xs
xsm
sm
md
lg

จดหมายเปิดผนึก ฉบับที่ 4 นี่เป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้าย...คำเตือนครั้งสุดท้าย...ก่อนถึงวันประชามีชัย

เผยแพร่:   โดย: อมร อมรรัตนานนท์

ถึง มวลมิตรสหาย และประชาชนที่รักชาติรักประชาธิปไตยทั้งปวง

เวลา 00.29 น. นั่งอ่านจดหมายลิเก ของคุณทักษิณ ชวนให้ครุ่นคิด นึกถึงเด็กดื้อที่เคยรู้จักคนหนึ่ง เป็นเด็กที่อารมณ์ อ่อนไหว เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย มีอาการหวาดผวา ตลอดเวลา อิจฉาริษยาเพื่อน เห็นแก่ตัว เห็นเพื่อนมีของเล่น ก็อยากมีด้วย ด้วยความอยากรู้ จึงถามแม่ของเด็ก ว่าทำไมมีพฤติกรรมเช่นนั้น แม่ตอบไม่ลังเลว่า เด็กคนนี้ตั้งแต่เด็ก ติดนิสัยโกหก เอาเปรียบเพื่อน หลอกได้แม้กระทั่งพ่อแม่

เลยถึงบางอ้อ!!!!!

คืนนั้น แอบยิ้มคนเดียว ไม่แปลกใจเลย อ่านจบ มือก็ขยำทิ้งจดหมายคุณทักษิณโดยอัตโนมัติ มันมีค่าเพียงกระดาษเปื้อนหมึก ที่เป็นขยะไว้รีไซเคิลใหม่เท่านั้น จะเอาไปใช้เป็นกระดาษชำระก็ไม่ได้

ความคิด แวบเดียวๆ จริง

จะทำอย่างไร ดี กับบ้านนี้เมืองนี้ ซึ่งเราต้องอยู่กับมัน ในทางกฎหมายได้รับรองสิทธิ ในฐานะพลเมืองว่าเราเป็นเจ้าของผืนแผ่นดินนี้ด้วย

แต่ในข้อเท็จจริง มีความรู้สึกเหมือนเป็นผู้อาศัย ด้วยวัย 48 ปี ผ่านประสบการณ์มาพอสมควร อยู่กับโลกใบนี้ เห็นการพัฒนา เห็นการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านที่ก้าวหน้า ด้านที่ล้าหลัง บางครั้งก็มีโอกาสร่วมส่วนในการนั้นๆ ด้วย

จึงตัดสินใจเขียนจดหมายเปิดผนึก ถึงทุกคนที่เป็นเพื่อนร่วมแผ่นดินเกิดอีกครั้ง พร้อมกับตั้งมั่นว่า จะอยู่กับประชาชนจนกว่าระบอบทักษิณจะพังพินาศ ไปต่อหน้าต่อตา

เกือบ 30 ปี ที่ได้เรียนรู้โลก ได้เข้าใจโลก และคิดจะเปลี่ยนแปลงโลก

ไม่เคยมีครั้งไหนเลย ที่รู้สึกหดหู่กับสภาพการณ์ที่ดำรงอยู่เลย


เคยผ่านความขัดแย้งกับเผด็จการที่เป็นขุนศึก นายหน้า ผ่านประสบการณ์ที่ต้องสู้รบตบมือ ด้วยการใช้ความรุนแรงตอบโต้กันมาแล้ว ก็ไม่หนักหนาเท่ากับปัจจุบัน

วันนี้สังคมไทยแตกแยกกันรุนแรงทุกหมู่เหล่า ด้วยคนเพียงเดียว ครอบครัวเดียว กลุ่มคนกลุ่มเดียว ซึ่งมีจิตใต้สำนึกบ้าอำนาจ บ้าการเสพเสวยสุข ที่ยึดถือพระเจ้าเงินตราเป็นสำคัญ ในจิตหากจะคิดถึงประชาชน ก็คิดเพียงว่าจะหาวิธีการ โครงการอะไรมามอมเมาให้ประชาชนเชื่อ และตกเป็นทาส ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรม

ถูกต้องครับ

กับคำกล่าวฝาก (ด่า) มาถึง "อมรมันใช่ไม่ได้"

100 % ถูกต้อง


จะใช้ได้อย่างไร ถ้าต้องรับใช้คนที่ไร้จริยธรรม คิดแต่ผลประโยชน์ของกลุ่มตนเอง สร้างความแตกแยก ฟื้นฟูลัทธินาซีใหม่ สร้างรัฐตำรวจ สร้างมาเฟียอันธพาลขึ้นมาครองบ้านกินเมือง

อดตาย....ก็ไม่รับใช้หรอก.....

เสือย่อมลาย.....ฉันใด

คนที่เป็นคน...จิตใจที่ไม่เป็นทาส..

ย่อมดำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรี และเกียรติยศ.....ฉันนั้น


เวลากว่า 4 ปี เพียงพอที่จะสรุปถึงจุดยืนของคนคนหนึ่ง

ขอบคุณครับ ที่ยังคิดถึงบุญคุณที่มีต่อกัน มันจบไปแล้ว

ขออย่ามาทวงถามอีก

หากไม่มีวันนั้น ฝันเถิดที่จะมีวันนี้


เงินน้อยนิดที่ได้รับ มันก็เป็นสิ่งตอบแทน ที่คนทำงานคนหนึ่งทำให้

ว่ากันว่า หากเอาภาพมาเรียงร้อย ใครกันแน่ที่ติดบุญคุณใคร

ผมเสียใจอยู่ทุกวันนี้ ที่ปลุกปีศาจขึ้นมามีอำนาจ ลืมคำพูดของพ่อที่เคยสอนว่า ยามโตอย่าคิดเป็นตำรวจ มันเป็นอาชีพที่คนทำมาหากิน เขารังเกียจ (หาดีได้น้อยมาก)

มันเป็นบาปอยู่ในใจ

ที่เอาความใสซื่อ เอาองค์กร เอาภาพลักษณ์ของคนเดือนตุลา ไปโอบอุ้ม คนคนหนึ่ง ที่คิดว่าจะเป็นเลือดใหม่ในการเมืองใหม่ หลังจากที่กำลังหลงใหลได้ปลื้มกับรัฐธรรมนูญ ฉบับสีเขียว ที่อุตส่าห์ลงทุนลงแรง แลกมาด้วยเลือดของวีรชน เดือนพฤษภา 35

ในกรณีซุกหุ้น โดยละเลยในปัญหาหลักการ เก็บทฤษฎีว่าด้วยชนชั้นไว้บนหิ้ง

ด้วยคาดหวังว่า มีรุ่นพี่อยู่จำนวนมาก จะแวดล้อม ห้อมกรอบ ดัดแปลงชนชั้นนายทุนรุ่นใหม่ ให้มารับใช้ประชาชนได้

ด้วยเงินตรา และอำนาจที่อยู่ในกมลสันดาน ของชนชั้นนายทุน ความหวังที่จะเปลี่ยนเขา กลับกลายมาเปลี่ยนเรา

สาระ หลักการ ที่พร่ำพรูเสนอออกมา ดูสวยหรู งดงาม

แต่มันก็แค่คำพูด ไม่ใช่ของจริง

ทั้งหมดเป็นแค่วิธีการ ไม่ใช่ยุทธศาสตร์

วันนี้พี่หลายคนเป็นทุนไปแล้ว

จะยังให้อภัย ถ้าเป็นทุนแค่ทางเศรษฐกิจ

แต่จะไม่ให้อภัยเลย ถ้าเป็นทุนทางความคิด


กว่า 5 ปี ที่ระบอบทักษิณ ได้นำพาประเทศตกอยู่ภายใต้ ระบอบทุนนิยมบริวารที่สามานย์ ได้ใช้โอกาสที่ตนเองมีอำนาจทางการเมือง ขยายทุนเข้าครอบงำกิจการ ทุนแห่งรัฐ (รัฐวิสาหกิจ) ซึ่งมีอยู่ในขั้นเสรีนิยม

