xs
xsm
sm
md
lg

30 ปี 6 ตุลา สานต่อภารกิจ เพื่อประชาชาติประชาธิปไตย

เผยแพร่:   โดย: อมร อมรรัตนานนท์

คงจำได้

เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

“วันฆ่านกพิราบ”


ภาพของความเหี้ยมโหด อำมหิต ที่ชนชั้นนำกลุ่มหนึ่งที่กุมกลไกอำนาจรัฐ ในสังคมไทย ใช้ความรุนแรงผ่านการปลุกปั่น ล้างสมอง เปลี่ยนรูปการจิตสำนึกของประชาชน ส่วนหนึ่ง ให้เข้าใจว่าการเคลื่อนไหว เพื่อปกป้องประชาธิปไตยที่ได้มาด้วยเลือดเนื้อของวีรชน 14 ตุลา 2516

เป็นการกระทำที่สามานย์

มุ่งทำลายชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

พวกเขาพุ่งปลายหอกเข้าโจมตี ใส่ร้าย ปลูกฝังความเชื่อว่า ฆ่าคนไทยที่เป็นคอมมิวนิสต์สัก 3,000 คน บ้านเมืองจะอยู่เย็นเป็นสุข อีกทั้งยังบิดเบือนนำเอาศาสนา มาเป็นเครื่องมือ เพื่อฟอกวิธีคิดของชาวพุทธ ว่า ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป

ทั้งๆ ที่พวกเขาเหล่านั้น ยังไม่รู้เลยว่าคอมมิวนิสต์คืออะไร?


การรำลึกถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา ในวาระ ครบรอบ 30 ปี จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องเข้าใจและยอมรับ ข้อเท็จจริงถึงฐานะทางประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ 6 ตุลา ว่าเป็นส่วนหนึ่งช่วงตอนหนึ่งของระยะผ่านการต่อสู้เพื่อประชาชาติและประชาธิปไตยของไทย

เหตุการณ์ 6 ตุลา ไม่ใช่อุบัติเหตุทางการเมือง

หากมันเป็นกระบวนการของการต่อสู้เพื่อทำลายล้าง ขบวนการนักเรียนนิสิตนักศึกษา ปัญญาชนที่รักชาติ รักประชาธิปไตย


การเติบใหญ่ของฝ่ายประชาชนที่ขยายตัวอย่างกว้างขวาง

จากใจกลางมหานครสู่หัวเมืองใหญ่

จากหัวเมืองใหญ่ ลงสู่ชนบทอันไพศาล

ภาพของการต่อเชื่อมประสานเป็นเนื้อเดียวกัน

เป็นความงดงามที่ยิ่งใหญ่ กรรมกร ชาวนา นักเรียน นิสิต นักศึกษา ปัญญาชน เกี่ยวก้อย ร้อยเรียง เดินเคียงคู่กันบนหนทางที่ต้องการสังคมที่ดีงาม

สายใยที่ผูกพันถูกร้อยรัดด้วยอุดมคติ ที่ต้องการความเป็นธรรม ต้องการความเสมอภาค ต้องสิทธิเสรีภาพ ต้องการประชาธิปไตย ที่ไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง หากต้องการประชาธิปไตย ที่เป็นของประชาชนที่เปิดพื้นที่ทุกปริมณฑล ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม และที่สำคัญ มันไม่เพียงสัมผัสจับต้องได้ หากต้องกินได้


ใครเล่าจะคิดว่า

เด็กหนุ่ม เด็กสาว จะเดินออกจากรั้วโรงเรียน รั้วมหาวิทยาลัย ที่มาของแต่คนมาจากฐานันดรที่แตกต่างกัน บ้างก็เป็นลูกหลานกรรมกร ชาวนา นายทุนน้อย บ้างก็เป็นลูกคหบดี บ้างก็เป็นลูกเจ้าหลานเธอ บ้างก็เป็นลูกของทหารตำรวจ ที่มาของแต่ละคนมีความหลากหลาย มาจากทุกชนชั้นในสังคม

แต่ที่หลอมรวมกันได้ ห่วงโซ่ สายสัมพันธ์ ที่ผูกติดรัดตรึง คืออุดมการณ์ที่ฝันใฝ่หาสังคมใหม่

สังคมที่ดีงาม!!!!


