xs
xsm
sm
md
lg

กกต.ร่างทรงไทยรักไทย แบ่งเค้กเอื้อทุจริตครบวงจร

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

รายงานพิเศษ ถอดรหัส "กกต. - พี่หนาและเพื่อร่วมแก๊ง " ตอน 1

ชำแหละ5 เสือกกต. ร่างทรงพรรคการเมือง ในยุค พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ก้าวเข้ามาดำรงตำแหน่งประธาน เผยมีการปรับรื้อโครงสร้างการบริหารและองค์กรอย่างมโหฬาร โดยแบ่งอำนาจหน้าที่คุมเขตเลือกตั้งยกภาค ควบรวมสายงานด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยเข้าไปด้วยกัน ชี้อชัดเอื้ออย่างยิ่งต่อการเปิดช่องให้เกิดการทุจริตครบวงจร ทำลายระบบตรวจสอบถ่วงดุลอย่างสิ้นเชิง

กระแสปฏิรูปการเมืองครั้งแรก ช่วงปี 2540 ก่อให้เกิดองค์กรอิสระเพื่อเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารหลายองค์กร หนึ่งในนั้นก็คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง อันเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย และด้วยความสำคัญอย่างยิ่งยวดของ กกต. รัฐธรรมนูญจึงระบุอย่างชัดแจ้งว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง ต้องเป็นกลางในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างสุจริต เที่ยงธรรม โดยให้อำนาจและอิสระแก่ กกต. อย่างมากมายเพื่อให้สามารถรักษาความสุจริตและเที่ยงธรรม

การวางรากฐานของ กกต. ยุคเริ่มต้นจึงยึดกุมหลักการสำคัญในภาระหน้าที่ดังกล่าวข้างต้น ทั้งการคัดสรรบุคคลที่เข้ามาเป็นคณะกรรมการ กกต. และการวางระบบงานเพื่อให้สอดรับกับปรัชญาและเป้าหมาย

ในยุคแรกเริ่ม องค์กร กกต. ถูกออกแบบให้มีระบบตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกันอย่างมีนัยสำคัญ นับตั้งแต่ 5 เสือกกต. ซึ่งวุฒิสมาชิก (ส.ว.) ที่มาจากแต่งตั้งคัดสรรนั้น มีองค์ประกอบที่มาจากหลายสาย และแบ่งงานตามความเชี่ยวชาญของแต่ละคน กล่าวคือ สวัสดิ์ โชติ
พานิช ซึ่งมาจากสายตุลาการ ดูแลงานด้านสืบสวนสอบสวน, ยุวรัตน์ กมลลเวช มาจากสายมหาดไทย ดูแลงานด้านการเลือกตั้ง, โคทม อารียา มาจากสายองค์กรเอกชน ดูแลงานด้านการมีส่วนร่วม, วิสุทธิ์ โพธิ์แท่น ดูแลงานด้านกิจการพรรคการเมืองและเมื่อลาออกไป ก็มี จิระ บุญพจนสุนทร เข้ามาดูแลงานด้านนี้แทน โดยต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ ไม่ก้าวล่วงในงานของกันและกัน แต่ก็ตรวจสอบซึ่งกันและกันอยู่ในที ทั้งนี้ กรรมการ กกต. แต่ละคน จะมีรองเลขาฯ และคณะทำงานเข้ามาช่วยเป็นมือไม้ทำงานให้บรรลุผล

การทำงานภายใต้โครงสร้างดังกล่าว คณะกรรมการแต่ละสายงานจะนำเสนองานในความรับผิดชอบต่อที่ประชุมเพื่อพิจารณา หากเป็นประเด็นปัญหาสำคัญก็จะเชิญบุคคลภายนอกที่เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ มาให้ข้อมูล ความเห็นก่อนพิจารณาตัดสินด้วย

