ลุงต๋อมอยู่วัดระฆังมานานพอๆ กับนายตี๋และรู้จักนายตี๋เป็นอย่างดี ครั้นได้ยินผมถามเรื่องราวของนายตี๋ลุงต๋อมก็มิได้รู้สึกแปลกใจแต่ประการใด เพราะใครๆ ก็รู้ว่าลักษณะท่าทีของนายตี๋นั้นเป็นที่แปลกประหลาดและน่าสนใจอยู่ไม่น้อย
ลุงต๋อมบอกว่านายตี๋มาอยู่วัดระฆังรุ่นราวคราวเดียวกับลุง เวลานี้อายุห้าสิบเศษแล้ว ไม่ได้เป็นญาติโกโหติกากับพระรูปใดในวัดนี้และไม่ได้มาเป็นเด็กวัด นายตี๋มาอาศัยวัดอยู่เฉยๆ แล้วพักอยู่ที่ใต้ระเบียงชั้นล่างของกุฏิแถวเหนือใต้ และทุกคนในวัดนี้ก็ไม่มีใครรังเกียจนายตี๋แต่ประการใด ทั้งๆ ที่ลักษณะท่าทางของนายตี๋เหมือนคนเสียสติ
แล้วว่านายตี๋นี้คงสร้างเวรกรรมไว้กับหมามาก มาชาตินี้จึงเป็นทาสหมาเพราะเลี้ยงหมาไว้กว่า 30 ตัว ที่เลี้ยงหมาไว้นี้นายตี๋ไม่ได้ซื้อหามาเลี้ยงหรอก เป็นหมาจรจัดแล้วมาเป็นหมาวัด หมาทั้งหมดเป็นหมาจากที่อื่นมาอาศัยวัดทั้งนั้น บ้างก็ถูกเขาทอดทิ้งแล้วจรจัดมาอยู่ที่วัด บ้างเขาก็เลี้ยงไม่ไหวหรือเป็นหมาพิการเขาไม่อยากเลี้ยงแล้วนำมาปล่อยไว้ที่วัด นายตี๋น้ำใจดี หมาที่ไหนมาอาศัยก็หาข้าว น้ำ ให้หมากิน เมื่อหมาได้ข้าวได้น้ำก็ติดนายตี๋ ติดที่คณะหนึ่งวัดระฆัง นายตี๋จึงมีหมาเป็นเพื่อน เพราะคนทั่วไปไม่มีใครอยากยุ่งกับนายตี๋เนื่องจากเห็นว่านายตี๋เหมือนคนบ้า
ลุงต๋อมเล่าต่อไปว่าเป็นเรื่องแปลกเพราะในเรื่องที่เกี่ยวกับหมาแล้วนายตี๋ไม่มีทีท่าว่าเป็นคนคล้ายคนบ้าเลย แต่กลับเป็นเหมือนกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องหมาเพราะรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับหมา หมาคลอดลูกนายตี๋ก็ทำคลอดให้หมาได้ หมาป่วยหมาไข้ประการใดนายตี๋ก็สามารถรักษาจนหาย หมาบาดเจ็บพิการมาประการใดนายตี๋ก็สามารถรักษาให้หายได้ นายตี๋มีความสามารถพิเศษเกี่ยวกับหมา เพียงได้ยินเสียงหมาร้องนายตี๋ก็รู้ว่าหมาต้องการอะไร และรู้ด้วยว่ามีอะไรเกิดขึ้น
การที่นายตี๋คลุกคลีอยู่กับหมาในลักษณะเช่นนี้ทุกคนในวัดจึงพูดเหมือนกันว่านายตี๋เป็นหัวหน้าหมา และพูดกับหมารู้เรื่องยิ่งกว่าพูดกับคน เนื่องจากเวลาพูดกับคนนั้นนายตี๋มักพูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง บางทีถามเรื่องหนึ่งก็ตอบไปอีกเรื่องหนึ่ง หรือพูดกันคนละเรื่องไปเลยก็มี ดังนั้นถ้าหมาตั้งพรรคได้นายตี๋ก็คงเป็นหัวหน้าพรรคหมาเป็นแน่นอน
ลุงต๋อมบอกว่าฆราวาสในคณะหนึ่งนี้มีหัวหน้าอยู่สองคน คนหนึ่งคือโอฬารเป็นหัวหน้าเด็กวัด อีกคนหนึ่งคือนายตี๋เป็นหัวหน้าหมาวัด
กลางวันนายตี๋ขลุกอยู่กับหมาทั้งวันเว้นแต่เวลาพระใช้สอยให้ไปทำงานอย่างอื่น นายตี๋จะบอกให้หมาเข้าไปอยู่ในรั้วกุฏิชั้นล่างและสั่งหมาว่าอย่าเที่ยวกัดคน หมาร่วม 30 ตัวก็เชื่อฟังโอวาทของนายตี๋แต่โดยดี ไม่ออกมากัดใคร ซึ่งในประการนี้ผมได้เห็นประจักษ์แล้วตั้งแต่วันเวลาแรกที่มาถึงคณะหนึ่งวัดระฆัง แต่ถ้ามีใครจะเข้าไปในบริเวณกุฏิแถวเหนือใต้นั้นหมาก็จะเอาแต่เห่าหอน เป็นทำนองว่าเจ้าของไม่อยู่ห้ามเข้าอย่างไรก็อย่างนั้น จนอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายซึ่งมาที่วัดเขาก็รู้กันทั่ว
