xs
xsm
sm
md
lg

ไม่ต้องห่วง ใครทำกรรมอะไรไว้ มันก็ต้องชดใช้ของมันเอง

เผยแพร่:   โดย: ยอดธง ทับทิวไม้

แม้ว่าผมจะเป็นคนศึกษาเรื่องดวงและโหราศาสตร์ แต่ผมก็ไม่ค่อยจะเชื่อดวงและโหราศาสตร์ แต่สิ่งที่ผมจะต้องเชื่ออยู่เสมอก็คือการเชื่อความ “ถูกต้อง” ที่มีอยู่ในโลกนี้ ไม่ว่าจะเกี่ยวกับเรื่องอะไรผมเชื่อว่าในโลกนี้มีสิ่งที่น่าเชื่ออยู่คือ ความดีงาม และคุณธรรมที่มีอยู่ในตัวคน เพราะฉะนั้นผมจึงไม่ทุกข์ทรมานอะไรมากนักในการเกิดมาเป็นคนและอยู่อย่างคน ถึงแม้ว่าจะมีกินบ้างไม่มีกินบ้าง แต่การเชื่อความถูกต้อง และคุณธรรมของคนก็ทำให้ผมอยู่รอดมาได้หลายต่อหลายปีจนบัดนี้

มาถึงวันนี้ เป็นวันเริ่มมีความยุ่งยากทางการเมืองที่ผมเคยได้ผ่านมาแล้วหลายครั้งหลายหนและหลายๆ ประเทศที่ผมเคยท่องเที่ยวไป ก็มีความจริงอยู่อย่างหนึ่งที่ผมยึดถือคือเชื่อว่าความถูกต้อง และคุณงามความดีของคนนั้นจะทำให้ผมรอดปลอดภัยได้ ซึ่งก็เป็นความจริง

แต่มาถึงวันนี้ซึ่งเป็นวันที่เรามีระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในระบบทรราชทรชน (ทรท.) หรือทรชน ทรราชอย่างที่มีคนเรียกกัน ไม่ว่าแต่ผม แต่คนไทยส่วนมากก็จะรู้สึกว่ามันชั่ว และเป็นรัฐบาลที่ขายชาติขายแผ่นดินที่จะต้องคิดบัญชีกันอยู่ก็เกิดความขัดแย้งกันขึ้น เป็นความขัดแย้งกันเองระหว่างฝ่ายระหว่างพวกหรือระหว่างฝ่ายอันธพาลพวกทรราช และทรชน (ทรท.)กับฝ่ายประชาชนหรือที่รู้จักกันในนามของกลุ่มพันธมิตรกู้ชาติที่พากันมาตากแดดตากฝนกันอยู่หน้าทำเนียบรัฐบาลในขณะนี้ ที่ประท้วงให้รัฐบาลทรราชสามานย์ของระบอบประชาธิปไตยกลุ่มนี้ลาออกแล้วจัดให้มีรัฐบาลชุดใหม่ที่มีหวังว่าจะอาสาได้เพียงพอหรือได้รับการตั้งขึ้นมา หรือได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ปรากฏว่าเรื่องมันไปกันใหญ่ เพราะรัฐบาลชาติชั่วที่เป็นเป้าของพันธมิตรกู้ชาติที่มีจำนวนมากทั่วประเทศนั้น พยายามใช้กระเท่เล่ห์กลและเงินจำนวนมากทั้งเงินของแผ่นดิน เงินขายลอตเตอรี่ และเงินขายชาติมาซื้อเสียงประชาชนส่วนหนึ่งที่ไม่มีการศึกษาให้มาคอยสนับสนุน และหลอกลวงคนทั้งโลกว่าประชาชนเต็มไปด้วยความรักใคร่รัฐบาลสามานย์ชุดนี้อย่างไม่ย่อท้อ

อย่างไรก็ตาม เรื่องชั่วๆ ทางการเมืองของประเทศไทยก็ยังวนเวียนอยู่อย่างนี้โดยที่ยังหาทางจบลงไปไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าใครจะเป็นผู้ทำให้มันจบ ซึ่งทางนักการเมืองชาติชั่วของเรายังไม่สามารถจะจบเรื่องลงไปได้เพราะการปล้นชาติขายชาติที่ทำมาเป็นแรมปีนั้นยังไม่ได้รับการจ่ายเงินเรียบร้อย และทรัพย์สินในชาติที่ยังจะขายชาติได้อีกหลายแสนล้านบาทนั้นก็ยังพอมีให้ขายอยู่ได้ เพราะฉะนั้นไม่ว่าใครจะตำหนิให้เสียๆ หายๆ อย่างไรก็ยังจำเป็นจะต้องทนเอา

