xs
xsm
sm
md
lg

อานิสงส์ “นอมินี ชิน”

เผยแพร่:   โดย: สุวัฒน์ ทองธนากุล

คุณวิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหารธนาคารไทยพาณิชย์ แสดงท่าทีไม่ค่อยพอใจนักที่ถูกนักข่าวซักถามเรื่องหลักธรรมาภิบาลกับการที่ธนาคารแห่งนี้ไปมีธุรกรรมกับเงินที่ใช้ซื้อหุ้นบริษัทชินคอร์ป

เพราะมีการสร้างบริษัทที่เข้าไปถือหุ้นให้ดูเป็นนิติบุคคลสัญชาติไทยเกินร้อยละ 50 เพื่อให้บริษัทชินคอร์ปยังคงดูเป็นนิติบุคคลสัญชาติไทย

รายการนี้มีคนวางแผนให้ตั้งบริษัทซีดาร์ โฮลดิ้งส์ ขึ้นมา แล้วตั้งอีกบริษัทชื่อ “กุหลาบแก้ว” เพื่อให้เข้าไปถือหุ้นในซีด้าร์ โฮลดิ้งส์ โดยกุหลาบแก้วซึ่ง คุณพงส์ สารสิน ถึงขนาดออกชื่อเป็นประธาน และคุณศุภเดช พูนพิพัฒน์ แห่งธนาคารธนชาติ เป็นผู้ถือหุ้นด้วย

เงินที่บริษัทกุหลาบแก้วไปซื้อหุ้นในบริษัทซีด้าร์ โฮลดิ้งส์ ก็เป็นเงินกู้จากธนาคารไทยพาณิชย์ โดยบริษัทไซเพลส โฮลดิ้งส์ ของสิงคโปร์ เป็นผู้ค้ำประกัน

ที่ต้องมีการโอนเงินลงทุนอย่างยอกย้อน ก็เพื่อพยายามทำให้บริษัทที่มาซื้อหุ้นในชินคอร์ปดูเป็นบริษัทสัญชาติไทย เพื่อให้บริษัทชินคอร์ปยังคงเป็นสัญชาติไทยนั่นเอง

จะได้ไม่มีปัญหาการที่บริษัทในเครือ อย่างโทรทัศน์ไอทีวี และธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งกฎหมายกำหนดว่าจะต้องมีต่างด้าวถือหุ้นไม่ถึงร้อยละ 50

แต่ที่ถูกสังคมตั้งข้อสงสัยในแง่เงินลงทุน สิทธิการได้เงินปันผล และสิทธิการออกเสียงแค่น้อยนิด จึงน่าสงสัยว่าอำนาจในการควบคุมบริษัทดูเป็นของต่างชาติ

ยิ่งเมื่อมีข่าวว่าผลการตรวจสอบโดยชุดของคุณอรจิต สิงคาลวณิช อธิบดีการพัฒนาธุรกิจการค้า ตามที่มีผู้ร้องเรียนนั้น สรุปออกมาในทำนองว่า การถือหุ้นในบริษัทกุหลาบแก้ว โดยชื่อคนไทยนั้นเป็นเพียงการใช้ชื่อแทนหรือนอมินี

นี่เองกระทรวงพาณิชย์ จึงพยายามตั้งคณะกรรมการอีกชุดเพื่อดึงเกมการตรวจสอบให้ยืดออกไป แถมยังยื้อไปตรวจสอบให้ยุ่งไปอีก 16 บริษัทว่ามีการถือหุ้นแบบนอมินีที่ขัดต่อกฎหมายหรือไม่

กรณีการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ป จึงเสมือนจุดชนวนสำคัญที่ทำให้สังคมไทยวิพากษ์ถึงความไม่ชอบธรรมในการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวโยงไปถึงตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีการกระทำที่ผ่านกระบวนการซื้อขายเปลี่ยนมือหุ้นของคนในครอบครัว แล้วผ่านมาขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ด้วยมูลค่าถึง 73,000 ล้านบาท โดยไม่ต้องเสียภาษี

ธุรกรรมเหล่านี้จึงเป็นเรื่องวิชาการด้านการบริหารธุรกิจจะต้องบันทึกไว้เป็นกรณีศึกษาในประเด็น “การหาประโยชน์จากกฎ ระเบียบ แต่ผิดคุณธรรม”

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกิดกับครอบครัวของผู้นำประเทศ ซึ่งสังคมโลกคาดหวังความซื่อสัตย์และโปร่งใส

ดังนั้นยิ่งสังคมประจักษ์ชัด และเห็นว่าคนที่จะเป็นผู้บริหารประเทศที่ยอมรับได้นั้น จะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการเสียสละและทำงานโดยมุ่งผลประโยชน์ของประเทศชาติ มิใช่เพื่อหาผลประโยชน์แกตัวเองและคนใกล้ชิด