กลางคืนนายตี๋ก็อยู่กับหมาตลอดทั้งคืน ตอนหัวค่ำนายตี๋จะนั่งสุมไฟเล็กๆ ด้านนอกกุฏิ สูบบุหรี่อย่างอารมณ์ดี โดยมีหมาล้อมรอบเป็นวงกลม บางทีก็ดูราวกับว่านายตี๋เป็นศาสดาของหมาและมีความสุขสนุกสนานอยู่กับหมา ดังนั้นโลกของนายตี๋จึงเป็นโลกของคนสติไม่สมประกอบคนหนึ่งกับหมา แต่ใครจะรู้บ้างว่าอาจจะเป็นโลกที่มีความสุข ความซื่อสัตย์ ความจริงใจ และความอบอุ่นใจยิ่งกว่าโลกของคนเราธรรมดาที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งแข่งดีและการเบียดเบียนกันมากมายนัก
พอถึงเวลาดึกนายตี๋จะเข้าไปนอนที่ใต้ถุนกุฏิ กางมุ้งเล็กๆ หลังหนึ่ง บรรดาหมาทั้งหลายที่เป็นบริวารก็จะไปนั่งๆ นอนๆ ล้อมรอบมุ้งของนายตี๋ราวกับเป็นองครักษ์พิทักษ์เจ้านายก็ไม่ปาน
ความเชี่ยวชาญเรื่องหมาของนายตี๋เป็นที่ประจักษ์ บางทีคนข้างวัดเลี้ยงหมาไว้ป่วยเจ็บประการใดไม่รู้ที่จะรักษาเพราะหาสัตวแพทย์ได้ยากเขาก็พามาฝากให้นายตี๋รักษา นายตี๋ก็เหมือนรู้ภาษาหมา เออออวู้ๆ ว้าๆ เว้าๆ ไม่กี่คำก็เอายาโน้นยานี้ให้กิน หรือไม่ก็เอากำมะถันมาบดเป็นผงผสมกับน้ำมันหมูหรือน้ำมันเครื่องทาตามตัว จากนั้นนายตี๋ก็ดูแลหมาอย่างใกล้ชิด อาบน้ำอาบท่าให้หมาราวกับว่าเป็นลูกหลาน ไม่ทันนานหมาก็หาย เจ้าของก็มารับกลับไป นายตี๋จึงเป็นหมอหมาไปด้วยประการฉะนี้
ในบรรดาชีวิตของคนที่อยู่ร่วมกับหมาจะมีความรัก มีความผูกพันกับหมา เข้าถึงหมา รู้จักหมา รู้ภาษาหมา และมีความสุขกับหมา กระทั่งใกล้ชิดกับหมายิ่งกว่าคน ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากทุกระดับชั้นชนนั้น ผมเห็นว่านายตี๋นี่แหละเป็นคนหนึ่งที่มีความเป็นเอกในเรื่องหมามิได้ยิ่งหย่อนกว่าใครเลย
สิ่งที่ได้รับจากการสนทนากับลุงต๋อมทำให้เกิดความคิดว่าการมองคนและรู้จักคน ตลอดจนประโยชน์ของคนนั้นจะดูแต่รูปลักษณ์ภายนอกอย่างเดียวหาได้ไม่ เพราะรูปลักษณ์ภายนอกนั้นบางทีดูเหมือนคนสิ้นไร้ไม้ตอก รูปชั่วตัวดำ หรือบ้าบอคอแตก แต่ความเป็นคนที่ซ่อนรูปอยู่ภายในนั้นกลับมีคุณค่ามากกว่าที่คาดคิด
ในทางตรงกันข้าม บางคนรูปลักษณ์ภายนอกดูสง่าน่าเกรงขาม ทรงซึ่งภูมิปัญญาน่าเชื่อถือ แต่ค่าของความเป็นคนที่อยู่ภายในกลับกลายเป็นมารร้ายที่กลิ้งกลอกหลอกลวงและชั่วช้าสารเลว ไม่ควรที่จะได้เกิดมาเป็นคนเลย
เพราะเหตุที่ภาพลักษณ์ภายนอกกับธาตุแท้ภายในของคนเป็นไปในประการเช่นนี้คนจึงเป็นสิ่งที่คนเข้าใจได้ยากที่สุด ความสำเร็จ ความล้มเหลว ชัยชนะและปราชัยของคนจำนวนมากจึงมักเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับเรื่องของคน ดังนั้นสุนทรภู่มหากวีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์จึงฝังใจนักฝังใจหนาแล้วนำมาอบรมสั่งสอนคนรุ่นหลังว่า "ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน"
นิทานโบราณเรื่องฤาษีเลี้ยงเหี้ยคือตัวอย่างที่ชัดเจนและแหลมคมของความขัดแย้งระหว่างคนสองจำพวก คือคนหนึ่งซึ่งทรงภูมิวิทยาคุณ เป็นที่น่านับถือศรัทธาแต่กลับเลี้ยงคนอีกจำพวกหนึ่งซึ่งมีคุณสมบัติดุจดังเหี้ย เพราะเป็นสัตว์ซึ่งโบราณถือว่าเป็นเสนียดจัญไร ทำแต่เรื่องจัญไร และก่อให้เกิดความจัญไร