ในวัยที่เป็นเยาวชน พวกเราเปรียบเสมือน ดอกไม้ยามเช้า เมื่อยามแรกแย้ม รอรับแสงตะวัน

ทุกคนมีความเร่าร้อน กระตือรือร้น

อาสาเป็นกองหน้าของขบวนแถว

พร้อมที่จะเป็นสะพานเชื่อม ทอดยาวเพื่อให้ประชาชนเดินสู่ชัยชนะ

ด้วยจิตใจฮึกห้าว เหิมหาญ ไม่กลัวยาก ไม่กลัวลำบาก

เพื่อนล้ม คนหลังลุก

ยืนหยัด กล้าต่อสู้ ด้วยความไม่กลัวตาย

ตาต่อตา ฟันต่อฟัน

ตายหนึ่งเกิดแสน

การเคลื่อนไหวของขบวนการประชาธิปไตย จึงรุดหน้าอย่างรวดเร็ว

ไม่อาจปฏิเสธ ว่าขบวนการประชาชนที่รักชาติรักประชาธิปไตย ได้รับผลสะเทือนจากการลุกขึ้นสู้ ของประชาชนที่ถูกกดขี่ทั่วโลก

สังคมนิยมเป็นความหวังกับประชาชนที่รักประชาธิปไตยทั่วโลก

ในประเทศไทย

ในยุคของเผด็จการสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สมุนของลัทธิเสรีนิยม ที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นหัวโจก ได้ตรากฎหมาย ว่าด้วยการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ออกมาบังคับใช้

มันเป็นกฎหมายที่ขัดแย้งกับเสรีภาพพื้นฐานของมนุษย์

เป้าประสงค์เพื่อกีดกัน และทำลายบุคคล หรือคณะบุคคลที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างจากชนชั้นปกครอง

ในระยะนั้น คนดีจำนวนมากไม่สามารถอยู่บนแผ่นดินเกิดได้

ปัญญาชน นักหนังสือพิมพ์ นักการเมือง ที่รักชาติ รักประชาธิปไตย ถูกจำกุมคุมขัง โดยไม่ผ่านกระบวนการศาลยุติธรรม

พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

ซึ่งเป็นพรรคการเมืองเดียว ที่สมาชิกพรรคระดับล่างสุด สามารถกุมทิศทางและเข้าใจนโยบาย เป็นหนึ่งเดียวกับคณะกรรมการพรรค

และเป็นพรรคการเมืองเดียวที่มีนโยบายที่เป็นรูปธรรม ที่เป็นปากเสียงแทน กรรมกร ชาวนา นายทุนน้อย นายทุนชาติ ที่รักประชาธิปไตย

ถูกกฎหมายบังคับให้เป็นพรรคการเมืองผิดกฎหมาย

ต้องตัดสินใจ ลงสู่ใต้ดิน

และต้องเลือกแนวทางการเข้าสู่อำนาจรัฐ ด้วยกำลังอาวุธ ด้วยภาวะที่ถูกบีบคั้น

วีรภาพของชาวพรรคคอมมิวนิสต์ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ส่งผลสะเทือนต่อขบวนการประชาธิปไตยไทย

พรรค เป็นความหวัง

พรรค เป็นศรัทธา

พรรค คือดวงประทีป

การเชื่อมประสานกันระหว่างกรรมกร ชาวนา และนักเรียน นักศึกษา ปัญญาชนเกิดเป็น ขบวนการสามประสาน ก็ไม่อาจแยกจากการดำรงอยู่ของพรรคคอมมิวนิสต์ได้

ปรากฏการณ์ดังกล่าว

ได้สร้างความสั่นไหวให้กับชนชั้นนำในสังคม อย่างรุนแรง

แผนการฆ่านกพิราบ จึงเกิดขึ้นในใจกลางมหานคร

การเกิดขึ้นของขบวนการกระทิงแดง นวพล ลูกเสือชาวบ้าน ชมรมวิทยุเสรี ฯลฯ จึงเป็นไปตามยุทธศาสตร์ การทหารนำการเมือง ฆ่า ๆๆ ให้หมดสิ้นซาก

หวังจะปิดปาก ปิดหู ปิดตา ประชาชน

มันเป็นความเพ้อฝันของผู้ปกครองที่กลัวการสูญเสียอำนาจ หวังจะปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ

การล้อมปราบ การเข่นฆ่าอย่างทารุณ โหดเหี้ยม จึงเป็นปรากฏการณ์ ที่ฝ่ายกระทำ ต้องการให้เป็นบทเรียน โดยหวังจะข่มขวัญ กดจิตใจสู้รบของฝ่ายประชาชน เพื่อให้ขบวนการแตกสลาย และยุติการต่อสู้

สัจธรรม ที่ใดมีแรงกด ที่นั้นย่อมมีแรงต้าน


หอก ดาบ กระบอกปืน ประชาชนไม่เคยกลัว เพราะเขาเชื่อว่า สิ่งที่พวกเขากระทำการ เป็นความถูกต้อง เป็นความดีงาม ที่สำคัญ ไม่ได้ทำเพื่อตนเอง หากทำเพื่อส่วนรวม ทำเพื่อประเทศชาติ ทำเพื่อเอกราช ทำเพื่อประชาธิปไตย

ในวาระ 30 ปี

วันที่ต้องรำลึกถึงวีรกรรมของวีรชนของประชาชน ที่เสียสละเลือดเนื้อ เพื่อปกป้องประชาธิปไตยของประชาชน

ก่อนหน้านั้น หลายคนหวั่นวิตกว่าอาจต้องจัดงานรำลึกในสถานการณ์ที่จะต้องไว้อาลัย วีรชนเดือนกันยายน ในคราวเดียวกัน

มีการประเมินสถานการณ์ ว่า หากไม่มีการชิงรัฐประหารจากผู้นำกองทัพ

ความรุนแรงที่เคยเกิดขึ้น เมื่อ 6 ตุลา

อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง

มันไม่ใช่วิตกจริต หรือละเมอเพ้อพก แบบคิดไปเอง

ท่ามกลางการเคลื่อนไหว ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดโปง คัดค้าน และขับไล่ระบอบทักษิณ

ความขัดแย้ง ได้พัฒนาสู่ขั้นแตกหัก

มันเป็นความขัดแย้งของผู้ปกครองซึ่งเป็นตัวแทนของระบอบทุนนิยมบริวาร ที่สามานย์กับประชาชนชั้นชนต่างๆ ที่ต้องการประชาธิปไตย ต้องการเพียงแค่ระบอบการเมืองที่มีคุณธรรม มีประชาธิปไตย ที่ประชาชนมีส่วนร่วมเท่านั้น

ด้วยความละโมบ และมัวเมาในอำนาจ ไม่ยอมแม้กระทั่งยอมสูญเสียผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย

ระบอบทักษิณ และบริวาร จึงใช้กลยุทธ์ทุกอย่างเพื่อการดำรงอยู่ของระบอบทักษิณ

การเตรียมกองกำลังติดอาวุธ โดยการนำเจ้าหน้าที่ป่าไม้มาล้างสมองให้เกียจชัง และพร้อมที่จะฆ่าฝ่ายประชาธิปไตย มันต่างอะไรกับอดีตที่มีการจัดตั้งกองกำลังกระทิงแดง จากนักเรียนอาชีวะ

การจัดตั้งประชาชน เขตละ 3000 คน มันต่างอะไรกับอดีตที่มีการจัดตั้งลูกเสือชาวบ้าน

การครอบงำวิทยุชุมชน โดยบริวารแวดล้อมระบอบทักษิณ มันต่างอะไรกับอดีตที่มีเครือข่ายชมรมวิทยุเสรี

การใช้ศาสนา ลัทธิธรรมกาย มามอมเมาชาวพุทธ มันต่างอะไรกับอดีต ที่ให้กิตติวุฒิโฑ ออกมาป่าวร้อง ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป


ฯลฯ

มันช่างคล้ายและเหมือนกันอย่างยิ่ง

แต่ที่เจ็บปวด

ในบรรดาบริวารแวดล้อม ของกลุ่มชนชั้นปกครองในอดีต คือฝ่ายขวาจัด

แต่บริวารแวดล้อมของระบอบทักษิณ วันนี้กลับกลายเป็นอดีตฝ่ายซ้าย

นับเป็นความโชคดี วิกฤตถูกคลี่คลายลงไป

ถึงแม้ว่าวิธีการอาจไม่ถูกต้อง และที่สำคัญประชาชนยังไม่ได้จัดการพิพากษาระบอบทักษิณ ด้วยตนเอง

