xs
xsm
sm
md
lg

ตอนที่ 21 เรียนมนต์ประจำตัวสมเด็จโต

เผยแพร่:   โดย: เรืองวิทยาคม

ค่ำวันนั้นผมนอนด้วยความกระสับกระส่ายเพราะร้อนใจเกี่ยวกับการหา สถานที่เรียนจนหาความสงบไม่ได้ ครั้นนึกถึงคำของพระอาจารย์ที่เคยย้ำเตือนว่าหากขัดสนแล้วให้ไปบอกกล่าวเจ้าประคุณสมเด็จใจก็ค่อยชื้นขึ้นมา

ผมลุกขึ้นดูนาฬิกา เห็นเป็นเวลาสี่ทุ่มเศษยังไม่ดึกจัดนัก แต่ด้วยความร้อนใจจึงคิดไปบอกกล่าวเจ้าประคุณเสียแต่ค่ำนี้ ผมเดินออกจากกุฏิไปยังวิหารสมเด็จ แต่ไม่ได้เข้าไปถึงวิหารเพราะเห็นว่ามืดมากแล้ว

ผมหยุดยืนอยู่ที่บริเวณกำแพงพระอุโบสถตรงบริเวณหน้าประตู คุกเข่าลงกับพื้น หันหน้าไปทางวิหารสมเด็จแล้วยกมือขึ้นประนม น้อมรำลึกถึงพระคุณเจ้าประคุณสมเด็จแล้วกราบบอกกล่าวในใจว่าเวลาบัดนี้โรงเรียนเปิดเทอมมาครึ่งเดือนแล้ว ผมยังมิรู้ที่จะเรียนแห่งใดเลย มีความรุ่มร้อนในอกเป็นอันมาก ไม่เห็นใครใดเป็นที่พึ่ง จึงมากราบขอบารมีเจ้าประคุณเป็นที่พึ่งให้แก่ศิษย์ผู้ยากได้มีที่เรียนด้วย เสร็จแล้วผมจึงก้มลงกราบกับพื้น และเดินกลับมาที่กุฏิแล้วเข้านอนดังเดิม

ในคืนวันนั้นได้บังเกิดความฝันประหลาดว่าผมแต่งตัวในชุดนักเรียนแล้วไปที่โรงเรียนแห่งหนึ่งซึ่งไม่รู้ว่าเป็นโรงเรียนอะไร เห็นแต่ว่าเป็นโรงเรียน มีอาคารเรียนเป็นตึกคอนกรีต มีลักษณะเป็นแถวยาว สูงขนาด 4 ชั้น

ในความฝันนั้นว่าผมยืนมองอาคารเรียนด้วยความมั่นใจและรู้สึกอย่างแน่ชัดในใจว่านี่คือที่เรียนซึ่งกำลังแสวงหาอยู่ ผมจดจำลักษณะของโรงเรียนและอาคารเรียนดังกล่าวได้อย่างชัดเจน เป็นแต่ว่าไม่ถึงกับสะดุ้งตื่น คงหลับต่อมาจนสว่าง

ครั้นตื่นขึ้นยังจำความฝันได้แม่นยำ ผมนึกสงสัยในใจว่าความฝันในครั้งนี้บังเกิดขึ้นในยามที่ร้อนรุ่มในจิตใจ และเกิดขึ้นหลังจากที่ได้ไปกราบไหว้บอกกล่าวเจ้าประคุณสมเด็จแล้ว เห็นทีว่าเจ้าประคุณสมเด็จคงจะเมตตาศิษย์วัดน้อยจากแดนไกล และบันดาลให้เป็นไปเช่นนั้น จึงเชื่อว่าคงจะเป็นนิมิตดีว่าในครั้งนี้เห็นจะได้ที่เรียนแล้ว