ส่วนทางฝ่ายกลุ่มประชาชนที่พากันมาจากทั่วราชอาณาจักรทุกเพศทุกวัยนั้นก็บอกว่า ยอมไม่ได้นอกจากรัฐบาลฉิบหายนี้จะต้องถูกยิก (ถีบ) ออกจากแผ่นดินไทยไป พร้อมกับจัดการริบทรัพย์สินที่คดโกงเอาไปจากบ้านเมือง และต้องเอาเข้าคุกไปด้วย ไม่ว่าจะมีความผิดประเภทใด แม้แต่การกระทำอันเป็นการบังอาจและท้าทายพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์อันควรแก่การติดคุกอย่างยิ่งนั้น ก็มีคนยืนยันว่าให้ “แม่ง” มันติดคุกไปพร้อมกันเสียด้วย

แต่ทุกอย่างยังไม่มีทางที่จะจัดการให้มันเป็นไปตามทางที่จะต้องเป็นไปได้

เฉพาะอย่างยิ่งทางฝ่ายพันธมิตรผู้รักชาติ ก็มีแต่ประสานผู้สุจริตที่มีแต่ความเป็นห่วงชาติ รักบ้านรักเมืองเท่านั้นที่ต้องการจะให้มีความรับผิดชอบ แต่คนที่มีอำนาจวาสนาหรือพวกหัวหงอกหัวดำที่อาศัยบ้านเมืองทำมาหากินมาทุกคนไม่มีใครที่จะสนใจจัดการมันให้เป็นไป นอกจากนั่งหลับหูหลับตาทำตัวเป็นสุภาพบุรุษกันอยู่ หรือบางพวกที่พอมีโอกาสที่จะต้องทำตามกฎหมายหรือโดยตำแหน่งหน้าที่ก็รับประทานเงินฝ่ายทรราชเข้าถึงขนาดที่ว่ากันว่าจะลงนรกพร้อมไปด้วยเมื่อจะต้องสิ้นตายไปพร้อมกัน

มีแต่ปัญหาและความยุ่งยากซึ่งยังมองไม่เห็นว่าใครจะจัดการกับมันอย่างไร และเรื่องราวมันจะไปจบเอารูปไหนอย่างไร

แต่เป็นขนบประเพณีของชาติไทยตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ในยามที่มีเรื่องราวเกิดขึ้นทำนองนี้ก็จะเป็นหน้าที่ของคนจำพวกหนึ่งที่คอยทำหน้าที่บอกกล่าวแก่ผู้คนในบ้านเมืองว่าอะไรจะเป็นประการใด จะขึ้นต้นลงเอยอย่างไร คนพวกนั้นก็คือโหรหรือนักโหราศาสตร์

คราวนี้ก็เช่นเดียวกัน ในหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับหรือเกือบทุกฉบับ จะมีรายงานของโหรหรือนักโหราศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ และที่สำคัญที่สุดก็คือคำบอกกล่าวหรือคำทำนายที่ว่าเรื่องมันจะเป็นยังไง

หรือมันจะจบลงอย่างไร

ทุกคนจะทายเหมือนกันคือว่าเมืองไทยจะมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น หรือเกิดความขัดแย้งกันขึ้น แต่สำหรับการบอกกล่าวกันต่อไปว่าอะไรจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น ไม่มีใครบอกชัดแจ้ง หรือจะจบลงเมื่อไรก็ยังไม่มีใครสามารถกำหนดได้แน่นอน

ผมเองก็ถือว่าเป็นนักโหราศาสตร์คนหนึ่งเหมือนกัน ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนมามากมายนัก แต่ในท่ามกลางวิกฤตการณ์ดังกล่าวนี้ การจะไปเขียนเรื่องอื่นนั้นคงไม่มีใครสนใจที่จะอ่านในเมื่อเรื่องที่ต้องการอ่านต้องการรู้มันมีอยู่ ก็เลยต้องลงมือเขียนขึ้นมาบ้างซึ่งได้ตีพิมพ์ลงไปแล้วในฉบับวันศุกร์ที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา จะผิดหรือถูกตรงไหนอย่างไรผมก็ยังไม่มั่นใจนัก แต่ก็เกิดตำราที่เล่าเรียนเขียนขึ้นมาซึ่งมีข้อความในตอนดังนี้