ภายใต้สถานการณ์การเมือง ที่ปกคลุมด้วยม่านหมอกของกลิ่นควัน น้ำมันโซลาร์ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ชั่วคราว

ดอกผลการเปลี่ยนแปลงถูกต่อยอด ติดตา จากชนชั้นนำในสังคมไทย ซึ่งเราไม่อาจคาดหวัง และอย่าคาดหวัง การเปลี่ยนแปลงใดๆ จะเป็นของประชาชน

ประชาชนต้องลงมือทำด้วยตนเอง


เราควรจดจำและทำอะไร ในสถานการณ์ปัจจุบัน

1. พึ่งสังวรเสมอไว้ ว่าคู่ความขัดแย้งหลักในสังคม คือ ชนชั้นปกครองที่เป็นตัวแทนของทุนนิยม กับประชาชนที่เป็นกรรมกร ชาวนา นายทุนน้อย นายทุนชาติ

2. การได้มาซึ่งประชาธิปไตย มิได้มาจากการร้องขอ รอฟ้าประทาน หรือหวังพึ่งพลังใด ให้มาบันดาลพลิกฝ่ามือชั่วแค่ข้ามคืน หากมันได้มาด้วยการต่อสู้ ซึ่งยืดเยื้อ ยาวนาน ค่อยสะสมชัยชนะ จากเล็กสู่ใหญ่ จากไม่มีสู่มี จากอ่อนสู่แข็ง และบ้างครั้งอาจต้องเจ็บปวด แลกด้วยเลือดเนื้อของวีรชน

3. การสร้างประชาธิปไตยของประชาชน จำต้องมีอำนาจรัฐ ที่เป็นของประชาชน การต่อสู้ในระยะผ่าน ครั้งแล้วครั้งเล่า ชัยชนะที่ได้มาถูกปล้นชิง จากตัวแทนของทุนที่สลับสับเปลี่ยน หมุนเวียนผัดหน้าทาแป้ง มาเสพเสวยสุข และดำรงการกดขี่ ขูดรีด ประชาชนเสมอมา

4. ฝ่ายประชาชน ถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องยกระดับการต่อสู้ สร้างองค์กรทางการเมือง หรือพรรคการเมืองของประชาชน ที่มีทิศทาง แนวทางนโยบายที่ชัดเจนขึ้นมาเชื่อมประสานและเปิดพื้นที่ให้กับเครือข่ายพลังรักชาติรักประชาธิปไตย เป็นผู้กำกับและควบคุมทิศทาง ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกัน ว่าพรรคการเมืองพรรคนี้จะเป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนตลอดไป


วันนี้ คนเดือนตุลา บางคนยังดำรงความใฝ่ฝัน บางคนขอเป็นคนดีในสังคม บางคนกลับไปยืนจุดเดิมตามฐานันดรเดิม บางคนเอาพรรคเอาสายงานไปรับใช้การเมืองที่สามานย์ บางคนอ้างตนเป็นกุมมวลชนเอาศักดิ์ศรีไปขายกับบริษัทเอกชนที่กำลังมาไล่ล่าทรัพยากรของแผ่นดิน ฯลฯ

ใน พ.ศ. นี้ ความเป็นคนเดือนตุลา ขอให้เป็นอดีตไปเถอะ ความงดงาม ความกล้าหาญ ความยิ่งใหญ่ ขอให้เป็นความทรงจำ ครั้งที่พวกเราเป็นเยาวชนเถอะ วันนั้นพวกไม่มีผลประโยชน์มารัดตรึงพวกเรา พวกเราจึงกล้าหาญ จึงเป็นผู้เสียสละ

วันนี้ ขอให้เริ่มจากตัวตน ค้นหาสัจจะจากความเป็นจริง

ใครมีเรี่ยวแรงก็ทำต่อ เดินหน้าเข้าหาประชาชน

ใครเหนื่อยล้าก็หยุดพัก

ใครจะเป็นศัตรูก็ประกาศตนให้ชัดเจน


วันนี้ไม่ต้องขู่กันหรอก....กูไม่กลัวมึง
กำลังโหลดความคิดเห็น...