ช่วงปิดยาวสุดสัปดาห์ “ลองวีกเอนด์” หลายๆ ฝ่ายคงได้พักผ่อนคลายเครียดกัน และไม่สำคัญเท่ากับว่าได้ทำบุญ ไหว้พระ เนื่องในวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ซึ่งมีความสำคัญอย่างไรนั้น “แสงแดด” จะขยายความให้ทราบกันอีกครั้ง เพราะหลายๆ ท่านคงลืมวันสำคัญทางพระพุทธศาสนานี้ว่าคือวันอะไร
แต่ที่สำคัญคือ “แสงแดด” ว่า “หลักธรรม” ของวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา มิใช่เพียง “คำสั่งสอน” ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่เพียงอย่างเดียว สำหรับพระสงฆ์และฆราวาสอย่างเราๆ จะนำไปเป็น “ไฟส่องทาง” ในการดำเนินชีวิตแบบสงบสุข และเข้าใจ “สัจธรรม” ชีวิตมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ที่สำคัญคือ “หลักธรรม” ของวันสำคัญนี้ สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับสารพัดเหตุการณ์ได้เกือบทั้งหมด ทั้งนี้ถ้าจะนำมาโยงใยประยุกต์ใช้กับ “สถานการณ์การเมือง” ปัจจุบันน่าจะเหมาะเหม็งที่สุด!
นอกเหนือจากวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาแล้ว ยังมี “ฟุตบอลโลก” ที่จบลงไปเรียบร้อยเมื่อคืนวันอาทิตย์ เช้ามืดวันจันทร์บ้านเราที่ผ่านมา คงมีคน “เสียเงิน-ได้เงิน” กันเยอะทีเดียว ที่ห้ามๆ ไม่ให้มีการพนันบอลกันนั้น เหมือนพยายามให้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก เพราะไม่มีทางเป็นไปได้ ดีไม่ดี! คนที่ปากปาวๆ ว่า “อย่าเล่นพนัน!” กลับจะเล่นเองเสียด้วยซ้ำ
“แสงแดด” มิใช่ “คอกีฬา” แต่ประการใด ว่ากันตามความเป็นจริงแล้วไม่ค่อยมีความรู้มากมายนัก เกี่ยวกับเรื่อง “วงการกีฬา” เหตุผลสำคัญก็ไม่มีอะไรเพียงไม่สนใจที่จะ “สนใจ” เท่านั้น แค่ “มอง-วิเคราะห์รอบด้าน” ทั้งสังคม การเมือง เศรษฐกิจ ก็ “หัวโต-หัวบาน!”
แต่ “ฟุตบอลโลก” งวดนี้ พอลุ้นกับเขาบ้าง เพราะบรรดาวงศาคณาญาติและเพื่อนสนิทมิตรสหาย ต่างสนอกสนใจฟุตบอลกันทั้งหมด ทำเอา “แสงแดด” ต้องหันหน้ามามองการละเล่นในครั้งนี้ด้วย ก็ต้องยอมรับว่า “สนุกดี” แถมมีลุ้นอีกต่างหาก
และยอมรับเลยว่าผลการเล่นฟุตบอลของแต่ละทีมเจ๋งๆ นั้น “พลิกล็อก” กันเป็นแถวๆ ไม่ว่าอังกฤษ เยอรมัน อาร์เจนตินา แม้กระทั่ง ฝรั่งเศส กับ อิตาลี ฟอร์มไม่สุดเหมือนก่อน และที่สำคัญแต่ละลูกที่เตะเข้าโกลด์ได้นั้น ไม่ค่อยสะใจ! นานๆ ทีถึงจะเห็นลูกเข้าโกลด์จาก “ฝีเท้าฉมัง!” จริงๆ นอกนั้นมักเป็น “ลูกโทษ” เสียส่วนใหญ่
ทั้งนี้ช่วงแรกของฤดูแข่งฟุตบอลโลก “แสงแดด” อดตาหลับขับตานอนเหมือนกันเฉพาะคู่แรกนะ ส่วนคู่สองรอบตีสอง “หมดสิทธิ์!” ไม่ได้ดูหรอก มาติดตาม เก็บตกดูภาพจากโทรทัศน์ตอนเช้า