ฤาษีซึ่งทรงศีล เป็นที่นับถือศรัทธาก็มัวหมองไปได้เพราะเหี้ย และในขณะเดียวกันเหี้ยซึ่งเป็นสัตว์จัญไรก็กลับวางกล้ามให้น่าขามเกรง เบ่งกดหัวผู้คนไปทั่วได้ก็เพราะบารมีฤทธิ์เดชของฤาษี อาศัยบารมีฤทธิ์เดชของฤาษีเป็นที่คุ้มหัว ดังนั้นการที่เหี้ยพยายามอยู่กับฤาษีจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การที่ฤาษีเลี้ยงเหี้ยนี่สิย่อมต้องถือว่าเป็นเรื่องแปลกว่าเหตุใดผู้ทรงศีลอย่างฤาษีจึงต้องมาเลี้ยงเหี้ยและคุ้มครองเหี้ยฉะนี้
ในวันนั้นผมคุยกับลุงต๋อมต่อเนื่องมาเป็นเวลายาวนาน ทั้งๆ ที่เป็นวันแรกที่รู้จักกันและสนทนาปราศรัยกันได้อย่างสนิทสนม ราวกับว่าคบหากันมาแต่ก่อน ซึ่งต้องถือว่าเป็นเรื่องที่แปลกเหมือนกัน เพราะบางทีคนเราเพียงแค่พบหน้ากันครั้งแรกก็อาจจะรู้สึกคุ้นเคยหรือมีความรัก มีความผูกพันต่อกัน แต่บางครั้งพอสบตากันครั้งแรกก็รู้สึกหมั่นไส้หรือเกลียดหรือไม่ชอบใจเอาเสียเลย ความรู้สึกแบบนี้มักมีเกิดขึ้นกับทุกตัวคน หรือว่านี่คือสิ่งที่เรียกว่าบูรพกรรมหรือกรรมแต่ปางก่อนบันดาลให้เป็นไป
ดังนั้นคนที่เที่ยวพูดว่าเวรกรรมมีจริงเสียที่ไหนก็ควรจะได้ตระหนักถึงความจริงประการนี้ให้ดี เพราะนี่ก็คือตัวอย่างแบบกระจุ๋มกระจิ๋มอย่างหนึ่งที่หากพิจารณาไตร่ตรองโดยแยบคายแล้วก็ไม่เห็นเป็นมาแต่เหตุอื่นนอกจากบูรพกรรมที่อุปถัมภ์ค้ำจุนกันมา หรือว่าเคยเป็นศัตรูคู่ปรปักษ์กันมาแต่ก่อน
ในค่ำวันนั้นผมได้พบเพื่อนร่วมกุฏิใหม่อีกคนหนึ่งชื่อหมอปาน ความจริงหมอปานผู้นี้อยู่อาศัยประจำที่กุฏิธรรมนิวาสก่อนหน้าผมเสียอีก แต่เดินทางไปงานศพของญาติที่จังหวัดพัทลุงก่อนที่ผมจะได้มาอยู่วัดระฆัง เสร็จจากงานศพแล้วหมอปานยังคงเที่ยวเตร่อยู่ที่ภาคใต้เป็นเวลาร่วมเดือนจึงเดินทางกลับขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
ผมได้ทราบความจากศิษย์วัดรุ่นพี่มาบ้างแล้วว่าที่ห้องเก็บของเล็กๆ นั้นคือห้องพักของหมอปานซึ่งเดินทางไปงานศพที่บ้านเดิม ดังนั้นเมื่อหมอปานกลับมาและได้พบหน้ากันจึงได้ทักทายแล้วบอกความให้ทราบว่าผมมาเป็นเด็กวัดหน้าใหม่อยู่ที่กุฏินี้พร้อมกับลูกผู้น้อง หมอปานทราบความก็มีความยินดีแล้วบอกว่าดีแล้วจะได้เป็นเพื่อนกัน
หมอปานไม่ใช่หมอยาหรือหมอผีอะไรแต่เป็นหมอดู หมอปานผู้นี้เป็นชาวจังหวัดพัทลุง เวลานั้นอายุเกือบจะหกสิบปีแล้ว เป็นคนบ้านเดียวกันกับพระมหาทรงธรรม์ บวชเป็นพระมาตั้งแต่น้อย ต่อมาเดินทางเข้ามาศึกษาในกรุงเทพฯและสำนักอยู่ที่วัดมหาธาตุ ได้ร่ำเรียนพระปริยัติธรรมจนมีความรู้สูง และเรียกกันว่าเป็นมหาเปรียญ
พระปานมีความก้าวหน้าทางการศึกษาด้านพระปริยัติธรรมอย่างเดียวยังไม่พอ ยังมีคุณลักษณะที่สำคัญที่สอดคล้องกับยุคสมัยที่นิยมการพยากรณ์อีกประการหนึ่งคือได้ร่ำเรียนวิชาโหราศาสตร์อย่างลึกซึ้ง รู้แจ้งในคัมภีร์พยากรณ์มากมาย ตั้งแต่หัตถศาสตร์ เลขศาสตร์ โหราศาสตร์ คัมภีร์อสีติธาตุ คัมภีร์อินทภาศบาทจันทร์ คัมภีร์จักรทีปนี คัมภีร์ทักษาพยากรณ์ และคัมภีร์ลี้ลับมากหลาย
