xs
xsm
sm
md
lg

จดหมายเปิดผนึก ฉบับที่ 5สามัคคีประชาชนไทย ฟื้นฟูประชาธิปไตย สร้างไทยใหม่ที่มีเอกราชประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชนที่สมบูรณ์

เผยแพร่:   โดย: อมร อมรรัตนานนท์

ถึง มวลมิตรสหาย และพี่น้องประชาชนที่รักชาติ รักประชาธิปไตย

ภาพที่เห็น หลังจากการยึดอำนาจ ทำการรัฐประหารของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข สร้างความแปลกใจไม่น้อยกับผู้พบเห็นโดยเฉพาะชาวต่างชาติ

เด็กๆ จูงมือพ่อ แม่ กระโดดขึ้นรถถังที่ติดอาวุธพร้อมรบ...... อย่างสนุกสนาน

สาวน้อย หนุ่มใหญ่ ถ่ายรูปเคียงคู่กับบรรดาพี่น้องทหาร.... อย่างปีติชื่นชม

ดอกไม้..อาหาร..เครื่องดื่ม..ฯลฯ

กลายเป็นของฝาก ของประชาชนที่มีต่อทหารตามจุดต่างๆ ทั่วกรุงเทพมหานคร

หวนคิดคำนึงถึง

ทหารของประชาชนที่เปรียบเสมือนหนึ่งปลากับน้ำ ซึ่งไม่อาจแยกจากกันได้

อดีต


วันที่กองทัพแดงของพรรคบอลเชวิค บุกเข้ายึดอำนาจจากพระเจ้าซาร์ สถาปนารัฐสังคมนิยมแห่งแรกขึ้นในโลก

วันที่กองทัพปลดแอกของพรรคคอมมิวนิสต์จีน กรีธาทัพเข้ากรุงปักกิ่ง เพื่อประกาศชัยชนะเหนือแผ่นดินจีน

วันที่กองทัพปฏิวัติของเวียดนามบุกเข้ายึดไซ่ง่อน ขับไล่จักรวรรดินิยมสหรัฐอเมริกา ปลดปล่อยประชาชนจากการกดขี่ของรัฐบาลหุ่น

ฯลฯ

ภาพในอดีตหากเอามาซ้อนทับ จะเห็นถึงความเหมือนบนความต่าง

ด้านที่เหมือน คือ

ความงดงามที่ประชาชนต่างปีติยินดี ชื่นชม โห่ร้อง แซ่ซ้องสรรเสริญ ความหวังของประชาชนได้ก่อรูปเกิดใหม่อีกครั้ง

เสมือนหนึ่ง วันที่ฟ้าฝนผิดฤดูกาล ต้นข้าวกำลังจะตายซัง พลันที่ได้สัมผัสกับฝนแรก

ชีวิต ลมหายหายใจ ความหวัง ก็เกิดใหม่

ต้นข้าวก็ชูช่อ กบเขียดก็ออกจากรู

วงจรของสรรพสิ่งก็หมุนเวียนพัฒนาต่อไป ตามวงรอบที่เป็นวิทยาศาสตร์สังคม

ด้านที่ต่างกัน คือ

ภาพของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ปราศจากการสูญเสียเลือดเนื้อของคนในชาติเดียวกัน แม้กระทั่งเลือดสักหยด ก็ไม่หลั่งลดบนท้องถนน

อีกประการหนึ่ง เนื้อหาการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ต่างกับการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง ในอดีต ตามที่ยกอ้างมาเป็นตัวอย่าง

อดีต มันเป็นการลุกขึ้นสู้ของประชาชน ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากการปกครองเดิม การต่อสู้ของประชาชนมีการสร้างองค์กรนำ และกองทัพของประชาชนขึ้นมาด้วยตนเอง

ที่สำคัญมันเป็นการปฏิวัติ ที่แท้จริง เพราะเป้าหมายคือเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมอย่างชนิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ โดยสาระเนื้อหา และรูปแบบ มันคือการรัฐประหาร