“10 กว่ายุคที่ผ่านมา แต่ละยุคจะมีการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองอย่างน่าตื่นเต้นมาเป็นลำดับ สังคมจะเริ่มต้นไปสู่แนวทางใหม่ ผู้คนในชาติจะเริ่มก้าวเข้าไปสู่ความทันสมัยขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อมาถึงปีนี้การเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยของดวงชะตาเมืองไทยจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ได้กวาดล้างความสกปรกของยุคนี้ไปแล้ว”

นั่นคือความจริงทางโหราศาสตร์ที่เถียงไม่ได้ เพราะแต่ละยุคนั้นความเปลี่ยนแปลงที่เปลี่ยนโฉมหน้าทุกด้านของเมืองไทยไปไม่มากก็น้อย แม้แต่สงครามโลกครั้งที่สองซึ่งความจริงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเมืองไทยมันก็เกิดขึ้น และเมื่อเวลาสงครามสงบทุกชาติแพ้สงครามไปแล้ว แต่เมืองไทยกลับไม่แพ้หรือเหมือนกับไม่เคยมีส่วนร่วมอะไรเลย

หลายๆ เรื่องมีแต่ความผิดปกติทั้งสิ้น

การเปลี่ยนแปลงอย่างน้อยก็มีลักษณะใหญ่สองลักษณะ คือ การเปลี่ยนที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวเป็น 100 ปี หรือ 200 ปี อิทธิพลของดาวฤกษ์ใหญ่ เช่น เนปจูน มฤตยูพลูโต และอยากเปลี่ยนเป็นยุคต่างๆ ในกรุงรัตนโกสินทร์หรือตามดวงชะตากรุงเทพฯ นั้น ทางโหราศาสตร์ไทยถือเอาระยะเวลา 20 ปีต่อครั้งหนึ่งซึ่งถือเอาการกุมกันของดาวเสาร์กับพฤหัสบดี หรือ 5 กับ 7 กุมกัน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานสังคมไทย

ข้อความต่อไปก็คือที่ผมเขียนถึงสาเหตุของความเปลี่ยนแปลงก็คือ

“ในดวงชะตาเมืองไทยดาวที่ชั่วร้ายที่เข้ามาทำลาย ได้แก่ ราหู (8) ที่จรเข้ามาสถิตในภพที่ 12 หรือภพวินาศของดวงชะตากรุงเทพฯ ที่ทำให้ต้องประสบความสูญเสียทุกด้าน ไม่ว่าผู้คน สภาพสังคม การปล้นประเทศชาติประชาชนที่ได้กระทำกันอยู่ในรัฐบาลนี้ ในขณะที่เสาร์ (7) ให้การสนับสนุนในด้านการทำลายและสร้างความยุ่งยากให้แก่ประเทศชาติประชาชนในขณะนี้ ในขณะเดียวกันดาวเสาร์ตัวนี้โคจรถอยหลังเข้ามาทับดาวที่เข้ามาทับดวงคนสำคัญของชาติอย่างร้ายแรง 3 ดวงพร้อมกัน คือ อาทิตย์ (1) จันทร์ (2) และพุธ (4) ที่กุมกันในราศีกรกฎในระยะองศาที่ใกล้เคียงกัน นั่นเป็นเหตุให้โทษอย่างรุนแรงแก่ดวงชะตาของผู้นำประเทศในขณะนี้ แม้ว่าจะมีฝอยทำนายย่อยๆ อื่นๆ อีกมากมาย เอาแต่เพียงว่าความสัมพันธ์ของดวงดาว 4 ดวงเท่านี้ก็มากแล้วสำหรับการให้โทษความฉิบหายมากเกินพอทีเดียว”