แต่ทว่าโรงเรียนในกรุงเทพฯ ที่เคยได้ยินชื่อก็มีแค่ 3 แห่งเท่านั้น คือโรงเรียนสวนกุหลาบซึ่งไม่มีความหวังที่จะได้เรียนอยู่แล้วแห่งหนึ่ง โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ซึ่งคอยความหวังจากลุงอยู่แห่งหนึ่ง และโรงเรียนวัดมกุฏกษัตริย์ซึ่งไม่มีโควต้าที่จะได้เรียนอีกแห่งหนึ่ง จึงได้แต่ครุ่นคิดสงสัยว่าโรงเรียนที่เห็นในความฝันนั้นจะเป็นโรงเรียนไหนกันแน่

ผมครุ่นคิดพิจารณาอยู่พักหนึ่ง ไตร่ตรองถึงความเป็นไปได้แล้วก็เข้าใจเอาเองว่าเห็นทีจะได้เข้าเรียนที่โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ เพราะยังไม่เคยได้ยินและไม่เคยสัมผัสถึงความไม่มีโอกาสเหมือนกับโรงเรียนทั้งสองแห่งนั้นเลย

ดังนั้นพอตกสายผมจึงรีบเดินทางไปที่กองทะเบียน กรมตำรวจ ซึ่งขณะนั้นตั้งอยู่ที่ปทุมวันเพื่อไปพบกับลุงและโชคดีที่ได้พบสมกับที่ได้ตั้งใจไว้

ลุงเป็นหัวหน้ากองทะเบียน กรมตำรวจ มีอำนาจดูแลเกี่ยวกับเรื่องงานด้านทะเบียนต่างๆ ไม่ว่าโรงแรมหรือรถยนต์ จึงมีผู้คนไปพบและรอคอยพบอยู่มากหน้าหลายตา

พอลุงทราบว่าผมไปขอพบก็ให้ตำรวจหน้าห้องรีบนำตัวผมเข้าไปหาถึงห้องทำงานซึ่งกว้างขวางใหญ่โตโอ่โถง มีเครื่องใช้ไม้สอยและเครื่องดินเผาตลอดจนของโบราณเต็มไปหมด ดูไปแล้วก็เห็นได้ว่าอำนาจวาสนาของลุงช่างไม่น้อยเลย


ลุงได้ทักทายด้วยลักษณะอาการที่ห่วงหาอาทรเป็นอย่างมาก ซึ่งผมก็พอทราบความน้ำใจลึกของลุงอยู่บ้าง เพราะลุงเป็นลูกกำพร้า อยู่กับยายของผมมาตั้งแต่น้อยยังแบเบาะ ยายอุปการะเลี้ยงดูส่งเสียลุงจนกระทั่งลุงเดินทางเข้ามาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ

เพราะเหตุดังกล่าวนี้ ลุง แม่ผม และน้าสาวจึงมีความสนิทสนมใกล้ชิดราวกับว่าเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน แต่เป็นเรื่องแปลกเพราะนับแต่วันเวลาที่ลุงเดินทางมาศึกษาในกรุงเทพฯ แล้วก็ไม่เคยเดินทางไปเยี่ยมเยือนยายหรือญาติพี่น้องอีกเลย คงมีแต่ญาติพี่น้องเดินทางมาเยี่ยมลุงที่กรุงเทพฯ แต่เกือบทั้งหมดต้องพบกับความไม่สบายใจอันเกิดจากกิริยาอาการตั้งข้อรังเกียจเดียดฉันท์ของผู้เป็นภรรยาของลุง ดังนั้นนานวันเข้าจึงห่างเหินกันไป และไม่มีญาติคนไหนอยากจะไปเยี่ยมหาลุงอีกเลย

ลุงทักทายผมด้วยท่าทีสนิทสนมผิดไปจากวันที่ผมไปหาที่บ้านราวกับว่าเป็นคนละคน

จากนั้นลุงได้ถามผมว่าได้ติดต่อที่เรียนที่ไหนไว้บ้างแล้ว ผมก็บอกว่าถึงวันนี้ยังไม่มีที่เรียนเลย คงรอความหวังจากลุงว่าจะได้เรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์หรือไม่ แต่กลับได้รับคำตอบว่าลุงเองก็ยังรอฟังคำตอบอยู่ แล้วปลอบใจว่าขอให้ผมรอไปอีกสักระยะหนึ่ง


