคามคิดจากทุกภาคส่วน
สำหรับเรื่องที่จะเสนอเรื่องวาระแห่งชาติให้รัฐบาลเมื่อไหร่นั้น ต้องกำหนดมาตรการร่วมกันก่อน หลังจากนี้ ป.ป.ช.และ คตส. จะประชุมร่วมกันเป็นระยะและอาจจะตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูแลเรื่องเกี่ยวกับโครงการป้องกัน การทุจริตประพฤติมิชอบขึ้นมา
**สหภาพ รฟท.ร้องเอาผิดพ่อตาเนวิน
ที่สำนักงาน ป.ป.ช. วานนี้ กลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (สร. รฟท.) จำนวน 8 คน นำโดยนายเรียงศักดิ์ แข่งขัน ประธาน สร.รฟท. เข้ายื่นหนังสือถึงคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ( สตง.) เพื่อให้ดำเนินการกับนาย ชัย ชิดชอบ นางกรุณา ชิดชอบ บิดาและภรรยาของนายเนวิน ชิดชอบ อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย กรณีบุกรุกที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ นำไปออกเอกสารสิทธิครอบครองที่ดิน โดยออกเป็นโฉนดที่ดิน รวม 2 แปลงเป็นเนื้อที่ 44 ไร่ 3 งาน 21 ตารางวา
ประธาน สร.รฟท. กล่าวว่า จากการสอบสวนของคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการทุจริต วุฒิสภา และคำวินิจฉัยของคระกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 7 พิจารณาแล้วเห็นว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินหวงห้าม อนุญาตให้ใช้ในราชการเท่านั้น โดยได้รับความคุ้มครองตามพ.ร.บ.จัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ.2464 มาตรา 6
แต่อย่างไรก็ตาม การรถไฟแห่งประเทศไทยกลับปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการใดๆ กับผู้บุกรุกดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องรักษาผลประโยชน์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย จึงขอให้ทาง สตง.ดำเนินการกับกลุ่มผู้บุกรุกและผู้ที่เกี่ยวข้องที่นำที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยไปออกโฉนดเพื่อประโยชน์ของตนเอง จึงขอให้ทาง สตง.ตรวจสอบและนำที่ดินดังกล่าวกลับคืนให้การรถไฟฯด้วย
**หมอมงคล ตั้งคณะสอบวินัยร้ายแรง
ทางด้านนพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัด สธ. นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ รองปลัด สธ.นพ.กิตติศักดิ์ กลับดี รองปลัด สธ. นพ.ไพจิตร์ วราชิต อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงข้อเท็จจริงและความคืบหน้าปัญหาการทุจริต ไม่โปร่งใสใน สธ. พร้อมตอบซักถามที่เป็นไปอย่างดุเดือดเกือบ 2 ชั่วโมง
สำหรับปัญหาการจัดซื้อและติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์โครงการจัดทำระบบคอมพิวเตอร์เพื่อการบริหารข้อมูลข่าวสารด้านการเงินการคลังและข้อมูลโรงพยาบาลสำนักปลัด สธ.นพ.มานิต กล่าวว่า ขณะนี้ ปลัด สธ.แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรง คณะกรรมการพิจารณาผลประกวดราคาคอมพิวเตอร์ 912 ล้านบาท ชุดที่มี นพ.ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมการแพทย์ เป็นประธาน โดยมีตนเป็นประธานคณะกรรมการการสอบสวน
นพ.มงคล กล่าวต่อว่า หากผลการสอบสวนพาดพิงไปถึงข้าราชการผู้อื่น โดยเฉพาะปลัดอ สธ.ในขณะนั้น คือ นพ.วิชัย เทียนถาวร ซึ่งเป็นผู้ลงนามยกเลิกการประกวดราคา รวมไปถึงคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ชุดที่มี นพ.บุญเลิศ ลิ้มทองกุล เป็นประธาน ก็ให้รายงานว่า บุคคลใดมีส่วนร่วมการกระทำผิด มีมูลเป็นความผิดทางวินัยร้ายแรงหรือไม่ อย่างไร โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จในเวลา 60 วัน