มีความจริงที่วิเศษที่สุดประการหนึ่งเกิดจากความสัมพันธ์ของดวงดาวที่ได้รับอิทธิพลจากอาทิตย์ที่กุมกันซึ่งเป็นวันที่จันทร์เริ่มโคจรใกล้อาทิตย์ ทำให้เกิดวันแรมแต่ละวันขึ้นคือตั้งแต่วันแรม 13 ค่ำไปจนกระทั่งถึงวันขึ้น 5 ค่ำของทุกๆ เดือน ใครก็ตามที่เกิดในระยะนั้นหรือในวันนั้น เรื่องไม่ฉิบหายหรือการมีชีวิตที่จะเจริญรุ่งเรืองตลอดไปนั้นเป็นไปไม่ได้ ถ้ามีความเลวร้ายอะไรเกิดขึ้นจะเลวร้ายถึงที่สุด และมีอันตรายอย่างมากไม่ว่าในชีวิตและทรัพย์สินหรือเกียรติยศ เป็นพระเจ้าอยู่ดีๆ วิมานก็พังหรือตกจากสวรรค์ก็ได้ ไม่ว่าจะไปกุมกันที่ไหนหรือดาวใดก็ตามจะก่อความเลวร้ายในชีวิตให้แก่เจ้าชะตาอย่างน่าสยดสยองทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นความวิบัติฉิบหาย การสูญเสีย ความโชคร้าย และเป็นอันตรายต่อชีวิต

กฎเกณฑ์ดังกล่าวนี้จะไม่มีผู้สนใจกันในวงการโหราศาสตร์ไทย

แต่ผมได้ศึกษาวิชาและอยู่เป็นเวลาค่อนข้างนานพอสมควร ผมพบว่าบทบาทความสัมพันธ์ของอาทิตย์-จันทร์อย่างนี้ ถ้าบังเอิญไปกระทบหรือเข้าร่วมกับดาวดวงหนึ่งดวงใดเข้าแล้วจะทำให้ดาวดวงนั้นหมดสภาพเดิม และให้โทษอย่างร้ายแรงในทันที และกฎเกณฑ์ที่ว่านี้ก็ปรากฏเป็นความปาฏิหาริย์ขึ้นมาในดวงนักการเมืองสำคัญคนหนึ่งของชาติที่เกิดเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2492 จะมีดาวกลุ่มนี้สถิตร่วมกันในราศีกรกฎในองศาที่ใกล้กัน คือ อาทิตย์ จันทร์ อังคารที่สำคัญที่สุดก็คือพุธ (4) ที่จะห่างกันไม่กี่องศาในหลักเกณฑ์โหราศาสตร์ที่ว่านี้ ดาวทั้งสามดวงนี้ถือว่าเป็นดาวดับ (Combustion) ซึ่งเป็นสาเหตุของการร้องขับไล่ และสาปแช่งอย่างทั่วราชอาณาจักร

เฉพาะอย่างยิ่งที่สำคัญที่สุด ก่อนระยะนี้พุธตัวนี้เคยโคจรถอยหลังตามปกติของตัวเองในแต่ละปี จะพูดหรือกระทำการที่มีความสิ้นคิด ซึ่งความจริงไม่ใช่ความหมายของพุธตามธรรมชาติในวิชาโหราศาสตร์ซึ่งหมายถึงการพูด การสื่อสาร ธุรกิจ ฯลฯ หรือกะล่อนและโกหกเพราะความจำเป็นอย่างไม่เสียหายอะไรแก่ตัวเองและผู้อื่นมากนัก แต่การที่พุธดับในดวงชะตาของนักการเมืองคนสำคัญผู้นี้เป็นการดับที่ร้ายแรงที่สุดเพราะพุธดับอยู่ในกลุ่มของดาวดับทั้งหมดหลายดวงซึ่งเป็นการดับที่จะนำความฉิบหายโดยสิ้นเชิง

การดับในลักษณะนี้ไม่จำเป็นจะต้องหาเวลาเกิดหรือต้องคำนวณลัคนาอยู่ในราศีไหนก็สามารถที่จะทายได้ และไม่ต้องลืมหูลืมตาก็ยังถูกต้อง

ดาวดับที่ให้การศึกษาแก่นักโหราศาสตร์ที่ไม่มีความคุ้นเคย เฉพาะอย่างยิ่งการดับของดาวพุธในดวงชะตา จะเห็นได้จากเหตุการณ์หลายอย่างในดวงชะตาของผู้นำทางการเมืองของคนไทยคนหนึ่งคือดวงชะตาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งปรากฏว่าวันที่เขาเกิดนั้นเป็นวันขึ้น 1 ค่ำเดือน 9 ปีฉลู ซึ่งเป็นวันที่อาทิตย์สถิตในราศีกรกฎ 9 องศา 43 ลิปดาเศษส่วนจันทร์ที่ผ่านการดับมายังไม่ถึงกับฟื้น 14 องศา 55 ลิปดา พุธ (4) 8 องศา 55 ลิปดา ดาวทั้งสามดวงนี้เป็นดาวที่ให้โอกาส คุณสมบัติ และความรู้ความสามารถที่ผิดธรรมดาผู้คนหลายลักษณะ ให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นความต้องการ และสุดท้ายเมื่อถึงเวลาที่เวรกรรมต่างๆ ที่ทำให้ต้องการจะทวงหนี้ และการใช้หนี้นั้นจะเป็นไปอย่างรุนแรงและฉิบหายในที่สุด

