ญาติ"ร.ท.ธวัชชัย"ร้องผบ.ตร.พนักงานสอบสวนบิดเบือน จัดฉากสอบปากคำ วอนให้ตำรวจรำลึกถึงศักดิ์ศรี และความบริสุทธิ์ยุติธรรมแห่งผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ขณะที่ ผู้การกองปราบปัดจัดฉาก ยันผู้ต้องหาสารภาพ พร้อมเตรียมจับเพิ่ม ขณะที่ชุดสอบสวนออกค้นล่าตัวจ่ายักษ์พร้อมยึดรถปิกอัพ อุปโลกน์เป็นรถชี้เป้า ด้าน"แม้ว"ยังคงสร้างภาพถูกตามล่า ใช้เบนซ์กันกระสุน 2 คันในการเดินทางเพื่อเป็นการอำพราง พร้อมเล่าให้ครม.และสมาชิกพรรคฟังถึงเหตุระทึกขวัญ สั่งกระทรวงต่างประเทศชี้แจงไปต่างประเทศให้เข้าใจ แถมอ้างสมัยก่อนช่วงที่ป๋าเปรมเป็นนายกฯคนก็ไม่ชอบ "ชิดชัย"อ้างเปิดวีซีดีให้ดูแล้วควรเลิกสงสัยว่าจัดฉากได้แล้ว "พัลลภ"เผยมีความพยายามจะโยงให้เข้าไปมีส่วนร่วม ตอกหญิงหน่อย"อ.ต.ล."
เมื่อเวลา 13.30 น. วานนี้(29 ส.ค.) จ.ส.อ.อิทธิพล กลิ่นชะนะ นางสังวรณ์ กลิ่นชะนะ พี่ชายและภรรยา ร.ท.ธวัชชัย กลิ่นชนะ ผู้ต้องหามีวัตถุระเบิดไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมพี่สาว น้องสาวและญาติรวม 5 คน เดินทางเข้าเยี่ยม ร.ท.ธวัชชัย ที่ห้องควบคุมตัวกองปราบปราม โดยใช้เวลาเยี่ยมประมาณ 5 นาที
ก่อนเดินทางกลับ จ.ส.อ.อิทธิพล ได้กล่าวถึงการขอประกันตัวร.ท.ธวัชชัย หลังศาลทหารไม่อนุญาตว่า จะทำเรื่องขออุทธรณ์ในการยื่นประกันตัวอีกครั้ง แต่ต้องขอปรึกษาทนายความก่อน ซึ่งน้องชายรู้ตัวดีว่า เรื่องนี้เป็นคดีใหญ่ ศาลคงไม่ให้ประกันตัว อย่างไรก็ตาม เท่าที่พูดคุยกับน้องชายได้พูดคุยทุกเรื่อง รวมทั้งเรื่องที่ตำรวจนำวีซีดีในการสอบปากคำมาเผยแพร่ ซึ่งตนได้สอบถามกับน้องชายก็ได้รับคำตอบว่า เป็นผู้ขับรถแดวูจริง โดยมีคนใช้มาให้ขับ แต่ไม่รู้ว่าในรถมีระเบิด อีกทั้งโดยปกติน้องชายเป็นคนไม่ละลาบละล้วง เมื่อมีผู้ใช้มาให้ขับรถ ก็ขับรถโดยจะไม่ยุ่งกับของในรถ และเมื่อเปิดประตูเข้าไป ก็นั่งขับไปตามปกติ ส่วนจะมีใครใช้ให้มาขับหรือไม่ ไม่ทราบ เพราะน้องชายไม่ยอมบอกว่า ใครใช้มาให้ขับ
**ญาติร้องโกวิท ตร.จัดฉากสอบปากคำ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางญาติของ ร.ท.ธวัชชัย ได้ทำหนังสือถึงพล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร.เป็นฉบับที่ 2 กรณีเจ้าพนักงานของรัฐกล่าวบิดเบือนในคดีของร.ท.ธวัชชัย
หนังสือดังกล่าวระบุว่า เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 28 ส.ค.ที่กองปราบปราม พล.ต.ท.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.มนตรี จำรูญ ผบช.ก. พล.ต.ต.อัศวิน ขวัญเมือง รอง ผบช.ก.และพล.ต.ต.วินัย ทองสอง ผบก.ป. เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ร่วมกันแถลงข่าวถึงความคืบหน้า โดยได้เปิดววีซีดีบันทึกภาพการสอบปากคำผู้ต้องหาให้สื่อมวลชนชม ในภาพดังกล่าวเป็นการสนทนาระหว่าง พล.ต.ต.วินัย กับผู้ต้องหา นายทหารพระธรรมนูญ 2 นาย และคนเพศชายใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว ผูกเนกไท ที่ผู้ช่วย ผบ.ตร.อ้างว่า เป็นทนายความของผู้ต้องหา มีสาระของคำแถลงที่กระทบกระเทือนถึงสิทธิและเกียรติภูมิของผู้ต้องหา และความชอบธรรมในการดำเนินคดีอย่างรุนแรง โดยมีสาระสำคัญที่เผยแพร่แก่ประชาชนดังนี้
ร.ท.ธวัชชัย ยอมรับว่า เป็นคนขับรถคันที่เกิดเหตุจริง และรู้สึกสำนึกในสิ่งที่ได้กระทำไป รวมทั้งขอรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยรับว่า ได้ขับรถคันที่ก่อเหตุ ไม่เฉพาะวันที่ 22-23-24 ส.ค.อันเป็นวันที่เกิดเหตุเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงวันที่ 9-10 ส.ค.ที่มีเหตุการณ์รถขบวนของนายรัฐมนตรี ประสบอุบัติเหตุ ชนกับรถประชาชนในสนามบินบน.6 ของกองทัพอากาศด้วย ขอเรียนชี้แจงดังต่อไปนี้
1.ร.ท.ธวัชชัย รับทราบจากคำกล่าวของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เพียงว่า การพบกันครั้งนี้ เป็นการพูดคุยธรรมดา มิใช่การสอบสวน
2.บุคคลที่ ร.ท.ธวัชชัย แต่งตั้งให้เป็นทนายความรับผิดชอบในคดีนี้ มีอยู่ 3คน คือนายสิริชัย ภักดี นายนิธิกร นนทสวัสดิ์ และนายประภาส คงเมือง ส่วนบุคคลที่พล.ต.ท.อชิรวิทย์ อ้างว่าเป็นทนายความของ ร.ท.ธวัชชัยนั้น เป็นบุคคลแปลกหน้าไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด และร.ท.ธวัชชัย ก็ไม่ทราบด้วยเช่นกัน
3.ร.ท.ธวัชชัย ยอมรับแต่เพียงว่า ได้ขึ้นไปนั่งบนรถแดวู หมายเลขทะเบียน ฐฉ-3085 กทม.เท่านั้น ถ้อยคำเพ้อเจ้อตามคำแถลงข่าวของเจ้าหน้าที่รัฐ มิใช่คำกล่าวของ ร.ท.ธวัชชัย แต่อย่างใด
4.ขอศักดิ์ศรีและความบริสุทธิ์ยุติธรรมแห่งผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ผู้ทรงเกียรติในอดีต โปรดแทรกซึมเข้าสู่ห้วงดวงใจของตำรวจไทยทุกดวงในปัจจุบันด้วยเทอญ จึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการ
**ค้นห้อง"จ่ายักษ์"ยึดเอ็ม 16 พร้อมปิกอัพ
ต่อมาเวลา 14.00 น.วันเดียวกัน พ.ต.อ.ชัยทัต บุญขำ ผกก.ปพ.บก.ป. พ.ต.ท.อัครเดช พิมลศรี รองผกก. นำกำลังตำรวจคอมมานโด พร้อมเจ้าหน้ากองสรรพาวุธจำนวนหนึ่ง เดินทางเข้าตรวจค้นห้องเลขที่ 13/07 6/805 ภายในอาคารที่พักอาศัย ไพลินสแควร์ 3 สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม หรืออาคาร ที 3 เมืองทองธานี ถนนแจ้งวัฒนะ จ.นนทบุรี โดยหน้าห้องพักดังกล่าว พบชื่อป้ายนายสมหมาย จี้เพชร พท.ศอพท.(พลังงานทหารศูนย์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร)สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
เมื่อตำรวจไปถึงปรากฏว่าห้องปิดล็อก ตำรวจจึงพังประตูเข้าไปโดยไม่พบใครในห้อง แต่พบว่า โทรทัศน์ยังเปิดอยู่ และจากการตรวจค้นพบกระสุนปืนเอ็ม 16 จำนวน 5 นัด กระสุน 9 มม.อีกจำนวนหนึ่ง ลำกล้องปืน เอ็ม 16 จำนวน 1 ลำกล้อง บัตรประชาชนของ นายชาคริต จันทระ บ้านเลขที่ 499/457 ถนนศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. หรือ จ.ส.ต.ชาคริต โดยพบดินน้ำมันจำนวนหนึ่ง พร้อมเอกสารหลักฐานบางอย่างที่อาจจะใช้เป็นแผนก่อเหตุ จึงนำเก็บไปตรวจสอบ
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่าห้องดังกล่าว คาดว่าน่าจะเป็นที่กบดานของจ.ส.ต.ชาคริต หรือ จ่ายักษ์ ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ ทั้งนี้ ตำรวจได้ตรวจสอบรถปิกอัพนิสสัน สีฟ้า ทะเบียน บก.9162 สระแก้ว ที่จอดอยู่ภายในที่จอดรถของอาคาร โดยรถคันดังกล่าวเจ้าหน้าที่พบว่า เป็นรถที่ขับตามรถแดวู และรถขบวนของนายกฯ มาตั้งแต่วันที่ 8-9-10 ส.ค. ซึ่งอาจเป็นรถชี้เป้า โดยรถคันดังกล่าวมีสติ๊กเกอร์ กอ.รมน.ติดอยู่หน้ารถ ทั้งนี้ จากการสอบถามห้องใกล้เคียงระบุว่า จ่ายักษ์ ไม่ค่อยอยู่ที่ห้อง มักไปๆมาๆ ตลอด
**ปัดจัดฉากสอบปากคำ
ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงการรับสารภาพของ ร.ท.ธวัชชัย โดยพล.ต.ต.วินัย ตอบว่า ผู้ต้องหาบอกว่า พูดแล้วสบายใจ และจะไปอธิบายให้ภรรยาและลูกเข้าใจภายหลัง ส่วนเรื่องที่ทางภรรยาและญาติไปร้องเรียนกับ ผบ.ตร.เกี่ยวกับวัตถุระเบิดของกลางนั้น ผู้ต้องหาทราบแล้ว ซึ่งได้อธิบายให้เข้าใจว่าการจับกุมคดีนี้ มีการบันทึกเทปและมีการถ่ายภาพมาโดยตลอด เจ้าหน้าที่ผู้จับกุมไม่ได้นำของกลางมาด้วย ส่วนของกลางทั้งหมดหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดกำลังทำบันทึกการจับกุมอยู่
นอกจากนี้ พล.ต.ต.วินัย ยังตอบข้อสงสัยของทางญาติร.ท.ธวัชชัย ที่ระบุว่า ชายสวมเสื้อเชิ้ต ผูกเนคไท ไม่ใช่ทนายความในวีซีดี ที่ตำรวจนำมาเผยแพร่ด้วยว่า ทนายความคนดังกล่าว เพิ่งมายื่นหนังสือที่ได้รับการแต่งตั้งเมื่อตอนบ่ายวันที่ 28 ส.ค.