ที่เคยเกิดขึ้นซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า

สาระ คือ เปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมือง แก้ไขปัญหาความขัดแย้งในหมู่ชนชั้นนำ และจัดความสัมพันธ์ใหม่ เพื่อคงไว้ซึ่งอำนาจทางการเมืองของชนชั้นนำเท่านั้น


แน่นอน สรรพสิ่งย่อมไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ โดยองค์ประกอบของสรรพสิ่ง จะมีการพัฒนา เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และพลวัตของการเปลี่ยนแปลงย่อมพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีกว่า และก้าวหน้าเสมอ หากจะหยุดชะงัก ก็เพียงแค่ถอย เพื่อก้าวกระโดไปข้างหน้า

มันเป็นสัจธรรม เป็นกฎเกณฑ์ เป็นวิทยาศาสตร์

สังคมการเมืองไทยก็เป็นเช่นนี้ ไม่อาจหลีกเลี่ยงจากกฎเกณฑ์ได้

จากบทเรียนนับครั้งไม่ถ้วน การเปลี่ยนแปลง หลังจากคณะราษฎร์ ที่นำโดยท่านปรีดี พนมยงค์ ทำการอภิวัฒน์สังคมไทย จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

74 ปี ที่ประชาธิปไตยไทย

ได้ก่อรูปตั้งแนว หวังจะก่ออิฐปักฐาน ลงเข็ม สร้างเรือน

วันนี้ เรือนหลังนั้นยังสร้างไม่เสร็จ บางครั้งถูกลมแรง ฟ้าฝนกระหน่ำซ้ำ บ้านทั้งหลังต้องพังครืนกว่าจะหาเสาหาไม้มายกใหม่ ก็ใช้เวลาหลายปี หลายครั้ง บ้านหลังนี้ คนที่อาศัยอยู่ก็ถอดรั้ว รื้อประตูไปขายเสียเอง

สร้างความเสียหายอับอาย ไปทั่วทั้งสากล


บ้านเรือน หลังคารั่ว เสาขาด รั้วพัง หน้าต่างหลุด ประตูหาย บันไดพัง แทนที่คนในบ้าน พ่อบ้าน แม่บ้าน จะช่วยกัน คนละไม้คนละมือ ร่วมกันแก้ปัญหา หาข้อสรุปต้นเหตุของความเสียหาย ยอมรับบทเรียน พ่อผิด พ่อรับผิดชอบ แม่ผิด แม่แก้ไข ลูกหลงผิด กลับใจ พ่อแม่ให้อภัย

กาลกลับเป็นว่า ต่างชี้นิ้วกล่าวโทษ โยนความผิด ความรับผิดชอบ และทะเลาะเบาะแว้ง แย่งชิงกันเอง

หลายครั้งคนในบ้านกับจุดไฟเผาบ้านตัวเอง

สังคมไทยเป็นเช่นนี้

วัฒนธรรมการแสดงออกถึงความรับผิดชอบ แล้วแก้ไขปรับปรุง

การมีส่วนร่วมอย่างเอาจริงเอาจังในการแก้ปัญหา

ความเอื้ออาทรต่อกัน ทุกข์อยู่หน้า สุขอยู่หลัง

ยังเป็นแค่บทอาขยานไว้ท่องจำ มันยังไม่ได้ฝังรากลงลึกในมโนสำนึกของสังคม


เหตุการณ์เหล่านี้ เป็นปรากฏการณ์จริง ที่อธิบายได้

หากเรารู้จักสรุปบทเรียน ค้นคว้าหาคู่ความขัดแย้งหลัก ความขัดแย้งรองให้พบ เราก็จะได้ข้อสรุปถึงกฎเกณฑ์แห่งการวิวัฒนาการ ของสังคมในยุคนั้นๆ

หากเรานำมาร้อยต่อ อย่างไม่ตัดตอนประวัติศาสตร์ เราก็จะพบกับสัจธรรมของการดำรงอยู่ของชนชั้นต่างๆ


และที่สุด หากเราเชื่อ ในกฎเกณฑ์ของวิทยาศาสตร์สังคมแล้ว เราก็สามารถนำเอาตรรกะเหตุผลเหล่านั้นมาอรรถาธิบาย และทำความเข้าใจ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ในปัจจุบัน เราก็จะได้ข้อสรุป ที่มาของความล้มเหลว การล้มลุกคลุกคลาน ของระบอบประชาธิปไตยไทย ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดามาก ที่เราเข้าใจได้ไม่ยาก