ไม่ต้องเป็นห่วงและไม่ต้องสงสัยอะไร

เรื่องที่จะต้องฉิบหายอย่างเอาอะไรคืนไม่ได้วิบัติวอดวายนั้นไม่ต้องสงสัย แม้สิงคโปร์หรือคุณหญิงที่เป็นหัวหน้าทุกคนก็คือคณะรัฐบาลปัจจุบัน หรือห้อยมหาห้อยไปขนเอาหมอผีจากเขมรมาช่วยสักเท่าไรก็ไม่มีทางช่วย หรือเงินจำนวนแสนๆ ล้านบาทที่ได้มาจากการขายชาติขายแผ่นดินนั้นก็ช่วยอะไรไม่ได้

หรือพูดง่ายๆ ก็คือดวงชะตาเมืองไทยนั้นจะบอบช้ำอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงชั่วร้ายที่เกิดขึ้นยังจะต้องเดินต่อไป เพราะนอกจากกลุ่มดาวดับในราศีกรกฎที่ว่านั้นถูกดาวเสาร์ถอยหลังมาทับ เสาร์ตัวนี้นั้นยังได้เข้าร่วมมือกับราหูในราศีมีนหรือภพที่12 อันเป็นภพวินาศลัคนาของดวงชะตาเมืองที่บอกถึงความชั่วร้าย และการคอร์รัปชัน ทุกชนิดแม้แต่การขายบ้านขายเมืองย่อยยับ ความยุ่งยากและความเดือดร้อนของประเทศจะยังมีต่อไปอีกมากมายจนกว่าจะพ้นวันที่ 12 ตุลาคม 2549 ไปแล้ว การลงมือกวาดล้างความสกปรกออกไปจากแผ่นดินไทยก็จะเริ่มต้นขึ้น

บรรดาพวกสุนัขรับใช้ที่เลียหน้าเลียหลังเจ้านายชนิดหิ้วและห้อยอย่างสุนัขที่มีความสุขก็จะต้องนั่งคอยรับกรรมเวรที่ทำไว้อย่างสาหัสที่ไม่มีสุนัขตัวไหนยอมไปเลียให้เมื่อยลิ้น

ในภพ 12 หรือภพวินาศในราศีมีนที่ทำหน้าที่เป็นหลุมศพที่เลวร้ายที่สุดของชาติและของคนไทยวันนี้ เมื่อถึงวันที่ 29 มีนาคมจะเกิดสุริยคราสขึ้นตรงบริเวณ 14 องศา39 ลิปดา นั่นจะโยงความสัมพันธ์มาถึงเสาร์และกลุ่มดาวดับในราศีกรกฎ นั่นจะเป็นอีกชุดหนึ่งของความเลวร้าย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้ง การจัดตั้งรัฐบาลก็จะเป็นเรื่องน่าสมเพชเวทนาที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ซึ่งอาจจะไม่ช่วยให้นักการเมืองโสโครกที่ “แม่ง” มันชูคอหราอยู่ทุกวันนี้มีความสุขหรรษาขึ้นมาได้แน่

ต่อจากวันที่ 5 เมษายน 2549 ซึ่งเป็นระยะที่เสาร์กำลังจะเริ่มโคจรมนหรือหยุดนิ่งซึ่งจะเป็นการให้โทษแก่ดาวสามดวงในราศีกรกฎ และดาวอื่นๆ ในภพวินาศนั้นเป็นเวลาที่อิทธิพลของดาวเสาร์ดวงนี้อยู่ในการให้โทษอย่างร้ายแรงแก่กิจกรรมอื่นด้วย เช่น การเลือกตั้งผู้แทนราษฎรที่บรรดาโจรทางการเมืองของเราจัดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายนนั้นไม่น่าจะเป็นไปได้ หรือถ้ามีการเลือกตั้งจะก่อให้เกิดความฉิบหายทางการเมืองอย่างหนักอีกด้วย