**ยึดปิกอัพอ้างเป็นรถใช้ชี้เป้า
ต่อมาเวลา 17.30 น. เจ้าหน้านำรถปิกอัพคันดังกล่าว ซึ่งพบกุญแจอยู่ภายในห้องที่ตรวจค้น มาเก็บยังโรงเก็บรถของกองปราบปราม โดยที่กระจกหน้ารถมีสติ๊กเกอร์ 4 แผ่นติดอยู่ ประกอบด้วยสติ๊กของกองบัญชาการกองทัพบก สติ๊กเกอร์ กอ.รมน. สติ๊กเกอร์กรมการสารวัตรทหารบก และ สติ๊กเกอร์กรมการแพทย์ทหารบก
พ.ต.ท.จักรกฤช เอี่ยมแจ้งพันธุ์ รองผกก.ปพ.บก.ป.กล่าวว่า จากการสตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ารถคันดังกล่าวเป็นรถของกลางในคดียาเสพติด ที่ถูกทาง ปปส.ยึดไปตรวจสอบ แต่ทางการทหารทำเรื่องขออนุญาตใช้อย่างถูกต้อง ซึ่งจากการตรวจสอบภายในรถพบเอกสารรวมทั้งโทรศัพท์มือถือของจ่ายักษ์ จึงเก็บรวบรวมมาตรวจสอบ โดยเชื่อว่า มีการเชื่อมโยงกับนายทหารหลายคน จึงนำรถมาเก็บไว้
**รายงาน"โกวิท"แย้มอาจจับเพิ่ม
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เวลา 14.00 น. พล.ต.ต.วินัย ทองสอง ผบก.ป.ได้เดินทางเข้าพบ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร. เพื่อรายงานความคืบหน้าคดี โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที
พล.ต.ต.วินัย เปิดเผยว่า การสอบสวนคดีนี้มีความคืบหน้าไปแล้ว 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อโยงไปถึงผู้บงการ เบื้องต้นผู้ต้องหารับสารภาพว่าเป็นผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าววนไปวนมาบริเวณใกล้ที่เกิดเหตุตั้งแต่วันที่ 22-24 ส.ค.ที่ผ่านมา รวมถึงเหตุการณ์วันที่ 9-10 ส.ค.ที่มีเหตุการณ์รถขบวนของนายกฯ ประสบอุบัติเหตุชนกับรถประชาชน ในสนามบิน บน.6 ด้วย โดยขณะนี้ทางพนักงานสอบสวนกำลังหาพยานหลักฐานเพื่อเชื่อมโยงเหตุการณ์ทั้งสองเข้าด้วยกัน ส่วนจะมีการออกหมายจับใครเพิ่มหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังไม่มี แต่เชื่อว่าจะมีการออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมแน่
พล.ต.ต.วินัย ยังกล่าวถึงกรณีที่ญาติของ ร.ท.ธวัชชัย สงสัยเรื่องวัตถุระเบิดที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแถลง ซึ่งคลาดเคลื่อนกันในสาระสำคัญในข้อเท็จจริงที่ปรากฏในบันทึกการจับกุมเมื่อวันที่ 24 ส.ค.และในคำร้องขอฝากขังผลัดแรกของพนักงานสอบสวนกองปราบปรามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องธรรมดา เนื่องจากตำรวจต้องเข้าจับกุมผู้ต้องหา เพราะมีวัตถุระเบิดจำนวนมาก และต้องนำตัวผู้ต้องหาไปสอบสวน โดยตรวจสอบของกลางด้วยสายตา ทำให้ไม่มีรายละเอียดของของกลางมากนัก ส่วนการเก็บกู้เป็นหน้าที่ของหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด (อีโอดี)ที่ต้องไปตรวจสอบวัตถุระเบิด และทำการเก็บกู้ ก่อนทำรายงานรายละเอียดของวัตถุระเบิดมา ซึ่งรายการของกลางที่หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดทำมานั้น ถือว่าถูกต้องและเชื่อถือได้
ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายออกมาตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการจัดฉากนั้น พล.ต.ต.วินัย กล่าวว่า ไม่เป็นความจริง เนื่องจากตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้พร้อมทั้งของกลาง อีกทั้งผู้ต้องหายังได้ให้การรับสารภาพในบางส่วนด้วย
**แม้วใช้เบนซ์กันกระสุน 2 คันอำพราง
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรีว่า ที่ทำเนียบรัฐบาลได้กำหนดมาตรการอย่างเข้มงวด เริ่มตั้งแต่การตรวจค้นรถเข้าออกทุกคัน ที่ต้องติดสติ๊กเกอร์ของทำเนียบรัฐบาล รวมถึงให้ข้าราชการ ประชาชน และสื่อมวลชนทุกคนติดบัตรแสดงตน ระหว่างอยู่ในทำเนียบรัฐบาลตลอดเวลา และเมื่อวานนี้ มีการนำสุนัขตำรวจ เข้ามาพิสูจน์กลิ่นหาสิ่งผิดปกติด้วย
นอกจากนี้ การเดินทางจากบ้านพักของพ.ต.ท.ทักษิณ ไปยังทำเนียบรัฐบาลเพื่อประชุมครม.นั้น ได้มีการนำรถประจำตำแหน่ง 2 คัน คือ เบ็นซ์เอส 600 สีดำ ทะเบียน ษห 3836 และ ษห 3834 กทม. ซึ่งเป็นรถที่สามารถกันกระสุนได้ทั้งคู่ วิ่งเข้าขบวน ติดตามกันมา 2 คัน โดยพ.ต.ท.ทักษิณ ได้นั่งมาในรถหมายเลขทะเบียน ษห 3834 เบาะหลัง ด้านซ้ายมือของคนขับ ขณะที่อีกคันหนึ่งมีเพียงคนขับรถเท่านั้น
เมื่อมาถึงผู้สื่อข่าวได้พยายามถามถึงการหารือกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ ในช่วงเย็นวันที่ 28 ส.ค.ที่บ้านพิษณุโลก แต่พ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ เพียงแต่หันมายิ้มกับสื่อมวลชนเท่านั้น
นอกจากนี้ ในช่วงบ่าย ที่มีการประชุมพรรคไทยรักไทย โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เดินทางไปเป็นประธานการประชุมก็มีการตรวจเข้มเช่นกัน โดยรถยนต์ทุกคันที่เข้ามาจอดที่พรรค จะต้องแล่นผ่านแผ่นกระจกเพื่อตรวจหาวัตถุระเบิดที่คาดว่าจะติดอยู่ใต้ท้องรถ และต้องเปิดกระโปรงท้ายรถด้วย ทำให้การจราจรบริเวณถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ที่ผ่านหน้าที่ทำการพรรคเป็นอัมพาตอย่างหนักยาวร่วมกิโลเมตร นอกจากนี้ ยังมีการตรวจกระเป๋าทุกคนรวมทั้งลูกพรรคไทยรักไทย ที่จะขึ้นลิฟท์ไปประชุมพรรคอย่างละเอียดยิบ ท่ามกลางวิจารณ์ว่า อะไรจะปอดแหกขนาดนั้น
**แม้วสั่งประโคมข่าวไปทั่วโลก
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงหลังการประชุม ครม.ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ปรารภและให้ข้อมูลกับครม.ถึงเรื่องการลอบสังหาร และการจับกุม ร.ท.ธวัชชัย ต่อที่ประชุมเหมือนกับที่เคยแถลงต่อมื่อมวลชนในวันที่เกิดเหตุ เพื่อตอกย้ำว่าเป็นแผนสังหารจริง โดยเล่าย้อนไปถึงรถต้องสงสัย ตั้งแต่วันที่ 9 ส.ค.บริเวณสนามบิน บน.6 และวันที่ 10 ส.ค.วันที่นายกฯ เดินทางไปกัมพูชา ก็พบรถต้องสงสัยอยู่ในบริเวณของเส้นทางขบวนรถของนายกฯ
ต่อมาได้มีการนำภาพถ่ายของรถต้องสงสัยแจกจ่ายไปยังทีมรปภ.ของนายกฯ และนับเป็นโชคดีของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ในวันเกิดเหตุนั้นทีมรปภ.เห็นรถดังกล่าวพอดี และ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกจากบ้านพักตั้งแต่เวลา 08.05น.ทั้งที่ปกติแล้วจะออกมาเวลา 09.00 น.
