ปริศนาธรรมที่หนึ่ง เมื่อโดนยุงกัด หลายคนอาจเอามือไปตบ แต่หารู้ไหมว่า นั่นคุณกำลังตบครูให้ตายคามือเชียวนะ (ผู้อ่านอาจจะงง) แต่ถ้าเราได้ลอง พิจารณาด้วยใจเป็นกลาง จะเกิดความรู้ เข้าใจได้ว่าการที่ยุงมากัดเรานั้น แท้จริงธรรมชาติรอบตัวเรา หรือสรรพสิ่งต่างๆ รอบตัวเราล้วนเป็นสิ่งที่เกี่ยวพันสัมพันธ์กันทั้งหมด สรรพสิ่งทั้งหลายถ้าเราเฝ้ามอง สังเกต พิจารณาอย่างแยบคายแล้ว จะเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญาขึ้นมาได้ อย่างยุงกัด มันบอกให้เรารู้ว่า...หรือสอนให้เรารู้ว่า
(1) ยุงกัด ยุงได้สอนให้เรารู้ว่า “คนในบ้านเดียวกัน ในโรงเรียนเดียวกัน ในที่ทำงานเดียวกัน ในสังคมและประเทศเดียวกัน ในความเป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น อย่าได้เบียดเบียน กินเลือด กินเนื้อซึ่งกันและกันเลย”
(2) เมื่อเราทำการงาน หรืออ่านหนังสือ ยุงรบกวน ยุง (Mosquito) ได้สอนเรารู้ว่า... “คนในบ้านเดียวกัน ในโรงเรียนเดียวกัน ในที่ทำงานเดียวกัน ในสังคมและประเทศเดียวกัน ในความเป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น อย่าได้เบียดเบียน สร้างความรำคาญใจให้แก่กันและกันเลย”
(3) ยุงเป็นพาหะนำโรคหลายชนิด ทั้งนี้ยุงได้สอนเราไม่ให้ประมาทนั่นเอง
ปริศนาธรรมที่สอง ใครหลายคนได้ไปกราบพระพุทธปฏิมากรที่องค์พระปฐมเจดีย์ที่จังหวัดนครปฐมมาแล้ว หรือได้รู้จัก และเห็นรูปองค์พระปฐมเจดีย์ที่ตั้งตระหง่านสูงใหญ่โตที่สุดในประเทศไทย ตามหลักฐานในคัมภีร์มหาวงศ์ กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า พระโสณเถระ กับ พระอุตรเถระ พระอรหันตสาวก ได้เผยแผ่ธรรมยังดินแดนสุวรรณภูมิ และได้แนะให้เจ้าเมืองในอดีตสร้างพระเจดีย์ ทำคุณถ่ายโทษบาปที่ตนได้กระทำอนันตริยกรรมต่อพระบิดาของตน อันเป็นบาปหนัก แต่จุดมุ่งหมายของพระอรหันต์นั้นลึกซึ้งยิ่งนัก เพื่อต้องการให้ผู้ที่ได้พบเห็นพระปฐมเจดีย์ แล้วเกิดความคิด ที่จะได้ไม่ประมาทต่อธรรม คติในภายหลัง “เพื่อสร้างถวายพระพุทธบูชาและได้ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” แต่คติอันลึกซึ้งในความมุ่งหมายของพระอรหันต์ปริศนาธรรม ที่ปุถุชนคนธรรมดาที่ยังหนาด้วยความโลภ โกรธ หลง ก็ยากที่จะเข้าใจในปริศนาธรรมอันลึกซึ้งที่แฝงอยู่เบื้องหลังนั้นได้ เราท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่าองค์พระปฐมเจดีย์ มีลักษณะเจดีย์ทรงลังกา คล้ายระฆังปากผายคว่ำ หรือกรวยคว่ำ (ดูจากรูป)