ความรู้ในพยากรณ์ศาสตร์ของพระปานมีพื้นฐานมาจากบ้านเดิมที่จังหวัดพัทลุงส่วนหนึ่ง และได้มาศึกษาพัฒนาความรู้ต่อเติมที่กรุงเทพฯ อีกส่วนหนึ่ง ทั้งจากสำนักวัดมหาธาตุเองและจากสำนักวัดราชประดิษฐ์ซึ่งเป็นสำนักโหรใหญ่ในยุครัตนโกสินทร์นี้ เพราะเป็นสำนักที่สืบสายวิทยาการด้านนี้มาแต่ยุคสมัยของสมเด็จพระสังฆราช (สา) ซึ่งเป็นสหายทางธรรมของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระปานรู้การข้างพระปริยัติธรรมกว้างขวาง รู้การข้างพยากรณ์ลึกซึ้ง และมีบุคลิกที่เงียบขรึม ดังนั้นแม้จะมีรูปลักษณะผิวดำ คร่ำเคร่ง แต่กลับมีเสน่ห์เป็นที่ต้องใจของสตรีบางจำพวก ทำให้ผู้ต้องใจเข้าไปรับใช้ใกล้ชิด ในที่สุดพระปานก็ร้อนผ้าเหลือง แล้วเกรงว่าจะตกนรกเพราะตกต้องในอาบัติปาราชิกและอาบัติน้องๆ ดังนั้นพระปานจึงละเสียซึ่งผ้ากาสาวพัสตร์อันประเสริฐของเพศบรรพชิตมาครองเพศฝ่ายต่ำแบบฆราวาส
สึกจากพระแล้วพระปานก็มีเมียตามธรรมเนียมบวชแล้วเบียด แต่ความที่หมอปานคุ้นเคยอยู่กับวัดเพราะบวชมานาน ดังนั้นกิริยาท่าทางและวัตรปฏิบัติแม้เป็นคฤหัสถ์แล้วก็ยังคงเหมือนกับพระ ไม่ทันนานก็เป็นที่เบื่อหน่ายของผู้เป็นภรรยาและต้องเลิกร้างรากันไปในที่สุด
หมอปานเล่าให้ฟังว่าไอ้เรื่องนิสัยแบบพระนั้นเป็นเรื่องที่ผู้หญิงเขาเบื่อหน่ายก็จริงแต่เรื่องเซ็กซ์อาจจะสำคัญมากกว่า เพราะเมื่อบวชเป็นพระนานๆ เข้าความชำนิชำนาญในการกามกีฬาย่อมไม่สามารถครองใจผู้เป็นภรรยาได้ เขาจึงเบื่อหน่ายแล้วเป็นเหตุให้เลิกร้างกันไป ฟังไปแล้วก็เห็นว่าอาจเป็นเหตุผลข้างเดียวของหมอปานโดยที่ไม่รู้ว่าเหตุผลที่แท้จริงคืออะไร แต่บทเรียนของหมอปานก็เป็นเรื่องที่พระซึ่งกำลังถูกสีกาแอบจีบอยู่ควรศึกษาเป็นบทเรียนเอาไว้บ้าง
หมอปานหย่าร้างกับเมียแล้วได้มาอาศัยพระมหาทรงธรรม์ที่วัดระฆัง เป็นการอาศัยแต่เพียงการอาศัยนอนในเวลากลางคืน ส่วนเวลากลางวันหมอปานไปตั้งร้านดูหมออยู่ที่ใต้ต้นมะขามข้างสนามหลวงและข้างคลองหลอดบริเวณหลังศาลยุติธรรม
ในยุคนั้นบริเวณใต้ต้นมะขามข้างทางเท้าเบื้องทิศตะวันออกของท้องสนามหลวงและตลอดแนวริมคลองหลอดเป็นสำนักของบรรดาผู้วิเศษคือพวกหมอดู มีหมอดูมากมายหลายสาขามานั่งประจำคอยทายทักพยากรณ์ให้กับผู้ผ่านไปมา สลับกับร้านจำหน่ายพระเครื่องซึ่งมีอยู่กลาดเกลื่อนและวางแผงขายกันข้างถนน แต่ละวันจะมีเซียนพระจากทุกสารทิศแวะเวียนมาพบปะสนทนาหรือแสวงหาพระเครื่องกันอย่างล้นหลาม จนบางทีก็รู้สึกว่านี่หรือเมืองพระพุทธศาสนาที่รูปจำลองของพระบรมศาสดาถูกเขาเอามาวางเร่ขายอยู่ข้างถนน
บริเวณด้านหน้ากระทรวงยุติธรรมด้านที่ติดกับสนามหลวงและบริเวณด้านหลังหรือริมคลองหลอดยังมีแผงหนังสือตั้งอยู่อีกหลายแผง จำหน่ายทั้งหนังสือใหม่และหนังสือเก่าทุกประเภท จึงเป็นแหล่งรวมของบรรดาหนอนหนังสือหรือนักสะสมหนังสือเก่า หรือผู้ที่ต้องการแสวงหาข้อมูลเรื่องราวเก่าๆ จากหนังสือเก่า
ดังนั้นบริเวณสนามหลวงและคลองหลอดในยุคนั้นจึงเป็นดินแดนของหมอดู ของตลาดพระเครื่องและตลาดหนังสือทุกประเภท จึงเป็นเหตุให้ในแต่ละวันมีผู้คนไปจับจ่ายซื้อหากันอย่างขวักไขว่
โดยเฉพาะในวันเสาร์อาทิตย์ก็จะคับคั่งแน่นขนัดกว่าวันธรรมดา เพราะเป็นวัดนัดของตลาดนัดสนามหลวง ที่พ่อค้าแม่ค้าและผู้คนจากทุกสารทิศพากันมาตลาดนัดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งนี้
หมอปานพักอยู่ที่กุฏิธรรมนิวาสและอาศัยนอนในห้องเก็บของเล็กๆ ทุกเย็นที่กลับมาจากดูหมอ หมอปานก็จะซื้อกับข้าวเล็กๆ น้อยๆ และของหวานบ้างกลับมาวัด และมากินข้าวเย็นที่วัด โดยผมจะทำหน้าที่เก็บข้าวก้นบาตรที่เหลือไว้ให้หมอปาน ดังนั้นผมกับหมอปานจึงถูกคอสนิทชิดเชื้อกันอย่างรวดเร็วราวกับว่าเป็นญาติ