ทั้งนี้ ที่ประชุมครม.ได้แสดงความห่วงใยการให้ข้อมูลเกี่ยวกับข่าวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรถขนระเบิด หรือข่าวอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศ จึงได้ย้ำในที่ประชุมว่างานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการให้ข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นสำนักโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี หรือกระทรวงการต่างประเทศ ให้มีการให้ข้อมูลเพื่อให้ข้อมูลสามารถเผยแพร่ออกไป ซึ่งในส่วนของต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศจะมีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลที่เกิดขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า การเอาผลการสอบสวนผู้ต้องหามาเผยแพร่ ถือเป็นเรื่องตลก เพราะผู้ต้องหาก็ยังไม่รับสารภาพ นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า คนขับรถมีระเบิดก็มีความผิด คดียังไม่จบต้องสืบสวนกันต่ออย่าเพิ่งด่วนสรุป เมื่อซักว่า เมื่อเจอรถคันต้องสงสัยมาหลายครั้ง แล้วทำไมไม่จับกุมตั้งแต่ต้น นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า เมื่อเขารู้ตัวเขาก็ไป และขบวน รปภ.พาหลบออก
ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลรู้สึกอย่างไรเมื่อหลายฝ่ายมองว่าเป็นเรื่องตลก นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า คนที่พูดเป็นเรื่องตลก ไม่รอจนกระทั่งการสืบสวนสำเร็จ และจะรู้เองว่าคนที่มองเป็นเรื่องตลก จะรับผิดชอบอย่างไร
เมื่อถามว่า ทำไมข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้จึงสับสนทั้งปริมาณ และชนิดของวัตถุระเบิด นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า วันนั้นคนที่ให้ข่าว ไม่รู้ว่าเป็นใคร ส่วนนายกฯ ให้ข่าวว่า เคยเห็นรถคันนี้สองครั้ง แต่ไม่ได้บอกว่าไปวนที่หน้าบ้านสองครั้ง ต้องไปถามคนพูด คนพูดบางทีไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ต้องดูว่าใครพูด และคนที่พูดรับผิดชอบหรือไม่
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากต้องการลอบสังหารจริงๆทำไมขบวนรถนายกฯผ่านจึงไม่จุดระเบิด นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า วันนี้ไม่มีใครรู้ว่าจุด หรือไม่ได้จุด อย่างเจ้าหน้าที่ตำรวจบอกไว้เป็นไปได้ 3 อย่างคือ ไม่กดเลย กดแล้วแต่ไม่ระเบิด และวงจรมีปัญหา เมื่อถามว่าแสดงว่านี้เป็นระเบิดพลีชีพ น.พ.สุรพงษ์ กล่าวว่าไม่รู้ ต้องไปถามตำรวจ แต่คนกดระเบิดสามารถไปหลบตรงจุดไหนก็ได้
เมื่อถามว่าหากระเบิดจริงอย่างน้อยประชาชนต้องตายเป็นพันคน คุ้มกันหรือไม่กับพ.ต.ท.ทักษิณ คนเดียว แล้วทำให้คนอื่นต้องตายด้วย นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ไม่ทราบต้องไปถามคนทำ ว่างๆไปสัมภาษณ์คนทำให้หน่อย
**อ้างสมัยก่อนคนก็ไม่ชอบป๋าเปรม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้นำเรื่องเหตุการณ์ลอบสังหารนี้ไปเล่าในที่ประชุมพรรคอีกครั้งในช่วงบ่าย และเชื่อว่าเร็วๆนี้จะมีการจับกุมตัวการใหญ่เชื่อมโยงกับขบวนการลอบสังหารได้
พ.ต.ท.ทักษิณ ยังกล่าวถึงการจะตัดสินใตจะรับตำแหน่งต่อหรือไม่ว่า ยังลำบากใจ บางวันคิดว่า ทำไมต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงครอบครัวที่เห็นหน้ากันทุกวัน ก็ไม่รู้ว่า วันนี้จะพลาดพรากจากกันแบบหาซากไม่เจอ เพราะถ้าวันนั้นระเบิดทำงาน ก็หาซากไม่เจอ แต่บางวันก็คิดถึงคนจน และเสียดายโอกาสการแก้ปัญหาประเทศ และคิดถึงระบบกติกา ถ้าถอยก็เท่ากับเป็นการยอมให้กับคนที่ไม่เคารพกติกา ตรงนี้เป็นสิ่งที่กำลังชั่งน้ำหนัก เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมก็จะตัดสินใจเอง
"พ.ต.ท.ทักษิณ ได้แสดงความเห็นใจพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เพราะสมัยที่พล.อ.เปรมเป็นนายกฯ ก็เคยโดนเหตุลอบสังหารหลายครั้ง และช่วงนั้นสื่อมวลชนก็ไม่เคยชม พล.อ.เปรม นอกจากนั้นนักวิชาการจำนวน 99 คนก็เคยกดดันคัดค้านการรับตำแหน่งต่อ ซึ่งนักวิชาการกลุ่มนี้ก็มาทำกับพ.ต.ท.ทักษิณ เนื่องจากไม่ชอบที่เห็นรัฐบาลใดปกครองนานๆ ซึ่งก็ไม่น่าเชื่อว่า สมัยพล.อ.เปรม ที่น่าจะเป็นรุ่นพ่อ โดนอย่างนี้แล้วรุ่นลูกอย่างพ.ต.ท.ทักษิณ ก็มาโดนอีก" นายสุทิน คลังแสง รองโฆษกพรรคไทยรักไทย กล่าวอ้างถึงคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ได้เล่าให้สมาชิกพรรคฟัง
**ดูวีซีดีแล้วน่าจะเลิกวิจารณ์ได้แล้ว
พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รักษาการรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึง ความคืบหน้าการสอบสวน ร.ท.ธวัชชัย กลิ่นชะนะ ที่ให้การกับ พล.ต.ต.วินัย ทองสอง ผู้บังคับการกองปราบปราม และได้เผยแพร่วีซีดีชุดนี้กับสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 28 ส.ค.ว่า เป็นผู้ขับรถคันดังกล่าวจริง และต้องการให้ความวุ่นวายทุกอย่างในบ้านเมืองสงบ ว่า เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนเพิ่มเติมอยู่ ส่วนการให้การของ ร.ท.ธวัชชัย นั้นเป็นสิ่งที่ดี และเป็นลูกผู้ชายที่พูดความจริง ไม่อย่างนั้นบางฝ่ายจะวิจารณ์กันไปเยอะแยะ ทำให้บ้านเมืองไม่สงบ
การที่ ร.ท.ธวัชชัย ขอรับผิดฝ่ายเดียว และไม่ยอมซัดทอดว่าใครอยู่เบื้องหลังนั้น ก็เป็นหน้าที่ของตำรวจที่ต้องสืบสวนขยายผล หาพยานหลักฐานเพิ่มเติม ซึ่งมีพยานหลักฐานที่สามารถสาวไปถึงผู้บงการได้
ส่วนที่สังคมแคลงใจในเรื่องนี้มาก พล.ต.อ.ชิดชัย กล่าวว่า คงจะหมดแล้ว เพราะ ร.ท.ธวัชชัย ได้พูดออกมาอย่างชัดเจน สิ่งที่พูดกันไปนั้นเป็นเสมือนการจุดกระแสเท่านั้น เมื่อถามว่า แต่สิ่งที่ร.ท.ธวัชชัย พูดออกมานั้นดูทะแม่งๆ พล.ต.อ.ชิดชัย กล่าวว่า"ไม่ทะแม่งหรอก มันเป็นเรื่องทางการเมือง ไปดูเทปที่เผยแพร่ออกมาสิ ก็ว่ากันไป แล้วแต่มุมมอง คุณก็คิดในมุมของคุณได้ คนอื่นก็มองในแง่อื่นได้"