สำหรับการจัดสายงานภายในโดยเฉพาะฝ่ายสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย ซึ่งเป็นงานสำคัญ ก็แยกฝ่ายสืบสวนสอบสวน และฝ่ายวินิจฉัย ออกจากกันอย่างเด็ดขาด ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการสมคบคิดทุจริตในการวินิจฉัยผลการเลือกตั้ง ทั้งนี้ บุคลาการที่ขอโอนย้ายและหยิบยืมมาจากหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมกันทำงานในยุคแรกนั้น จะมีสัดส่วนจากสายตุลาการมากกว่าตำรวจ ด้วยความเชี่ยวชาญในการทำคดี การเขียนคำวินิจฉัย ทำให้กกต.สามารถออกใบเหลือง ใบแดง สกัดกั้นนักเลือกตั้งทุจริตทำผิดกฎหมายเข้ามามีอำนาจนับร้อยๆ ทั้งที่บุคลากรโดยรวมของกกต.เวลานั้นมีเพียง 300 กว่าคน แถมได้รับงบประมาณสนับสนุนการทำงานเพียงน้อยนิด ไม่มีใครอยากให้งบฯ เพราะลึกๆ แล้ว ฝ่ายการเมือง ไม่ได้ต้องการให้องค์กรอิสระที่จะมาตรวจสอบการเลือกตั้งแจ้งเกิดสักเท่าใดนัก

อย่างไรก็ตาม การแบ่งสายงานและการทำงานข้างต้น แม้จะปรากฏผลงานและสังคมให้การยอมรับในการทำหน้าที่ของ กกต. แต่ก็มีผลเสียคือ เริ่มเกิดอาณาจักร กกต. แต่ละคน พนักงานคิดว่าตนเองมีผู้บังคับบัญชาเป็นกรรมการคนใดคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งคณะกรรมการ เวลานั้น ตำแหน่งเลขาธิการ กกต. แม้จะเป็นหัวหน้าสำนักงานแต่ถูกมองข้าม เพราะกรรมการและพนักงานในสายงานของตนเองทำงานต่อสายตรงกันโดยไม่ผ่านทางเลขาธิการแต่อย่างใด

ดังนั้น บทบาทของ นายวิจิตร อยู่สุภาพ เลขาธิการ กกต. คนแรก จึงถูกมองข้ามหัว กระทั่ง 5 เสือ กกต.ชุดแรกหมดวาระลงเมื่อเดือน พ.ค. 44 เลขาธิการ กกต.จึงเริ่มมีฤทธิ์เดช และเพิ่มมากยิ่งขึ้นในยุคนี้

*** กกต.ร่างทรงพรรคการเมือง***

แต่พอมาถึงยุคของ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ นั้นเป็นที่รู้กันทั่วไปว่า ที่มาของ 5 เสือ กกต. แบ่งออกเป็น 2 ขั้ว คือ ขั้วที่สัมพันธ์ใกล้ชิดกับพรรคประชาธิปัตย์ เช่น นายจรัล บูรณพันธ์ศรี (เสียชีวิตแล้ว) และนายปริญญา นาคฉัตรีย์ กับอีกขั้วหนึ่งที่ใกล้ชิดกับแกนนำพรรคไทยรักไทย คือ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ, พล.อ.จารุภัทรเรืองสุวรรณ และ นายวีระชัย แนวบุญเนียร

นายวีระชัย นั้น สมัยที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าฯ เชียงใหม่ นั้นสนิทสนมกันดีกับนางเยาวภา ชินวัตร แต่สายที่สนิทมากกว่า ก็คือ นายเสนาะ เทียนทอง

ด้าน พล.ต.อ.วาสนา ในช่วงที่ได้รับเลือกเข้ามาเป็น กกต. นั้น ว่ากันว่า มีความสนิทสนมกับพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เพราะเป็นผู้ผลักดันอยู่เบื้องหลังกระทั่งได้ขึ้นเป็นเลขาธิการ ปปง. ในยุคที่นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ขณะเดียวกันก็ร่ำลือกันว่าสนิทสนมกับนางเยาวภา ชินวัตร น้องสาวนายกรัฐมนตรี ด้วยเช่นกัน

สำหรับ พล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ ที่ได้รับการสรรหามาแทน พล.อ.ศิรินทร์ ธูปกล่ำ ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากระบวนการสรรหาไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ พล.อ.จารุภัทร จึงเป็นเสือตัวสุดท้ายของ กกต.ชุดประวัติศาสตร์นี้ที่รับตำแหน่งเมื่อปลายปี 2547