ถอดปริศนาธรรม ดังกล่าวที่ว่านี้ ในความมุ่งหายสูงสุดของ พระโสณะเถระ กับ พระอุตรเถระพระอรหันตสาวก ที่ซ่อนเร้นอันไม่อาจจะรู้ได้ มองเห็นด้วยตา แต่จะรู้แจ้งเห็นด้วยธรรมจักษุ เพื่อแสดงให้เห็นถึงภูมิ หรือภพของสัตว์ทุกชนิดนับแต่สิ่งมีชีวิตต่ำสุดเซลล์เดียว วิวัฒนาการเป็นสัตว์เดรัจฉาน จนกระทั่งสูงสุดจนถึงมนุษย์ภูมิ พระอรหันต์มีความมุ่งหมายที่จะแสดงให้เห็นอย่างลึกซึ้งว่า “มนุษย์ทั้งหลายจงดูเถิด มนุษย์ภูมิต่ำมีมาก ภูมิสูงมีน้อย จงสร้างความก้าวหน้าของตนๆ ด้วย ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา แห่งพระพุทธเจ้าเถิด” หมายความว่า ธาตุรู้ของสัตว์ในแต่ละภูมินั้นต่ำมีมาก (ดูที่ฐานพระเจดีย์) และสูงมีน้อย (ดูที่ยอดพระเจดีย์ และในส่วนภพหรือภูมิของมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน แต่มนุษย์สามารถศึกษาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างมีปณิธานอย่างแน่วแน่ มีเมตตาอย่างไม่มีประมาณ อุทิศตนเพื่อมนุษยชาติ ก็จะเป็นปัจจัยให้สามารถพัฒนาจิตของตนบรรลุวิมุตติสู่สภาวะพระอรหันต์ได้ จะได้อธิบายขยายความรายละเอียดเพิ่มเติมดังนี้ (ดูรูป)
(3) วิปัสสนาภาวนาปัญญาเต็มร้อย พบธรรมาธิปไตย
(2) วิปัสสนาปัญญามาก กิเลสน้อย
(1) ปัญญาน้อยกิเลสมาก
ภาพนี้ซึ่งไม่สามารถรู้ได้ด้วยตาเปล่า และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เพราะเป็นภวนามธรรม ได้แสดงให้เห็นว่า ภพของสัตว์ทุกชนิดตั้งแต่ต่ำสุด จนถึงสูงสุด ต่ำมีมาก สูงมีน้อย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เซลล์เดียว จนกระทั่ง หมู หมา ช้าง ม้า วัว ควาย ฯลฯ และมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเด็กในห้องเรียน ประชาชนในหมู่บ้านภูมิต่ำมีมาก ภูมิสูงมีน้อย หรือในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด ประเทศ หรือทั้งโลก ก็ล้วนแล้วภูมิต่ำมีมาก ภูมิสูงมีน้อย หรืออาจจะพูดได้ว่า “ปัญญาน้อย กิเลสมาก ปัญญามากกิเลสน้อย ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงเต็มร้อย พ้นทุกทั้งปวง”
อีกนัยหนึ่ง “พุทธะน้อย กิเลสมาก พุทธมากกิเลสน้อย พุทธะเต็มร้อย พ้นทุกทั้งปวง” หรืออีกนัยหนึ่ง “ปัญญาน้อย เพราะสังโยชน์มาก ปัญญามากเพราะสังโยชน์น้อย ปัญญาเต็มร้อย พ้นทุกทั้งปวง วิมุตติรู้แจ้งธรรมทั้งองค์รวม” หมายเหตุ สังโยชน์ คือ เครื่องพันธนาการ เครื่องผูกรัด หมายถึงกิเลส ตัณหา อุปาทานที่ร้อยรัดมนุษยชาติให้ติดอยู่ในวัฏสงสาร มี 10 อย่าง มีสักกายทิฐิ จนถึงอวิชชา พระอริยบุคคล สามารถละสังโยชน์ได้เป็นลำดับ จนหมดสิ้นก็จะเข้าถึงสภาวะพระอรหันต์ รู้แจ้งธรรมทั้งองค์รวม