แสดงว่าวีซีดีที่เผยแพร่ออกไปนั้น น่าจะยุติเสียงวิจารณ์ว่าจัดฉากลงไปได้ พล.ต.อ.ชิดชัย กล่าวว่า ควรจะเป็นอย่างนั้น
**อ้างทหารเข้าไปจับกุมไม่ใช่ตำรวจ
พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่ามีนายทหาร 4 คนเกี่ยวข้องกับการวางระเบิดลอบสังหารร่วมกับ ร.ท.ธวัชชัย ว่า ยังไม่มีการส่งชื่อมา เรื่องนี้ได้ให้ความเป็นธรรม โดยส่งนายทหารทั้งจากกรมพระธรรมนูญ และกรมสารบรรณ ไปร่วมสอบ ถ้ามีความผิดก็ต้องว่าไปตามผิด และไม่ควรเอาเรื่องนี้มาเล่นเป็นการเมือง เพราะเป็นเรื่องร้ายแรง ถ้าใครทำไม่ถูกต้อง ก็ต้องประณามกัน
"ปัญหาคือว่ามีการมาเถียงกันว่ามันพร้อมระเบิดหรือไม่ แต่ปัญหาเรื่องนี้มันอยู่ที่ว่า เอารถบรรทุกระเบิดไปจอดไว้ตรงนั้นทำไม ใครใช้ให้ไปจอด ปัญหามันอยู่ตรงนี้ ไม่ใช่มันพร้อมหรือไม่พร้อม อีกอย่างการที่มีการจับกุม ร.ท.ธวัชชัย เพราะหน่วยข่าวร่วมมือกันและเข้าไปจับ ครั้งแรกททหารเข้าจับกุม ไม่ใช่ตำรวจ อย่าไปผิดประเด็นกัน"
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกองทัพก็สั่งให้คนในหน่วยข่าวติดตาม ส่วนเรื่องของสำนวนเป็นเรื่องของการสืบสวนสอบสวน และเพื่อความเป็นธรรมของเรา เขาอาจไม่ผิดก็ได้ จึงให้นายทหารพระธรรมนูญเข้าร่วมสอบทุกขั้นตอน
ส่วนกรณีที่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรอง ผอ.กอ.รมน.ที่ให้ออก ก็ยังไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน พล.อ.ธรรมรักษ์ กล่าวว่า ก็มันคนละเรื่องกัน การปลด พล.อ.พัลลภ ตนไม่ทราบว่าเพราะอะไร การปลดทันทีทำให้ประชาชนสับสน ต้องไปถามพ.ต.ท.ทักษิณ
**จวกเละวีซีดีจัดฉากรายวัน
นายสาธิต ปิตุเตชะ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการที่ตำรวจนำวีซีดีการให้ปากคำของ ร.ท.ธวัชชัย ว่า เป็นการจัดฉากบิดเบือนประเด็นเพื่อชี้นำสังคมให้เชื่อว่า ผู้ต้องหาคดีนี้มีเจตนาลอบทำร้ายพ.ต.ท.ทักษิณจริง โดยมีข้อสังเกตุ คือ 1. เนื้อหาคำให้การไม่เกี่ยวกับการสังหารใคร เป็นเพียงคำพูดตามความรู้สึกและวกวน 2.อาจเป็นการภาคเสธ คือกึ่งปฏิเสธในข้อหามีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามอย่างยิ่งที่จะบอกว่า รถคันนี้ต้องการสังหารพ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งที่เป็นเรื่องไกลเกินเหตุ และพยายามต่อจิ๊กซอว์ ซึ่งการสอบสวนไม่มีหลักค้ำประกันอะไรว่าผู้ต้องหาไม่ถูกบังคับ
นายสาธิต กล่าวอีกว่า พรรคมีข้อสงสัยที่อยากถามว่า 1. ทำไมตำรวจจึงรีบสรุปและต่อจิ๊กซอว์ให้ไปสู่เป้าหมายว่าทำเพื่อทำร้ายพ.ต.ท.ทักษิณ 2. ทำไมไม่เก็บรวบรวมพยานหลักฐานไปให้ฝ่ายสืบสวนเพื่อขยายผล 3.ทำไมไม่ตั้งประเด็นเหมือนคดีอื่น เช่นเป็นการสร้างสถานการณ์ หรือเกี่ยวโยงกับสถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ เป็นต้น และ 4.ทำไมต้องเอาวีซีดีมาเปิดเผยต่อสาธารณชน ทั้งที่เป็นความลับ ซึ่งจากกระบวนการทั้งหมดเป็นความพยายามจัดฉากให้เห็นว่า คำพูดของพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นความจริง
**"พัลลภ"โวยถูกหมายหัวว่าพัวพัน
พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรอง ผอ.กอ.รมน. ให้สัมภาษณ์ภายหลังยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษา รมว.กลาโหมว่า ขณะนี้มีความพยายามของเจ้าหน้าที่ที่จะโยงความผิดให้มาถึงตน โดยสืบจากคนใกล้ๆตัว ในสำนักงาน ต้องยอมรับว่ามีลูกน้องเก่าๆ และได้รับการฝากฝังจากผู้ใหญ่ในกองทัพถึง 87 คน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีตำแหน่งก็ขอมาอยู่กับตนที่สำนักงาน ในระดับพลตรีมี 7 นาย พันเอก 10 กว่านาย และ นอกนั้นเป็นระดับนายร้อย ถึงระดับนายสิบ เพราะบุคคลเหล่านี้ไปไหนไม่ได้ก็จะมาประจำอยู่ที่สำนักงาน ของตน ซึ่งกำลังพลในอัตรามีอยู่แค่ 18-19 คน ที่เหลือนั้นเป็นกำลังพลนอกอัตราที่มาอยู่ในสำนักงาน
พล.อ.พัลลภ ยังกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่าง พล.ต.สมาน เกษรอินทร์ กับ ร.ท.ธวัชชัย ว่าแต่เดิมพล.ต.สมาน เป็นนายทหารติดตาม พล.อ.วัฒนชัย วุฒิศิริ อดีตรมช.กลาโหม ซึ่งสมัยนั้น ตนเป็นเลขาพล.อ.วัฒนชัย และร.ท.ธวัชชัย ก็เป็นคนขับรถให้ตน ทำให้ทั้งสองคนมีความสนิทสนมกัน เพราะอยู่ในสำนักงานเดียวกัน ซึ่ง พล.ต.สมาน ไม่มีปัญหาอะไร เพียงแต่รั้วบ้านของเขาติดกับบ้านนายกรัฐมนตรี ที่ซอยจรัญสนิทวงศ์ 69 ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามโยงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนในครั้งนี้
เมื่อถามว่า มีความพยายามโยงถึง พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร อดีตประธานวุฒฺสภา กับตัวท่านเองเป็นผู้วางแผนสังหารนายกรัฐมนตรี พล.อ.พัลลภ หัวเราะก่อนจะกล่าวว่า ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมพ.ต.ท.ทักษิณ ถึงไม่ถูกกับพล.ต.มนูญกฤต และมีความเป็นไปได้ว่าพยายามโยงให้มาเกี่ยวข้องกับตน เพราะเราเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกันมา แถมยังโยงไปถึง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง พล.ท.พิรัช สวามิวัสดิ์ นี่ถ้าพ.อ.ประจักษ์ สว่างจิตต์ ไม่ตายเสียก่อน มันคงพยายามโยงไปให้ถึง เพื่อน จปร.7 ทุกๆคน ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน
"นายกรัฐมนตรีข้องใจ และโกรธผมมาก เพราะไปสนับสนุนพล.ต.จำลอง ในการร่วมประท้วงขับไล่นายกฯ ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ท่านไม่คุยกับผมมาปีกว่า คนเราโกรธกันจะมาคุยกันทำไม ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมมองว่าเป็นการสร้างสถานการณ์กลบกระแส และพยายามโยงบุคคลต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง "
