ผู้จัดการรายวัน -"ดร.สุเมธ"ชี้ผู้บริหารต้องมีจริยธรรมในการบริหารบ้านเมือง ระบุประเทศไทยมี "ทศพิธราชธรรม"เป็นจริยธรรมของตนเองให้ประชาชนยึดปฏิบัติตาม ไม่จำเป็นต้องยึดหลักปฏิบัติของต่างประเทศ เทิดพระมหากษัตริย์ไทยทรงรับความทุกข์ของพสกนิกรทุกวัน
ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวปาฐกถา “สัญญา ธรรมศักดิ์”ครั้งที่ 3 ในหัวข้อ “จริยธรรมในการบริหารราชการแผ่นดิน” เนื่องในวันสัญญา ธรรมศักดิ์ ประจำปี 2549 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ว่า คำว่า จริยธรรม เป็นนามธรรมมาก แต่คนก็เริ่มให้ความสำคัญและพูดถึงเมื่อประมาณ 4-5 ปี หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ มีการใช้คำว่า Good Governance หรือ ธรรมภิบาล จนถึงปัจจุบันมีการใช้คำว่า อารยะขัดขืน มีถ้อยคำแปลกๆ พฤติกรรมแปลกๆ มากขึ้น ในขณะที่วัฒนธรรมตะวันตกไหลบ่าเข้ามาสู่สังคมไทยอยู่ตลอดเวลา
“การถามหาจริยธรรมในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจไม่ได้เกิดขึ้นในบ้านเมืองเราเท่านั้น แต่เกิดขึ้นทั่วทุกประเทศในโลก เกิดบรรษัทภิบาล ธรรมมาธิบาล การตรวจสอบ แม้แต่ในตลาดหลักทรัพย์ก็มีการบรรจุเป็นหลักสูตรอบรม ดังนั้นโลกาภิวัตรจึงไม่ดีเสมอไป เป็นเพียงปรากฏการณ์อย่างหนึ่ง อย่าหลงใหลไปตามกระแส อย่ากลัวว่าจะก้าวไม่ทันโลก โดยหารู้ไม่ว่าโลกกำลังเดินทางไปสู่จุดมุ่งหมายอย่างไร เมื่อรถไฟขบวนโลกกำลังจะตกเหว โลกกำลังจะพินาศ จากสังคมบริโภค ทุนนิยม ซึ่งต้องอาศัยกิเลสเป็นเครื่องนำทาง คนถูกกระตุ้นด้วยโฆษณาให้อยากบริโภคตลอดเวลา เพราะถ้าไม่บริโภคธุรกิจก็อยู่ไม่ได้ โดยที่ผลเสียจากบริโภคอาจไม่เกิดกับเราโดยตรงแต่จะส่งผลถึงลูกๆ หลานๆ ของเราในอนาคต ซึ่งโลกยุคปัจจุบันไม่ได้มี 2 ขั้วอย่างชัดเจนเหมือนในอดีตแต่เหลือเพียงขั้วเดียวซึ่งมุ่งสู่การบริโภค”
ดร.สุเมธ กล่าวว่า จริยธรรมนั้นมีในนิสัยของคนไทยอยู่แล้ว เพียงแต่วิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เปลี่ยนไป ในองค์กรต่างๆ มีการกำหนดจรรยาบรรณ จริยธรรมลงหน้ากระดาษเป็นลายลักษณ์อักษร แต่น้อยคนที่จะนำไปปฏิบัติ จริยธรรมจึงเป็นเรื่องน่าห่วงเพราะถูกสังคมกัดกร่อนคุณธรรมไป ทั้งนี้องค์ประกอบของจริยธรรมมี 10 ประการที่ผู้บริหารจะต้องมี คือ 1.ความรับผิดชอบ หากปราศจากข้อนี้ก็จะไม่สามารถเป็นผู้บริหารที่ดีได้ 2.