วันนี้

5 ปีที่ผ่านมา


ระบอบทักษิณ ได้แผ่ซ่าน ทรงอิทธิพล เข้าครอบงำสังคมไทย ภายใต้กติกาประชาธิปไตยที่พวกเขา ฉกฉวยใช้ช่องว่าง บิดเบือน แปรเจตนารมณ์ รับใช้ แก้ต่าง ฟอกตัว กระทั่งส่งพรรคพวกพี่น้อง เข้าควบคุมองค์กรของรัฐในทุกระดับอย่างน่าละอาย

เพื่อปกปิดพฤติกรรมที่สามานย์เยี่ยงนั้น ด้วยความเจ้าเล่ห์เพทุบาย ระบอบทักษิณ ได้ใช้ความเป็นมืออาชีพ เอาตรรกะการตลาดในโลกทุนนิยม เร่งโหม สร้างภาพ โฆษณา เปลี่ยนขั้ว กลับทิศ ทำให้ประชาชนหลงเชื่อ ว่า เขาคือเทพเจ้าที่ทรงไว้ซึ่งความเอื้ออาทร แถมยังชาญฉลาด จะนำพาประเทศไปต่อสู้กับโลกาภิวัตน์

ยังจำได้ไหม

การแก้ตัวแบบน้ำขุ่นๆ กรณีซุกหุ้น การครอบงำศาลรัฐธรรมนูญ

การคอร์รัปชันที่ฉาวโฉ่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

การขายหุ้น ขายชาติที่แสดงออกถึงความโลภของตนเอง

การหลอกลวงคนชนบท ด้วยโครงการ และคำสัญญาที่เคลือบด้วยยาพิษ

การเลือกเลื่อน โยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม

การดูถูกภูมิปัญญาของปราชญ์ชาวบ้าน และผู้ใหญ่ในสังคม

ฯลฯ

เหล่านี้คือ ต้นตอของปัญหาความขัดแย้งในสังคม

กว่า 1 ปี

ที่มีการเคลื่อนไหวของประชาชนลุกขึ้นมาคัดค้านระบอบทักษิณ ข้อเรียกร้องเบื้องต้น ขอเพียงแค่ให้ระบอบทักษิณ ปรับทิศ เปลี่ยนนโยบาย แต่ด้วยความดื้อด้าน และทะนงตน คิดว่า กูใหญ่คนเดียว จึงเป็นสาเหตุของการปิดหู ปิดตาตนเอง

บันไดที่ฝ่ายประชาชน มอบให้ครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยความหวังว่า จะให้ประชาธิปไตยก้าวรุดหน้าไปอย่างต่อเนื่อง

ระบอบทักษิณก็เพิกเฉย อหังการ อีกทั้งยังจัดตั้งขบวนการประชาชนเทียม ที่ผัดหน้าทาแป้ง ดูเหมือนฝ่ายประชาธิปไตย แต่ไส้ใน สังคมก็รู้ว่า มันเป็นของปลอม เป็นได้อย่างมาก ก็แค่สุนัขรับใช้ ขึ้นมาลุกไล่ฝ่ายประชาชน หวังจะบดขยี้ให้แหลกลาญในทุกรูปแบบ

ฝันกลางวันครับ

ประชาชนนั้นตื่นตัว เพราะรู้ซึ้งเห็นชาติ ความเหลวแหลกของระบอบทักษิณ ที่สำคัญประชาชนเข้าร่วมการเคลื่อนไหวนั้นด้วยจิตสำนึก ที่รักชาติ รักประชาธิปไตย หาได้รับสินจ้างรางวัล อย่างที่ระบอบทักษิณจัดการ