**ตอก"หญิงหน่อย"อ.ต.ล.
พล.อ.พัลลภ ยังกล่าวถึงพล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ว่า เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปเยอะ การจะให้ลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษา ก็ควรจะโทรศัพท์มาบอกกันตรงๆ ซึ่งถือว่าเป็นการให้เกียรติกัน เพราะสมัยที่เล่นรักบี้ที่ รร.จปร.ด้วยกัน เขากับตนห่างกันแค่ 3 รุ่น ก็ยังมีเลือดทหารอยู่ในตัว แต่เดี๋ยวนี้เขาเปลี่ยนไปเยอะ เป็นนักการเมืองไปเสียแล้ว
ส่วนการที่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ระบุว่า ตนเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลนั้น พูดอย่างนั้นคงไม่ถูก แต่ก็ไม่ได้แปลกใจ เพราะคุณหญิงสุดารัตน์กับตนเพิ่งรู้จักกันสมัยที่มาที่พรรคไทยรักไทย แต่ พล.ต.จำลอง อยู่กับคุณหญิงสุดารัตน์มาตั้งนาน ตั้งแต่อยู่พรรคพลังธรรม เป็นคนปั้นเขาขึ้นมายังถูกด่าเลย ฉะนั้นจึงไม่แปลกใจ และอีกอย่างหนึ่ง กลุ่มพันธมิตรฯ ยังเรียกคุณหญิงสุดารัตน์ ว่า "อ.ต.ล." ซึ่งไปแปลกันเอาเองก็แล้วกัน
"การมากล่าวหาผมเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล คงไม่ใช่ เพราะผมอยู่กับรัฐบาลมาถึง 5 ปี หากเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลคงถูกปลดไปนานแล้ว พูดอย่างนี้น่าเกลียดมาก เพราะผมก็อาวุโสกว่าตั้งเยอะ ถ้าจำกันได้คุณหญิงสุดารัตน์ เคยไล่ พล.ต.จำลอง ไปเลี้ยงหมา คนแบบนี้อยากฝากให้ไปบอกด้วยว่า ขอให้เจริญๆ และผมก็ไม่ติดใจ และไม่แปลกใจอะไรกับพฤติกรรมของผู้หญิงคนนี้"พล.อ.พัลลภ กล่าว
เมื่อเวลา 13.30 น. วานนี้(29 ส.ค.) จ.ส.อ.อิทธิพล กลิ่นชะนะ นางสังวรณ์ กลิ่นชะนะ พี่ชายและภรรยา ร.ท.ธวัชชัย กลิ่นชนะ ผู้ต้องหามีวัตถุระเบิดไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมพี่สาว น้องสาวและญาติรวม 5 คน เดินทางเข้าเยี่ยม ร.ท.ธวัชชัย ที่ห้องควบคุมตัวกองปราบปราม โดยใช้เวลาเยี่ยมประมาณ 5 นาที
ก่อนเดินทางกลับ จ.ส.อ.อิทธิพล ได้กล่าวถึงการขอประกันตัวร.ท.ธวัชชัย หลังศาลทหารไม่อนุญาตว่า จะทำเรื่องขออุทธรณ์ในการยื่นประกันตัวอีกครั้ง แต่ต้องขอปรึกษาทนายความก่อน ซึ่งน้องชายรู้ตัวดีว่า เรื่องนี้เป็นคดีใหญ่ ศาลคงไม่ให้ประกันตัว อย่างไรก็ตาม เท่าที่พูดคุยกับน้องชายได้พูดคุยทุกเรื่อง รวมทั้งเรื่องที่ตำรวจนำวีซีดีในการสอบปากคำมาเผยแพร่ ซึ่งตนได้สอบถามกับน้องชายก็ได้รับคำตอบว่า เป็นผู้ขับรถแดวูจริง โดยมีคนใช้มาให้ขับ แต่ไม่รู้ว่าในรถมีระเบิด อีกทั้งโดยปกติน้องชายเป็นคนไม่ละลาบละล้วง เมื่อมีผู้ใช้มาให้ขับรถ ก็ขับรถโดยจะไม่ยุ่งกับของในรถ และเมื่อเปิดประตูเข้าไป ก็นั่งขับไปตามปกติ ส่วนจะมีใครใช้ให้มาขับหรือไม่ ไม่ทราบ เพราะน้องชายไม่ยอมบอกว่า ใครใช้มาให้ขับ
**ญาติร้องโกวิท ตร.จัดฉากสอบปากคำ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางญาติของ ร.ท.ธวัชชัย ได้ทำหนังสือถึงพล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร.เป็นฉบับที่ 2 กรณีเจ้าพนักงานของรัฐกล่าวบิดเบือนในคดีของร.ท.ธวัชชัย
หนังสือดังกล่าวระบุว่า เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 28 ส.ค.ที่กองปราบปราม พล.ต.ท.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.มนตรี จำรูญ ผบช.ก. พล.ต.ต.อัศวิน ขวัญเมือง รอง ผบช.ก.และพล.ต.ต.วินัย ทองสอง ผบก.ป. เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ร่วมกันแถลงข่าวถึงความคืบหน้า โดยได้เปิดววีซีดีบันทึกภาพการสอบปากคำผู้ต้องหาให้สื่อมวลชนชม ในภาพดังกล่าวเป็นการสนทนาระหว่าง พล.ต.ต.วินัย กับผู้ต้องหา นายทหารพระธรรมนูญ 2 นาย และคนเพศชายใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว ผูกเนกไท ที่ผู้ช่วย ผบ.ตร.อ้างว่า เป็นทนายความของผู้ต้องหา มีสาระของคำแถลงที่กระทบกระเทือนถึงสิทธิและเกียรติภูมิของผู้ต้องหา และความชอบธรรมในการดำเนินคดีอย่างรุนแรง โดยมีสาระสำคัญที่เผยแพร่แก่ประชาชนดังนี้
ร.ท.ธวัชชัย ยอมรับว่า เป็นคนขับรถคันที่เกิดเหตุจริง และรู้สึกสำนึกในสิ่งที่ได้กระทำไป รวมทั้งขอรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยรับว่า ได้ขับรถคันที่ก่อเหตุ ไม่เฉพาะวันที่ 22-23-24 ส.ค.อันเป็นวันที่เกิดเหตุเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงวันที่ 9-10 ส.ค.ที่มีเหตุการณ์รถขบวนของนายรัฐมนตรี ประสบอุบัติเหตุ ชนกับรถประชาชนในสนามบินบน.6 ของกองทัพอากาศด้วย ขอเรียนชี้แจงดังต่อไปนี้
1.ร.ท.ธวัชชัย รับทราบจากคำกล่าวของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เพียงว่า การพบกันครั้งนี้ เป็นการพูดคุยธรรมดา มิใช่การสอบสวน
2.บุคคลที่ ร.ท.ธวัชชัย แต่งตั้งให้เป็นทนายความรับผิดชอบในคดีนี้ มีอยู่ 3คน คือนายสิริชัย ภักดี นายนิธิกร นนทสวัสดิ์ และนายประภาส คงเมือง ส่วนบุคคลที่พล.ต.ท.อชิรวิทย์ อ้างว่าเป็นทนายความของ ร.ท.ธวัชชัยนั้น เป็นบุคคลแปลกหน้าไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด และร.ท.ธวัชชัย ก็ไม่ทราบด้วยเช่นกัน
3.ร.ท.ธวัชชัย ยอมรับแต่เพียงว่า ได้ขึ้นไปนั่งบนรถแดวู หมายเลขทะเบียน ฐฉ-3085 กทม.เท่านั้น ถ้อยคำเพ้อเจ้อตามคำแถลงข่าวของเจ้าหน้าที่รัฐ มิใช่คำกล่าวของ ร.ท.ธวัชชัย แต่อย่างใด
4.ขอศักดิ์ศรีและความบริสุทธิ์ยุติธรรมแห่งผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ผู้ทรงเกียรติในอดีต โปรดแทรกซึมเข้าสู่ห้วงดวงใจของตำรวจไทยทุกดวงในปัจจุบันด้วยเทอญ จึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการ
**ค้นห้อง"จ่ายักษ์"ยึดเอ็ม 16 พร้อมปิกอัพ
ต่อมาเวลา 14.00 น.วันเดียวกัน พ.ต.อ.ชัยทัต บุญขำ ผกก.ปพ.บก.ป. พ.ต.ท.อัครเดช พิมลศรี รองผกก. นำกำลังตำรวจคอมมานโด พร้อมเจ้าหน้ากองสรรพาวุธจำนวนหนึ่ง เดินทางเข้าตรวจค้นห้องเลขที่ 13/07 6/805 ภายในอาคารที่พักอาศัย ไพลินสแควร์ 3 สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม หรืออาคาร ที 3 เมืองทองธานี ถนนแจ้งวัฒนะ จ.นนทบุรี โดยหน้าห้องพักดังกล่าว พบชื่อป้ายนายสมหมาย จี้เพชร พท.ศอพท.(พลังงานทหารศูนย์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร)สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
เมื่อตำรวจไปถึงปรากฏว่าห้องปิดล็อก ตำรวจจึงพังประตูเข้าไปโดยไม่พบใครในห้อง แต่พบว่า โทรทัศน์ยังเปิดอยู่ และจากการตรวจค้นพบกระสุนปืนเอ็ม 16 จำนวน 5 นัด กระสุน 9 มม.อีกจำนวนหนึ่ง ลำกล้องปืน เอ็ม 16 จำนวน 1 ลำกล้อง บัตรประชาชนของ นายชาคริต จันทระ บ้านเลขที่ 499/457 ถนนศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. หรือ จ.ส.ต.ชาคริต โดยพบดินน้ำมันจำนวนหนึ่ง พร้อมเอกสารหลักฐานบางอย่างที่อาจจะใช้เป็นแผนก่อเหตุ จึงนำเก็บไปตรวจสอบ
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่าห้องดังกล่าว คาดว่าน่าจะเป็นที่กบดานของจ.ส.ต.ชาคริต หรือ จ่ายักษ์ ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ ทั้งนี้ ตำรวจได้ตรวจสอบรถปิกอัพนิสสัน สีฟ้า ทะเบียน บก.9162 สระแก้ว ที่จอดอยู่ภายในที่จอดรถของอาคาร โดยรถคันดังกล่าวเจ้าหน้าที่พบว่า เป็นรถที่ขับตามรถแดวู และรถขบวนของนายกฯ มาตั้งแต่วันที่ 8-9-10 ส.ค. ซึ่งอาจเป็นรถชี้เป้า โดยรถคันดังกล่าวมีสติ๊กเกอร์ กอ.รมน.ติดอยู่หน้ารถ ทั้งนี้ จากการสอบถามห้องใกล้เคียงระบุว่า จ่ายักษ์ ไม่ค่อยอยู่ที่ห้อง มักไปๆมาๆ ตลอด
**ปัดจัดฉากสอบปากคำ
ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงการรับสารภาพของ ร.ท.ธวัชชัย โดยพล.ต.ต.วินัย ตอบว่า ผู้ต้องหาบอกว่า พูดแล้วสบายใจ และจะไปอธิบายให้ภรรยาและลูกเข้าใจภายหลัง ส่วนเรื่องที่ทางภรรยาและญาติไปร้องเรียนกับ ผบ.ตร.เกี่ยวกับวัตถุระเบิดของกลางนั้น ผู้ต้องหาทราบแล้ว ซึ่งได้อธิบายให้เข้าใจว่าการจับกุมคดีนี้ มีการบันทึกเทปและมีการถ่ายภาพมาโดยตลอด เจ้าหน้าที่ผู้จับกุมไม่ได้นำของกลางมาด้วย ส่วนของกลางทั้งหมดหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดกำลังทำบันทึกการจับกุมอยู่
นอกจากนี้ พล.ต.ต.วินัย ยังตอบข้อสงสัยของทางญาติร.ท.ธวัชชัย ที่ระบุว่า ชายสวมเสื้อเชิ้ต ผูกเนคไท ไม่ใช่ทนายความในวีซีดี ที่ตำรวจนำมาเผยแพร่ด้วยว่า ทนายความคนดังกล่าว เพิ่งมายื่นหนังสือที่ได้รับการแต่งตั้งเมื่อตอนบ่ายวันที่ 28 ส.ค.
