สมาพันธ์ต้านห้างยักษ์ข้ามชาติ ยัน 20 ก.ย.ยกทัพ"โชวห่วย"บุกพาณิชย์ทวงคำตอบการแก้ปัญหาค้าปลีกยักษ์ใหญ่ขยายสาขารุกท้องถิ่น อัดรัฐบาลไม่ดูแลผู้ประกอบการไทย ทั้งที่รู้กำลังถูกรุกรานจากทุนนอก จนล่มสลายไปแล้วกว่า 1.5 แสนราย แถมไฟเขียวให้อีก พร้อมยื่น "โทนี แบลร์"เจรจา"โลตัส" ห้างสัญชาติอังกฤษ ให้ยุติรังแกค้าปลีกไทย ขณะที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้นำร่างกฎหมายค้าปลีกที่มีอยู่มาใช้
ที่สภาหอการค้าไทย บ่ายวานนี้ (12 ก.ย.)ผู้ประกอบการร้านค้าปลีกรายย่อย กว่า 30 แห่งจาก 12 จังหวัด 21 อำเภอ ประมาณ 100 คน จากทุกภาคของประเทศ ในนามของสมาพันธ์ต้านค้าปลีกข้ามชาติ ได้มีการหารือกันถึงแนวทางการเคลื่อนไหวกดดันกระทรวงพาณิชย์ให้แก้ไขปัญหาห้างค้าปลีกต่างชาติ โดยเฉพาะห้างเทสโก้ โลตัส ที่มีแผนขยายการลงทุนเปิดสาขาไปยังพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศในวันที่ 20 ก.ย.นี้ พร้อมยื่นหนังสือต่อประธานสภาหอการค้าไทย ต่อจากนั้นได้ไปยื่นหนังสือต่อสถานทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย ผ่านไปถึง นายโทนี แบลร์ นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ เพื่อขอความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการชุมชนชาวไทยในชนบท ต่อกรณีห้างเทสโก้ โลตัส ซึ่งเป็นห้างสัญชาติอังกฤษ ที่เข้ามาเปิดสาขาย่อยในประเทศไทย จนผู้ประกอบการค้าปลีกรายย่อยของไทยในชนบทได้รับความเดือดร้อน
ทั้งนี้ กลุ่มผู้ประกอบการดังกล่าวที่เดินทางมาร่วมหารือในครั้งนี้ ได้นำป้ายข้อความ "ไม่เอาเทสโก้ โลตัส"มาประท้วงยังบริเวณภายในสภาหอการค้าไทย พร้อมกับนำไปประท้วงยังสถานทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทยด้วย
นายพันธุ์เทพ สุลีสถิร ฝ่ายประสานงานสมาพันธ์ต้านค้าปลีกข้ามชาติ เปิดเผยว่า การมาของผู้ประกอบการครั้งนี้ ทุกฝ่ายต่างเจ็บปวดด้วยกันทั้งหมดจากการเข้าไปขยายสาขาของห้างค้าปลีกทุนต่างชาติ ซึ่งเสมือนเข้ามาตีเมืองขึ้น เพื่อยึดกิจการของผู้ประกอบการค้าปลีกรายย่อยของไทย โดยที่รัฐบาลไทยเองก็ไฟเขียว ไม่สนใจในความทุกข์ร้อนของผู้ประกอบการไทยด้วยกันเอง ทั้งๆ ที่รู้ว่าการเข้ามาของห้างค้าปลีกทุนนอกเหล่านั้นเป็นการรุกรานธุรกิจการรายย่อยของไทย แต่รัฐบาลก็ยังนิ่งเฉย ดังนั้น พวกเราจึงต้องออกมารวมตัวกันเพื่อค้านจนถึงที่สุด
"หลังจากนี้ เชื่อว่าจะมีผู้ออกมาร่วมคัดค้านมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาแต่ละแห่งได้คัดค้านกันเอง ซึ่งทำให้มีพลังน้อยมาก แต่หลังจากที่ได้รวมตัวกันเป็นสมาพันธ์ฯ แล้วก็ทำให้ทุกฝ่ายมีความหวัง มีพลังเพิ่มมมากขึ้นที่จะร่วมกันเคลื่อนไหว เพราะถ้าไม่เช่นนั้นในอนาคตผู้ประกอบการรายย่อยของไทยจะต้องถูกยึดกิจการหมดแน่แล้วต่อไปลูกหลานของเราจะไปประกอบอาชีพอะไร และก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องไปเป็นลูกจ้างฝรั่ง"