ผมได้ฟังดังนั้นก็ใจหายเพราะไม่รู้ว่าจะรอไปอีกนานเท่าใดเนื่องจากโรงเรียนได้เปิดเทอมไปกว่าครึ่งเดือนแล้วจึงกราบลาลุงกลับมาวัด ในระหว่างทางได้บังเกิดความรู้สึกว่าสถานที่เรียนนั้นเห็นจะไม่ใช่โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์เป็นแน่แท้ และคงเหลือแต่เพียงแห่งเดียวเท่านั้นคือโรงเรียนวัดมกุฎกษัตริย์ แต่ไม่รู้ที่จะทำประการใดเพราะไม่เห็นโอกาสใดหรือช่องทางใดที่จะได้เข้าเรียนเลย

ผมลงรถเมล์ที่ข้างสนามหลวงฝั่งตะวันออกแล้วแวะไปหาหมอปาน ปรารภความทุกข์ร้อนในใจให้ฟังว่าโรงเรียนเขาเปิดเทอมกว่าครึ่งเดือนแล้ว แต่ผมยังร่อนเร่พเนจรอยู่ มิรู้ว่าจะได้เรียนที่ไหนเลย ไม่รู้ว่าเป็นเวรกรรมอะไรกันนี่

หมอปานได้ฟังดังนั้นก็พยักหน้าเป็นทีรับทราบ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่าจะทุกข์ร้อนไปทำไมเพราะไม่เกิดประโยชน์อันใด ความกังวลทุกข์ร้อนและความกลัวมีแต่ทำให้เกิดความเสื่อม เพราะทำให้สติปัญญาเสื่อมถอยและบดบัง ความคิดให้ตีบตัน จึงไม่ควรปล่อยตัวปล่อยใจให้ความทุกข์ร้อนวุ่นวายครอบงำจิตใจ ควรทำจิตใจให้ผ่องใสจะดีกว่า สติปัญญาจะแกล้วกล้าขึ้น

แล้วหมอปานได้พูดให้สติแบบแปลกๆ ว่าคนเราเกิดมาอาจเรียนรู้วิชาอะไรได้เสมอกัน แต่วิชาหนึ่งซึ่งไม่อาจเรียนได้เสมอกันคือวิชาหน้าด้าน

ผมได้ฟังหมอปานพูดดังนั้นก็แปลกใจ ถามว่าลุงหมอหมายถึงอะไร หมอปานก็บอกว่าเมื่อเหลือโรงเรียนที่รู้จักชื่อคือโรงเรียนวัดมกุฏกษัตริย์แต่แห่งเดียว ทั้งโควต้าก็ไม่มี คนฝากก็ไม่มีก็ต้องใช้วิชาหน้าด้าน บากหน้าไปขอเรียนเอาเอง ดีก็ได้ ร้ายก็เสมอตัว จงตั้งหน้าพยายามไปเถิด

หมอปานยังกำชับว่านี่คือวิชาหน้าด้านที่ทำให้คนเราสามารถประสบความสำเร็จในทางที่ดีที่ชอบได้ แต่ต้องใช้ในทางที่ดีที่ชอบด้วย เพราะเมื่อใช้ในทางที่ดีที่ชอบแล้วจะมีแต่ได้ ไม่มีเสีย นี่แหละที่โบราณให้คติเตือนใจไว้ว่าด้านได้อายอดหละ

ผมได้ฟังคำหมอปานก็ได้คิดเพราะสิ้นทางแล้ว เนื่องจากอับจนหนทางไปทุกทาง แต่ยังมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าความระกำลำบากนี้ใช่ว่าจะสิ้นที่ผู้ฝากฝัง ความอันบังเกิดเป็นนิมิตปรากฏในความฝันนั้นก็บ่งบอกอยู่ว่าเจ้าประคุณสมเด็จมิได้ทอดทิ้ง อาจเป็นเพราะตัวเราเข้าใจความหมายแห่งนิมิตไม่ถูกต้องเองต่างหาก นึกขึ้นได้เช่นนั้นก็มีกำลังใจเพิ่มขึ้นเป็นอักโข ความหม่นหมองในใจก็คลายลงในบัดนั้น

