หลายวันมานี้ มีคนไถ่ถามถึงหนังสือ “รู้ทันทักษิณ 4” บ่อยมาก
หนังสือเล่มนี้ ผมไม่ใช่คนเขียน แต่อยู่ในฐานะบรรณาธิการ ได้ไปสัมภาษณ์ "คนวงใน" หลายท่าน ซึ่งเคยร่วมงานหรือเคยคบค้าสมาคมส่งเสริมคุณทักษิณ ชินวัตร มาก่อน
“รู้ทันทักษิณ 4 คนวงในทักษิณ” ช่วยให้ผม “รู้ทัน” มากขึ้น
1) ผมได้เรียนรู้จากคุณอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา ว่า “คุณทักษิณไม่ใช่ผู้นำสำหรับระบอบประชาธิปไตย” ยิ่งกว่านั้น ยังฝากแง่คิดลึกซึ้งว่า
“ต้องยอมรับว่า ในสังคมปัจจุบัน มีคนพวกหนึ่งยอมรับคนโกง เช่น เจ้าของกิจการ มีผู้จัดการโกงบริษัท แต่ทำให้บริษัทร่ำรวย ย่อมดีกว่ามีผู้จัดการซื่อ แต่บริษัทขาดทุน คือยอมรับคนโกงได้ มีคนอีกพวก มีพวกที่เป็นคนไม่ดีแต่ดีกับเขา เขาก็ยอมให้เข้ามาอยู่ในบ้านได้ ทั้งๆ ที่เป็นคนไม่ดี และก็มีคนอีกพวกที่มองว่า แม้บ้านเมืองจะมีรัฐบาลที่มีคนโกงกินหาประโยชน์ให้พวกพ้องบ้าง แต่ก็ยังดีที่ให้มีเงินกองทุนกู้ยืม ให้มี 30 บาทรักษาทุกโรค นี่คือคนที่มีทัศนะอย่างที่หนุนทักษิณอยู่
มีคนอีกพวกหนึ่ง มีความรู้สึกและทัศนคติว่า เออหากคนเป็นคนโกง เป็นผู้นำเป็นคนไม่รักษาคำพูด คนไม่ดี ถึงจะเก่งหรือรวยอย่างไร ใครจะคบจะนับถือจะยกย่องก็ยกย่องกันไปเถิด ฉันไม่ว่า แต่อย่าให้มาปกครองบ้านเมืองนะ ฉันไม่ยอม จึงต่อต้านทักษิณอยู่ขณะนี้
สองฝ่าย จึงตั้งขบวนเผชิญกันอยู่อย่างที่เห็น ถ้าท่านเป็นคนกลาง ลองพิจารณาดูซิว่าจริงไหม และถ้าท่านเป็นส่วนหนึ่งของบ้านเมือง ท่านควรจะสนับสนุนฝ่ายไหน จะอยู่เป็นคนกลางไม่ได้แล้ว และถ้าเรายอมรับให้คนไม่มีคุณธรรมปกครองประเทศเสียแล้ว ขอให้พิจารณาพระราชดำรัสของในหลวง ที่ว่า ...ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำทุกคนให้เป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ...”
2) ผมได้เรียนรู้จากคุณเสนาะ เทียนทอง หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น เรื่อง “การเผาบ้านเอาเงินประกัน” ในช่วงลอยตัวค่าเงินบาท ซึ่งคุณเสนาะบอกว่า
“เขาบอกว่า เขาไม่รู้ อันนี้ไม่มีใบเสร็จ แต่ถ้าถามผมว่า ผลที่เกิดภายหลังการลอยตัวค่าเงินบาทมันออกมาอย่างไร อันนี้มันส่อชัด เพราะทักษิณและบริษัทเขารอดวิกฤตอยู่คนเดียว คือผลลัพธ์มันสะท้อนชัดอยู่แล้ว
การที่มีคนไปซื้อประกันความเสี่ยงเรื่องค่าเงินบาทเอาไว้มากๆ หรือการไปซื้อเงินดอลลาร์ตุนไว้มากๆ ก่อนจะประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ก็เหมือนกับการจุดไฟเผาบ้านตัวเองเพื่อเอาเงินประกัน เศรษฐกิจของชาติพังเสียหาย นักธุรกิจคนอื่นๆ ขาดทุนค่าเงินบาทป่นปี้ แต่ตัวเองรอดพ้นวิกฤต เพราะได้ประกัน”