เหตุการณ์ทั้งสองเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป “สร้างความสุข” ให้กับคนไทยและสังคมโลกไปมากทีเดียว แต่มีอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ต้องขอวิพากษ์วิจารณ์ต่อจากงวดที่แล้วคือ “โอฐภัย” หรือ “ปาก-วาทะ” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่สร้างทั้ง “ความปั่นป่วน-กระอักกระอ่วน” ต่อความรู้สึกของคนไทยจำนวน ซึ่งค่อยๆ ขยายผล “บานปลาย” ออกไปเรื่อยๆ ดูท่าแล้วน่าจะไม่หยุดและคงไม่สำคัญเท่ากับ “ความแตกแยก” ที่ถูก “ตอกลิ่ม” จากคุณทักษิณอีกครั้งจากนับครั้งไม่ถ้วนแก่สังคมไทย
คำถามสำคัญที่ทุกฝ่ายทุกคนต่างทั้งถามและปรารภกันถ้วนหน้าว่า “พูดทำไม๊?” นั่นหนึ่งล่ะ “เวลาที่พูดน่ะมีสคริปต์นะ! แสดงว่าตั้งใจพูดใช่มั้ย?” สอง และสาม “หมายถึงใคร คือผู้มากบารมีนอกรัฐธรรมนูญ”
จนสังคมปัจจุบันนี้ต้องการและเรียกร้องให้คุณทักษิณ “เปิดเผย-เปิดปาก” พูดออกมาตรงๆ เลยว่า “ใครคือผู้มากบารมี”
ข้อกังขาและข้อสงสัยของคนไทยจำนวนมาก “คิดมาก-คิดเลยเถิด” ว่า “คนมากบารมี” ของคุณทักษิณนั้น ไม่น่าจะใช่ท่านประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ หรือ “ป๋าเปรม” ที่คนไทยเรียกขานกัน แต่อาจจะไม่ระคายเคือง “สถาบันเบื้องสูง!” หรือไม่ และ “แสงแดด” ขอฟันธงเลยว่า “คนไทยคิดเช่นนั้น” ในจำนวนที่มาก และกำลังขยายผลแบบไฟลามทุ่งขณะนี้
เราคงไม่ต้องคิดอื่นไกล แม้กระทั่ง กลุ่มบุคคลสำคัญๆ ที่มีชื่อเสียงในประเทศ ทั้งนักวิชาการ คุณหญิงคุณนายชั้นสูง ราชนิกุล ผู้ทรงคุณวุฒิ ทอดยาวมาจนถึง พ่อค้าแม่ขาย ลูกเด็กเล็กแดง ต่าง “รู้” กันทั้งนั้นว่า คุณทักษิณ กำลังเอ่ยถึงใคร หรือ “ท้าทายใคร!”
ท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นปรมาจารย์ทางกฎหมายเท่านั้นยังไม่พอ อาจารย์มีชัย ผ่านร้อนผ่านหนาว มีประสบการณ์ทางการเมืองมาอย่างยาวนาน ร่วมร่างรัฐธรรมนูญ ร่วมเป็นหนึ่งบุคคลสำคัญของคณะรัฐมนตรีมาหลายยุคหลายสมัย และแน่นอนที่สุด “ข้อมูลเชิงลึก!” มีมหาศาล ย่อมเข้าใจดีว่า “อะไรเป็นอะไร!” จนสามารถ “วิเคราะห์-มองทะลุ” แบบปรุโปร่งหมดว่า “ผู้มากบารมี” ที่คุณทักษิณ กล่าวถึงนั้น คือใคร และสำคัญที่สุดคือ สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้เป็นเช่นไร มิเช่นนั้นอาจารย์มีชัยคงไม่พาดพิงมาตรา 8 ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญอย่างเด็ดขาด
“แสงแดด” ขอย้ำว่า ปัจจุบันนี้คนไทยเกือบทั่วทั้งแผ่นดิน “ตระหนัก” ดีว่า สภาวะการเมืองเป็นเช่นไร และสถาบันพระมหากษัตริย์ของเราชาวไทยทุกคนนั้น “ถูกท้าทาย” และ “ระคายเคือง”
ปัจจุบัน ปัญหาบ้านเมืองและสถานภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้นต้องเรียกว่า “เลยจุดหวนกลับ!” ไปเรียบร้อยแล้ว ภาษาอังกฤษเรียกว่า “THE POINT OF NO RETURN!” ที่แปลว่า “ผ่านจุดหวนกลับ!” ที่คุณทักษิณจะได้รับการยอมรับ สดุดี แซ่ซ้อง เรียกร้องให้กลับมาทำหน้าที่ซีอีโอ (CEO) บริหารนำพาประเทศชาติได้อีกต่อไปแล้ว เพราะหมด “ความชอบธรรม”