นายพันธุ์เทพ ยืนยันว่า วันที่ 20 ก.ย.นี้ ทางสมาพันธ์ฯจะนำสมาชิกกว่า 1,000 คน ไปกระทรวงพาณิชย์แน่นอน เพื่อขอรับฟังคำชี้แจงและคำตอบจากนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เกี่ยวกับการช่วยเหลือตามข้อเรียกร้องของสมาพันธ์ฯในการคุ้มครองดูแลร้านโชวห่วยทั่วประเทศ และการหยุดยั้งไม่ให้ธุรกิจค้าปลีกข้ามชาติมาขยายสาขาในอำเภอต่างๆ ทั่วประเทศว่าจะมีมาตรการแก้ไขปัญหาให้กับเราอย่างไร
"ภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์จะต้องมีความจริงใจ จริงจัง ในการช่วยเหลือร้านโชวห่วยของไทย และเห็นว่ากฎหมายค้าปลีกที่เคยร่างไว้แล้วรัฐบาลจะต้องนำกลับมาใช้โดยเร็ว เพื่อควบคุมไม่ให้ห้างต่างชาติเข้ามาขยายสาขาเพิ่มเติม และเห็นด้วยที่กระทรวงพาณิชย์ จะลงนามข้อตกลงกับห้างสรรพสินค้าในการหยุดการขยายสาขาไม่ว่าจะเป็นที่กำลังยื่นขอก่อสร้าง หรือกำลังก่อสร้างก็ตาม"
ส่วนกรณีที่ทางกระทรวงพาณิชย์ต้องการให้ทำประชาพิจารณ์คนในพื้นที่นั้น นายพันธุ์เทพ กล่าวว่า เรื่องนี้ทางสมาพันธุ์ฯ ไม่เห็นด้วย เพราะที่ผ่านมาแต่ละห้างมีการทำประชาพิจารณ์ฝ่ายเดียว ไม่เคยให้ผู้ค้ารายย่อยเข้ามาแสดงความเห็นด้วย แต่เห็นด้วยที่กระทรวงพาณิชย์จะแก้ไขกฎกระทรวงเพิ่มเติม กรณีผู้ค้าจะต้องยื่นจดทะเบียนพาณิชย์ และต้องได้รับอนุญาตก่อน และหากดูตัวเลขผู้ค้าปลีกรายย่อยของไทยตั้งแต่ปี 45 เป็นต้นมาผู้ค้าปลีกของไทยที่มีอยู่กว่า 300,000 ราย ได้เลิกกิจการไปแล้วกว่า 150,000 ราย หากภาครัฐไม่ใช้มาตรการควบคุม ร้านค้าปลีกรายย่อยของไทยก็จะต้องปิดกิจการอีกแน่นอน
นายพันธุ์เทพ กล่าวต่อว่า สำหรับเหตุผลที่ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีของอังกฤษนั้น ก็เพื่อให้นายโทนี แบลร์ ได้รับทราบถึงผลกระทบจากการขยายตัวของ เทสโก้ โลตัส ซึ่งเป็นห้างสัญชาติอังกฤษ ที่กำลังบุกเข้าไปดำเนินธุรกิจในชุมชนเล็กๆของไทย เพื่อให้ช่วยเจรจากับผู้บริหารโลตัสให้ยุติการรุกรานธุรกิจรายย่อยของไทย
"การขยายธุรกิจดังกล่าวได้ก่อให้เกิดผลกระทบ 5 ประการ เช่น 1.เป็นการเร่งการบริโภคเกินความจำเป็น, 2.วิถีชีวิต วัฒนธรรมของไทยถูกทำลาย 3.สร้างพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ให้กับนักเรียนนักศึกษา ใช้จ่ายเกินตัว 4.เป็นการทำลายเศรษฐกิจชุมชน และ 5.เป็นการทำลายทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง"
นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย กล่าวว่า อยากเสนอแนะให้ภาครัฐนำกฎหมายค้าปลีกที่เคยร่างไว้ก่อนหน้านี้มาควบคุมธุรกิจค้าปลีก ซึ่งอยากให้นำมาบังคับใช้ เพราะไม่เช่นนั้นสมาชิกที่อยู่ในสมาคมฯ ในเขตอำเภอจะได้รับความเดือดร้อนและต้องปิดกิจการอีกมาก และเห็นด้วยกับการที่ภาครัฐจะให้ห้างสรรพสินค้าลงนามในเอ็มโอยู แต่จะต้องมีมาตรการเพิ่มเติม หากมีการไม่ทำตามข้อตกลงจะต้องกำหนดบทลงโทษอย่างชัดเจน เพื่อแสดงความจริงใจในการบังคับใช้ข้อบังคับ
ด้านนายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกลุ่มธุรกิจค้าปลีก หอการค้าไทย กล่าวว่า ทางหอการค้าไทยจะเป็นผู้ประสานงานและช่วยเหลือกลุ่มสมาชิกค้าปลีกไทย ซึ่งที่ผ่านมาหอการค้าก็มีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายค้าปลีก แต่รัฐบาลไม่ได้นำข้อกฎหมายผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร จึงอยากให้ภาครัฐนำกฎหมายค้าปลีกกลับมาบังคับใช้โดยเร็ว และหอการค้าไทยยังหวังว่ากฎหมายอีกหลายฉบับของไทยทั้งการแข่งขันทางการค้า กฎหมายผังเมือง ซึ่งสามารถนำมาบังคับใช้กลุ่มธุรกิจค้าปลีกข้ามชาติได้ ขึ้นกับว่าผู้ใช้กฎหมายมีความจริงใจเพียงใด โดยหอการค้าไทย อยากให้มีการนำข้อกฎหมายมาบังคับใช้อย่างจริงจังต่อไป
นายบุญชัย กล่าวด้วยว่า ส่วนที่หลายคนมักไปโยงประเด็นว่าตนลุกขึ้นมาต่อสู้เพราะต้องการสร้างความชอบธรรมให้กับกลุ่มซัปพลายเออร์ในฐานะที่เป็นจ้าของกิจการในเครือสหพัฒน์ที่เป็นซัปพลายเออร์รายใหญ่ของไทยเพื่อคานอำนาจกับโมเดิร์นเทรดนั้น ไม่เป็นความจริง เพียงแต่ตนต้องการต่อสู้ให้กับผู้ค้าปลีกรายย่อยเท่านั้น
ที่สภาหอการค้าไทย บ่ายวานนี้ (12 ก.ย.)ผู้ประกอบการร้านค้าปลีกรายย่อย กว่า 30 แห่งจาก 12 จังหวัด 21 อำเภอ ประมาณ 100 คน จากทุกภาคของประเทศ ในนามของสมาพันธ์ต้านค้าปลีกข้ามชาติ ได้มีการหารือกันถึงแนวทางการเคลื่อนไหวกดดันกระทรวงพาณิชย์ให้แก้ไขปัญหาห้างค้าปลีกต่างชาติ โดยเฉพาะห้างเทสโก้ โลตัส ที่มีแผนขยายการลงทุนเปิดสาขาไปยังพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศในวันที่ 20 ก.ย.นี้ พร้อมยื่นหนังสือต่อประธานสภาหอการค้าไทย ต่อจากนั้นได้ไปยื่นหนังสือต่อสถานทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย ผ่านไปถึง นายโทนี แบลร์ นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ เพื่อขอความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการชุมชนชาวไทยในชนบท ต่อกรณีห้างเทสโก้ โลตัส ซึ่งเป็นห้างสัญชาติอังกฤษ ที่เข้ามาเปิดสาขาย่อยในประเทศไทย จนผู้ประกอบการค้าปลีกรายย่อยของไทยในชนบทได้รับความเดือดร้อน