โปรดติดตามตอนที่ 15 “ยอดโหราจารย์แห่งท้องสนามหลวง” ในวันศุกร์ที่ 14 เมษายน 2549
ลุงต๋อมบอกว่านายตี๋มาอยู่วัดระฆังรุ่นราวคราวเดียวกับลุง เวลานี้อายุห้าสิบเศษแล้ว ไม่ได้เป็นญาติโกโหติกากับพระรูปใดในวัดนี้และไม่ได้มาเป็นเด็กวัด นายตี๋มาอาศัยวัดอยู่เฉยๆ แล้วพักอยู่ที่ใต้ระเบียงชั้นล่างของกุฏิแถวเหนือใต้ และทุกคนในวัดนี้ก็ไม่มีใครรังเกียจนายตี๋แต่ประการใด ทั้งๆ ที่ลักษณะท่าทางของนายตี๋เหมือนคนเสียสติ
แล้วว่านายตี๋นี้คงสร้างเวรกรรมไว้กับหมามาก มาชาตินี้จึงเป็นทาสหมาเพราะเลี้ยงหมาไว้กว่า 30 ตัว ที่เลี้ยงหมาไว้นี้นายตี๋ไม่ได้ซื้อหามาเลี้ยงหรอก เป็นหมาจรจัดแล้วมาเป็นหมาวัด หมาทั้งหมดเป็นหมาจากที่อื่นมาอาศัยวัดทั้งนั้น บ้างก็ถูกเขาทอดทิ้งแล้วจรจัดมาอยู่ที่วัด บ้างเขาก็เลี้ยงไม่ไหวหรือเป็นหมาพิการเขาไม่อยากเลี้ยงแล้วนำมาปล่อยไว้ที่วัด นายตี๋น้ำใจดี หมาที่ไหนมาอาศัยก็หาข้าว น้ำ ให้หมากิน เมื่อหมาได้ข้าวได้น้ำก็ติดนายตี๋ ติดที่คณะหนึ่งวัดระฆัง นายตี๋จึงมีหมาเป็นเพื่อน เพราะคนทั่วไปไม่มีใครอยากยุ่งกับนายตี๋เนื่องจากเห็นว่านายตี๋เหมือนคนบ้า
ลุงต๋อมเล่าต่อไปว่าเป็นเรื่องแปลกเพราะในเรื่องที่เกี่ยวกับหมาแล้วนายตี๋ไม่มีทีท่าว่าเป็นคนคล้ายคนบ้าเลย แต่กลับเป็นเหมือนกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องหมาเพราะรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับหมา หมาคลอดลูกนายตี๋ก็ทำคลอดให้หมาได้ หมาป่วยหมาไข้ประการใดนายตี๋ก็สามารถรักษาจนหาย หมาบาดเจ็บพิการมาประการใดนายตี๋ก็สามารถรักษาให้หายได้ นายตี๋มีความสามารถพิเศษเกี่ยวกับหมา เพียงได้ยินเสียงหมาร้องนายตี๋ก็รู้ว่าหมาต้องการอะไร และรู้ด้วยว่ามีอะไรเกิดขึ้น
การที่นายตี๋คลุกคลีอยู่กับหมาในลักษณะเช่นนี้ทุกคนในวัดจึงพูดเหมือนกันว่านายตี๋เป็นหัวหน้าหมา และพูดกับหมารู้เรื่องยิ่งกว่าพูดกับคน เนื่องจากเวลาพูดกับคนนั้นนายตี๋มักพูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง บางทีถามเรื่องหนึ่งก็ตอบไปอีกเรื่องหนึ่ง หรือพูดกันคนละเรื่องไปเลยก็มี ดังนั้นถ้าหมาตั้งพรรคได้นายตี๋ก็คงเป็นหัวหน้าพรรคหมาเป็นแน่นอน
ลุงต๋อมบอกว่าฆราวาสในคณะหนึ่งนี้มีหัวหน้าอยู่สองคน คนหนึ่งคือโอฬารเป็นหัวหน้าเด็กวัด อีกคนหนึ่งคือนายตี๋เป็นหัวหน้าหมาวัด
กลางวันนายตี๋ขลุกอยู่กับหมาทั้งวันเว้นแต่เวลาพระใช้สอยให้ไปทำงานอย่างอื่น นายตี๋จะบอกให้หมาเข้าไปอยู่ในรั้วกุฏิชั้นล่างและสั่งหมาว่าอย่าเที่ยวกัดคน หมาร่วม 30 ตัวก็เชื่อฟังโอวาทของนายตี๋แต่โดยดี ไม่ออกมากัดใคร ซึ่งในประการนี้ผมได้เห็นประจักษ์แล้วตั้งแต่วันเวลาแรกที่มาถึงคณะหนึ่งวัดระฆัง แต่ถ้ามีใครจะเข้าไปในบริเวณกุฏิแถวเหนือใต้นั้นหมาก็จะเอาแต่เห่าหอน เป็นทำนองว่าเจ้าของไม่อยู่ห้ามเข้าอย่างไรก็อย่างนั้น จนอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายซึ่งมาที่วัดเขาก็รู้กันทั่ว