อย่างไรก็ตาม “เพื่อความเป็นธรรม” แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่คงพูดไปเพราะต้องการ “พิสูจน์” อะไรบางสิ่งบางอย่าง แต่มิได้มีเจตนารมณ์ที่จะ “พาดพิง” หรือ “บังอาจ-อาจเอื้อม” เพียงนั้นก็ได้ อาจจะเพียงแค่ “สะกิด-แตะ” ทำนอง “ประชดประชัน-กระแหนะกระแหน” ถึงระดับ “ป๋าเปรม” เท่านั้น ก็เป็นไปได้
เพียงแต่ว่า “ศัตรู” ของคุณทักษิณ เยอะมาก ปรากฏการณ์ “สหบาทา” จึงเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเหล่า “ลูกรัก” ของป๋าเปรม และบรรดาข้าราชการตำรวจ พลเรือน ทหาร นักวิชาการ ที่ไม่ชอบคุณทักษิณ ตลอดจน “สื่อมวลชน” แขนงสื่อสิ่งพิมพ์ ล้วน “เกลียด” รัฐบาลปัจจุบัน เนื่องด้วย “รู้เยอะ-รู้ทัน” มีข้อมูลสารพัด จึงเพียรพยายาม “แคะความจริง” จากปากคุณทักษิณ และขยายผลออกไปให้ลามปามไปเรื่อยๆ
แต่คงไม่สำคัญเท่ากับว่า ประชาชนคนไทยจำนวนเกิน 20 ล้านคน คิดว่า “ผู้มากบารมี” นั้น มิใช่ “ป๋าเปรม” แต่เป็น “สถาบันเบื้องสูง” ที่ชาวไทยทุกคนล้วน “เทิดทูน บูชา” กันมาก และนี้แหละคือ ปัญหาของจุดหวนกลับที่จะไม่มีให้คุณทักษิณได้หวนกลับอีกแล้ว
เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่า กลุ่มบุคคลจำนวนมากที่เคยสนับสนุนคุณทักษิณ ให้ได้ดิบได้ดี ต่าง “หันหลัง” ให้กับคุณทักษิณและพวกเกือบหมด เท่านั้นยังไม่พอ “ความกลัว” ทอดยาวมาถึง “ความเกลียด” คุณทักษิณ จนมีการตั้งสารพัดฉายา ที่เข้ามาครอบคลุมจิตใจจนเหล่านี้ พูดง่ายๆ ก็หมายความว่า “ศัตรู” ของคุณทักษิณเกิดจาก “หมู่มวลมิตร” ของคุณทักษิณในอดีตทั้งสิ้น และนับวันจะเพิ่มจำนวนมากยิ่งขึ้น
ปัญหาที่คงจะหาทางคลี่คลายไม่ได้อีกแล้วคือ “ความเชื่อ-ความปักใจ” ของเหล่าคนไทยจำนวนหลายสิบล้านคนว่า “ผู้มากบารมี” ที่คุณทักษิณและคณะเตรียมการมาอย่างดี เพื่อไม่ทราบว่า “หวังผลอะไร” ได้คิดเลยเถิดไปแล้วว่า “ระบอบทักษิณ” จะพยายาม “ล้มล้างสถาบันฯ” และคงห้ามไม่ให้คิดไม่ได้เสียแล้ว
หลักปฐมเทศนาของ “อาสาฬหบูชา” คือ “มัชฌิมาปฏิปทา” ที่หมายถึง “ทางสายกลาง” ที่ยึดมั่นแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึง “ความพอดี-ความพอเพียง” โดยนัยความหมายการที่คนเรา “ไม่โลภ-ไม่หลง” มากจนเกินไป เหตุการณ์ทุกอย่างจะ “สงบ” ไม่“อริยสัจ 4” คือ “ความจริงอันประเสริฐของอริยะ” ที่หมายความว่า ผู้ใดที่ห่างไกลจากกิเลสก็จะมี “ความสุขสงบ” ได้แต่รู้จัก “ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค”
บุคคลผู้ใดที่รู้จักปัญหาแห่งความจริง ยอมรับต่อสู้เผชิญกับปัญหา ไม่ยึดติด พร้อมรู้สาเหตุแห่งทุกข์ คือ กิเลสตัณหาความอยากต่างๆ ดับทุกข์ที่อิสระ ใช้ปัญญาสันโดษและซาบซึ้งกระบวนการวิธีการแก้ปัญหาด้วย “ความชอบ” ก็จะ “หลุดพ้น!”