ความซื่อสัตย์ สุจริต ทั้งกาย วาจา ใจ ทั้งกับตนเองและผู้อื่น 3. มีเหตุมีผล คิดไตร่ตรองก่อนไม่หลงงมงาย รู้จักยับยั้งชั่งใจ ไม่ยึดติดกับอารมณ์ 4.กตัญญู กตเวที ตอบแทน พระคุณของแผ่นดิน5.การมีระเบียบวินัย ไม่ใช่วันนี้พูดอย่างพรุ่งนี้พูดอีกอย่าง 6.การเสียสละ ไม่ใช่คิดถึงแต่ตนเองและครอบครัว 7.ความสามัคคี 8 ความประหยัด ดังโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเน้นคุ้มค่ามากกว่าการคุ้มทุน 9.ความอุตสาหะ 10 ความเมตตากรุณา นอกจากนี้ผู้บริหารจะต้องใช้หลักไม่มีอคติ 4 พรหมวิหาร 4 สังคหวัตถุ 4 โดยที่ก่อนจะทำอะไรความรู้ก่อน เมื่อรู้แล้วก็ปฏิบัติด้วย ที่สำคัญอย่าทำเก่งคนเดียว ไม่มีใครแบกโลกทั้งใบได้ตลอดเวลา ต้องรวมใจกันทำจึงจะได้ผล
คนไทยมีหลักจริยธรรมเป็นของตัวเอง เช่น ทศพิธราชธรรมซึ่งเป็นหลักธรรมของพระมหากษัตริย์ในการปกครองแผ่นดิน คือ รู้จักให้ ศีล บริจาค ซื่อสัตย์ สุจริต สุภาพอ่อนโยน ความเพียร ความไม่โกรธ ความอดทน ความไม่เบียดเบียน หากนำมาปฏิบัติแค่ 5 ข้อ ก็เพียงพอแล้ว โดยที่จริยธรรมสามารถเริ่มได้ในครอบครัว หากครอบครัวดี สังคมก็จะดีตามไปด้วย นอกจากนี้ ผู้บริหารต้องฝึกตั้งแต่แรกว่าอย่าไปยึดติดกับตำแหน่ง เหรียญตรา แต่ควรเหลือความดีความถูกต้องให้คนกล่าวขวัญถึงภายหลัง เช่น ศ.สัญญา ธรรมศักดิ์ ถึงแก่อสัญกรรมไปนานแล้วยังมีอนุสาวรีย์ให้รำลึกเตือนใจ
ดร.สุเมธ กล่าวอีกว่า ข้อหนึ่งของทศพิธราชธรรมคือ มัททวะ ความสุภาพอ่อนโยน จะพูดจาอะไรต้องให้ฟังรื่นหู ปิยวาจา เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือไม่ จะรับสั่งที่ใด ประชาชนนั่งอยู่จะโน้มพระวรกายไปถ้าไม่ประทับ มีประมุขของแผ่นดินที่ไหนคุกเข่าบนแผ่นดินคุยกับประชาชน นั่งพับเพียบกลางดิน เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงปฏิบัติตลอด 60 ปี ไม่ใช่กล้องทีวีถ่ายถึงจะนั่ง
“พระองค์รับสั่งว่าทรงเป็นก้นกรวยของพีระมิดหัวกลับ รับหมดทุกอย่าง เวลานี้เกิดเป็นเรื่องราวอะไรไม่รู้ถึงพระองค์ท่านแล้ว ประชาชนทุกข์ยากอะไรถึงพระองค์ท่านหมด วันๆ รับฎีกาเยอะแยะไปหมด ส่วนที่เกี่ยวกับการพัฒนาที่ส่งมาถึงเรา เนื้อความในฎีกาบางฉบับเขียนขอยืมสตางค์ดื้อๆ อย่างนั้น เมืองไทยวิเศษสุดจริงๆ เขียนจดหมายถึงพระเจ้าแผ่นดินเป็นว่าเล่น แล้วก็จะยืมแต่เงินถ้ามีเหตุผลเพียงพอเราก็จะจัดการให้ แต่ถ้าเป็นเรื่องทุกข์ร้อนเรื่องน้ำเรื่องดินเราก็จัดการให้หมด และฎีกาต้องตก หมายความว่าต้องไปทำทันที วันๆ เยอะแยะไปหมด” ดร.สุเมธ กล่าว
ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวปาฐกถา “สัญญา ธรรมศักดิ์”ครั้งที่ 3 ในหัวข้อ “จริยธรรมในการบริหารราชการแผ่นดิน” เนื่องในวันสัญญา ธรรมศักดิ์ ประจำปี 2549 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ว่า คำว่า จริยธรรม เป็นนามธรรมมาก แต่คนก็เริ่มให้ความสำคัญและพูดถึงเมื่อประมาณ 4-5 ปี หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ มีการใช้คำว่า Good Governance หรือ ธรรมภิบาล จนถึงปัจจุบันมีการใช้คำว่า อารยะขัดขืน มีถ้อยคำแปลกๆ พฤติกรรมแปลกๆ มากขึ้น ในขณะที่วัฒนธรรมตะวันตกไหลบ่าเข้ามาสู่สังคมไทยอยู่ตลอดเวลา
“การถามหาจริยธรรมในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจไม่ได้เกิดขึ้นในบ้านเมืองเราเท่านั้น แต่เกิดขึ้นทั่วทุกประเทศในโลก เกิดบรรษัทภิบาล ธรรมมาธิบาล การตรวจสอบ แม้แต่ในตลาดหลักทรัพย์ก็มีการบรรจุเป็นหลักสูตรอบรม ดังนั้นโลกาภิวัตรจึงไม่ดีเสมอไป เป็นเพียงปรากฏการณ์อย่างหนึ่ง อย่าหลงใหลไปตามกระแส อย่ากลัวว่าจะก้าวไม่ทันโลก โดยหารู้ไม่ว่าโลกกำลังเดินทางไปสู่จุดมุ่งหมายอย่างไร เมื่อรถไฟขบวนโลกกำลังจะตกเหว โลกกำลังจะพินาศ จากสังคมบริโภค ทุนนิยม ซึ่งต้องอาศัยกิเลสเป็นเครื่องนำทาง คนถูกกระตุ้นด้วยโฆษณาให้อยากบริโภคตลอดเวลา เพราะถ้าไม่บริโภคธุรกิจก็อยู่ไม่ได้ โดยที่ผลเสียจากบริโภคอาจไม่เกิดกับเราโดยตรงแต่จะส่งผลถึงลูกๆ หลานๆ ของเราในอนาคต ซึ่งโลกยุคปัจจุบันไม่ได้มี 2 ขั้วอย่างชัดเจนเหมือนในอดีตแต่เหลือเพียงขั้วเดียวซึ่งมุ่งสู่การบริโภค”
ดร.สุเมธ กล่าวว่า จริยธรรมนั้นมีในนิสัยของคนไทยอยู่แล้ว เพียงแต่วิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เปลี่ยนไป ในองค์กรต่างๆ มีการกำหนดจรรยาบรรณ จริยธรรมลงหน้ากระดาษเป็นลายลักษณ์อักษร แต่น้อยคนที่จะนำไปปฏิบัติ จริยธรรมจึงเป็นเรื่องน่าห่วงเพราะถูกสังคมกัดกร่อนคุณธรรมไป ทั้งนี้องค์ประกอบของจริยธรรมมี 10 ประการที่ผู้บริหารจะต้องมี คือ 1.ความรับผิดชอบ หากปราศจากข้อนี้ก็จะไม่สามารถเป็นผู้บริหารที่ดีได้ 2.ความซื่อสัตย์ สุจริต ทั้งกาย วาจา ใจ ทั้งกับตนเองและผู้อื่น 3. มีเหตุมีผล คิดไตร่ตรองก่อนไม่หลงงมงาย รู้จักยับยั้งชั่งใจ ไม่ยึดติดกับอารมณ์ 4.