ทั้งนี้รวมถึงหน้าบันโบสถ์ วิหาร บ้านทรงไทยของชาวพุทธ เป็นต้น ล้วนแล้วได้แสดงเป็นปริศนาธรรมเอาไว้ในทำนองเดียวกัน
จะเห็นได้ว่า เมื่อพิจารณาระบอบการเมืองปัจจุบัน อันเป็นปัจจัยให้นักการเมืองทุกระดับล้วนแล้วภูมิต่ำทั้งสิ้น เพราะนักการเมืองไทยล้วนแล้วเต็มไปด้วย ความกลัว (อสุรกาย) จึงซื้อเสียง, โลภ (เปรต) จึงคอร์รัปชัน, โกรธ (สัตว์นรก) เมื่อประชาชนทักท้วง, และ หลง (สัตว์เดรัจฉาน) หลงเข้าใจว่าระบอบปัจจุบันเป็นระบอบประชาธิปไตย หลงว่ารัฐธรรมนูญคือระบอบประชาธิปไตย หลงว่าระบบรัฐสภาคือระบอบประชาธิปไตย หลงว่าการเลือกตั้งคือระบอบประชาธิปไตย หลงว่าตนเองจะแก้ปัญหาให้ประเทศชาติได้ ทั้งๆ หัวหน้าพรรคการเมืองต่างๆ ยังไม่รู้เลยว่า “อะไรคือเหตุวิกฤตชาติที่แท้จริง” ดังนั้นคำพูดของหัวหน้าพรรคต่างๆ และนักการเมืองในระบอบปัจจุบัน ต่างก็ออกมาโฆษณาชวนเชื่อกันยกใหญ่ รู้ไว้เถอะว่าพวกเขาล้วนแล้วพูดออกมาจากความหลงทั้งสิ้น ไม่ได้เขียนโจมตีอย่างมีอคติ แต่เขียนเตือน แนะนำให้พวกนักการเมืองอย่าได้หลอกตัวเองและปล้นทำลายประเทศชาติอีกต่อไปเลย
ปริศนาธรรมที่สาม ขออนุญาตนำภาพและข่าวจากหนังสือพิมพ์มติชน (3 สิงหาคม 49) “ชาว จ.ตรัง ที่เข้าชมบริเวณสวนหลังบ้านพักของนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เลขที่ 183 ถนนวิเศษกุล อ. เมืองตรัง พากันประหลาดใจเมื่อเห็นปลวกสร้างจอมปลวก ยกเก้าอี้ของนายชวนขึ้นสูงจากพื้นประมาณ 70 เซนติเมตร บางคนนำทองคำเปลวมาติด หลายคนกราบไหว้และพากันวิพากษ์วิจารณ์ โดยเชื่อว่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับเส้นทางการเมืองของนายชวน อาจหวนกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 3 หากศาลรัฐธรรมนูญยุบ 5 พรรคการเมือง”
วิเคราะห์จากภาพและเนื้อข่าว แสดงให้เห็นว่าคนไทยอีกเป็นจำนวนมากหลง งมงาย อย่างไม่น่าเชื่อ อันที่จริง ภาพดังกล่าวนี้ เป็นภาพปริศนาธรรมที่ยอดเยี่ยมมาก ผู้เขียนได้เคยเขียนเปรียบเปรย อุปมาว่าไว้หลายครั้งว่า “ระบอบปัจจุบันดุจรังปลวก และนักการเมืองไทยทุกระดับดุจปลวก” พวกเขาเป็นปลวกกินบ้านกินเมือง ถ้าไม่ขจัดรังปลวก อันเป็นเงื่อนไข กติกาเลวจากระบอบปัจจุบันยังดำรงอยู่ ยาก ยาก ยากที่จะแก้ปัญหาเหตุวิกฤตชาติให้ผ่านพ้นไปได้