ทั้งนี้ การจัดซื้อและจัดทำระบบคอมพิวเตอร์เริ่มขึ้นในสมัยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์เป็น รมว.สธ. วงเงิน 911 ล้าน ในช่วงเดือนธ.ค. 2546 ซึ่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาผลประกวดราคา โดยมี นพ.ธวัช สุนทราจารย์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้นเป็นประธานฯ
ต่อมา นพ.ธวัช ขอลาออกจากการเป็นประธานฯ ปลัดจึงแต่งตั้ง นพ.ชาตรี บานชื่น ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น เป็นประธานแทน โดยพิจารณาผลการประกวดราคาระหว่าง บ.ไพร์มลิ้งค์ จำกัด และบริษัท เอ.ซี.ซี. ซึ่งต่อมามีการร้องขอความเป็นธรรมและมีปัญหายืดเยื้อยาวนานโดยมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบมากถึง 7 ชุด
ต่อมาในสมัยนายพินิจ จารุสมบัติ เป็นรมว.สธ.จึงมีคำสั่งยุติโครงการลง และแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยมีนายรองพล เจริญพันธุ์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นประธาน ซึ่งผลการสอบข้อเท็จจริงพบว่า คณะกรรมการพิจารณาผลประกวดราคาคอมพิวเตอร์ ชุดที่มี นพ.ชาตรี บานชื่น เป็นประธาน ดำเนินการโดยมีความผิดทางวินัยร้ายแรง ยกเว้นนายฐิตศักดิ์ บุญไทย ที่มีความเห็นแย้ง
“การตั้งคณะกรรมการสวบสวนฯ จะพิจารณาจากเอกสารการสอบสวนทั้งหมดที่มีอยู่หลายชุด ซึ่งชี้ว่ามีมูลความผิด 2 ประเด็น คือ การไม่ปฏิบัติตามระเบียบพัสดุ สำนักนายกรัฐมนตรีและการรายงานต่อผู้บังคับบัญชาด้วยข้อมูลที่เป็นเท็จ ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาผลประกวดราคาคอมพิวเตอร์ทั้ง 8 คน จะถูกสอบสวน และหากผลการสอบสวนระบุว่ามีความผิดจริงตามที่ชี้มูล ก็จะมีผลต่อผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งจะส่งผลการสอบสวนให้ ปปช.ดำเนินการต่อไป” นพ.มานิต กล่าว
ส่วนการจัดซื้อรถพยาบาลฉุกเฉินระดับสูงนั้น นพ.ไพจิตต์ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงต่อคณะกรรมการการกำหนดราคากลางและคุณลักษณะเฉพาะครุภัณฑ์ รายการรถพยาบาลฉุกเฉินระดับสูงที่มี นพ.สมชาย กาญจนสุต ผอ.ศูนย์นเรนทรในขณะนั้น เป็นประธาน โดยให้สอบสวนแล้วเสร็จในเวลา 60 วัน มี นพ.ไพจิตร์ วราชิต อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นประธานคณะกรรมสอบสวน
ส่วนกรณีที่ สตง.อายัดรถพยาบาลฉุกเฉินเอาไว้ทั้งหมดนั้น มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จริงรถพยาบาลดังกล่าว มี นพ.ปัญญา สอนคม อดีตอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นประธาน โดยให้สุ่มตรวจสอบว่ารถพยาบาลเหล่านั้นถูกต้องตรงกับคุณลักษณะเฉพาะที่กำหนดตามสัญญาซื้อขายหรือไม่โดยอาจตรวจสอบเองหรือร่วมตรวจสอบกับ สตง.ด้วยได้ ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จใน 1 เดือน
นพ.มงคล กล่าวว่า ปัญหาทุจริตไม่โปร่งใสเป็นเรื่องใหญ่ ที่จะต้องสร้างความเป็นธรรม โปร่งใส ที่ผ่านมาได้ดำเนินการเรื่องนี้มาโดยตลอดเพื่อให้ปัญหาที่ค้างคาอยู่ให้เสร็จสิ้น ซึ่งข้อมูลที่อ้างมาทั้งหมดนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ หากเสร็จแล้วสามารถขอทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดได้ โดยทำเป็นหนังสือต่ออนุกรรมการข้อมูลข่าวสารแห่งชาติ และหากตรวจสอบแล้วพบว่าข้อมูลไม่ถูกต้องไม่เป็นธรรมก็สามารถดำเนินการฟ้องร้องได้
ด้าน นพ.ชาตรี กล่าวว่า ได้รับทราบการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงแล้ว ขอยืนยันว่าการดำเนินการที่ผ่านมาเป็นมติคณะกรรมการ ซึ่งทุกคนมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี การดำเนินทุกอย่างยึดประโยชน์ของราชการ ตนเชื่อว่า กรรมการทุกคนซื่อสัตย์ทำเพื่อประโยชน์ราชการ ดังนั้นเมื่อได้ทำทุกอย่างด้วย ความสุจริต ตนสบายใจ