จากข้อมูลในปีเดียวกัน พล.อ.จารุภัทร ได้แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญประจำตัว ชื่อว่า พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ คนเดียวกับพล.ต.อ. ชิดชัย ผู้ซึ่งรักษาการรองนายกฯ ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) และรักษาการรมว.กระทรวงยุติธรรม ในเวลานี้ และเป็น พล.ต.อ.ชิดชัย คนเดียวกันกับที่นายสวัสดิ์ โชติพานิช คณะกรรมการ กกต. ชุดแรก ตั้งให้เป็นที่ปรึกษา

เส้นสายของ พล.อ.จารุภัทร นั้นเล่าลือกันหนาหูว่าสนิทสนมกับแกนนำพรรคไทยรักไทยหลายคน ไม่ว่าจะเป็นคุณหญิงพจมาน ชินวัตร,พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ, พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา กระทั่ง สุวิทย์ คุณกิตติ และ พินิจ จารุสมบัติ ซึ่งในช่วงที่ลูกชายเรียนจบคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ก็เข้าไปเป็นข้าราชการกระทรวงต่างประเทศ โดยเป็นหนึ่งในทีมติดตามนายปรีชา เลาหะพงศ์ชนะ อดีตรมช.กระทรวงการต่างประเทศ จากพรรคไทยรักไทย

ขณะที่นายปริญญา นาคฉัตรีย์ นั้น เมื่อปี 2547 ก็แต่งตั้งนายเสริมศักดิ์ พงษ์พาณิช รักษาการรมช.กระทรวงมหาดไทย เป็นที่ปรึกษา เช่นเดียวกัน

นักวิเคราะห์การเมือง ชี้ว่า อย่าแปลกใจ ทำไม กกต. จึงมีที่มาเช่นนี้ เพราะนี่คือผลผลิตและผลงานการคัดสรรของ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งครั้งแรกของประวัติศาสตร์การเมืองไทย ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็น ส.ว.ที่อยู่ภายใต้เครือข่ายนักการเมืองระดับชาติ ระดับท้องถิ่น เป็นสำคัญ

ไม่เพียงแต่ 5 เสือ กกต.เท่านั้น ที่ถูกส่งมาจากสายการเมืองล้วนๆ เพียงแต่ต่างขั้ว แม้แต่เลขาธิการ กกต. คนปัจจุบัน คือ พล.ต.ต.เอกชัย วารุณประภา ก็กล่าวได้ว่ามาจากสายการเมืองเช่นเดียวกัน

พล.ต.ต.เอกชัย เป็นรุ่นน้องคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ของประธานกกต. นั้น อีกทางหนึ่งเขายังมีสัมพันธ์แนบแน่นกับพล.อ.จารุภัทร ผ่านทางพี่ชายคือ พล.อ.อภิชัย วารุณประภา คณะทำงานใกล้ชิดพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ดังนั้นเขาจึงได้แรงหนุนเนื่องทั้งจากพล.ต.อ.วาสนา และ พล.อ.จารุภัทร ผู้ซึ่งเพิ่งไขก๊อกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่าน เพื่อชิ่งหนีปัญหาและความผิดที่อาจสาวไปถึงเมื่อกกต.ถูกชำระล้างตำแหน่งเลขาธิการ ซึ่งดูเหมือนจะทำหน้าที่คล้าย “แม่บ้าน” ให้กกต.นั้น ได้ถูกยกบทบาทให้มีความสำคัญมากขึ้นในสมัยของพล.ต.อ.วาสนา

กระทั่งมีผู้เปรียบเปรยว่า พล.ต.ต.เอกชัย ทำตัวเสมือนเป็น “กกต.คนที่ 6” เพราะการปรับโครงสร้างการบริหารกกต.โดยฝีมือของประธานที่มีลักษณะกึ่งบอร์ดบริหารมากขึ้น “กกต.คนที่ 6” มีบทบาทสำคัญในการเข้ามารับสนองนโยบายและบริหารสำนักงาน รวมทั้งงบประมาณให้เป็นไปตามความต้องการของบอร์ดและประธานกกต. ที่มีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด

***ปรับรื้อโครงสร้างใหม่***

กล่าวได้ว่า ปมปัญหาที่ฝังลึกของกกต.เวลานี้ ไม่ใช่มีเพียงแค่ที่มาของกกต. ซึ่งล้วนมาจากสายการเมือง ไม่มีสายอื่นที่เข้ามาถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกันเหมือนยุควางรากฐาน แต่ยังเป็นผลสืบเนื่องจากการเข้ามาปรับโครงสร้างการบริหารใหม่ของพล.ต.อ.วาสนา ด้วย