ภาพปริศนาธรรมนี้ ได้แสดงให้เห็นชัดว่าพวกปลวกกำลังเชิดชูเก้าอี้อดีตนายกรัฐมนตรี นัยสำคัญยิ่ง ก็คือนักการเมืองไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองไหนๆ ก็ตาม ถ้ายังเป็นนักการเมืองภายใต้เงื่อนไข วิธีการและกติกาที่กำหนดอยู่ในระบอบการเมืองปัจจุบัน จะต้องเป็นนักการเมืองเลวเสมอไป ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหนๆ เข้ามาเป็นรัฐบาลแล้ว พวกเขากลายเป็นฝูงสัตว์ ที่เห็นแก่ตัวที่สุด รวมกลุ่มแก๊งก๊วน เป็นพลังแห่งความชั่วร้ายของประเทศ ทั้งนี้ไม่ได้โทษนักการเมืองเป็นเหตุ เพราะนักการเมืองเป็นผลของระบอบชั่วร้าย แต่แสดงให้เห็นเหตุแห่งความชั่วร้าย อันเป็นเหตุวิกฤตชาติ คือระบอบการปกครองปัจจุบัน อันเป็นเหตุแห่งมิจฉาทิฐิอย่างร้ายกาจที่สุด ที่ชนชั้นนำหลงเข้าใจผิด ทำผิดสืบๆ กันมา โดยมิได้ฉุกคิดกันเลย
ปริศนาธรรมที่สี่ “พระอริยบุคคล ได้เดินธุดงค์ มาเจอหนองน้ำเน่า เห็นปลาในหนองน้ำเน่าต่างยกพวกตีกัน ด่าทอเสียดสีกัน ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง และต่างก็เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ พระท่านสงสารปลาปัญญาอ่อน ถูกเกณฑ์ให้เข้าร่วมทำลายฝ่ายตรงข้าม ด้วยค่าจ้างถูกๆ พระท่านสงสาร ปลาเล็ก ปลาน้อย เยาวชนปลา ต่างได้รับผลกระทบแห่งความชั่วช้าของฝูงปลาใหญ่หลงงมงายทะเลาะกัน” ในทัศนะของท่านผู้อ่าน ท่านผู้เจริญทั้งหลาย จะคิดเมตตา เมตตา เมตตา แก้เหตุแห่งปัญหานี้อย่างไรดี จะแก้ไขที่ปลาทีละตัว สองตัว น้ำเน่าก็ครอบงำไปเหมือนเดิม ทั้งชีวิตจะแก้ได้สักกี่ตัว หรือจะแก้ที่เหตุแห่งน้ำเน่า
หรือจะแปลงร่างปลาที่พอจะมีปัญญาให้เป็นเต่าขึ้นมาบนบกมากขึ้นๆ แล้วจะได้รู้ว่าอะไรเป็นเหตุแห่งความเลวร้ายที่แท้จริง แล้วร่วมมือรวมพลังกันแก้ไขเหตุแห่งความเลวร้ายนั้น
หมายเหตุ เว็บมาสเตอร์ช่วยลงรูปในอินเทอร์เน็ตให้ด้วยนะ ไม่งั้น คนจะอ่านไม่รู้เรื่อง สาธุ
(1) ยุงกัด ยุงได้สอนให้เรารู้ว่า “คนในบ้านเดียวกัน ในโรงเรียนเดียวกัน ในที่ทำงานเดียวกัน ในสังคมและประเทศเดียวกัน ในความเป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น อย่าได้เบียดเบียน กินเลือด กินเนื้อซึ่งกันและกันเลย”
(2) เมื่อเราทำการงาน หรืออ่านหนังสือ ยุงรบกวน ยุง (Mosquito) ได้สอนเรารู้ว่า... “คนในบ้านเดียวกัน ในโรงเรียนเดียวกัน ในที่ทำงานเดียวกัน ในสังคมและประเทศเดียวกัน ในความเป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น อย่าได้เบียดเบียน สร้างความรำคาญใจให้แก่กันและกันเลย”
(3) ยุงเป็นพาหะนำโรคหลายชนิด ทั้งนี้ยุงได้สอนเราไม่ให้ประมาทนั่นเอง