ยิ่งทำลาย ยิ่งฮึกเหิม

ยิ่งใส่ร้ายป้ายสี ยิ่งมีกำลังใจ

ยิ่งทุบตีทำร้าย ยิ่งคึกคะนอง

ฆ่าไม่หมดหรอก....ตายหนึ่งจะเกิดแสน

สถานการณ์สุกงอม ประชาชนฮึกเหิม กองทัพประชาชนพร้อมที่ทำศึกครั้งสุดท้าย

คำประกาศก้อง 20 กันยายน 2549 คือ วันประกาศการชุมนุมครั้งสุดท้าย

ไม่ชนะ..ไม่เลิก

เป็นคำมั่นสัญญาของประชาชนเรือนแสน

ด้วยสันดานที่บ้าอำนาจ และจำต้องปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง และพรรคพวก แผนการบดขยี้ประชาชน จึงถูกกำหนด ไว้ ในคืนวันที่ 20 กันยายน 2549

พวกเขาหวังว่า จะใช้กองกำลังป่าไม้ และอันธพาลจากชุมชนเมืองบางจุดที่จัดตั้งไว้ ให้มาก่อกวนในที่ชุมนุม สร้างความวุ่นวายให้เกิดจลาจล แล้วจะใช้อำนาจที่ตนเองมีประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อรัฐประหารตัวเอง

แต่หน้าต่างมีหู ประตูมีตา......ฉันใดฉันนั้น

แผนการอุบาทว์รั่วไหลออกมา รู้ถึงบรรดาทหารที่รักประชาธิปไตย จึงมีการตระเตรียมกองกำลังทหาร เพื่อที่จะปกป้องการชุมนุมของประชาชน เพราะไม่อาจฝากความหวังไว้กับตำรวจได้

ทหารจากหลายหน่วย จากหลายจังหวัดจึงทยอยเข้ามาในกรุงเทพฯ

ทักษิณรับรู้การเคลื่อนไหว ด้วยความกลัวสูญเสียอำนาจ เกรงว่าทหารเหล่านั้นจะปฏิวัติรัฐประหารตนเอง

จึงตัดสินใจ นำแผนการที่เตรียมไว้วันที่ 20

ประกาศภาวะฉุกเฉิน หวังจะหยุดการเคลื่อนย้ายกำลังของทหารประชาธิปไตย

โดยตั้งกองบัญชาการ ที่กองบัญชาการทหารสูงสุด มีพล.ต.อ. ชิดชัย เป็นหัวหน้าคณะ

ภาวะดังกล่าว 3 เหล่าทัพสุดจะทน การรวมตัวของทหารอาชีพ เพื่อที่จะปกป้องประชาชน

การตัดสินใจเข้าทำการยึดอำนาจซ้อน จึงเป็นฉันทามติที่ประชาชนยอมรับได้

ไม่ต้องอรรถาธิบาย ว่าใครฉีกรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมารัฐธรรมนูญ ย่อยยับเป็นแค่เศษกระดาษ ที่ระบอบทักษิณ ได้ทำลายลงไปแล้ว นับแต่วันที่ได้เสวยอำนาจ

จริงอยู่ การเปลี่ยนแปลงชนิดนี้ ทุกคนล้วนไม่ประสงค์

แต่จะทำอย่างไรได้เล่า ในเมื่อระบอบทักษิณ ดื้อรั้น ไม่ฟังเสียงประชาชน

แถมยังเป็นฝ่ายทำลายประชาธิปไตยกับมือของตนเอง

ในวันนี้ คปค. เกิดขึ้นแล้ว...........เราคงต้องยอมรับ

จะประคับประคองอย่างไร เป็นภารกิจที่ทุกคนในแต่ละภาคส่วนจะเป็นผู้กำหนด

ขอเพียง กุมหลักค้นหาสัจจะจากความจริงไว้ให้มั่น การจะกำหนดท่าทีอย่างไร จะจัดความสัมพันธ์แบบไหน ก็เป็นปัญหาที่คลี่คลายได้ โดยไม่สุ่มเสี่ยง อันอาจเกิดความโน้มเอียง ล้ำหน้า หรือล้าหลังกว่ามวลชน


ดอกไม้.....บน...ปลายปืน?