ทั้งนี้ โดยมีการประสานกันระหว่างทุนผูกขาดของเอกชนกับบุคคล หรือองค์กรที่มีอำนาจฝ่ายรัฐบาล ทำให้เกิดระบบกรรมสิทธิ์แบบผูกขาดโดยรัฐ หรือรัฐกับเอกชนร่วมกัน

เหตุนี้ รัฐบาลในยุคทักษิณ จึงเป็นตัวแทนของทุนผูกขาดสามานย์ และรับใช้นโยบายของกลุ่มทุนผูกขาดต่างชาติเป็นสำคัญ

ระบบทุนนิยม เป็นระบบที่เกิดขึ้นในช่วงหนึ่งของยุคสมัยประวัติศาสตร์ และจะต้องวอดวายไป เพราะมันไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ทางสังคม

การผลิตที่คนเรือนหมื่นเรือนแสนช่วยกันทำ แต่การถือครองในผลิตผลรวมหมู่เหล่านั้น เป็นการถือครองโดยคนเพียงหยิบมือเดียว ได้แก่ ผู้ที่มีกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิต ซึ่งเป็นผู้บัญชาการผลิตโดยตรง

คนส่วนใหญ่อยู่ในฐานะเป็นลูกจ้าง ไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไร หากจะได้ประโยชน์อยู่บ้างก็เป็นเพียงเศษเนื้อก้อนหนัง ที่พวกเขาแบ่งปันให้ เพื่อหวังจะปิดปาก ยอมเป็นทาสในเรือนเบี้ยต่อไป

ดังนั้น ระบบสังคมชนิดนี้ จึงขาดความชอบธรรมที่จะดำรงอยู่

ถึงวันนี้ เย็นนี้


สถานการณ์ได้สุกงอมแล้ว ความเลวร้ายของระบอบทักษิณ ถูกเปิดโปงจากประชาชนกลุ่มต่างๆ อย่างล่อนจ้อน

ภาพที่กลุ่มพลังทางสังคม ที่มีที่มาบนความหลากหลาย ได้แสดงตนออกมาคัดค้าน และแสดงจุดยืนขับไล่ระบอบทักษิณ เป็นความงดงาม

เปรียบเป็นดอกไม้หลากสี ที่บานพร้อมพลั่ก ร้อยสำนักประชันขันแข่ง

การเคลื่อนไหวใดๆ พึ่งต้องกุมหลักการ ว่ามวลชนคือวีรชนที่แท้จริง

การเปลี่ยนแปลง สร้างสิ่งใหม่ ย่อมต้องทำลายสิ่งเก่า

การสูญเสีย ความเจ็บปวด บางครั้งก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
เปรียบเช่นความเจ็บปวดของมารดา ยามคลอดทารกน้อย

ที่สำคัญ ต้องละเลิก และต้องต่อสู้กับความคิดหวังพึ่ง หวังปาฏิหาริย์ จากพลังที่สัมผัสไม่ได้

การเปลี่ยนแปลงมิได้เกิดจากความต้องการของผู้หนึ่งผู้ใดกำหนด

ประชาชนเท่านั้นเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของตนเอง


การจัดการชุมนุมใหญ่ ในใจกลางศูนย์กลางอำนาจรัฐอย่างยืดเยื้อ สันติวิธี เพื่อเป็นศูนย์กลาง ของการเคลื่อนไหวทั่วประเทศ จึงมีความจำเป็น และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง

ทัพหลวง

จะต้องทำหน้าที่เป็นกองหน้า ที่ทะลุลวง กดดัน ช่วงชิงเข้ายึดพื้นที่ บีบหดแคบพื้นที่ยืนของระบอบทักษิณให้ที่เหลือให้น้อยที่สุด