ผมได้เรียนรู้ว่า คุณเสนาะ คงจะต้องคุยกับคนระดับสูงมากทีเดียว จึงสามารถช่วยคุณทักษิณให้รอดพ้นในคดี “ซุกหุ้น 1” ได้สำเร็จ
ผมได้เรียนรู้ว่า มีนโยบายของหัวหน้าพรรค เรื่อง “ร้อยชัก 10 %” ว่ามีการใช้จ่ายงบกลางที่มาจากภาษีอากรของประชาชน โดยตั้งโครงการกินเปอร์เซ็นต์ หักสิบเปอร์เซ็นต์เข้าพรรคอย่างเป็นขบวนการ
ผมได้รับรู้คำพูดโกหกที่น่ารังเกียจของคู่ผัวเมียนักธุรกิจการเมือง ที่เคยพูดกับคุณเสนาะว่า “พี่เหนาะผมพร้อมแล้ว สมบัติส่วนหนึ่งผมให้ลูก อีกส่วนเก็บไว้สำหรับตายายกินจนตายก็ไม่หมด และสมบัติอีกส่วนจะทำเพื่อบ้านเพื่อเมือง ผมจะใช้หนี้แผ่นดิน”
คุณเสนาะเล่าว่า เมื่อความจริงปรากฏว่ามีเรื่องทุจริตคอร์รัปชันมากๆ ก็ไปเตือนว่า “น้อง... ถ้ามันได้มาอีกแสนล้านเอาไปทำไม” แต่เขาตอบว่า “ก็รู้ แต่ในเมื่อเล่นการเมือง มันต้องควักเงิน ก็ต้องถือว่าเป็นธุรกิจ”
นอกจากนี้ ผมยังได้เรียนรู้การมีมรณานุสติ จากคำพูดของคุณเสนาะว่า
“ลองคิดดู ใครแม้จะมีเงินมากมายถึง 73,000 ล้านบาท แต่ในชีวิตหนึ่ง ชาติหนึ่ง จะใช้จ่ายไปเพื่ออะไรขนาดนั้น ลองเอากระดาษเขียนตัวหนังสือ 73,000 ล้านบาท ใส่เซฟไว้ ไม่เอาออกมาใช้ มันก็มีค่าเท่ากัน เพราะอยากกินอะไรก็เอาเงินเท่าที่เรามีไปซื้อกิน อยากไปไหนก็ได้ไป ไม่ต้องไปแตะเงินถึง 73,000 ล้านก็มีความสุขได้ ยิ่งเป็นคนธรรมดา ที่มีศักดิ์ศรี มีเกียรติ ไม่ทรยศแผ่นดิน จะเดินไปไหนมาไหนกับครอบครัวก็ยืดอกรับสายตาเพื่อนร่วมสังคมได้เต็มที่ ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ จะชอบปิ้งพักผ่อนก็ต้องไปต่างประเทศ ทักษิณ ควรจะมีมรณานุสติ เสียบ้าง!”
3) ผมได้เรียนรู้อีกด้านหนึ่งในความรู้สึกของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งถ่ายทอดความรู้สึกตอนหนึ่งว่า
“ผมเคยพูดมาหลายครั้งแล้วว่า ถ้าผมเข้าวงการไหนแล้ววงการนั้นป่วน ผมเพิ่งเข้าวงการทีวีเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา แล้วมันก็ป่วนจริงๆ ป่วนจริงๆ แต่ป่วนไปในทางที่ดี นั่นคือสิ่งที่ผมสู้ เพราะผมเชื่อว่า ถ้าสถานีโทรทัศน์ วิทยุ สามารถจะเอาเจิมศักดิ์ ปิ่นทองมาออก แล้วชั่วโมงต่อมา พรุ่งนี้ เอาสมัคร สุนทรเวชมาออก ผมเชื่อในความแฟร์ตรงนั้น ผมเชื่อ แต่ไม่ใช่สมัคร สุนทรเวชออกอยู่คนเดียว ผมก็เลยมองว่าถ้ารัฐบาลมี 3, 5, 7, 9, 11 และไอทีวี 6 ช่องมอมเมาคนตลอดเวลา แล้วสังคมไทยทุกวันนี้ที่เปลี่ยนยากก็เพราะว่า เขาควบคุมตรงนี้เอาไว้
เคยมีคนถามผมว่า ถ้าผมตายไปผมกลัวอะไรมากที่สุด?
ผมกลัวที่สุดคือ มีคนที่พูดถึงผมว่า “สนธิ เหรอ...แม่งรับใช้ทักษิณ!” แต่ผมจะมีความสุขมาก ถึงดวงวิญญาณอาจจะอยู่ในนรกขุมไหนก็ตาม ที่จะมีคนรุ่นหลังบอกว่า “สนธิ เหรอ มันยังดีนะ...ที่มันยังกลับตัวทัน!!”