ต่อมาภายหลัง เมื่อได้ร่ำเรียนวิทยาการต่างๆ มากขึ้นแล้ว ผมจึงรู้และเข้าใจกระจ่างเกี่ยวกับวิชาหน้าด้านที่หมอปานว่าในครั้งนี้ ดังตัวอย่างที่มีมาในเรื่องสามก๊ก

ครั้งหนึ่งสุมาอี้ยอดขุนพลผู้เจนจบพิชัยสงครามและชำนาญการศึกแห่งแคว้นเว่ยปราชัยแก่ขงเบ้งอัครมหาเสนาบดีผู้แจ้งฟ้าจบดินแห่งแคว่นฉู่ส์ในการศึกที่ต่อสู้กันด้วยค่ายกลพยุหะ ขงเบ้งจับทหารสุมาอี้ได้เป็นอันมาก แล้วเอาดินหม้อประหน้าทหารของสุมาอี้และปล่อยกลับไป พร้อมกับให้ทหารเอากระบะใส่ผ้าถุงผู้หญิงเดินสารไปมอบให้กับสุมาอี้เพื่อเยาะเย้ยถากถาง หวังจะให้สุมาอี้ตรอมใจตาย เช่นเดียวกับที่เคยใช้กลวิธีนี้สังหารจิวยี่และโจหยินมาแล้ว

สุมาอี้เห็นทหารที่ถูกปล่อยมาถูกประหน้าด้วยดินหม้อดำปี๋ เห็นจดหมายเยาะเย้ยถากถางของขงเบ้งพร้อมกับผ้าถุงผู้หญิงที่มอบมาแล้วก็เจ็บปวดรวดร้าวในใจ แต่ในพลันนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าเป็นกลอุบายใช้วิชาฆ่าคนของขงเบ้ง

สุมาอี้นึกได้ดังนั้นก็หัวเราะดังสนั่นแล้วหยิบเอาผ้าถุงผู้หญิงนั้นขึ้นมานุ่ง และร่ายรำเริงระบำเคล้ากับเสียงหัวร่อจนทหารที่เดินสารก็แปลกใจ และหลังจากวันนั้นแล้วสุมาอี้ก็ไม่ยกทหารออกไปสู้รบกับขงเบ้ง คงตั้งค่ายมั่นไว้ ถึงจะถูกทหารขงเบ้งมาด่าว่าเหยียดหยามประการใดก็ทำเป็นไม่ได้ยิน จนในที่สุดขงเบ้งก็ป่วยถึงแก่ความตาย

นักยุทธศาสตร์ในชั้นหลังจึงวิจารณ์สุมาอี้ว่าด้วยวิชาปัญญาคุณแล้ว สุมาอี้ไม่มีทางเทียบกับขงเบ้งได้ แต่ที่สามารถยืนหยัดต่อสู้จนขงเบ้งซึ่งทรงภูมิปัญญาวิชาคุณ เป็นเอกแต่ผู้เดียวในแผ่นดินต้องป่วยตายไปเองนั้นก็เพราะอาศัยวิชาหน้าด้านนี่แหละ


ผมยกมือไหว้ลาหมอปานด้วยความขอบคุณ แล้วเดินไปที่ท่าช้างวังหลวงลงเรือข้ามแม่น้ำมาที่ท่าวัดระฆัง เดินตรงไปที่วิหารสมเด็จหมายจะบอกกล่าวเจ้าประคุณสมเด็จถึงการที่ได้ไปมาในวันนี้

พอไปถึงวิหาร แม่ชีเฒ่าเห็นผมเข้าก็ทักทายว่าหนูเอยวันนี้ทำไมหน้าตาหม่นหมองนัก ทั้งๆ ที่ในขณะนั้นความทุกข์ร้อนในใจผมสร่างคลายไปมากแล้ว แต่อาจเป็นเพราะแม่ชีเฒ่ามีภูมิธรรมในใจสูงจึงสามารถหยั่งรู้วาระจิตของผมที่ยังเหลือรอยแห่งความหม่นหมองเศร้าสร้อยอยู่ก็เป็นได้จึงทักทายผมเช่นนั้น