**ยึดปิกอัพอ้างเป็นรถใช้ชี้เป้า
ต่อมาเวลา 17.30 น. เจ้าหน้านำรถปิกอัพคันดังกล่าว ซึ่งพบกุญแจอยู่ภายในห้องที่ตรวจค้น มาเก็บยังโรงเก็บรถของกองปราบปราม โดยที่กระจกหน้ารถมีสติ๊กเกอร์ 4 แผ่นติดอยู่ ประกอบด้วยสติ๊กของกองบัญชาการกองทัพบก สติ๊กเกอร์ กอ.รมน. สติ๊กเกอร์กรมการสารวัตรทหารบก และ สติ๊กเกอร์กรมการแพทย์ทหารบก
พ.ต.ท.จักรกฤช เอี่ยมแจ้งพันธุ์ รองผกก.ปพ.บก.ป.กล่าวว่า จากการสตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ารถคันดังกล่าวเป็นรถของกลางในคดียาเสพติด ที่ถูกทาง ปปส.ยึดไปตรวจสอบ แต่ทางการทหารทำเรื่องขออนุญาตใช้อย่างถูกต้อง ซึ่งจากการตรวจสอบภายในรถพบเอกสารรวมทั้งโทรศัพท์มือถือของจ่ายักษ์ จึงเก็บรวบรวมมาตรวจสอบ โดยเชื่อว่า มีการเชื่อมโยงกับนายทหารหลายคน จึงนำรถมาเก็บไว้
**รายงาน"โกวิท"แย้มอาจจับเพิ่ม
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เวลา 14.00 น. พล.ต.ต.วินัย ทองสอง ผบก.ป.ได้เดินทางเข้าพบ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร. เพื่อรายงานความคืบหน้าคดี โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที
พล.ต.ต.วินัย เปิดเผยว่า การสอบสวนคดีนี้มีความคืบหน้าไปแล้ว 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อโยงไปถึงผู้บงการ เบื้องต้นผู้ต้องหารับสารภาพว่าเป็นผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าววนไปวนมาบริเวณใกล้ที่เกิดเหตุตั้งแต่วันที่ 22-24 ส.ค.ที่ผ่านมา รวมถึงเหตุการณ์วันที่ 9-10 ส.ค.ที่มีเหตุการณ์รถขบวนของนายกฯ ประสบอุบัติเหตุชนกับรถประชาชน ในสนามบิน บน.6 ด้วย โดยขณะนี้ทางพนักงานสอบสวนกำลังหาพยานหลักฐานเพื่อเชื่อมโยงเหตุการณ์ทั้งสองเข้าด้วยกัน ส่วนจะมีการออกหมายจับใครเพิ่มหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังไม่มี แต่เชื่อว่าจะมีการออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมแน่
พล.ต.ต.วินัย ยังกล่าวถึงกรณีที่ญาติของ ร.ท.ธวัชชัย สงสัยเรื่องวัตถุระเบิดที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแถลง ซึ่งคลาดเคลื่อนกันในสาระสำคัญในข้อเท็จจริงที่ปรากฏในบันทึกการจับกุมเมื่อวันที่ 24 ส.ค.และในคำร้องขอฝากขังผลัดแรกของพนักงานสอบสวนกองปราบปรามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องธรรมดา เนื่องจากตำรวจต้องเข้าจับกุมผู้ต้องหา เพราะมีวัตถุระเบิดจำนวนมาก และต้องนำตัวผู้ต้องหาไปสอบสวน โดยตรวจสอบของกลางด้วยสายตา ทำให้ไม่มีรายละเอียดของของกลางมากนัก ส่วนการเก็บกู้เป็นหน้าที่ของหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด (อีโอดี)ที่ต้องไปตรวจสอบวัตถุระเบิด และทำการเก็บกู้ ก่อนทำรายงานรายละเอียดของวัตถุระเบิดมา ซึ่งรายการของกลางที่หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดทำมานั้น ถือว่าถูกต้องและเชื่อถือได้
ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายออกมาตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการจัดฉากนั้น พล.ต.ต.วินัย กล่าวว่า ไม่เป็นความจริง เนื่องจากตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้พร้อมทั้งของกลาง อีกทั้งผู้ต้องหายังได้ให้การรับสารภาพในบางส่วนด้วย
**แม้วใช้เบนซ์กันกระสุน 2 คันอำพราง
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรีว่า ที่ทำเนียบรัฐบาลได้กำหนดมาตรการอย่างเข้มงวด เริ่มตั้งแต่การตรวจค้นรถเข้าออกทุกคัน ที่ต้องติดสติ๊กเกอร์ของทำเนียบรัฐบาล รวมถึงให้ข้าราชการ ประชาชน และสื่อมวลชนทุกคนติดบัตรแสดงตน ระหว่างอยู่ในทำเนียบรัฐบาลตลอดเวลา และเมื่อวานนี้ มีการนำสุนัขตำรวจ เข้ามาพิสูจน์กลิ่นหาสิ่งผิดปกติด้วย
นอกจากนี้ การเดินทางจากบ้านพักของพ.ต.ท.ทักษิณ ไปยังทำเนียบรัฐบาลเพื่อประชุมครม.นั้น ได้มีการนำรถประจำตำแหน่ง 2 คัน คือ เบ็นซ์เอส 600 สีดำ ทะเบียน ษห 3836 และ ษห 3834 กทม. ซึ่งเป็นรถที่สามารถกันกระสุนได้ทั้งคู่ วิ่งเข้าขบวน ติดตามกันมา 2 คัน โดยพ.ต.ท.ทักษิณ ได้นั่งมาในรถหมายเลขทะเบียน ษห 3834 เบาะหลัง ด้านซ้ายมือของคนขับ ขณะที่อีกคันหนึ่งมีเพียงคนขับรถเท่านั้น
เมื่อมาถึงผู้สื่อข่าวได้พยายามถามถึงการหารือกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ ในช่วงเย็นวันที่ 28 ส.ค.ที่บ้านพิษณุโลก แต่พ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ เพียงแต่หันมายิ้มกับสื่อมวลชนเท่านั้น
นอกจากนี้ ในช่วงบ่าย ที่มีการประชุมพรรคไทยรักไทย โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เดินทางไปเป็นประธานการประชุมก็มีการตรวจเข้มเช่นกัน โดยรถยนต์ทุกคันที่เข้ามาจอดที่พรรค จะต้องแล่นผ่านแผ่นกระจกเพื่อตรวจหาวัตถุระเบิดที่คาดว่าจะติดอยู่ใต้ท้องรถ และต้องเปิดกระโปรงท้ายรถด้วย ทำให้การจราจรบริเวณถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ที่ผ่านหน้าที่ทำการพรรคเป็นอัมพาตอย่างหนักยาวร่วมกิโลเมตร นอกจากนี้ ยังมีการตรวจกระเป๋าทุกคนรวมทั้งลูกพรรคไทยรักไทย ที่จะขึ้นลิฟท์ไปประชุมพรรคอย่างละเอียดยิบ ท่ามกลางวิจารณ์ว่า อะไรจะปอดแหกขนาดนั้น
**แม้วสั่งประโคมข่าวไปทั่วโลก
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงหลังการประชุม ครม.ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ปรารภและให้ข้อมูลกับครม.ถึงเรื่องการลอบสังหาร และการจับกุม ร.ท.ธวัชชัย ต่อที่ประชุมเหมือนกับที่เคยแถลงต่อมื่อมวลชนในวันที่เกิดเหตุ เพื่อตอกย้ำว่าเป็นแผนสังหารจริง โดยเล่าย้อนไปถึงรถต้องสงสัย ตั้งแต่วันที่ 9 ส.ค.บริเวณสนามบิน บน.6 และวันที่ 10 ส.ค.วันที่นายกฯ เดินทางไปกัมพูชา ก็พบรถต้องสงสัยอยู่ในบริเวณของเส้นทางขบวนรถของนายกฯ
ต่อมาได้มีการนำภาพถ่ายของรถต้องสงสัยแจกจ่ายไปยังทีมรปภ.ของนายกฯ และนับเป็นโชคดีของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ในวันเกิดเหตุนั้นทีมรปภ.เห็นรถดังกล่าวพอดี และ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกจากบ้านพักตั้งแต่เวลา 08.05น.ทั้งที่ปกติแล้วจะออกมาเวลา 09.00 น.
