xs
xsm
sm
md
lg

ใครรับผิดชอบการเลือกตั้งที่เป็นโมฆะ?

เผยแพร่:   โดย: ดุลยพากย์ ทายาท

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นที่ยุติเด็ดขาดแล้วว่าการเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549 และวันอื่นๆ หลังจากนั้นเป็นโมฆะ

ดังนั้นผลใดๆ ที่เกิดขึ้นจึงเป็นอันเสียเปล่าตามไปด้วย ที่สำคัญคือสมาชิกภาพของผู้แทนราษฎรทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบเขตเลือกตั้งซึ่งเป็นผลิตผลโดยตรงของการเลือกตั้งก็จะต้องกลับสู่สถานะเดิมคือหมดสภาพ โดยต้องถือว่าไม่เคยมีสภาพเป็นผู้แทนราษฎรมาก่อน

แม้ว่า กกต. จะได้รับรองผลมาแล้วก็ตาม ก็ต้องเป็นโมฆะตามไปทั้งหมด

ซึ่งเป็นโชคดีของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่มีความรอบคอบ โดยยังไม่จ่ายเงินเดือนให้กับผู้ที่ กกต. ได้รับรองผลการเลือกตั้งเหล่านั้น มิฉะนั้นก็จะต้องเป็นคดีฟ้องร้องเรียกเงินเดือนคืนกันอีกมากมายหลายคดี

นอกจากนั้นศาลรัฐธรรมนูญยังวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นกระแสความไปด้วยว่าต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่

ซึ่งพอจะคาดหมายได้ว่าคงจะต้องจัดการเลือกตั้งใหม่โดย กกต. ชุดใหม่เพราะคงไม่มีใครยอมรับนับถือให้ กกต. ชุดเก่าไปจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ได้อีก


ส่วนกระบวนการจะเป็นอย่างไรนั้นเชื่อว่าในอีกไม่กี่วันข้างหน้าคงจะปรากฏความคิดเห็นหรือการดำเนินการที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

เรื่องทุกเรื่องย่อมต้องมีผู้รับผิดชอบ เมื่อการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 2 เมษายน 2549 ตกเป็นโมฆะแล้ว ก็ต้องมีผู้รับผิดชอบ และใครจะรับผิดชอบก็ต้องดูว่าใครกระทำผิด หรือกระทำไม่ชอบ ซึ่งจะปรากฏในคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญ

ขณะนี้ยังไม่มีคำวินิจฉัยกลาง แต่เฉพาะที่ปรากฏตามข่าวที่รายงานโดยสื่อมวลชนทุกสำนักตรงกันพอจะสรุปเบื้องต้นได้ว่า สาเหตุที่ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะนั้นมีอยู่สองประการคือ

ประการแรก การกำหนดระยะเวลาให้มีการเลือกตั้งเพียง 35 วันหลังจากยุบสภานั้นเป็นการไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ

ประการที่สอง การจัดเลือกตั้งให้ผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งหันหลังออกไปทางด้านนอกคูหา ทำให้คนอื่นรู้เห็นการลงคะแนน ทำให้การเลือกตั้งไม่ลับ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกัน


ทั้งสองประการนี้นี่แหละคือเบาะแสที่จะหาตัวผู้รับผิดชอบในการทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ

สำหรับประการแรกนั้นเท่าที่ปรากฏจากข่าวที่สื่อมวลชนได้เสนอมาโดยลำดับปรากฏว่า กกต. ไม่ได้ทำการประชุมกำหนดวันเลือกตั้งเอง กรณีเป็นเรื่องที่ กกต. บางคนตอบข้อหารือเป็นการภายในด้วยวาจากับฝ่ายรัฐบาล

แล้วรัฐบาลนำไปกำหนดเป็นเวลาเลือกตั้งในพระราชกฤษฎีกายุบสภา

ดังนั้นผู้ที่ต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้คือ กกต.เฉพาะคนที่ให้ความเห็นดังกล่าวแก่รัฐบาล และผู้ที่ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการให้กำหนดการเลือกตั้งเพียง 45 วัน

ส่วนประการที่สองเป็นเรื่องที่ กกต. ลงมติกำหนดวิธีลงคะแนนอันเป็นเหตุให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ กกต. ทั้งสี่คนจะต้องร่วมกันรับผิดชอบ

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าผู้ที่ต้องรับผิดชอบในการที่ทำให้การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 2 เมษายน 2549 เป็นโมฆะมีอยู่สองคณะ คือ

หนึ่ง กกต. ที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับเวลาเลือกตั้งกับรัฐบาล และผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการที่ให้ยุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 2549 และอาจรวมถึงคณะรัฐมนตรีถ้าหากว่าได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาอนุมัติร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว

สอง กกต.ทั้งสี่คน

ขอบเขตความรับผิดชอบในเรื่องนี้มีอะไรบ้าง?

