xs
xsm
sm
md
lg

ลาออกเถอะ พลเอกธรรมรักษ์!

เผยแพร่:   โดย: แสงเสรีธรรม


ความจริงพลเอกธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็นนายทหารอาชีพที่ได้ยศพลเอกมาโดยฝีไม้ลายมือและผลงานในราชการจริงๆ แต่เมื่อมาอยู่กับระบอบทักษิณแล้วก็กลายเป็นตัวตลก และทำให้ศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของผู้ครองยศทหารตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย

ก็เหมือนกับบรรดารัฐมนตรีทุกคนที่มีฐานะเป็นแค่เครื่องมือเซ็นชื่อ และเป็นเครื่องมือสร้างภาพนักเรียนนั่งฟังครูใหญ่สอนหนังสือเท่านั้น ไม่ได้มีคุณค่าราคาอะไรเลยแม้แต่สักนิดเดียว

แต่พลเอกธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ออกจะหนักกว่าเพื่อน!

เพราะฐานะที่ต้องรับผิดชอบภาคอีสานนั้นนอกจากต้องทำงานอย่างหนักแล้ว ยังต้องขับเคี่ยวกับนักการเมืองมืออาชีพที่ไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาเป็นใหญ่เคียงข้างโดยเด็ดขาด

ดังนั้นพลเอกธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา จึงต้องเผชิญทั้งศึกภายในและศึกภายนอกชนิดที่เรียกว่าหนักหนาสาหัสยิ่งกว่านักการเมืองคนใด

ภายในก็ถูกปล่อยข่าว ถูกขัดแข้งขัดขาจนล่าสุดก็ถูกปล่อยข่าวว่าสมคบกับรองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ เพื่อวัดรอยเท้าท่านผู้นำ และเตรียมการกันถึงระดับหักเอาด้วยกำลัง

จนถูกกล่าวคำอาฆาตและนำออกมาเผยแพร่ในสื่อมวลชนมากมายว่าจะไม่มีวันยอมให้สองคนนี้มีอำนาจอีกต่อไป! และจากนั้นภาพลักษณ์ของคนที่สื่อมวลชนเรียกว่า "ป้าแมรี่" ก็โดดเด่นจนผิดหูผิดตา

ศึกภายในเช่นนี้จึงทำให้พลเอกธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา มีปัญหาภายในทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว จนกำลังเสียผู้เสียคนอยู่ในขณะนี้

ส่วนศึกภายนอกก็เป็นเรื่องความรับผิดชอบมากมายและหนักหนา ทั้งยังมีขบวนการพังพอนจากภายในแอบส่งข้อมูลต่างๆ ให้กับฝ่ายตรงกันข้ามอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

เรื่องราวต่างๆ ที่เสียหายจึงเกิดขึ้นกับพลเอก ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ไม่ขาด กลายเป็นรัฐมนตรีที่มีเรื่องทางลบมากที่สุดคนหนึ่ง ทั้งๆ ที่ไม่เคยปรากฏว่ากินสินบาทคาดสินบนหรือประพฤติตนอะไรในทางเสียหาย

ใครที่มีชะตากรรมแบบนี้จึงเป็นคนที่น่าสงสาร

ความจริงถ้ารู้สึกตัว รู้สึกเท่าทันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ควรที่จะลาออกมาอยู่ข้างนอก เหมือนๆ กับเพื่อนทหารเขาทำกันอยู่ ก็เป็นอยู่สบายไปแล้ว

แต่ไม่รู้เพราะว่าติดยึดในอำนาจยศศักดิ์หรือว่าเพราะไม่รู้สึกสำนึกตัวว่ากำลังพายเรือให้โจรนั่ง จึงพะว้าพะวังอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนประสบกับชะตากรรมในวันนี้

คือชะตากรรมที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับกรณีเรื่องพรรคใหญ่จ้างพรรคเล็กให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อหนีกฎ 20% ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549

ถ้าทำเรื่องที่ถูกกล่าวหาจริงๆ ก็เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เรื่องที่ทำส่วนตัวเพราะไม่ได้ประโยชน์ในทางส่วนตัวใดๆ เลย กรณีจึงเป็นดังที่อนุกรรมการ กกต. ได้ชี้ไว้ว่าเป็นการทำแทนพรรคการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของพรรคการเมืองโดยตรง

ครั้นเวลาถูกอนุกรรมการ กกต. สอบสวนแล้วมีข้อกล่าวหาว่าเข้าไปเกี่ยวข้องในการติดต่อว่าจ้างและจ่ายเงินให้กับพรรคเล็กๆ เพื่อไปลงเลือกตั้ง ก็มีการปฏิเสธ

พลเอกธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ได้ปฏิเสธว่าไม่เคยรู้เห็นเกี่ยวข้องใดๆ ไม่เคยพบ ไม่เคยรู้จักกลุ่มคนที่ถูกระบุชื่อว่าเป็นผู้รับจ้างนั้นเลย

นอกจากนั้นกระทรวงกลาโหมก็ยังมีหนังสือเป็นทางราชการชี้แจงไปยังอนุกรรมการ กกต. อีกว่าในวันเวลาที่ถูกระบุว่าคนของพรรคเล็กๆ ไปที่กระทรวงกลาโหมเพื่อรับเงินจากพลเอกธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา นั้นได้มีการตรวจสอบแล้ว

ตรวจสอบจากระบบความปลอดภัยทั้งหมดของกระทรวงกลาโหมตั้งแต่เข้าประตูหน้า มาจนถึงสมุดเยี่ยม หรือสมุดบันทึกว่ามีใครมาที่สำนักงานรัฐมนตรีบ้าง ก็ปรากฏว่าไม่มีคนที่ถูกระบุชื่อมาที่กระทรวงกลาโหมในวันเวลาที่ถูกกล่าวหาเลย

เท่ากับเอาศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของกระทรวงกลาโหมไปวางประกันไว้กับอนุกรรมการ กกต. ว่าที่ถูกกล่าวหานั้นไม่เป็นความจริง

ศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของกระทรวงกลาโหมและการอ้างอิงระบบการตรวจสอบความปลอดภัยขณะนี้ใครๆ ก็ต้องเชื่อ และน่าที่จะรับฟังได้ว่าเป็นเช่นนั้น

แต่อนิจจา! พยานหลักฐานยังมีมากกว่านั้น จึงทำให้อนุกรรมการ กกต. ชุดนายนาม ยิ้มแย้ม ไม่เชื่อคำชี้แจง และฟังว่าพรรคการเมืองใหญ่ว่าจ้างพรรคการเมืองเล็กเพื่อทำลายระบอบประชาธิปไตยจริง

พลพรรคไทยรักไทยได้ออกมาโต้ข้อกล่าวหานี้กันเป็นกระบวน เพราะไม่เคยมีใครคิดว่าจะมีพยานหลักฐานเด็ดๆ มาหักล้างหลักฐานของกระทรวงกลาโหมและคำปฏิเสธของพลเอกธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา

แล้วอยู่ดีๆ ก็ไม่รู้ว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ ไปได้ภาพถ่ายมาจากที่ไหน เอาไปแสดงต่อศาลอาญาว่าผู้คนของพรรคเล็กเหล่านั้นไปที่กระทรวงกลาโหมตามวันเวลาที่กล่าวหาจริง และพลเอกธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ก็ไปที่กระทรวงกลาโหมตามวันเวลานั้นจริง

เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ฮือฮากันลั่นสนั่นเมือง

ฮือฮากันเพราะเหตุว่าข้อปฏิเสธของพรรคไทยรักไทยที่ว่าไม่เกี่ยวข้องกับพรรคเล็กถูกจับโกหกได้กลางศาล ทำให้ข้อหาเรื่องจ้างพรรคเล็กที่เป็นคดีอยู่ในศาลและที่อนุกรรมการ กกต. ชุดนายนาม ยิ้มแย้ม สรุปผลไว้ได้รับความเชื่อถือมากขึ้น

และที่ฮือฮากันมากก็คือมีการแถลงจากกระทรวงกลาโหมว่าเป็นภาพอะไรก็ไม่รู้ เพราะที่กระทรวงกลาโหมไม่ได้ติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด

เป็นเรื่องหลงประเด็นเหมือนไก่ชนที่หลงจิกปีกตัวเอง เพราะภาพจะได้มาจากไหนไม่ใช่ข้อสำคัญสำหรับคดีจ้างพรรคเล็ก

และเป็นการหลงประเด็นที่ผิดพลาดอีกด้วย เพราะมีนายทหารคนหนึ่งออกมาแย้งว่าไม่จริง กระทรวงกลาโหมมีกล้องโทรทัศน์วงจรปิด และเป็นเหตุให้กระทรวงกลาโหมต้องยอมรับในเวลาต่อมาว่ามีการติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิดจริง

จึงหน้าแตกซ้ำรอยเข้าไปอีก ราวกับว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไม่มีน้ำยาเอาเสียเลย

และแทนที่จะชี้แจงเรื่องความเกี่ยวข้องกับการจ้างพรรคเล็ก กลับมีการสั่งสอบสวนว่าภาพดังกล่าวหลุดออกไปได้อย่างไร