จึงเป็นสัญลักษณ์ ของฉันทามติมหาชน

จึงเป็นสัญลักษณ์ ของการเริ่มต้นศักราชใหม่แห่งความสมานฉันท์ เพื่อฟื้นฟูประเทศไทยใหม่ ที่มีประชาธิปไตยของประชาชน

ฝ่ายประชาชน ควรทำอย่างไรในสถานการณ์ปัจจุบัน

1. ต้องเร่งทำความเข้าใจในสถานการณ์ และกำหนดท่าทีจัดความสัมพันธ์ให้ถูกต้อง

2. เครือข่ายที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวต่อต้านทักษิณ ซึ่งเป็นจุดร่วมเฉพาะหน้า มีความหลากหลาย วันนี้ถึงเวลาที่จะ ต้องแตกตัว เพื่อผนึกรวม ขยายวงอย่างต่อเนื่อง

การไหลรวมตัวกันใหม่ตาม จุดมุ่งหมาย องค์ประกอบของสมาชิกที่มีจุดร่วมกัน อาจรวมตามกลุ่มอาชีพ กลุ่มวัย กลุ่มภูมิลำเนา กลุ่มปัญหา เป็นต้น จะทำให้เกิดการจัดตั้งที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น ที่สำคัญ ต้องสร้างวินัย วัฒนธรรม และกิจกรรมขององค์กรขึ้นมา เพื่อเป็นอัตลักษณ์ขององค์กรนั้นๆ

ทั้งนี้ทุกองค์จะต้องรักษาโซ่สายใยแห่งความรักประชาธิปไตย ให้ร้อยรัด ผูกโยงเป็นเครือข่าย ที่มีจิตหนึ่งใจเดียว ตื่นตัวอยู่เสมอ ในการแบกรับภารกิจปฏิรูปสังคมอย่างทั่วด้าน อีกทั้งยังต้องเป็นองค์กรภาคประชาชน ที่คอยส่งเสริม ควบคุม ตรวจสอบ และถอดถอน บรรดาผู้อาสาประชาชนทุกระดับ

3. ในสถานการณ์ปัจจุบัน เป็นเงื่อนไขที่ดี ที่ภาคประชาชนส่วนหนึ่ง ที่มีความพร้อม มีแรงบันดาลใจ ที่จะอาสาทำงานการเมืองในกติกาประชาธิปไตย จะได้รวมตัวกันจัดตั้งพรรคการเมือง ทางเลือกให้กับสังคมไทย บนความหลากหลายของขบวนการประชาชน อาจมีหลายพรรคก็ได้ เป็นความงดงาม เป็นดอกไม้หลากสี

นี่คือภารกิจเร่งด่วน หากเราเข้าใจสถานการณ์

กำหนดบทบาทของตนเอง และกลุ่มองค์กรชัดเจน

เราก็จะสามารถเป็นฝ่ายที่กุมทิศทางของการปฏิรูปการเมืองไทยได้

คปค.

วันนี้เราพร้อมจะให้ความร่วมมือ เราไม่คาดหวังกับคณะท่านมากหรอก

ขอเพียงระยะเปลี่ยนผ่าน คณะของท่านต้องทำให้บรรลุตามประกาศ ก็เพียงพอแล้ว

อนาคต หลังจากคืนอำนาจให้ประชาชน เราจะจัดการอำนาจด้วยตนเอง เรามีบทเรียนมา 74 ปี แล้ว

พอแล้วกับการรัฐประหาร

ขอให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย..ต่อการเปลี่ยนแปลงชนิดนี้.


หากวันใดจุดยืนเปลี่ยนไป โดยตระบัดสัตย์กับสัญญาประชาคมที่ให้ไว้ ไปรับใช้กลุ่มพรรคพวก กลุ่มผลประโยชน์ โดยละทิ้งประชาชน อาศัยประชาธิปไตยเป็นแค่เครื่องมือ เปลี่ยนผู้เสพเสวยสุข บนอำนาจที่ประชาชนต่อสู้มา

วันนั้นประชาชนจะปฏิวัติด้วยตนเอง

เชื่อเถอะ ประชาชนไม่กลัวหรอก รถถัง กระบอกปืน หากทรยศต่อประชาชน!!!!


รักและเชื่อมั่นในพลังของประชาชน

อมร อมรรัตนานนท์
กำลังโหลดความคิดเห็น...