แต่ที่สำคัญคือ “แสงแดด” ว่า “หลักธรรม” ของวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา มิใช่เพียง “คำสั่งสอน” ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่เพียงอย่างเดียว สำหรับพระสงฆ์และฆราวาสอย่างเราๆ จะนำไปเป็น “ไฟส่องทาง” ในการดำเนินชีวิตแบบสงบสุข และเข้าใจ “สัจธรรม” ชีวิตมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ที่สำคัญคือ “หลักธรรม” ของวันสำคัญนี้ สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับสารพัดเหตุการณ์ได้เกือบทั้งหมด ทั้งนี้ถ้าจะนำมาโยงใยประยุกต์ใช้กับ “สถานการณ์การเมือง” ปัจจุบันน่าจะเหมาะเหม็งที่สุด!
นอกเหนือจากวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาแล้ว ยังมี “ฟุตบอลโลก” ที่จบลงไปเรียบร้อยเมื่อคืนวันอาทิตย์ เช้ามืดวันจันทร์บ้านเราที่ผ่านมา คงมีคน “เสียเงิน-ได้เงิน” กันเยอะทีเดียว ที่ห้ามๆ ไม่ให้มีการพนันบอลกันนั้น เหมือนพยายามให้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก เพราะไม่มีทางเป็นไปได้ ดีไม่ดี! คนที่ปากปาวๆ ว่า “อย่าเล่นพนัน!” กลับจะเล่นเองเสียด้วยซ้ำ
“แสงแดด” มิใช่ “คอกีฬา” แต่ประการใด ว่ากันตามความเป็นจริงแล้วไม่ค่อยมีความรู้มากมายนัก เกี่ยวกับเรื่อง “วงการกีฬา” เหตุผลสำคัญก็ไม่มีอะไรเพียงไม่สนใจที่จะ “สนใจ” เท่านั้น แค่ “มอง-วิเคราะห์รอบด้าน” ทั้งสังคม การเมือง เศรษฐกิจ ก็ “หัวโต-หัวบาน!”
แต่ “ฟุตบอลโลก” งวดนี้ พอลุ้นกับเขาบ้าง เพราะบรรดาวงศาคณาญาติและเพื่อนสนิทมิตรสหาย ต่างสนอกสนใจฟุตบอลกันทั้งหมด ทำเอา “แสงแดด” ต้องหันหน้ามามองการละเล่นในครั้งนี้ด้วย ก็ต้องยอมรับว่า “สนุกดี” แถมมีลุ้นอีกต่างหาก
และยอมรับเลยว่าผลการเล่นฟุตบอลของแต่ละทีมเจ๋งๆ นั้น “พลิกล็อก” กันเป็นแถวๆ ไม่ว่าอังกฤษ เยอรมัน อาร์เจนตินา แม้กระทั่ง ฝรั่งเศส กับ อิตาลี ฟอร์มไม่สุดเหมือนก่อน และที่สำคัญแต่ละลูกที่เตะเข้าโกลด์ได้นั้น ไม่ค่อยสะใจ! นานๆ ทีถึงจะเห็นลูกเข้าโกลด์จาก “ฝีเท้าฉมัง!” จริงๆ นอกนั้นมักเป็น “ลูกโทษ” เสียส่วนใหญ่
ทั้งนี้ช่วงแรกของฤดูแข่งฟุตบอลโลก “แสงแดด” อดตาหลับขับตานอนเหมือนกันเฉพาะคู่แรกนะ ส่วนคู่สองรอบตีสอง “หมดสิทธิ์!” ไม่ได้ดูหรอก มาติดตาม เก็บตกดูภาพจากโทรทัศน์ตอนเช้า
เหตุการณ์ทั้งสองเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป “สร้างความสุข” ให้กับคนไทยและสังคมโลกไปมากทีเดียว แต่มีอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ต้องขอวิพากษ์วิจารณ์ต่อจากงวดที่แล้วคือ “โอฐภัย” หรือ “ปาก-วาทะ” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่สร้างทั้ง “ความปั่นป่วน-กระอักกระอ่วน” ต่อความรู้สึกของคนไทยจำนวน ซึ่งค่อยๆ ขยายผล “บานปลาย” ออกไปเรื่อยๆ ดูท่าแล้วน่าจะไม่หยุดและคงไม่สำคัญเท่ากับ “ความแตกแยก” ที่ถูก “ตอกลิ่ม” จากคุณทักษิณอีกครั้งจากนับครั้งไม่ถ้วนแก่สังคมไทย