ผมได้เล่าความทุกข์ร้อนให้ฟัง แล้วบอกว่าไม่เห็นใครใดเป็นที่พึ่ง มีแต่เจ้าประคุณสมเด็จเท่านั้น ไปหาลุงมาในวันนี้เห็นทีจะผิดหวังอีกครั้งหนึ่ง จึงมุ่งหน้ามาที่วิหารเพื่อกราบบอกกล่าวเจ้าประคุณให้ช่วยเหลือ

แม่ชีเฒ่าได้ยินคำผมเช่นนั้นก็พยักหน้าในขณะที่ยังเคี้ยวหมากอยู่ในปากด้วยสีหน้าที่พอใจอย่างเห็นได้ชัด แล้วบอกว่าให้ผมเข้าไปบอกกล่าวเจ้าประคุณเถิด ท่านคงไม่ปล่อยให้ลูกศิษย์วัดของท่านเดือดร้อนไร้ที่เรียนดอก เมื่อเสร็จแล้วให้ออกมาหายายด้วย

ผมเข้าไปข้างในวิหาร คุกเข่าลงตรงหน้ารูปหล่อเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี กราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ถ้วนสามทีแล้วภาวนาพระคาถาชินบัญชร จบแล้วจึงน้อมใจรำลึกบอกกล่าวเจ้าประคุณสมเด็จว่าได้เดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อเรียนหนังสือ แต่บัดนี้โรงเรียนเปิดเทอมไปกว่าครึ่งเดือนแล้ว ยังมิรู้ที่จะเรียนที่ไหนเลย ถึงคราวอับจนจริงๆ แล้ว มิรู้ที่จะทำประการใด จึงคิดว่าในวันพรุ่งนี้ผมจำจะบากหน้าไปที่โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริย์เพื่อขอเรียนหนังสือแบบซื่อๆ ด้านๆ แต่ไม่มีความมั่นใจเลยเพราะไม่รู้จักใครแม้แต่สักคนเดียว จึงขอบารมีเจ้าประคุณเป็นที่พึ่งดลจิตบันดาลใจให้ครูใหญ่ได้เมตตาให้ได้เข้าเรียนด้วยเถิด

ผมบอกกล่าวขอบารมีเจ้าประคุณเป็นที่พึ่งแล้วจึงกราบลาออกมานั่งคุยกับแม่ชีเฒ่าที่ส่วนหน้าของวิหาร และบอกแม่ชีเฒ่าว่าวันพรุ่งนี้ผมจะไปหาครูใหญ่โรงเรียนวัด มกุฏกษัตริย์เพื่อขอเรียนหนังสือ ยายมีอะไรจะแนะนำบ้าง และอยากจะได้พรจากยายเพื่อเป็นสิริมงคลไว้กับตัว

แม่ชีเฒ่าจึงว่าเมื่อหนูมาบอกกล่าวเจ้าประคุณสมเด็จฉะนี้แล้วก็ไม่จำเป็นที่ยายจะแนะนำอะไรอีก แต่ยายจะบอกคาถาเมตตามหานิยมของสมเด็จให้สักบทหนึ่งซึ่งจะเป็นประโยชน์

แม่ชีเฒ่าเล่าว่าพระคาถาบทนี้เมื่อครั้งที่เจ้าประคุณสมเด็จยังมีชีวิตอยู่นั้น เวลาออกบิณฑบาตรเห็นโยมหน้าตาเป็นสิวเป็นฝ้า สีหน้าหม่นหมอง หรือมีกิจต้องไปหาผู้หลักผู้ใหญ่ เจ้าประคุณก็จะสอนคาถาบทนี้ให้ เป็นบทพระคาถาที่มีความศักดิ์สิทธิ์และสืบทอดต่อๆ มาจนกระทั่งมาถึงรุ่นยายได้เล่าเรียน