ขณะเดียวกัน

ทัพหลวงจะต้องเป็นโรงเรียนการเมือง เป็นเวทีแสดงพลังของผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย ยกระดับความรับรู้ของประชาชน จากอารมณ์ความเครียดแค้นชิงชัง ให้เป็นเหตุผล ตกผลึกให้เป็นตะกอนทางความคิด ชัดเจนในเป้าหมาย เพื่อสร้างสังคมที่เป็นประชาธิปไตยของประชาชน

อีกทั้ง ต้องปลายหอก ตีฝ่าแนวปิดล้อมในแนวรบด้านสื่อมวลชน


การต่อสู้ครั้งนี้ เป็นเพียงก้าวแรกของระยะเปลี่ยนผ่าน เพื่อสร้างสังคมประชาธิปไตยเท่านั้น

ความสำเร็จจะเกิดก็ต่อเมื่อ

ทัพหลวง จะต้องทำหน้าที่ เปิดโปง และขยายผล เชื่อมโยงแนวร่วมในขอบเขตทั่วประเทศ ให้กว้างขวางที่สุด

การเคลื่อนไหวของพลังแนวร่วม ในจังหวัดต่างๆ ยังคงความจำเป็น และจะต้องจัดให้ต่อเนื่อง

แนวรบด้านนี้ไม่เพียงแต่หวังผลขยายผลเพื่อให้เกิดความตื่นตัวเท่านั้น

แต่ยังเป็นหลักประกันชัยชนะของทัพหลวง เพราะเป็นแนวรบที่ระบอบทักษิณ หวาดวิตก สร้างความกังวลใจ อีกทั้งยังตอกตรึงกำลัง ฝ่ายระบอบทักษิณให้ติดกับหัวเมืองจังหวัดต่างๆ

ยุทธศาสตร์ของแนวรบนี้ คือการเจาะใจกลาง พื้นที่เขตอำนาจที่แข็งที่สุดของระบอบทักษิณ

การประสานหนุนเสริมของ 2 แนวรบนี้ จะก่อให้เกิดพลังคลื่นของประชามหาชนรุนแรงดั่งสึนามิ ซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เมื่อเงื่อนไขเหมาะสมสุกงอม

และเมื่อถึงวันนั้น ระบอบทักษิณก็จึงจุดจบกับดักมรณะ หุบเหวแห่งความพินาศ ที่พวกเขาได้สร้างขึ้นมาเองกับมือ อย่างแน่นอน

วันนั้น หากระบอบทักษิณ ยังดื้อด้าน ไม่อนาทรร้อนใจกับเกลียวคลื่นของมหาประชาชน ระบอบทักษิณก็จะถูกโถมซัด แม้แต่รากที่จะยืน ก็ไม่อาจเหลือ

เสียงเพลง

นี่เป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้าย...... สามัคคีให้ถึงวันพรุ่ง....

อาจดังกระหึ่ม....ขึ้นในทำเนียบรัฐบาล ก็เป็นไปได้

หากทักษิณ ถอยไม่เป็น..........................................

สงสารจริงๆ กับนักเลือกตั้ง ตุลาปลิง และสมุนรับใช้ที่ยังคิดไม่กลับใจ

คงต้องแหลกละเอียด ไปพร้อมกับซากปรักหักพัง บนความโสมมของระบอบทักษิณที่ทำขึ้น

นับถอยหลังตอนนี้ ยังพอมีเวลาครับ

พรุ่งนี้ เจอกัน 5 โมงเย็นที่ลานหลักหมุดแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

เตรียมเสื้อฝน หมวกร่ม ที่นอนและเสบียงมาด้วยนะ สหายรัก!!!!!

มาสัมผัสกับไออุ่นของคอนกรีต หนาวเย็นของสายฝน แผดร้อนกับแดดกล้า

ท่ามกลางอ้อมกอดของประชาชน!!!!!

สหาย จะรู้ว่า ความรักทางชนชั้นนั้นมีจริง และยิ่งใหญ่นัก....

ด้วยรักและห่วงใย

เชื่อมั่นในประชาชน

อมร อมรรัตนานนท์

19 กันยายน 2549

กำลังโหลดความคิดเห็น...