ประการแรก จะต้องรับผิดชอบในบรรดาความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งต่อรัฐ ต่อส่วนราชการต่างๆ และต่อประชาชน
เช่น ค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องเสียไปในการเลือกตั้ง ค่าใช้จ่ายที่ส่วนราชการจะต้องเสียไปหรือขาดไปจากการส่งเจ้าหน้าที่ไปดูแลการเลือกตั้ง และประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ต้องเสียเวลาเสียค่าใช้จ่ายในการไปเลือกตั้งที่เป็นโมฆะนั้น

ประการที่สอง ความรับผิดชอบในทางกฎหมาย เพราะผลจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นปรากฏชัดเจนว่ามีการกระทำโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้พรรคการเมืองบางพรรคได้รับประโยชน์และทำให้พรรคการเมืองหลายพรรค รวมทั้งนักการเมืองหลายคนเสียหาย จึงต้องรับผิดชอบในส่วนนี้ ซึ่งมีสองลักษณะคือ

ลักษณะที่หนึ่ง ความรับผิดชอบต่อตำแหน่งหน้าที่ทางการเมือง ที่อาจถูกถอดถอนจากตำแหน่งได้

ลักษณะที่สอง เป็นความรับผิดชอบตามกฎหมายจากการใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ซึ่งเป็นความรับผิดชอบที่มีโทษทางอาญา


ผลจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญย่อมเป็นเด็ดขาดถึงที่สุด และผูกพันองค์กรอื่นในการพิจารณาวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวด้วย แต่ทว่าใครที่จะสามารถดำเนินการทำให้ผู้ที่ต้องรับผิดชอบ ต้องรับผิดชอบตามความผิดได้ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือ

สำหรับความรับผิดชอบต่อตำแหน่งหน้าที่ทางการเมืองย่อมเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการถอดถอนโดยสมาชิกรัฐสภาหรือโดยประชาชน โดยผ่านกระบวนการตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

ส่วนความรับผิดชอบทางกฎหมายนั้น บรรดาผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำที่ทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะล้วนเป็นผู้เสียหายที่อาจฟ้องคดีต่อศาลส่วนอาญาด้วยตนเอง หรือจะแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนก็ได้

การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ได้เปิดประเด็นสำคัญที่ กกต. เคยทำให้มืดงำไปฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง นั่นคือคำวินิจฉัยบางส่วนที่ว่ามีพรรคการเมืองใหญ่จ้างวานพรรคการเมืองเล็กให้ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง เท่ากับว่าได้ส่งผู้สมัครในแต่ละเขตเลือกตั้งเกิน 2 คน อันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเป็นการเปิดประเด็นเรื่องการทำผิดกฎหมายของพรรคการเมืองใหญ่ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นพรรคอะไร และจะต้องรับผิดชอบโดยขนาดของความรับผิดชอบถึงขั้นยุบพรรคการเมือง

ดังที่ กกต. เคยยุบพรรคการเมืองเล็กซึ่งเป็นเพียงผู้รับจ้างมาแล้ว
ก็ลองคาดเดาเอาเองก็แล้วกันว่าชะตากรรมของพรรคการเมืองใหญ่ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างให้พรรคการเมืองเล็กเหล่านั้นทำผิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายจะมีชะตากรรมที่ถูกยุบพรรคหรือไม่

ความจริงเรื่องนี้ กกต.ชุดเก่าย่อมสามารถทำให้กระจ่างเสร็จสิ้นไปได้โดยไม่ยาก เพราะเมื่อการว่าจ้างให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเช่นนั้นมีพยานหลักฐานชัดเจนจนกระทั่งสามารถลงโทษผู้รับจ้างได้แล้ว ก็ต้องมีตัวผู้ว่าจ้างและก็ต้องมีพยานหลักฐานว่าการรับจ้างนั้นรับจ้างจากใคร

ไม่เห็นจะลำบากตรงไหน ยกเว้นก็แต่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเท่านั้น

และถ้าหากว่าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ กกต. ที่มีความเป็นกลางเข้ามาทำหน้าที่แทน กกต. ชุดเดิมซึ่งเป็นผู้ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะแล้ว ปัญหาเรื่องการยุบพรรคการเมืองใหญ่ที่ทำผิดกฎหมายอย่างร้ายแรงดังกล่าวก็อาจถูกหยิบยกขึ้นพิจารณาหาข้อยุติอีกครั้งหนึ่ง

ซึ่งไม่เพียงแต่จะหาข้อยุติได้ไม่ยาก แต่จะหาข้อยุติได้ง่ายๆ อีกด้วย เพราะการกระทำเช่นนั้นย่อมมีผู้ได้รับผลประโยชน์คือผลประโยชน์จากการเลือกตั้ง ใครได้รับประโยชน์นี้ก็เป็นเบาะแสที่สำคัญอันจะพึงสันนิษฐานได้ว่าเป็นผู้ว่าจ้าง

และหากมีพยานหลักฐานอื่นดังที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้ก็ยิ่งมีความชัดเจนว่าพรรคการเมืองใหญ่พรรคไหนทำผิดกฎหมายอันจะต้องยุบพรรคกัน

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนนี้หากระบุไว้ในคำวินิจฉัยกลางก็จะยิ่งง่าย แต่ถ้าไม่ได้ระบุไว้ในคำวินิจฉัยกลางในส่วนที่เกี่ยวกับเหตุผลของคำวินิจฉัยก็ไม่ยากที่จะแสวงหาพยานหลักฐานมาประกอบเพิ่มเติมเพื่อทำความจริงให้กระจ่าง

และเมื่อนั้นทางรอดของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขก็จะปรากฏเป็นจริงขึ้น สมตามความปรารถนาของประชาชนชาวไทยทั้งปวง