ผมได้ฟังดังนั้นก็ยกมือไหว้ขอบคุณ และบอกว่าเป็นโอกาสและเป็นโชคดีอย่างยิ่งของผมที่จะมีโอกาสได้เรียนมนต์บทนี้ ขอแม่ชีได้เมตตาบอกมนต์ด้วยเถิด


แม่ชีเฒ่าได้ฟังดังนั้นก็มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสพูดว่าดีมาก เมื่อหนูตั้งใจศรัทธาจะเรียนมนต์ก็คงสัมฤทธิผลอันศักดิ์สิทธิ์เป็นแน่นอน ว่าแล้วแม่ชีเฒ่าก็ปรับท่านั่งในท่าสมาธิ ยกมือขึ้นพนมไปทางเจ้าประคุณสมเด็จ กล่าวนะโมและสวดบทไตรสรณคมน์ ครู่หนึ่งแล้วจึงบอกให้ผมยกมือไหว้บอกกล่าวเจ้าประคุณสมเด็จก่อนว่าจะขอเรียนมนต์บทนี้ ผมก็ทำตามแต่โดยดี

ผมไหว้บอกกล่าวเจ้าประคุณสมเด็จขออาราธนาเรียนมนต์เมตตามหานิยมแล้วจึงยกมือพนมขึ้นไหว้แม่ชี เพราะ ณ บัดนี้ได้รู้แล้วว่าแม่ชีเฒ่าผู้นี้หาใช่แค่อุบาสิกาธรรมดาไม่ หากรู้เรื่องราวแต่หนหลังมากมาย และจริยาวัตรทั้งหลายก็ได้ประจักษ์ว่ามีภูมิธรรมและจิตตานุภาพในระดับที่ไม่ใช่ธรรมดาเลย

แม่ชีบอกให้ผมตั้งใจให้นิ่ง แล้วบอกมนต์เมตตามหานิยมของเจ้าประคุณสมเด็จว่า “โอม ศรีศรี พรหมรังสี นามะเต” แม่ชีเฒ่าบอกมนต์สามคำรบแล้วถามผมว่าจำมนต์บทนี้ได้หรือไม่ ผมมีจิตอันสงบพอประมาณ ทั้งเป็นมนต์บทสั้น ดังนั้นจึงจำได้แม่นยำ แล้วบอกแม่ชีเฒ่าว่าผมจำได้แม่นยำแล้ว

แม่ชีบอกให้ผมลองท่องมนต์ให้ฟังดู ผมก็ท่องมนต์บทนี้ได้โดยไม่ติดขัดตลอดทั้งสามคาบ แม่ชีเห็นดังนั้นก็มีความยินดีและบอกว่าเจ้าหนูความจำดีมาก

แม่ชีบอกให้ผมหันเข้าไปไหว้เจ้าประคุณสมเด็จอีกครั้งหนึ่ง บอกว่าให้อาราธนามนต์ให้เจ้าประคุณสมเด็จได้ประสิทธิ์ประสาธน์ซ้ำ ผมก็ทำตามคำบอกด้วยน้ำใจศรัทธา

แล้วแม่ชีเฒ่าจึงว่าพระคาถาบทนี้มีความศักดิ์สิทธิ์เพราะเป็นคาถาที่อ้างอิงเอาอิทธิบารมีของเจ้าประคุณสมเด็จเป็นที่ตั้งแห่งความเมตตาและความยำเกรง คำว่าโอมนั้นไม่ได้หมายถึงถ้อยคำในศาสนาฮินดูอันหมายถึงมหาเทพตรีมูรติคือพระพรหม พระนารายณ์ และพระศิวะ แต่เป็นความหมายถึงพระรัตนตรัย ให้บังเกิดเป็นศรีและสิริมงคลเช่นฉายาแห่งเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี นั้น.

โปรดติดตามตอนที่ 22 “โรงเรียนในฝัน” ในวันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน 2549
กำลังโหลดความคิดเห็น...