ทั้งนี้ กลุ่มผู้ประกอบการดังกล่าวที่เดินทางมาร่วมหารือในครั้งนี้ ได้นำป้ายข้อความ "ไม่เอาเทสโก้ โลตัส"มาประท้วงยังบริเวณภายในสภาหอการค้าไทย พร้อมกับนำไปประท้วงยังสถานทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทยด้วย
นายพันธุ์เทพ สุลีสถิร ฝ่ายประสานงานสมาพันธ์ต้านค้าปลีกข้ามชาติ เปิดเผยว่า การมาของผู้ประกอบการครั้งนี้ ทุกฝ่ายต่างเจ็บปวดด้วยกันทั้งหมดจากการเข้าไปขยายสาขาของห้างค้าปลีกทุนต่างชาติ ซึ่งเสมือนเข้ามาตีเมืองขึ้น เพื่อยึดกิจการของผู้ประกอบการค้าปลีกรายย่อยของไทย โดยที่รัฐบาลไทยเองก็ไฟเขียว ไม่สนใจในความทุกข์ร้อนของผู้ประกอบการไทยด้วยกันเอง ทั้งๆ ที่รู้ว่าการเข้ามาของห้างค้าปลีกทุนนอกเหล่านั้นเป็นการรุกรานธุรกิจการรายย่อยของไทย แต่รัฐบาลก็ยังนิ่งเฉย ดังนั้น พวกเราจึงต้องออกมารวมตัวกันเพื่อค้านจนถึงที่สุด
"หลังจากนี้ เชื่อว่าจะมีผู้ออกมาร่วมคัดค้านมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาแต่ละแห่งได้คัดค้านกันเอง ซึ่งทำให้มีพลังน้อยมาก แต่หลังจากที่ได้รวมตัวกันเป็นสมาพันธ์ฯ แล้วก็ทำให้ทุกฝ่ายมีความหวัง มีพลังเพิ่มมมากขึ้นที่จะร่วมกันเคลื่อนไหว เพราะถ้าไม่เช่นนั้นในอนาคตผู้ประกอบการรายย่อยของไทยจะต้องถูกยึดกิจการหมดแน่แล้วต่อไปลูกหลานของเราจะไปประกอบอาชีพอะไร และก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องไปเป็นลูกจ้างฝรั่ง"
นายพันธุ์เทพ ยืนยันว่า วันที่ 20 ก.ย.นี้ ทางสมาพันธ์ฯจะนำสมาชิกกว่า 1,000 คน ไปกระทรวงพาณิชย์แน่นอน เพื่อขอรับฟังคำชี้แจงและคำตอบจากนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เกี่ยวกับการช่วยเหลือตามข้อเรียกร้องของสมาพันธ์ฯในการคุ้มครองดูแลร้านโชวห่วยทั่วประเทศ และการหยุดยั้งไม่ให้ธุรกิจค้าปลีกข้ามชาติมาขยายสาขาในอำเภอต่างๆ ทั่วประเทศว่าจะมีมาตรการแก้ไขปัญหาให้กับเราอย่างไร
"ภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์จะต้องมีความจริงใจ จริงจัง ในการช่วยเหลือร้านโชวห่วยของไทย และเห็นว่ากฎหมายค้าปลีกที่เคยร่างไว้แล้วรัฐบาลจะต้องนำกลับมาใช้โดยเร็ว เพื่อควบคุมไม่ให้ห้างต่างชาติเข้ามาขยายสาขาเพิ่มเติม และเห็นด้วยที่กระทรวงพาณิชย์ จะลงนามข้อตกลงกับห้างสรรพสินค้าในการหยุดการขยายสาขาไม่ว่าจะเป็นที่กำลังยื่นขอก่อสร้าง หรือกำลังก่อสร้างก็ตาม"
ส่วนกรณีที่ทางกระทรวงพาณิชย์ต้องการให้ทำประชาพิจารณ์คนในพื้นที่นั้น นายพันธุ์เทพ กล่าวว่า เรื่องนี้ทางสมาพันธุ์ฯ ไม่เห็นด้วย เพราะที่ผ่านมาแต่ละห้างมีการทำประชาพิจารณ์ฝ่ายเดียว ไม่เคยให้ผู้ค้ารายย่อยเข้ามาแสดงความเห็นด้วย แต่เห็นด้วยที่กระทรวงพาณิชย์จะแก้ไขกฎกระทรวงเพิ่มเติม กรณีผู้ค้าจะต้องยื่นจดทะเบียนพาณิชย์ และต้องได้รับอนุญาตก่อน และหากดูตัวเลขผู้ค้าปลีกรายย่อยของไทยตั้งแต่ปี 45 เป็นต้นมาผู้ค้าปลีกของไทยที่มีอยู่กว่า 300,000 ราย ได้เลิกกิจการไปแล้วกว่า 150,000 ราย หากภาครัฐไม่ใช้มาตรการควบคุม ร้านค้าปลีกรายย่อยของไทยก็จะต้องปิดกิจการอีกแน่นอน