กลางคืนนายตี๋ก็อยู่กับหมาตลอดทั้งคืน ตอนหัวค่ำนายตี๋จะนั่งสุมไฟเล็กๆ ด้านนอกกุฏิ สูบบุหรี่อย่างอารมณ์ดี โดยมีหมาล้อมรอบเป็นวงกลม บางทีก็ดูราวกับว่านายตี๋เป็นศาสดาของหมาและมีความสุขสนุกสนานอยู่กับหมา ดังนั้นโลกของนายตี๋จึงเป็นโลกของคนสติไม่สมประกอบคนหนึ่งกับหมา แต่ใครจะรู้บ้างว่าอาจจะเป็นโลกที่มีความสุข ความซื่อสัตย์ ความจริงใจ และความอบอุ่นใจยิ่งกว่าโลกของคนเราธรรมดาที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งแข่งดีและการเบียดเบียนกันมากมายนัก
พอถึงเวลาดึกนายตี๋จะเข้าไปนอนที่ใต้ถุนกุฏิ กางมุ้งเล็กๆ หลังหนึ่ง บรรดาหมาทั้งหลายที่เป็นบริวารก็จะไปนั่งๆ นอนๆ ล้อมรอบมุ้งของนายตี๋ราวกับเป็นองครักษ์พิทักษ์เจ้านายก็ไม่ปาน
ความเชี่ยวชาญเรื่องหมาของนายตี๋เป็นที่ประจักษ์ บางทีคนข้างวัดเลี้ยงหมาไว้ป่วยเจ็บประการใดไม่รู้ที่จะรักษาเพราะหาสัตวแพทย์ได้ยากเขาก็พามาฝากให้นายตี๋รักษา นายตี๋ก็เหมือนรู้ภาษาหมา เออออวู้ๆ ว้าๆ เว้าๆ ไม่กี่คำก็เอายาโน้นยานี้ให้กิน หรือไม่ก็เอากำมะถันมาบดเป็นผงผสมกับน้ำมันหมูหรือน้ำมันเครื่องทาตามตัว จากนั้นนายตี๋ก็ดูแลหมาอย่างใกล้ชิด อาบน้ำอาบท่าให้หมาราวกับว่าเป็นลูกหลาน ไม่ทันนานหมาก็หาย เจ้าของก็มารับกลับไป นายตี๋จึงเป็นหมอหมาไปด้วยประการฉะนี้
ในบรรดาชีวิตของคนที่อยู่ร่วมกับหมาจะมีความรัก มีความผูกพันกับหมา เข้าถึงหมา รู้จักหมา รู้ภาษาหมา และมีความสุขกับหมา กระทั่งใกล้ชิดกับหมายิ่งกว่าคน ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากทุกระดับชั้นชนนั้น ผมเห็นว่านายตี๋นี่แหละเป็นคนหนึ่งที่มีความเป็นเอกในเรื่องหมามิได้ยิ่งหย่อนกว่าใครเลย
สิ่งที่ได้รับจากการสนทนากับลุงต๋อมทำให้เกิดความคิดว่าการมองคนและรู้จักคน ตลอดจนประโยชน์ของคนนั้นจะดูแต่รูปลักษณ์ภายนอกอย่างเดียวหาได้ไม่ เพราะรูปลักษณ์ภายนอกนั้นบางทีดูเหมือนคนสิ้นไร้ไม้ตอก รูปชั่วตัวดำ หรือบ้าบอคอแตก แต่ความเป็นคนที่ซ่อนรูปอยู่ภายในนั้นกลับมีคุณค่ามากกว่าที่คาดคิด
ในทางตรงกันข้าม บางคนรูปลักษณ์ภายนอกดูสง่าน่าเกรงขาม ทรงซึ่งภูมิปัญญาน่าเชื่อถือ แต่ค่าของความเป็นคนที่อยู่ภายในกลับกลายเป็นมารร้ายที่กลิ้งกลอกหลอกลวงและชั่วช้าสารเลว ไม่ควรที่จะได้เกิดมาเป็นคนเลย
เพราะเหตุที่ภาพลักษณ์ภายนอกกับธาตุแท้ภายในของคนเป็นไปในประการเช่นนี้คนจึงเป็นสิ่งที่คนเข้าใจได้ยากที่สุด ความสำเร็จ ความล้มเหลว ชัยชนะและปราชัยของคนจำนวนมากจึงมักเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับเรื่องของคน ดังนั้นสุนทรภู่มหากวีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์จึงฝังใจนักฝังใจหนาแล้วนำมาอบรมสั่งสอนคนรุ่นหลังว่า "ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน"
นิทานโบราณเรื่องฤาษีเลี้ยงเหี้ยคือตัวอย่างที่ชัดเจนและแหลมคมของความขัดแย้งระหว่างคนสองจำพวก คือคนหนึ่งซึ่งทรงภูมิวิทยาคุณ เป็นที่น่านับถือศรัทธาแต่กลับเลี้ยงคนอีกจำพวกหนึ่งซึ่งมีคุณสมบัติดุจดังเหี้ย เพราะเป็นสัตว์ซึ่งโบราณถือว่าเป็นเสนียดจัญไร ทำแต่เรื่องจัญไร และก่อให้เกิดความจัญไร
ฤาษีซึ่งทรงศีล เป็นที่นับถือศรัทธาก็มัวหมองไปได้เพราะเหี้ย และในขณะเดียวกันเหี้ยซึ่งเป็นสัตว์จัญไรก็กลับวางกล้ามให้น่าขามเกรง เบ่งกดหัวผู้คนไปทั่วได้ก็เพราะบารมีฤทธิ์เดชของฤาษี อาศัยบารมีฤทธิ์เดชของฤาษีเป็นที่คุ้มหัว ดังนั้นการที่เหี้ยพยายามอยู่กับฤาษีจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การที่ฤาษีเลี้ยงเหี้ยนี่สิย่อมต้องถือว่าเป็นเรื่องแปลกว่าเหตุใดผู้ทรงศีลอย่างฤาษีจึงต้องมาเลี้ยงเหี้ยและคุ้มครองเหี้ยฉะนี้