4) ผมได้เรียนรู้หลายอย่างจาก ดร.คณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทยมาตั้งแต่ต้น อาจารย์คณิต บอกว่า
“การเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 2549 เป็นการเอาเงินของผมไปใช้อย่างไม่ควร!! เรื่องแบบนี้ยังไม่มีใครพูดถึง การยุบสภากับการไม่ไว้วางใจเป็นคนละเรื่องกัน ฝ่ายบริหารไปจัดการกับรัฐสภาได้อย่างไร เท่าที่ผมฟังมารัฐสภาก็ไม่ได้เสียหายตรงไหน ไม่ถูกต้องที่คุณทักษิณจะมายุบสภา แล้วถ้าผมจะคิดว่าเอาเงินภาษีผมและของประชาชนไปใช้ในการเลือกตั้งที่ไม่ถูกต้อง แล้วประชาชนจะฟ้องได้ไหม
ผมมองว่า สิ่งที่ไม่ถูกต้องคือเขาเบียดเบียนทุกคน ภาษีควรจะไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นแต่กลับมาทำในสิ่งที่ไม่มีความสำคัญ เหมือนกับเอาเงินมาฟอกตัว ใช้ภาษีผมทำทุกอย่าง”
ท่านอดีตอัยการสูงสุด ยังชี้ประเด็นปัญหาสำคัญด้วยว่า
“การที่คุณพานทองแท้โดนปรับเรื่องขายหุ้นในครั้งนี้ ผมก็คิดว่าเขาถูกปรับมากไป เพราะเขาไม่ใช่ผู้กระทำความผิด แต่เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของผู้อื่น ผู้นั้นคือใครก็ต้องโดนปรับ นี่คือหัวใจของกระบวนการยุติธรรม และผมคิดว่าเป็นช่องทางที่ดีที่ใช้ระบบยุติธรรมเข้ามาจัดการ ถ้าสามารถใช้กระบวนการยุติธรรมได้ก็ไม่ต้องไปสนามหลวงให้สูญเสียพลังงานมหาศาล”
5) ผมได้เรียนรู้จากคุณกร ทัพพะรังสี อดีตรองนายกรัฐมนตรี ผู้นั่งประชุมคณะรัฐมนตรีอยู่ข้างๆ คุณทักษิณ บอกว่า ความเห็นของทักษิณ ได้กลายเป็นมติคณะรัฐมนตรีอย่างแยบยล นอกจากนี้ ยังได้ยกความเปรียบเทียบ ในประเด็นที่มีการใช้เสียงข้างมากในสภาเพื่อมุ่งเอาชนะหลักการ ความถูกต้อง และจริยธรรมของสังคม
“ลองคิดดู ในห้องประชุมแห่งหนึ่ง มีคนอยู่ในห้อง 500 คน มีโจรแฝงอยู่ 400 คน หากตั้งคำถามคนในห้องนั้นว่า “มีใครเห็นโจรอยู่ในห้องนี้บ้างไหม?” ปรากฏว่า ทั้งห้อง มีคนยกมือ 100 คน
แต่เมื่อถามว่า “ใครเห็นว่าไม่มีโจรยกมือขึ้น?” ปรากฏว่า 400 คน ในห้อง ยกมือกันสลอน เสร็จแล้วก็ถือเสียงข้างมากนั้นเป็นคำตอบ ออกมาบอกกับสังคมว่า “เห็นไหม ไม่มีโจรอยู่ในห้องนี้เลย”
...เสียงข้างมาก บอกความเห็นได้ แต่บอกถูกต้องไม่ได้”
6) คุณกร ทัพพะรังสี ฝากข้อคิดที่น่าสนใจยิ่งว่า
“ถ้าประเทศไทยมีนักธุรกิจแบบทักษิณ ชินวัตร สักหมื่นคนแสนคน ผมเชื่อว่า จะทำให้ประเทศชาติสามารถก้าวไปสู่การแข่งขัน ก้าวทันโลก ทันสมัย กลายเป็นชาติมหาอำนาจได้แน่นอน แต่ขออย่าได้เดินเข้ามาสู่การเมือง เพราะสังคมการเมืองมีกติกา มีวัฒนธรรม มีจรรยาบรรณ ที่ต้องคำนึงถึงมากกว่านั้น”
น่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะนาทีสุดท้ายก่อนที่หนังสือจะเสร็จสมบูรณ์เป็นรูปเล่ม ได้มีการขอให้เอาต้นฉบับของคุณกรออกไปจากเล่มนี้
ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงบางส่วน ที่ผมได้ “รู้ทันทักษิณ” โดยเรียนรู้ผ่าน “คนวงในทักษิณ”
“รู้ทันทักษิณ 4” ช่วยให้ผมได้ “รู้ทัน” ในระยะเผาขนเลยทีเดียว