ปริศนาธรรมที่สอง ใครหลายคนได้ไปกราบพระพุทธปฏิมากรที่องค์พระปฐมเจดีย์ที่จังหวัดนครปฐมมาแล้ว หรือได้รู้จัก และเห็นรูปองค์พระปฐมเจดีย์ที่ตั้งตระหง่านสูงใหญ่โตที่สุดในประเทศไทย ตามหลักฐานในคัมภีร์มหาวงศ์ กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า พระโสณเถระ กับ พระอุตรเถระ พระอรหันตสาวก ได้เผยแผ่ธรรมยังดินแดนสุวรรณภูมิ และได้แนะให้เจ้าเมืองในอดีตสร้างพระเจดีย์ ทำคุณถ่ายโทษบาปที่ตนได้กระทำอนันตริยกรรมต่อพระบิดาของตน อันเป็นบาปหนัก แต่จุดมุ่งหมายของพระอรหันต์นั้นลึกซึ้งยิ่งนัก เพื่อต้องการให้ผู้ที่ได้พบเห็นพระปฐมเจดีย์ แล้วเกิดความคิด ที่จะได้ไม่ประมาทต่อธรรม คติในภายหลัง “เพื่อสร้างถวายพระพุทธบูชาและได้ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” แต่คติอันลึกซึ้งในความมุ่งหมายของพระอรหันต์ปริศนาธรรม ที่ปุถุชนคนธรรมดาที่ยังหนาด้วยความโลภ โกรธ หลง ก็ยากที่จะเข้าใจในปริศนาธรรมอันลึกซึ้งที่แฝงอยู่เบื้องหลังนั้นได้ เราท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่าองค์พระปฐมเจดีย์ มีลักษณะเจดีย์ทรงลังกา คล้ายระฆังปากผายคว่ำ หรือกรวยคว่ำ (ดูจากรูป)
ถอดปริศนาธรรม ดังกล่าวที่ว่านี้ ในความมุ่งหายสูงสุดของ พระโสณะเถระ กับ พระอุตรเถระพระอรหันตสาวก ที่ซ่อนเร้นอันไม่อาจจะรู้ได้ มองเห็นด้วยตา แต่จะรู้แจ้งเห็นด้วยธรรมจักษุ เพื่อแสดงให้เห็นถึงภูมิ หรือภพของสัตว์ทุกชนิดนับแต่สิ่งมีชีวิตต่ำสุดเซลล์เดียว วิวัฒนาการเป็นสัตว์เดรัจฉาน จนกระทั่งสูงสุดจนถึงมนุษย์ภูมิ พระอรหันต์มีความมุ่งหมายที่จะแสดงให้เห็นอย่างลึกซึ้งว่า “มนุษย์ทั้งหลายจงดูเถิด มนุษย์ภูมิต่ำมีมาก ภูมิสูงมีน้อย จงสร้างความก้าวหน้าของตนๆ ด้วย ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา แห่งพระพุทธเจ้าเถิด” หมายความว่า ธาตุรู้ของสัตว์ในแต่ละภูมินั้นต่ำมีมาก (ดูที่ฐานพระเจดีย์) และสูงมีน้อย (ดูที่ยอดพระเจดีย์ และในส่วนภพหรือภูมิของมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน แต่มนุษย์สามารถศึกษาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างมีปณิธานอย่างแน่วแน่ มีเมตตาอย่างไม่มีประมาณ อุทิศตนเพื่อมนุษยชาติ ก็จะเป็นปัจจัยให้สามารถพัฒนาจิตของตนบรรลุวิมุตติสู่สภาวะพระอรหันต์ได้ จะได้อธิบายขยายความรายละเอียดเพิ่มเติมดังนี้ (ดูรูป)
(3) วิปัสสนาภาวนาปัญญาเต็มร้อย พบธรรมาธิปไตย
(2) วิปัสสนาปัญญามาก กิเลสน้อย
(1) ปัญญาน้อยกิเลสมาก
ภาพนี้ซึ่งไม่สามารถรู้ได้ด้วยตาเปล่า และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เพราะเป็นภวนามธรรม ได้แสดงให้เห็นว่า ภพของสัตว์ทุกชนิดตั้งแต่ต่ำสุด จนถึงสูงสุด ต่ำมีมาก สูงมีน้อย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เซลล์เดียว จนกระทั่ง หมู หมา ช้าง ม้า วัว ควาย ฯลฯ และมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเด็กในห้องเรียน ประชาชนในหมู่บ้านภูมิต่ำมีมาก ภูมิสูงมีน้อย หรือในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด ประเทศ หรือทั้งโลก ก็ล้วนแล้วภูมิต่ำมีมาก ภูมิสูงมีน้อย หรืออาจจะพูดได้ว่า “ปัญญาน้อย กิเลสมาก ปัญญามากกิเลสน้อย ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงเต็มร้อย พ้นทุกทั้งปวง”
อีกนัยหนึ่ง “พุทธะน้อย กิเลสมาก พุทธมากกิเลสน้อย พุทธะเต็มร้อย พ้นทุกทั้งปวง” หรืออีกนัยหนึ่ง “ปัญญาน้อย เพราะสังโยชน์มาก ปัญญามากเพราะสังโยชน์น้อย ปัญญาเต็มร้อย พ้นทุกทั้งปวง วิมุตติรู้แจ้งธรรมทั้งองค์รวม” หมายเหตุ สังโยชน์ คือ เครื่องพันธนาการ เครื่องผูกรัด หมายถึงกิเลส ตัณหา อุปาทานที่ร้อยรัดมนุษยชาติให้ติดอยู่ในวัฏสงสาร มี 10 อย่าง มีสักกายทิฐิ จนถึงอวิชชา พระอริยบุคคล สามารถละสังโยชน์ได้เป็นลำดับ จนหมดสิ้นก็จะเข้าถึงสภาวะพระอรหันต์ รู้แจ้งธรรมทั้งองค์รวม
ทั้งนี้รวมถึงหน้าบันโบสถ์ วิหาร บ้านทรงไทยของชาวพุทธ เป็นต้น ล้วนแล้วได้แสดงเป็นปริศนาธรรมเอาไว้ในทำนองเดียวกัน
จะเห็นได้ว่า เมื่อพิจารณาระบอบการเมืองปัจจุบัน อันเป็นปัจจัยให้นักการเมืองทุกระดับล้วนแล้วภูมิต่ำทั้งสิ้น เพราะนักการเมืองไทยล้วนแล้วเต็มไปด้วย ความกลัว (อสุรกาย) จึงซื้อเสียง, โลภ (เปรต) จึงคอร์รัปชัน, โกรธ (สัตว์นรก) เมื่อประชาชนทักท้วง, และ หลง (สัตว์เดรัจฉาน) หลงเข้าใจว่าระบอบปัจจุบันเป็นระบอบประชาธิปไตย หลงว่ารัฐธรรมนูญคือระบอบประชาธิปไตย หลงว่าระบบรัฐสภาคือระบอบประชาธิปไตย หลงว่าการเลือกตั้งคือระบอบประชาธิปไตย หลงว่าตนเองจะแก้ปัญหาให้ประเทศชาติได้ ทั้งๆ หัวหน้าพรรคการเมืองต่างๆ ยังไม่รู้เลยว่า “อะไรคือเหตุวิกฤตชาติที่แท้จริง” ดังนั้นคำพูดของหัวหน้าพรรคต่างๆ และนักการเมืองในระบอบปัจจุบัน ต่างก็ออกมาโฆษณาชวนเชื่อกันยกใหญ่ รู้ไว้เถอะว่าพวกเขาล้วนแล้วพูดออกมาจากความหลงทั้งสิ้น ไม่ได้เขียนโจมตีอย่างมีอคติ แต่เขียนเตือน แนะนำให้พวกนักการเมืองอย่าได้หลอกตัวเองและปล้นทำลายประเทศชาติอีกต่อไปเลย
ปริศนาธรรมที่สาม ขออนุญาตนำภาพและข่าวจากหนังสือพิมพ์มติชน (3 สิงหาคม 49) “ชาว จ.ตรัง ที่เข้าชมบริเวณสวนหลังบ้านพักของนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เลขที่ 183 ถนนวิเศษกุล อ. เมืองตรัง พากันประหลาดใจเมื่อเห็นปลวกสร้างจอมปลวก ยกเก้าอี้ของนายชวนขึ้นสูงจากพื้นประมาณ 70 เซนติเมตร บางคนนำทองคำเปลวมาติด หลายคนกราบไหว้และพากันวิพากษ์วิจารณ์ โดยเชื่อว่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับเส้นทางการเมืองของนายชวน อาจหวนกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 3 หากศาลรัฐธรรมนูญยุบ 5 พรรคการเมือง”