บุคคลหรือธุรกิจที่ไปเกี่ยวข้องในทางสนับสนุน กรณีที่ถูกสังคมวิพากษ์ว่าเป็นการกระทำที่ขาดคุณธรรมก็ย่อมจะพลอยถูกประเมินคุณค่าจากสังคมในทางที่เสียหายไปด้วยไม่ว่าจะเป็นนักกฎหมายภาษี หรือการเงินก็ตาม

ส่วนที่ประธานกรรมการบริหารธนาคารไทยพาณิชย์ชี้แจงเรื่องการถือหุ้นในบริษัทซีด้าร์ โฮลดิ้งส์ 5% ว่าเป็นการลงทุนระยะยาว หรือการร่วมกับธนาคารกรุงเทพ ปล่อยกู้ให้แก่คุณศุภเดช ระดับ 2 หมื่นกว่าล้านให้ “กุหลาบแก้ว” ไปซื้อหุ้นในซีด้าร์ โฮลดิ้งส์ นั้น จะว่าเป็นเหตุผลทางธุรกิจ ก็ว่ากันไป

แต่ความรู้สึกของผู้คนในสังคมเป็นอีกมิติหนึ่ง

ก็คล้ายกับเมื่อครั้งที่ธนาคารไทยพาณิชย์ปล่อยกู้ให้ค่ายแกรมมี่ไปซื้อหุ้นมติชน แล้วตอนนั้นมีปฏิกิริยาของสังคม ปัญญาชน และผู้เห็นความสำคัญของความมีอิสระและเสรีภาพของสื่อที่กลัวถูกการเมืองแทรกแซง จึงพากันคัดค้าน จนแกรมมี่ต้องยอมถอยและลดสัดส่วนการถือหุ้นลง

ครั้งนั้นธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งอาจมองด้วยมิติทางธุรกิจแต่ก็ถูกสังคมมองด้วยความรู้สึกไม่ดีนัก

ปรากฏการณ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การประกอบธุรกิจยุคใหม่ต้องมีการทบทวน และตระหนักในเรื่องผลกระทบต่อสังคมและคุณธรรมด้วยแล้ว

จริงอยู่ได้มีกระแสของธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสังคมที่เรียกว่า Corporate Social Responsibility หรือ CSR

แต่การคำนึงถึงหลัก CSR ก็มิใช่แค่การช่วยสังคมในเชิงสังคมสงเคราะห์ แต่ควรหมายถึงการไม่ให้บทบาทของธุรกิจแต่ละประเภทขององค์กรไปส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของสังคมและประเทศชาติ

โดยเฉพาะต้องมีหลักธรรมาภิบาล คือการซื่อสัตย์ รับผิดชอบ ถูกต้อง เป็นธรรม และตรวจสอบได้ที่ตัวกิจการเองต้องยึดมั่น ขณะที่หลักพิจารณาลูกค้าและคู่ค้าก็ต้องคำนึงถึงหลักธรรมาภิบาลด้วย

กิจการธนาคารหรือสถาบันการเงินมีส่วนสำคัญในการไปสนับสนุนและเสริมพลังในการดำเนินการของลูกค้าและพันธมิตรให้ไปในทางที่ดีหรือไม่ดีได้รุนแรงขึ้น

แง่คิดขององค์กรที่ตระหนักในความรับผิดชอบต่อสังคมและความเลวร้ายที่เกิดจากนักธุรกิจการเมืองที่ใช้อำนาจเงิน อำนาจทางการเมืองครอบงำ และแทรกแซง จะทำให้ระบบบริหารและการตรวจสอบเสียหาย ทำงานไม่ได้เป็นปรากฏการณ์ที่อยู่ในจุดเปลี่ยนที่ท้าทาย

แต่วิกฤติด้านจริยธรรมและคุณธรรมที่เกิดขึ้นนั้นเนื่องจากการยอมรับใช้นักการเมืองของผู้เห็นแก่ผลประโยชน์ ได้แพร่ความเลวร้ายไปทั้งวงราชการ รัฐวิสาหกิจ และธุรกิจเอกชนที่เกี่ยวข้อง

bปรากฏการณ์เหล่านี้มีตัวอย่างให้รับรู้มากมาย เช่น การทุจริตฉ้อฉลในทุกโครงการใหญ่ๆ ที่เป็นเหตุผลว่าทำไมจึงเกิดเครือข่ายเรียกร้องให้ “หยุดระบอบทักษิณ”อย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและต่างประเทศ

กำลังโหลดความคิดเห็น...