ทั้งนี้ การแบ่งงานดูแลรับผิดชอบตามสายความเชี่ยวชาญดังเช่น กกต. ชุดเดิมวางไว้นั้น ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการ “ล้วงลูก” ของประธาน กกต.ได้ ซึ่งระยะเริ่มต้น พล.ต.อ. วาสนา ในฐานะประธาน กกต. รับหน้าที่ดูแลงานด้านบริหารกลางและด้านกิจการพรรคการเมืองในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง, นายปริญญา นาคฉัตรีย์ ดูแลด้านการจัดการเลือกตั้ง, นายวีระชัย แนวบุญเนียร ดูแลงานด้านการมีส่วนร่วม, นายจรัล บูรณพันธ์ศรี ดูแลด้านการสืบสวนสอบสวน โครงสร้างบริหารดังกล่าว ทำให้ประธาน กกต. ก้าวล่วงเข้าไปล้วงลูกลำบาก โดยเฉพาะในสายงานด้านสืบสวนสอบสวนที่นายจรัญ ดูแลอยู่

การเสนอปรับโครงสร้างบริหารใหม่ของ พล.ต.อ.วาสนา ได้รับการคัดค้านจากนายปริญญา และนายจรัล ที่ให้เหตุผลว่า การทำงานของกกต. ไม่ใช่เหมือนบอร์ดรัฐวิสาหกิจและกฎหมายให้ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำในนามคณะกรรมการ ดังนั้นการใช้โครงสร้างบริหารเดิมที่มีกรรมการเข้าไปดูแลรับผิดชอบในแต่ละด้าน และเมื่อมีปัญหาหรือต้องมีการปฏิบัติใดๆ ก็ให้นำเข้าที่ประชุมคณะ

แต่ในที่สุด ในปี 47 ก็มีการปรับโครงสร้างบริหารและการทำงานตามข้อเสนอของประธาน กกต. ในลักษณะบอร์ด เมื่อคณะกรรมการมีมติในเรื่องใด เลขาธิการ จะเป็นผู้รับไปดำเนินการ สั่งงานไปยังสายงานต่างๆ 5 ด้าน

ความเปลี่ยนแปลงใน 2 เรื่องสำคัญดังกล่าว ทำให้ปรัชญาการก่อเกิดของ กกต. องค์กรอิสระ เพื่อจัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ เที่ยงธรรมกลายสภาพเป็นองค์กร (ไม่อิสระ) เปิดช่องให้เกิดการทุจริตและไม่เป็นธรรมในการเลือกตั้งแทน เพราะผลงานกกต.ชุดแรกที่สำแดงฤทธิ์เดชจนนักเลือกตั้งเดี้ยงเป็นแถวๆ นั้น ทำให้กกต.ชุดนี้แปรเปลี่ยนฤทธิ์เดชนั้นให้เป็นผลประโยชน์ได้อย่างงดงาม

***แบ่งเค้กคุมเขตพื้นที่ซื้อยกภาค ??***

การปรับโครงสร้างบริหารใหม่ในยุคพล.ต.อ.วาสนา ซึ่งสร้างความอื้อฉาว มีผลเสียหายต่อระบบการเลือกตั้งมาจนถึงบัดนี้นอกจากปรับการทำงานในลักษณะบอร์ดแล้ว ยังเลิกแบ่งสายงานความรับผิดชอบตามความเชี่ยวชาญที่กกต.ยุคก่อนวางรากฐานไว้ แล้วหันมาแบ่งความรับผิดชอบในงานของกกต.ใหม่ เลียนแบบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) คือ แบ่งตามเขตพื้นที่ แบ่งงานตามรายภาคใน กกต.แต่ละคนดูแลรับผิดชอบ ดังนี้

พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ รับผิดชอบพื้นที่ภาคตะวันออกและตะวันตกนายวีระชัย แนวบุญเนียร รับผิดชอบพื้นที่ภาคเหนือ พล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ รับผิดชอบพื้นที่ภาคอีสาน นายปริญญา นาคฉัตรีย์ รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ นายจรัล บูรณพันธ์ศรี รับผิดชอบพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคกลาง ต่อมาภายหลังจากที่เขาเสียชีวิต เขตพื้นที่ดังกล่าวกระจายอยู่ในความรับผิดชอบของพล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ และกรรมการคนอื่นๆ

ในตำแหน่งประธาน กกต. พล.ต.อ.วาสนา ต้องดูแลงานในภาพรวม รวมทั้งเขตพื้นที่เฉพาะดังกล่าวข้างต้นด้วย

การแบ่งเขตพื้นที่ให้กรรการ กกต. แต่ละคนรับผิดชอบ อาศัยฐานคิดชนิดใด ไม่มีใครรู้ชัดแจ้ง แต่คำอธิบายที่ว่า กรรมการ กกต. มีพื้นเพมาจากถิ่นใดก็ให้ดูแลพื้นที่นั้นเพราะมีความคุ้นเคย ชำนาญพื้นที่ จะช่วยทำให้การพิจารณาปัญหาต่างๆ ได้เร็วขึ้น กลับให้ผลในทางตรงกันข้าม เกิดปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และส่งผลอย่างมีนัยยะสำคัญต่อการเลือกตั้งใหญ่เมื่อปี 2548 รวมทั้งการเลือกตั้งในครั้งหลังๆ

ดังเช่น การเลือกตั้งส.ว. ครั้งล่าสุด ปรากฏเป็นข่าวอื้อฉาวกรณี พล.อ.ไพโรจน์ นาคฉัตรีย์ อดีตที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม น้องชายนายปริญญา นาคฉัตรีย์ ลงรับสมัคร ส.ว.ชุมพร และมีบุคคลไม่ทราบชื่อเอาเสื้อโปโล ติดชื่อ นายปริญญา นาคฉัตรีย์ (กกต.ที่ดูแลเขตพื้นที่ภาคใต้) ในฐานะนายกสมาคมชาวชุมพร ไปแจกจ่ายจนกลายเป็นประเด็นร้องเรียนกันขึ้นมา

หากกรณีข้างต้นมีโอกาสเกิดขึ้นกับ นายปริญญา นาคฉัตรีย์ แล้ว คำถามก็คือ พล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ คนขอนแก่น ซึ่งคุมพื้นที่ภาคอีสาน และพล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ คนเมืองจันท์ ที่คุมเขตตะวันออก จะมีโอกาสเกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนในการตรวจสอบพรรคพวก วงศ์วานว่านเครือ ที่กระโจนเข้าสู่สนามการเมือง หรือไม่ ??

***สร้างทางลัดเปิดช่องทุจริตครบวงจร***

ส่วนการจัดแบ่งสายงานซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการคัดกรองคนดีสู่การเมือง คือ งานบริหารการเลือกตั้ง ส่วนงานสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยที่เคยแยกขาดจากกัน ก็มีการยุบรวมเป็นหน่วยงานเดียวกัน แล้วจัดแบ่งงานออกเป็นอย่างละ 5 สำนัก ขึ้นตรงต่อ กกต. ที่คุมพื้นที่แต่ละภาค

กล่าวจำเพาะงานสอบสวนและวินิจฉัยนั้น การวางรากฐานการทำงาน กกต. ยุคต้นที่ให้ 2 ฝ่ายแยกออกจากกัน โดยงานสอบสวน จะอยู่ในมือของเจ้าหน้าที่ที่ยืมตัวมาจากสายตำรวจเป็นสำคัญ ส่วนงานด้านวินิจฉัย จะอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ที่มาจากสายตุลาการ เป็นหลัก ทำให้เกิดการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ป้องปรามการสมคบคิดทุจริตอยู่ในที แม้ว่าถึงที่สุดแล้วอาจจะทำไม่ได้ทั้งหมดก็ตาม

การปรับโครงสร้างบริหาร จัดแบ่งสายงานที่พล.ต.อ.วาสนา ปรับรื้อใหม่ ทำให้กรรมการ กกต. มีสถานะไม่ต่างไปจาก “กกต.ซีอีโอ” ที่มีทั้งอำนาจบริการการเลือกตั้ง การสั่งให้สืบสวนสอบสวน รวมทั้งการทำคำวินิจฉัย เสร็จสรรพ เป็นการแบ่งเค้กที่กรรมการ กกต. แต่ละคนมีอำนาจคุมเบ็ดเสร็จในแต่ละเขตพื้นที่ เปิดช่องให้มีการเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้สมัครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ ในลักษณะ “one stop service” ตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง

ผลที่เกิดขึ้นตามมา จึงไม่ใช่เรื่องยากที่ข้อร้องเรียนจากผู้สมัครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะถูกซุกไว้ใต้โต๊ะไม่มีการรายงานมายัง กกต. กลาง รวมทั้งการสมคบคิดทุจริตเรียกเงินเรียกทอง ทั้งการประกาศรับรองผลเลือกตั้ง การออกใบเหลือง ใบแดง การปรับเปลี่ยนสอดใส้แก้ไขสำนวน ล้วนมีโอกาสสูงที่จะทำได้อย่างสะดวกเพราะระบบที่ออกแบบเอื้อให้ทำได้ง่ายขึ้น ยิ่งถ้าหัวแถวคือ กรรมการ กกต. ที่คุมพื้นที่ พยักหน้า หรือบรรดาผู้ใกล้ชิดจะนำชื่อไปแอบอ้างเรียกรับผลประโยชน์ และเป็นเส้นทางลัดที่นักการเมืองจะใช้เงินทองปูเพื่อเดินสู่สภาได้ง่ายขึ้น

การแบ่งเค้กคุมพื้นที่ยังทำให้กรรมการแต่ละคนไม่กล้า “ล้ำเส้น” นอกเขตพื้นที่รับผิดชอบ เว้นเสียแต่จะรับ “ประสาน” โดยคิดค่าเหนื่อยจัดการธุระให้ตามแต่ความยากง่ายของเรื่อง การงานคุมแบ่งเขตพื้นที่สร้างวัฒนธรรม “พื้นที่ข้าใครอย่าแตะ” และต่างคนต่างไม่แตะพื้นที่นอกอาณาจักรความรับผิดชอ ส่งผลให้การเลือกตั้งในแต่ละพื้นที่ของกรรมการแต่ละคน มีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป โดยพื้นที่ที่มีข่าวร่ำลือกันมากก็คือ พื้นที่ภาคอีสาน ภายใต้การดูแลของพล.อ.จารุภัทร ที่ปรากฏข่าวใช้นายทหารเข้ามาช่วยดูแลการเลือกตั้ง จัดเป็นชุดหาข่าว ป้องปราม เคลื่อนที่เร็วเข้าหมู่บ้าน แต่กลายเป็นว่าอีกฝ่ายแจกได้สะบัด แต่พรรคการเมืองอีกฝ่ายขยับไม่ได้เลย มิหนำซ้ำเมื่อเลือกตั้งเสร็จก็ไม่มีเรื่องร้องเรียนใดๆ

นอกจากนั้น ในการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นแต่ละครั้ง ยังมีข่าวแพร่สะพัดว่า กกต.จะให้คนใกล้ชิดไปเรียกรับเงินจากบรรดาผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น “ค่าเป่าสำนวน” ร้องเรียน โดยมีราคาแตกต่างกันไปตั้งแต่ 2- 5 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ผู้ใกล้ชิด กกต. บางคนก็ขยันขันแข็งเช็คข้อมูลความลับในสำนวน เพราะช่วงนั้นผู้ใกล้ชิด กกต. จำนวนไม่น้อยที่เปลี่ยนอาชีพไปประกอบธุรกิจการค้าขายความลับ ซึ่งทำกำไรอย่างงามให้ทั้งนายทั้งลูกน้อง

อาจกล่าวได้ว่า การเข้ามาเสวยอำนาจของ กกต. ร่างทรงพรรคการเมือง ในชั่วเวลาเพียง 4 ปีกว่า ได้ตะลุยทุบทำลายการวางรากฐานของ กกต. ในยุคแรกเริ่มที่วางระบบให้มีการตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกันไปเสียสิ้น ทั้งโครงการสร้างบริหารระดับบน ระดับพื้นที่แต่ละภูมิภาค แต่ละจังหวัด รวมทั้งเครือข่ายองค์กรเอกชนที่เข้ามามามีส่วนร่วมในการช่วยตรวจสอบการเลือกตั้งที่เคยเข้มแข็ง ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ก็ถูกทุบพังทลายลงเช่นกัน พร้อมกับแปรสนามเลือกตั้งให้กลายเป็นสนามการค้าทำมาหากำไรกันเต็มคราบ