กตัญญู กตเวที ตอบแทน พระคุณของแผ่นดิน5.การมีระเบียบวินัย ไม่ใช่วันนี้พูดอย่างพรุ่งนี้พูดอีกอย่าง 6.การเสียสละ ไม่ใช่คิดถึงแต่ตนเองและครอบครัว 7.ความสามัคคี 8 ความประหยัด ดังโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเน้นคุ้มค่ามากกว่าการคุ้มทุน 9.ความอุตสาหะ 10 ความเมตตากรุณา นอกจากนี้ผู้บริหารจะต้องใช้หลักไม่มีอคติ 4 พรหมวิหาร 4 สังคหวัตถุ 4 โดยที่ก่อนจะทำอะไรความรู้ก่อน เมื่อรู้แล้วก็ปฏิบัติด้วย ที่สำคัญอย่าทำเก่งคนเดียว ไม่มีใครแบกโลกทั้งใบได้ตลอดเวลา ต้องรวมใจกันทำจึงจะได้ผล
คนไทยมีหลักจริยธรรมเป็นของตัวเอง เช่น ทศพิธราชธรรมซึ่งเป็นหลักธรรมของพระมหากษัตริย์ในการปกครองแผ่นดิน คือ รู้จักให้ ศีล บริจาค ซื่อสัตย์ สุจริต สุภาพอ่อนโยน ความเพียร ความไม่โกรธ ความอดทน ความไม่เบียดเบียน หากนำมาปฏิบัติแค่ 5 ข้อ ก็เพียงพอแล้ว โดยที่จริยธรรมสามารถเริ่มได้ในครอบครัว หากครอบครัวดี สังคมก็จะดีตามไปด้วย นอกจากนี้ ผู้บริหารต้องฝึกตั้งแต่แรกว่าอย่าไปยึดติดกับตำแหน่ง เหรียญตรา แต่ควรเหลือความดีความถูกต้องให้คนกล่าวขวัญถึงภายหลัง เช่น ศ.สัญญา ธรรมศักดิ์ ถึงแก่อสัญกรรมไปนานแล้วยังมีอนุสาวรีย์ให้รำลึกเตือนใจ
ดร.สุเมธ กล่าวอีกว่า ข้อหนึ่งของทศพิธราชธรรมคือ มัททวะ ความสุภาพอ่อนโยน จะพูดจาอะไรต้องให้ฟังรื่นหู ปิยวาจา เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือไม่ จะรับสั่งที่ใด ประชาชนนั่งอยู่จะโน้มพระวรกายไปถ้าไม่ประทับ มีประมุขของแผ่นดินที่ไหนคุกเข่าบนแผ่นดินคุยกับประชาชน นั่งพับเพียบกลางดิน เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงปฏิบัติตลอด 60 ปี ไม่ใช่กล้องทีวีถ่ายถึงจะนั่ง
“พระองค์รับสั่งว่าทรงเป็นก้นกรวยของพีระมิดหัวกลับ รับหมดทุกอย่าง เวลานี้เกิดเป็นเรื่องราวอะไรไม่รู้ถึงพระองค์ท่านแล้ว ประชาชนทุกข์ยากอะไรถึงพระองค์ท่านหมด วันๆ รับฎีกาเยอะแยะไปหมด ส่วนที่เกี่ยวกับการพัฒนาที่ส่งมาถึงเรา เนื้อความในฎีกาบางฉบับเขียนขอยืมสตางค์ดื้อๆ อย่างนั้น เมืองไทยวิเศษสุดจริงๆ เขียนจดหมายถึงพระเจ้าแผ่นดินเป็นว่าเล่น แล้วก็จะยืมแต่เงินถ้ามีเหตุผลเพียงพอเราก็จะจัดการให้ แต่ถ้าเป็นเรื่องทุกข์ร้อนเรื่องน้ำเรื่องดินเราก็จัดการให้หมด และฎีกาต้องตก หมายความว่าต้องไปทำทันที วันๆ เยอะแยะไปหมด” ดร.สุเมธ กล่าว