ในวันนั้นผมคุยกับลุงต๋อมต่อเนื่องมาเป็นเวลายาวนาน ทั้งๆ ที่เป็นวันแรกที่รู้จักกันและสนทนาปราศรัยกันได้อย่างสนิทสนม ราวกับว่าคบหากันมาแต่ก่อน ซึ่งต้องถือว่าเป็นเรื่องที่แปลกเหมือนกัน เพราะบางทีคนเราเพียงแค่พบหน้ากันครั้งแรกก็อาจจะรู้สึกคุ้นเคยหรือมีความรัก มีความผูกพันต่อกัน แต่บางครั้งพอสบตากันครั้งแรกก็รู้สึกหมั่นไส้หรือเกลียดหรือไม่ชอบใจเอาเสียเลย ความรู้สึกแบบนี้มักมีเกิดขึ้นกับทุกตัวคน หรือว่านี่คือสิ่งที่เรียกว่าบูรพกรรมหรือกรรมแต่ปางก่อนบันดาลให้เป็นไป
ดังนั้นคนที่เที่ยวพูดว่าเวรกรรมมีจริงเสียที่ไหนก็ควรจะได้ตระหนักถึงความจริงประการนี้ให้ดี เพราะนี่ก็คือตัวอย่างแบบกระจุ๋มกระจิ๋มอย่างหนึ่งที่หากพิจารณาไตร่ตรองโดยแยบคายแล้วก็ไม่เห็นเป็นมาแต่เหตุอื่นนอกจากบูรพกรรมที่อุปถัมภ์ค้ำจุนกันมา หรือว่าเคยเป็นศัตรูคู่ปรปักษ์กันมาแต่ก่อน
ในค่ำวันนั้นผมได้พบเพื่อนร่วมกุฏิใหม่อีกคนหนึ่งชื่อหมอปาน ความจริงหมอปานผู้นี้อยู่อาศัยประจำที่กุฏิธรรมนิวาสก่อนหน้าผมเสียอีก แต่เดินทางไปงานศพของญาติที่จังหวัดพัทลุงก่อนที่ผมจะได้มาอยู่วัดระฆัง เสร็จจากงานศพแล้วหมอปานยังคงเที่ยวเตร่อยู่ที่ภาคใต้เป็นเวลาร่วมเดือนจึงเดินทางกลับขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
ผมได้ทราบความจากศิษย์วัดรุ่นพี่มาบ้างแล้วว่าที่ห้องเก็บของเล็กๆ นั้นคือห้องพักของหมอปานซึ่งเดินทางไปงานศพที่บ้านเดิม ดังนั้นเมื่อหมอปานกลับมาและได้พบหน้ากันจึงได้ทักทายแล้วบอกความให้ทราบว่าผมมาเป็นเด็กวัดหน้าใหม่อยู่ที่กุฏินี้พร้อมกับลูกผู้น้อง หมอปานทราบความก็มีความยินดีแล้วบอกว่าดีแล้วจะได้เป็นเพื่อนกัน
หมอปานไม่ใช่หมอยาหรือหมอผีอะไรแต่เป็นหมอดู หมอปานผู้นี้เป็นชาวจังหวัดพัทลุง เวลานั้นอายุเกือบจะหกสิบปีแล้ว เป็นคนบ้านเดียวกันกับพระมหาทรงธรรม์ บวชเป็นพระมาตั้งแต่น้อย ต่อมาเดินทางเข้ามาศึกษาในกรุงเทพฯและสำนักอยู่ที่วัดมหาธาตุ ได้ร่ำเรียนพระปริยัติธรรมจนมีความรู้สูง และเรียกกันว่าเป็นมหาเปรียญ
พระปานมีความก้าวหน้าทางการศึกษาด้านพระปริยัติธรรมอย่างเดียวยังไม่พอ ยังมีคุณลักษณะที่สำคัญที่สอดคล้องกับยุคสมัยที่นิยมการพยากรณ์อีกประการหนึ่งคือได้ร่ำเรียนวิชาโหราศาสตร์อย่างลึกซึ้ง รู้แจ้งในคัมภีร์พยากรณ์มากมาย ตั้งแต่หัตถศาสตร์ เลขศาสตร์ โหราศาสตร์ คัมภีร์อสีติธาตุ คัมภีร์อินทภาศบาทจันทร์ คัมภีร์จักรทีปนี คัมภีร์ทักษาพยากรณ์ และคัมภีร์ลี้ลับมากหลาย
ความรู้ในพยากรณ์ศาสตร์ของพระปานมีพื้นฐานมาจากบ้านเดิมที่จังหวัดพัทลุงส่วนหนึ่ง และได้มาศึกษาพัฒนาความรู้ต่อเติมที่กรุงเทพฯ อีกส่วนหนึ่ง ทั้งจากสำนักวัดมหาธาตุเองและจากสำนักวัดราชประดิษฐ์ซึ่งเป็นสำนักโหรใหญ่ในยุครัตนโกสินทร์นี้ เพราะเป็นสำนักที่สืบสายวิทยาการด้านนี้มาแต่ยุคสมัยของสมเด็จพระสังฆราช (สา) ซึ่งเป็นสหายทางธรรมของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระปานรู้การข้างพระปริยัติธรรมกว้างขวาง รู้การข้างพยากรณ์ลึกซึ้ง และมีบุคลิกที่เงียบขรึม ดังนั้นแม้จะมีรูปลักษณะผิวดำ คร่ำเคร่ง แต่กลับมีเสน่ห์เป็นที่ต้องใจของสตรีบางจำพวก ทำให้ผู้ต้องใจเข้าไปรับใช้ใกล้ชิด ในที่สุดพระปานก็ร้อนผ้าเหลือง แล้วเกรงว่าจะตกนรกเพราะตกต้องในอาบัติปาราชิกและอาบัติน้องๆ ดังนั้นพระปานจึงละเสียซึ่งผ้ากาสาวพัสตร์อันประเสริฐของเพศบรรพชิตมาครองเพศฝ่ายต่ำแบบฆราวาส