อนิจจาเอ๋ย! ช่างไม่รู้เลยหรือว่านี่คือการยอมรับความจริงว่าภาพที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นำไปแสดงนั้นเป็นของจริงแน่แล้ว จึงต้องมีการสอบว่าหลุดออกไปจากกระทรวงกลาโหมได้อย่างไร

และยังเป็นการประจานตัวเองกับกระทรวงกลาโหมอีกว่าระบบความปลอดภัยในกระทรวงความมั่นคงของชาติมีปัญหาขนาดไหน

ดีที่ว่าอริราชศัตรูไม่ได้แอบล้วงความลับสำคัญๆ ของชาติ มิฉะนั้นก็จะพินาศย่อยยับกันขนาดไหน ก็ยังว่าไม่ได้เพราะอาจมีการล้วงความลับกันขนาดไหนที่ไม่มีใครรู้ก็ได้

ก็มีเหตุผลนี่ เนื่องจากเรื่องกล้องโทรทัศน์วงจรปิดแบบกระจอกงอกง่อยก็ยังไม่รู้ว่าถูกล้วงเอาความลับ แล้วเรื่องที่ลึกซึ้งก็ยิ่งไม่รู้ใหญ่

เพียงเท่านี้พลเอกธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ก็ไม่อาจตากหน้าสู้สายตาทหารทั้งหลายได้แล้ว

ก็ค่อนข้างจะเชื่อถือได้ว่าภาพที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นำไปแสดงในศาลนั้นเป็นภาพที่ได้มาจากโทรทัศน์วงจรปิดของกระทรวงกลาโหมนั่นเอง

แล้วใครเอาไปให้ฝ่ายค้าน?

จากข่าวคราวที่ปรากฏในสื่อมวลชนมีการเสนอรายงานข่าวเป็นสองทาง

ทางหนึ่ง ชี้ประเด็นว่าเป็นฝีมือของนักการเมืองที่ได้สมญาว่ารัสปูตินแห่งบุรีรัมย์ ซึ่งผู้นำหลงใหลเชื่อฟังและอยู่ในคำสั่งทุกประการ เจาะหาเอาไปให้ฝ่ายค้านเพื่อแก้เผ็ดในเรื่องเหยียบตาปลาทางการเมืองที่บุรีรัมย์ และตบหน้าสั่งสอนแทนท่านผู้นำในเรื่องวัดรอยเท้า

ทางที่สอง ชี้ประเด็นว่ามีการแตกตัวของบรรดานายทหารที่มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่อาจทนเห็นพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ได้ จึงลอบเอาเทปที่โทรทัศน์วงจรปิดอัดไว้เอาไปให้ฝ่ายค้าน แล้วเป็นเรื่องราวขึ้นในศาลดังที่รู้กันอยู่


จะเป็นประเด็นไปในทางไหนก็สุดแท้แต่ใครจะคิด จะนึก จะวิเคราะห์เอาตามใจชอบ

แต่ไม่ว่าจะเป็นทางไหน พลเอก ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ก็อยู่ในตำแหน่งหน้าที่อีกไม่ได้แล้ว

เพราะถ้าเป็นทางแรก จะอยู่ไปให้เสียเกียรติภูมิศักดิ์ศรีของนายทหารแห่งกองทัพไทยได้อย่างไร และในเมื่อเจ้าบ้านเขารังเกียจเดียจฉันท์อาฆาตมาดร้ายขนาดนั้นแล้ว จะอยู่สู้หน้ากันไปได้อย่างไร

หรือถ้าเป็นทางที่สอง ก็ควรที่ต่อมสำนึกต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ของพลเอกธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา จะได้ทำหน้าที่กระตุ้นเตือนให้ได้รู้สำนึกว่าเพื่อนนายทหารทุกเหล่าทัพเขาไม่ยอมพายเรือให้โจรนั่งกันแล้ว จะฝืนมติและท่าทีของเหล่าทหารได้อย่างไรในเมื่อตัวเองเป็นถึงรัฐมนตรี

และไม่ใช่รัฐมนตรีประเภทขี้ไก่ แต่เป็นรัฐมนตรีที่แบกยศนายพลเอกของกองทัพไทยเอาไว้ด้วย

ก็ได้แต่บอกทางหน้าหนังสือพิมพ์นี้ถึงพลเอกธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ให้เห็นแก่ศักดิ์ศรีของทหารทุกเหล่าทัพบ้าง อย่าให้ถูกเหยียบถูกหยามศักดิ์ศรีของนายทหารยศนายพลเอกไปมากกว่านี้เลย แล้วรีบลาออกเสียเถิด.