นายพันธุ์เทพ กล่าวต่อว่า สำหรับเหตุผลที่ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีของอังกฤษนั้น ก็เพื่อให้นายโทนี แบลร์ ได้รับทราบถึงผลกระทบจากการขยายตัวของ เทสโก้ โลตัส ซึ่งเป็นห้างสัญชาติอังกฤษ ที่กำลังบุกเข้าไปดำเนินธุรกิจในชุมชนเล็กๆของไทย เพื่อให้ช่วยเจรจากับผู้บริหารโลตัสให้ยุติการรุกรานธุรกิจรายย่อยของไทย
"การขยายธุรกิจดังกล่าวได้ก่อให้เกิดผลกระทบ 5 ประการ เช่น 1.เป็นการเร่งการบริโภคเกินความจำเป็น, 2.วิถีชีวิต วัฒนธรรมของไทยถูกทำลาย 3.สร้างพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ให้กับนักเรียนนักศึกษา ใช้จ่ายเกินตัว 4.เป็นการทำลายเศรษฐกิจชุมชน และ 5.เป็นการทำลายทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง"
นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย กล่าวว่า อยากเสนอแนะให้ภาครัฐนำกฎหมายค้าปลีกที่เคยร่างไว้ก่อนหน้านี้มาควบคุมธุรกิจค้าปลีก ซึ่งอยากให้นำมาบังคับใช้ เพราะไม่เช่นนั้นสมาชิกที่อยู่ในสมาคมฯ ในเขตอำเภอจะได้รับความเดือดร้อนและต้องปิดกิจการอีกมาก และเห็นด้วยกับการที่ภาครัฐจะให้ห้างสรรพสินค้าลงนามในเอ็มโอยู แต่จะต้องมีมาตรการเพิ่มเติม หากมีการไม่ทำตามข้อตกลงจะต้องกำหนดบทลงโทษอย่างชัดเจน เพื่อแสดงความจริงใจในการบังคับใช้ข้อบังคับ
ด้านนายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกลุ่มธุรกิจค้าปลีก หอการค้าไทย กล่าวว่า ทางหอการค้าไทยจะเป็นผู้ประสานงานและช่วยเหลือกลุ่มสมาชิกค้าปลีกไทย ซึ่งที่ผ่านมาหอการค้าก็มีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายค้าปลีก แต่รัฐบาลไม่ได้นำข้อกฎหมายผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร จึงอยากให้ภาครัฐนำกฎหมายค้าปลีกกลับมาบังคับใช้โดยเร็ว และหอการค้าไทยยังหวังว่ากฎหมายอีกหลายฉบับของไทยทั้งการแข่งขันทางการค้า กฎหมายผังเมือง ซึ่งสามารถนำมาบังคับใช้กลุ่มธุรกิจค้าปลีกข้ามชาติได้ ขึ้นกับว่าผู้ใช้กฎหมายมีความจริงใจเพียงใด โดยหอการค้าไทย อยากให้มีการนำข้อกฎหมายมาบังคับใช้อย่างจริงจังต่อไป
นายบุญชัย กล่าวด้วยว่า ส่วนที่หลายคนมักไปโยงประเด็นว่าตนลุกขึ้นมาต่อสู้เพราะต้องการสร้างความชอบธรรมให้กับกลุ่มซัปพลายเออร์ในฐานะที่เป็นจ้าของกิจการในเครือสหพัฒน์ที่เป็นซัปพลายเออร์รายใหญ่ของไทยเพื่อคานอำนาจกับโมเดิร์นเทรดนั้น ไม่เป็นความจริง เพียงแต่ตนต้องการต่อสู้ให้กับผู้ค้าปลีกรายย่อยเท่านั้น