คำถามสำคัญที่ทุกฝ่ายทุกคนต่างทั้งถามและปรารภกันถ้วนหน้าว่า “พูดทำไม๊?” นั่นหนึ่งล่ะ “เวลาที่พูดน่ะมีสคริปต์นะ! แสดงว่าตั้งใจพูดใช่มั้ย?” สอง และสาม “หมายถึงใคร คือผู้มากบารมีนอกรัฐธรรมนูญ”
จนสังคมปัจจุบันนี้ต้องการและเรียกร้องให้คุณทักษิณ “เปิดเผย-เปิดปาก” พูดออกมาตรงๆ เลยว่า “ใครคือผู้มากบารมี”
ข้อกังขาและข้อสงสัยของคนไทยจำนวนมาก “คิดมาก-คิดเลยเถิด” ว่า “คนมากบารมี” ของคุณทักษิณนั้น ไม่น่าจะใช่ท่านประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ หรือ “ป๋าเปรม” ที่คนไทยเรียกขานกัน แต่อาจจะไม่ระคายเคือง “สถาบันเบื้องสูง!” หรือไม่ และ “แสงแดด” ขอฟันธงเลยว่า “คนไทยคิดเช่นนั้น” ในจำนวนที่มาก และกำลังขยายผลแบบไฟลามทุ่งขณะนี้
เราคงไม่ต้องคิดอื่นไกล แม้กระทั่ง กลุ่มบุคคลสำคัญๆ ที่มีชื่อเสียงในประเทศ ทั้งนักวิชาการ คุณหญิงคุณนายชั้นสูง ราชนิกุล ผู้ทรงคุณวุฒิ ทอดยาวมาจนถึง พ่อค้าแม่ขาย ลูกเด็กเล็กแดง ต่าง “รู้” กันทั้งนั้นว่า คุณทักษิณ กำลังเอ่ยถึงใคร หรือ “ท้าทายใคร!”
ท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นปรมาจารย์ทางกฎหมายเท่านั้นยังไม่พอ อาจารย์มีชัย ผ่านร้อนผ่านหนาว มีประสบการณ์ทางการเมืองมาอย่างยาวนาน ร่วมร่างรัฐธรรมนูญ ร่วมเป็นหนึ่งบุคคลสำคัญของคณะรัฐมนตรีมาหลายยุคหลายสมัย และแน่นอนที่สุด “ข้อมูลเชิงลึก!” มีมหาศาล ย่อมเข้าใจดีว่า “อะไรเป็นอะไร!” จนสามารถ “วิเคราะห์-มองทะลุ” แบบปรุโปร่งหมดว่า “ผู้มากบารมี” ที่คุณทักษิณ กล่าวถึงนั้น คือใคร และสำคัญที่สุดคือ สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้เป็นเช่นไร มิเช่นนั้นอาจารย์มีชัยคงไม่พาดพิงมาตรา 8 ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญอย่างเด็ดขาด
“แสงแดด” ขอย้ำว่า ปัจจุบันนี้คนไทยเกือบทั่วทั้งแผ่นดิน “ตระหนัก” ดีว่า สภาวะการเมืองเป็นเช่นไร และสถาบันพระมหากษัตริย์ของเราชาวไทยทุกคนนั้น “ถูกท้าทาย” และ “ระคายเคือง”
ปัจจุบัน ปัญหาบ้านเมืองและสถานภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้นต้องเรียกว่า “เลยจุดหวนกลับ!” ไปเรียบร้อยแล้ว ภาษาอังกฤษเรียกว่า “THE POINT OF NO RETURN!” ที่แปลว่า “ผ่านจุดหวนกลับ!” ที่คุณทักษิณจะได้รับการยอมรับ สดุดี แซ่ซ้อง เรียกร้องให้กลับมาทำหน้าที่ซีอีโอ (CEO) บริหารนำพาประเทศชาติได้อีกต่อไปแล้ว เพราะหมด “ความชอบธรรม”