สึกจากพระแล้วพระปานก็มีเมียตามธรรมเนียมบวชแล้วเบียด แต่ความที่หมอปานคุ้นเคยอยู่กับวัดเพราะบวชมานาน ดังนั้นกิริยาท่าทางและวัตรปฏิบัติแม้เป็นคฤหัสถ์แล้วก็ยังคงเหมือนกับพระ ไม่ทันนานก็เป็นที่เบื่อหน่ายของผู้เป็นภรรยาและต้องเลิกร้างรากันไปในที่สุด
หมอปานเล่าให้ฟังว่าไอ้เรื่องนิสัยแบบพระนั้นเป็นเรื่องที่ผู้หญิงเขาเบื่อหน่ายก็จริงแต่เรื่องเซ็กซ์อาจจะสำคัญมากกว่า เพราะเมื่อบวชเป็นพระนานๆ เข้าความชำนิชำนาญในการกามกีฬาย่อมไม่สามารถครองใจผู้เป็นภรรยาได้ เขาจึงเบื่อหน่ายแล้วเป็นเหตุให้เลิกร้างกันไป ฟังไปแล้วก็เห็นว่าอาจเป็นเหตุผลข้างเดียวของหมอปานโดยที่ไม่รู้ว่าเหตุผลที่แท้จริงคืออะไร แต่บทเรียนของหมอปานก็เป็นเรื่องที่พระซึ่งกำลังถูกสีกาแอบจีบอยู่ควรศึกษาเป็นบทเรียนเอาไว้บ้าง
หมอปานหย่าร้างกับเมียแล้วได้มาอาศัยพระมหาทรงธรรม์ที่วัดระฆัง เป็นการอาศัยแต่เพียงการอาศัยนอนในเวลากลางคืน ส่วนเวลากลางวันหมอปานไปตั้งร้านดูหมออยู่ที่ใต้ต้นมะขามข้างสนามหลวงและข้างคลองหลอดบริเวณหลังศาลยุติธรรม
ในยุคนั้นบริเวณใต้ต้นมะขามข้างทางเท้าเบื้องทิศตะวันออกของท้องสนามหลวงและตลอดแนวริมคลองหลอดเป็นสำนักของบรรดาผู้วิเศษคือพวกหมอดู มีหมอดูมากมายหลายสาขามานั่งประจำคอยทายทักพยากรณ์ให้กับผู้ผ่านไปมา สลับกับร้านจำหน่ายพระเครื่องซึ่งมีอยู่กลาดเกลื่อนและวางแผงขายกันข้างถนน แต่ละวันจะมีเซียนพระจากทุกสารทิศแวะเวียนมาพบปะสนทนาหรือแสวงหาพระเครื่องกันอย่างล้นหลาม จนบางทีก็รู้สึกว่านี่หรือเมืองพระพุทธศาสนาที่รูปจำลองของพระบรมศาสดาถูกเขาเอามาวางเร่ขายอยู่ข้างถนน
บริเวณด้านหน้ากระทรวงยุติธรรมด้านที่ติดกับสนามหลวงและบริเวณด้านหลังหรือริมคลองหลอดยังมีแผงหนังสือตั้งอยู่อีกหลายแผง จำหน่ายทั้งหนังสือใหม่และหนังสือเก่าทุกประเภท จึงเป็นแหล่งรวมของบรรดาหนอนหนังสือหรือนักสะสมหนังสือเก่า หรือผู้ที่ต้องการแสวงหาข้อมูลเรื่องราวเก่าๆ จากหนังสือเก่า
ดังนั้นบริเวณสนามหลวงและคลองหลอดในยุคนั้นจึงเป็นดินแดนของหมอดู ของตลาดพระเครื่องและตลาดหนังสือทุกประเภท จึงเป็นเหตุให้ในแต่ละวันมีผู้คนไปจับจ่ายซื้อหากันอย่างขวักไขว่
โดยเฉพาะในวันเสาร์อาทิตย์ก็จะคับคั่งแน่นขนัดกว่าวันธรรมดา เพราะเป็นวัดนัดของตลาดนัดสนามหลวง ที่พ่อค้าแม่ค้าและผู้คนจากทุกสารทิศพากันมาตลาดนัดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งนี้
หมอปานพักอยู่ที่กุฏิธรรมนิวาสและอาศัยนอนในห้องเก็บของเล็กๆ ทุกเย็นที่กลับมาจากดูหมอ หมอปานก็จะซื้อกับข้าวเล็กๆ น้อยๆ และของหวานบ้างกลับมาวัด และมากินข้าวเย็นที่วัด โดยผมจะทำหน้าที่เก็บข้าวก้นบาตรที่เหลือไว้ให้หมอปาน ดังนั้นผมกับหมอปานจึงถูกคอสนิทชิดเชื้อกันอย่างรวดเร็วราวกับว่าเป็นญาติ
โปรดติดตามตอนที่ 15 “ยอดโหราจารย์แห่งท้องสนามหลวง” ในวันศุกร์ที่ 14 เมษายน 2549