ทั้งนี้ ที่ประชุมครม.ได้แสดงความห่วงใยการให้ข้อมูลเกี่ยวกับข่าวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรถขนระเบิด หรือข่าวอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศ จึงได้ย้ำในที่ประชุมว่างานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการให้ข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นสำนักโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี หรือกระทรวงการต่างประเทศ ให้มีการให้ข้อมูลเพื่อให้ข้อมูลสามารถเผยแพร่ออกไป ซึ่งในส่วนของต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศจะมีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลที่เกิดขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า การเอาผลการสอบสวนผู้ต้องหามาเผยแพร่ ถือเป็นเรื่องตลก เพราะผู้ต้องหาก็ยังไม่รับสารภาพ นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า คนขับรถมีระเบิดก็มีความผิด คดียังไม่จบต้องสืบสวนกันต่ออย่าเพิ่งด่วนสรุป เมื่อซักว่า เมื่อเจอรถคันต้องสงสัยมาหลายครั้ง แล้วทำไมไม่จับกุมตั้งแต่ต้น นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า เมื่อเขารู้ตัวเขาก็ไป และขบวน รปภ.พาหลบออก
ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลรู้สึกอย่างไรเมื่อหลายฝ่ายมองว่าเป็นเรื่องตลก นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า คนที่พูดเป็นเรื่องตลก ไม่รอจนกระทั่งการสืบสวนสำเร็จ และจะรู้เองว่าคนที่มองเป็นเรื่องตลก จะรับผิดชอบอย่างไร
เมื่อถามว่า ทำไมข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้จึงสับสนทั้งปริมาณ และชนิดของวัตถุระเบิด นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า วันนั้นคนที่ให้ข่าว ไม่รู้ว่าเป็นใคร ส่วนนายกฯ ให้ข่าวว่า เคยเห็นรถคันนี้สองครั้ง แต่ไม่ได้บอกว่าไปวนที่หน้าบ้านสองครั้ง ต้องไปถามคนพูด คนพูดบางทีไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ต้องดูว่าใครพูด และคนที่พูดรับผิดชอบหรือไม่
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากต้องการลอบสังหารจริงๆทำไมขบวนรถนายกฯผ่านจึงไม่จุดระเบิด นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า วันนี้ไม่มีใครรู้ว่าจุด หรือไม่ได้จุด อย่างเจ้าหน้าที่ตำรวจบอกไว้เป็นไปได้ 3 อย่างคือ ไม่กดเลย กดแล้วแต่ไม่ระเบิด และวงจรมีปัญหา เมื่อถามว่าแสดงว่านี้เป็นระเบิดพลีชีพ น.พ.สุรพงษ์ กล่าวว่าไม่รู้ ต้องไปถามตำรวจ แต่คนกดระเบิดสามารถไปหลบตรงจุดไหนก็ได้
เมื่อถามว่าหากระเบิดจริงอย่างน้อยประชาชนต้องตายเป็นพันคน คุ้มกันหรือไม่กับพ.ต.ท.ทักษิณ คนเดียว แล้วทำให้คนอื่นต้องตายด้วย นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ไม่ทราบต้องไปถามคนทำ ว่างๆไปสัมภาษณ์คนทำให้หน่อย
**อ้างสมัยก่อนคนก็ไม่ชอบป๋าเปรม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้นำเรื่องเหตุการณ์ลอบสังหารนี้ไปเล่าในที่ประชุมพรรคอีกครั้งในช่วงบ่าย และเชื่อว่าเร็วๆนี้จะมีการจับกุมตัวการใหญ่เชื่อมโยงกับขบวนการลอบสังหารได้
พ.ต.ท.ทักษิณ ยังกล่าวถึงการจะตัดสินใตจะรับตำแหน่งต่อหรือไม่ว่า ยังลำบากใจ บางวันคิดว่า ทำไมต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงครอบครัวที่เห็นหน้ากันทุกวัน ก็ไม่รู้ว่า วันนี้จะพลาดพรากจากกันแบบหาซากไม่เจอ เพราะถ้าวันนั้นระเบิดทำงาน ก็หาซากไม่เจอ แต่บางวันก็คิดถึงคนจน และเสียดายโอกาสการแก้ปัญหาประเทศ และคิดถึงระบบกติกา ถ้าถอยก็เท่ากับเป็นการยอมให้กับคนที่ไม่เคารพกติกา ตรงนี้เป็นสิ่งที่กำลังชั่งน้ำหนัก เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมก็จะตัดสินใจเอง
"พ.ต.ท.ทักษิณ ได้แสดงความเห็นใจพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เพราะสมัยที่พล.อ.เปรมเป็นนายกฯ ก็เคยโดนเหตุลอบสังหารหลายครั้ง และช่วงนั้นสื่อมวลชนก็ไม่เคยชม พล.อ.เปรม นอกจากนั้นนักวิชาการจำนวน 99 คนก็เคยกดดันคัดค้านการรับตำแหน่งต่อ ซึ่งนักวิชาการกลุ่มนี้ก็มาทำกับพ.ต.ท.ทักษิณ เนื่องจากไม่ชอบที่เห็นรัฐบาลใดปกครองนานๆ ซึ่งก็ไม่น่าเชื่อว่า สมัยพล.อ.เปรม ที่น่าจะเป็นรุ่นพ่อ โดนอย่างนี้แล้วรุ่นลูกอย่างพ.ต.ท.ทักษิณ ก็มาโดนอีก" นายสุทิน คลังแสง รองโฆษกพรรคไทยรักไทย กล่าวอ้างถึงคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ได้เล่าให้สมาชิกพรรคฟัง
**ดูวีซีดีแล้วน่าจะเลิกวิจารณ์ได้แล้ว
พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รักษาการรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึง ความคืบหน้าการสอบสวน ร.ท.ธวัชชัย กลิ่นชะนะ ที่ให้การกับ พล.ต.ต.วินัย ทองสอง ผู้บังคับการกองปราบปราม และได้เผยแพร่วีซีดีชุดนี้กับสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 28 ส.ค.ว่า เป็นผู้ขับรถคันดังกล่าวจริง และต้องการให้ความวุ่นวายทุกอย่างในบ้านเมืองสงบ ว่า เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนเพิ่มเติมอยู่ ส่วนการให้การของ ร.ท.ธวัชชัย นั้นเป็นสิ่งที่ดี และเป็นลูกผู้ชายที่พูดความจริง ไม่อย่างนั้นบางฝ่ายจะวิจารณ์กันไปเยอะแยะ ทำให้บ้านเมืองไม่สงบ
การที่ ร.ท.ธวัชชัย ขอรับผิดฝ่ายเดียว และไม่ยอมซัดทอดว่าใครอยู่เบื้องหลังนั้น ก็เป็นหน้าที่ของตำรวจที่ต้องสืบสวนขยายผล หาพยานหลักฐานเพิ่มเติม ซึ่งมีพยานหลักฐานที่สามารถสาวไปถึงผู้บงการได้
ส่วนที่สังคมแคลงใจในเรื่องนี้มาก พล.ต.อ.ชิดชัย กล่าวว่า คงจะหมดแล้ว เพราะ ร.ท.ธวัชชัย ได้พูดออกมาอย่างชัดเจน สิ่งที่พูดกันไปนั้นเป็นเสมือนการจุดกระแสเท่านั้น เมื่อถามว่า แต่สิ่งที่ร.ท.ธวัชชัย พูดออกมานั้นดูทะแม่งๆ พล.ต.อ.ชิดชัย กล่าวว่า"ไม่ทะแม่งหรอก มันเป็นเรื่องทางการเมือง ไปดูเทปที่เผยแพร่ออกมาสิ ก็ว่ากันไป แล้วแต่มุมมอง คุณก็คิดในมุมของคุณได้ คนอื่นก็มองในแง่อื่นได้"
แสดงว่าวีซีดีที่เผยแพร่ออกไปนั้น น่าจะยุติเสียงวิจารณ์ว่าจัดฉากลงไปได้ พล.ต.อ.ชิดชัย กล่าวว่า ควรจะเป็นอย่างนั้น
**อ้างทหารเข้าไปจับกุมไม่ใช่ตำรวจ
พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่ามีนายทหาร 4 คนเกี่ยวข้องกับการวางระเบิดลอบสังหารร่วมกับ ร.ท.ธวัชชัย ว่า ยังไม่มีการส่งชื่อมา เรื่องนี้ได้ให้ความเป็นธรรม โดยส่งนายทหารทั้งจากกรมพระธรรมนูญ และกรมสารบรรณ ไปร่วมสอบ ถ้ามีความผิดก็ต้องว่าไปตามผิด และไม่ควรเอาเรื่องนี้มาเล่นเป็นการเมือง เพราะเป็นเรื่องร้ายแรง ถ้าใครทำไม่ถูกต้อง ก็ต้องประณามกัน
"ปัญหาคือว่ามีการมาเถียงกันว่ามันพร้อมระเบิดหรือไม่ แต่ปัญหาเรื่องนี้มันอยู่ที่ว่า เอารถบรรทุกระเบิดไปจอดไว้ตรงนั้นทำไม ใครใช้ให้ไปจอด ปัญหามันอยู่ตรงนี้ ไม่ใช่มันพร้อมหรือไม่พร้อม อีกอย่างการที่มีการจับกุม ร.ท.ธวัชชัย เพราะหน่วยข่าวร่วมมือกันและเข้าไปจับ ครั้งแรกททหารเข้าจับกุม ไม่ใช่ตำรวจ อย่าไปผิดประเด็นกัน"
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกองทัพก็สั่งให้คนในหน่วยข่าวติดตาม ส่วนเรื่องของสำนวนเป็นเรื่องของการสืบสวนสอบสวน และเพื่อความเป็นธรรมของเรา เขาอาจไม่ผิดก็ได้ จึงให้นายทหารพระธรรมนูญเข้าร่วมสอบทุกขั้นตอน
ส่วนกรณีที่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรอง ผอ.กอ.รมน.ที่ให้ออก ก็ยังไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน พล.อ.ธรรมรักษ์ กล่าวว่า ก็มันคนละเรื่องกัน การปลด พล.อ.พัลลภ ตนไม่ทราบว่าเพราะอะไร การปลดทันทีทำให้ประชาชนสับสน ต้องไปถามพ.ต.ท.ทักษิณ
**จวกเละวีซีดีจัดฉากรายวัน
นายสาธิต ปิตุเตชะ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการที่ตำรวจนำวีซีดีการให้ปากคำของ ร.ท.ธวัชชัย ว่า เป็นการจัดฉากบิดเบือนประเด็นเพื่อชี้นำสังคมให้เชื่อว่า ผู้ต้องหาคดีนี้มีเจตนาลอบทำร้ายพ.ต.ท.ทักษิณจริง โดยมีข้อสังเกตุ คือ 1. เนื้อหาคำให้การไม่เกี่ยวกับการสังหารใคร เป็นเพียงคำพูดตามความรู้สึกและวกวน 2.อาจเป็นการภาคเสธ คือกึ่งปฏิเสธในข้อหามีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามอย่างยิ่งที่จะบอกว่า รถคันนี้ต้องการสังหารพ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งที่เป็นเรื่องไกลเกินเหตุ และพยายามต่อจิ๊กซอว์ ซึ่งการสอบสวนไม่มีหลักค้ำประกันอะไรว่าผู้ต้องหาไม่ถูกบังคับ
นายสาธิต กล่าวอีกว่า พรรคมีข้อสงสัยที่อยากถามว่า 1. ทำไมตำรวจจึงรีบสรุปและต่อจิ๊กซอว์ให้ไปสู่เป้าหมายว่าทำเพื่อทำร้ายพ.ต.ท.ทักษิณ 2. ทำไมไม่เก็บรวบรวมพยานหลักฐานไปให้ฝ่ายสืบสวนเพื่อขยายผล 3.ทำไมไม่ตั้งประเด็นเหมือนคดีอื่น เช่นเป็นการสร้างสถานการณ์ หรือเกี่ยวโยงกับสถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ เป็นต้น และ 4.ทำไมต้องเอาวีซีดีมาเปิดเผยต่อสาธารณชน ทั้งที่เป็นความลับ ซึ่งจากกระบวนการทั้งหมดเป็นความพยายามจัดฉากให้เห็นว่า คำพูดของพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นความจริง
**"พัลลภ"โวยถูกหมายหัวว่าพัวพัน
พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรอง ผอ.กอ.รมน. ให้สัมภาษณ์ภายหลังยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษา รมว.กลาโหมว่า ขณะนี้มีความพยายามของเจ้าหน้าที่ที่จะโยงความผิดให้มาถึงตน โดยสืบจากคนใกล้ๆตัว ในสำนักงาน ต้องยอมรับว่ามีลูกน้องเก่าๆ และได้รับการฝากฝังจากผู้ใหญ่ในกองทัพถึง 87 คน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีตำแหน่งก็ขอมาอยู่กับตนที่สำนักงาน ในระดับพลตรีมี 7 นาย พันเอก 10 กว่านาย และ นอกนั้นเป็นระดับนายร้อย ถึงระดับนายสิบ เพราะบุคคลเหล่านี้ไปไหนไม่ได้ก็จะมาประจำอยู่ที่สำนักงาน ของตน ซึ่งกำลังพลในอัตรามีอยู่แค่ 18-19 คน ที่เหลือนั้นเป็นกำลังพลนอกอัตราที่มาอยู่ในสำนักงาน
พล.อ.พัลลภ ยังกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่าง พล.ต.สมาน เกษรอินทร์ กับ ร.ท.ธวัชชัย ว่าแต่เดิมพล.ต.สมาน เป็นนายทหารติดตาม พล.อ.วัฒนชัย วุฒิศิริ อดีตรมช.กลาโหม ซึ่งสมัยนั้น ตนเป็นเลขาพล.อ.วัฒนชัย และร.ท.ธวัชชัย ก็เป็นคนขับรถให้ตน ทำให้ทั้งสองคนมีความสนิทสนมกัน เพราะอยู่ในสำนักงานเดียวกัน ซึ่ง พล.ต.สมาน ไม่มีปัญหาอะไร เพียงแต่รั้วบ้านของเขาติดกับบ้านนายกรัฐมนตรี ที่ซอยจรัญสนิทวงศ์ 69 ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามโยงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนในครั้งนี้
เมื่อถามว่า มีความพยายามโยงถึง พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร อดีตประธานวุฒฺสภา กับตัวท่านเองเป็นผู้วางแผนสังหารนายกรัฐมนตรี พล.อ.พัลลภ หัวเราะก่อนจะกล่าวว่า ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมพ.ต.ท.ทักษิณ ถึงไม่ถูกกับพล.ต.มนูญกฤต และมีความเป็นไปได้ว่าพยายามโยงให้มาเกี่ยวข้องกับตน เพราะเราเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกันมา แถมยังโยงไปถึง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง พล.ท.พิรัช สวามิวัสดิ์ นี่ถ้าพ.อ.ประจักษ์ สว่างจิตต์ ไม่ตายเสียก่อน มันคงพยายามโยงไปให้ถึง เพื่อน จปร.7 ทุกๆคน ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน
"นายกรัฐมนตรีข้องใจ และโกรธผมมาก เพราะไปสนับสนุนพล.ต.จำลอง ในการร่วมประท้วงขับไล่นายกฯ ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ท่านไม่คุยกับผมมาปีกว่า คนเราโกรธกันจะมาคุยกันทำไม ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมมองว่าเป็นการสร้างสถานการณ์กลบกระแส และพยายามโยงบุคคลต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง "
**ตอก"หญิงหน่อย"อ.ต.ล.
พล.อ.พัลลภ ยังกล่าวถึงพล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ว่า เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปเยอะ การจะให้ลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษา ก็ควรจะโทรศัพท์มาบอกกันตรงๆ ซึ่งถือว่าเป็นการให้เกียรติกัน เพราะสมัยที่เล่นรักบี้ที่ รร.จปร.ด้วยกัน เขากับตนห่างกันแค่ 3 รุ่น ก็ยังมีเลือดทหารอยู่ในตัว แต่เดี๋ยวนี้เขาเปลี่ยนไปเยอะ เป็นนักการเมืองไปเสียแล้ว
ส่วนการที่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ระบุว่า ตนเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลนั้น พูดอย่างนั้นคงไม่ถูก แต่ก็ไม่ได้แปลกใจ เพราะคุณหญิงสุดารัตน์กับตนเพิ่งรู้จักกันสมัยที่มาที่พรรคไทยรักไทย แต่ พล.ต.จำลอง อยู่กับคุณหญิงสุดารัตน์มาตั้งนาน ตั้งแต่อยู่พรรคพลังธรรม เป็นคนปั้นเขาขึ้นมายังถูกด่าเลย ฉะนั้นจึงไม่แปลกใจ และอีกอย่างหนึ่ง กลุ่มพันธมิตรฯ ยังเรียกคุณหญิงสุดารัตน์ ว่า "อ.ต.ล." ซึ่งไปแปลกันเอาเองก็แล้วกัน
"การมากล่าวหาผมเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล คงไม่ใช่ เพราะผมอยู่กับรัฐบาลมาถึง 5 ปี หากเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลคงถูกปลดไปนานแล้ว พูดอย่างนี้น่าเกลียดมาก เพราะผมก็อาวุโสกว่าตั้งเยอะ ถ้าจำกันได้คุณหญิงสุดารัตน์ เคยไล่ พล.ต.จำลอง ไปเลี้ยงหมา คนแบบนี้อยากฝากให้ไปบอกด้วยว่า ขอให้เจริญๆ และผมก็ไม่ติดใจ และไม่แปลกใจอะไรกับพฤติกรรมของผู้หญิงคนนี้"พล.อ.พัลลภ กล่าว