อย่างไรก็ตาม “เพื่อความเป็นธรรม” แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่คงพูดไปเพราะต้องการ “พิสูจน์” อะไรบางสิ่งบางอย่าง แต่มิได้มีเจตนารมณ์ที่จะ “พาดพิง” หรือ “บังอาจ-อาจเอื้อม” เพียงนั้นก็ได้ อาจจะเพียงแค่ “สะกิด-แตะ” ทำนอง “ประชดประชัน-กระแหนะกระแหน” ถึงระดับ “ป๋าเปรม” เท่านั้น ก็เป็นไปได้
เพียงแต่ว่า “ศัตรู” ของคุณทักษิณ เยอะมาก ปรากฏการณ์ “สหบาทา” จึงเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเหล่า “ลูกรัก” ของป๋าเปรม และบรรดาข้าราชการตำรวจ พลเรือน ทหาร นักวิชาการ ที่ไม่ชอบคุณทักษิณ ตลอดจน “สื่อมวลชน” แขนงสื่อสิ่งพิมพ์ ล้วน “เกลียด” รัฐบาลปัจจุบัน เนื่องด้วย “รู้เยอะ-รู้ทัน” มีข้อมูลสารพัด จึงเพียรพยายาม “แคะความจริง” จากปากคุณทักษิณ และขยายผลออกไปให้ลามปามไปเรื่อยๆ
แต่คงไม่สำคัญเท่ากับว่า ประชาชนคนไทยจำนวนเกิน 20 ล้านคน คิดว่า “ผู้มากบารมี” นั้น มิใช่ “ป๋าเปรม” แต่เป็น “สถาบันเบื้องสูง” ที่ชาวไทยทุกคนล้วน “เทิดทูน บูชา” กันมาก และนี้แหละคือ ปัญหาของจุดหวนกลับที่จะไม่มีให้คุณทักษิณได้หวนกลับอีกแล้ว
เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่า กลุ่มบุคคลจำนวนมากที่เคยสนับสนุนคุณทักษิณ ให้ได้ดิบได้ดี ต่าง “หันหลัง” ให้กับคุณทักษิณและพวกเกือบหมด เท่านั้นยังไม่พอ “ความกลัว” ทอดยาวมาถึง “ความเกลียด” คุณทักษิณ จนมีการตั้งสารพัดฉายา ที่เข้ามาครอบคลุมจิตใจจนเหล่านี้ พูดง่ายๆ ก็หมายความว่า “ศัตรู” ของคุณทักษิณเกิดจาก “หมู่มวลมิตร” ของคุณทักษิณในอดีตทั้งสิ้น และนับวันจะเพิ่มจำนวนมากยิ่งขึ้น
ปัญหาที่คงจะหาทางคลี่คลายไม่ได้อีกแล้วคือ “ความเชื่อ-ความปักใจ” ของเหล่าคนไทยจำนวนหลายสิบล้านคนว่า “ผู้มากบารมี” ที่คุณทักษิณและคณะเตรียมการมาอย่างดี เพื่อไม่ทราบว่า “หวังผลอะไร” ได้คิดเลยเถิดไปแล้วว่า “ระบอบทักษิณ” จะพยายาม “ล้มล้างสถาบันฯ” และคงห้ามไม่ให้คิดไม่ได้เสียแล้ว
หลักปฐมเทศนาของ “อาสาฬหบูชา” คือ “มัชฌิมาปฏิปทา” ที่หมายถึง “ทางสายกลาง” ที่ยึดมั่นแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึง “ความพอดี-ความพอเพียง” โดยนัยความหมายการที่คนเรา “ไม่โลภ-ไม่หลง” มากจนเกินไป เหตุการณ์ทุกอย่างจะ “สงบ” ไม่“อริยสัจ 4” คือ “ความจริงอันประเสริฐของอริยะ” ที่หมายความว่า ผู้ใดที่ห่างไกลจากกิเลสก็จะมี “ความสุขสงบ” ได้แต่รู้จัก “ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค”
บุคคลผู้ใดที่รู้จักปัญหาแห่งความจริง ยอมรับต่อสู้เผชิญกับปัญหา ไม่ยึดติด พร้อมรู้สาเหตุแห่งทุกข์ คือ กิเลสตัณหาความอยากต่างๆ ดับทุกข์ที่อิสระ ใช้ปัญญาสันโดษและซาบซึ้งกระบวนการวิธีการแก้ปัญหาด้วย “ความชอบ” ก็จะ “หลุดพ้น!”