วิเคราะห์จากภาพและเนื้อข่าว แสดงให้เห็นว่าคนไทยอีกเป็นจำนวนมากหลง งมงาย อย่างไม่น่าเชื่อ อันที่จริง ภาพดังกล่าวนี้ เป็นภาพปริศนาธรรมที่ยอดเยี่ยมมาก ผู้เขียนได้เคยเขียนเปรียบเปรย อุปมาว่าไว้หลายครั้งว่า “ระบอบปัจจุบันดุจรังปลวก และนักการเมืองไทยทุกระดับดุจปลวก” พวกเขาเป็นปลวกกินบ้านกินเมือง ถ้าไม่ขจัดรังปลวก อันเป็นเงื่อนไข กติกาเลวจากระบอบปัจจุบันยังดำรงอยู่ ยาก ยาก ยากที่จะแก้ปัญหาเหตุวิกฤตชาติให้ผ่านพ้นไปได้
ภาพปริศนาธรรมนี้ ได้แสดงให้เห็นชัดว่าพวกปลวกกำลังเชิดชูเก้าอี้อดีตนายกรัฐมนตรี นัยสำคัญยิ่ง ก็คือนักการเมืองไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองไหนๆ ก็ตาม ถ้ายังเป็นนักการเมืองภายใต้เงื่อนไข วิธีการและกติกาที่กำหนดอยู่ในระบอบการเมืองปัจจุบัน จะต้องเป็นนักการเมืองเลวเสมอไป ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหนๆ เข้ามาเป็นรัฐบาลแล้ว พวกเขากลายเป็นฝูงสัตว์ ที่เห็นแก่ตัวที่สุด รวมกลุ่มแก๊งก๊วน เป็นพลังแห่งความชั่วร้ายของประเทศ ทั้งนี้ไม่ได้โทษนักการเมืองเป็นเหตุ เพราะนักการเมืองเป็นผลของระบอบชั่วร้าย แต่แสดงให้เห็นเหตุแห่งความชั่วร้าย อันเป็นเหตุวิกฤตชาติ คือระบอบการปกครองปัจจุบัน อันเป็นเหตุแห่งมิจฉาทิฐิอย่างร้ายกาจที่สุด ที่ชนชั้นนำหลงเข้าใจผิด ทำผิดสืบๆ กันมา โดยมิได้ฉุกคิดกันเลย
ปริศนาธรรมที่สี่ “พระอริยบุคคล ได้เดินธุดงค์ มาเจอหนองน้ำเน่า เห็นปลาในหนองน้ำเน่าต่างยกพวกตีกัน ด่าทอเสียดสีกัน ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง และต่างก็เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ พระท่านสงสารปลาปัญญาอ่อน ถูกเกณฑ์ให้เข้าร่วมทำลายฝ่ายตรงข้าม ด้วยค่าจ้างถูกๆ พระท่านสงสาร ปลาเล็ก ปลาน้อย เยาวชนปลา ต่างได้รับผลกระทบแห่งความชั่วช้าของฝูงปลาใหญ่หลงงมงายทะเลาะกัน” ในทัศนะของท่านผู้อ่าน ท่านผู้เจริญทั้งหลาย จะคิดเมตตา เมตตา เมตตา แก้เหตุแห่งปัญหานี้อย่างไรดี จะแก้ไขที่ปลาทีละตัว สองตัว น้ำเน่าก็ครอบงำไปเหมือนเดิม ทั้งชีวิตจะแก้ได้สักกี่ตัว หรือจะแก้ที่เหตุแห่งน้ำเน่า
หรือจะแปลงร่างปลาที่พอจะมีปัญญาให้เป็นเต่าขึ้นมาบนบกมากขึ้นๆ แล้วจะได้รู้ว่าอะไรเป็นเหตุแห่งความเลวร้ายที่แท้จริง แล้วร่วมมือรวมพลังกันแก้ไขเหตุแห่งความเลวร้ายนั้น
หมายเหตุ เว็บมาสเตอร์ช่วยลงรูปในอินเทอร์เน็ตให้ด้วยนะ ไม่งั้น คนจะอ่านไม่รู้เรื่อง สาธุ


