สามมิตรฯ ควัก 50ล้านบาท ขยายกำลังการผลิตหลังคากระบะ รองรับตลาดในประเทศและส่งออก พร้อมขยายศูนย์บริการ 10 แห่งทั่วประเทศ พร้อมเล็งส่งผลิตภัณฑ์ใหม่ คาดปีนี้ดึงแชร์เพิ่ม40%
นายสุรยุทธิ์ โพธิ์ศิริสุข กรรมการบริหาร สายธุรกิจรถเล็กและอุปกรณ์ตบแต่ง บริษัท สามมิตรมอเตอร์สแมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทฯ ได้มีการลงทุนเพิ่มอีก 50 ล้านบาท ในส่วนของไลน์การผลิตสี และผลิตอุปกรณ์ตกแต่ง ซึ่งหลังจากปีที่แล้วได้มีการลงทุนกว่า 110 ล้านบาท สำหรับการผลิตหลังคากระบะรุ่นใหม่ “เอสยูวี พลัส” (SUV Plus) รวมถึงการปรับไลน์การผลิตปั๊มชิ้นส่วนและประกอบ
“เงินลงทุนดังกล่าวจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตหลังคาเหล็กสำหรับรถกระบะ เนื่องจากปัจจุบันในส่วนของหลังคากระบะรุ่น เอสยูวีพลัส ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ยังมียอดค้างส่ง (Back Order) อยู่เป็นจำนวนมาก ถึงแม้ว่าจะผลิตเต็มกำลังแล้วก็ยังไม่ทันความต้องการของลูกค้า”
นอกจากนี้บริษัทฯ ยังเตรียมที่จะขยายธุรกิจส่งออกหลังคากระบะไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นอีก 10% จากเดิมที่มีสัดส่วนสำหรับการขายในประเทศ 85% และต่างประเทศ 15% จะเปลี่ยนเป็นในประเทศ 75% และต่างประเทศ 25% โดยจะมุ่งไปที่กลุ่มลูกค้าผู้ผลิตรถยนต์ หรือตลาด OEM (Original Equipment Manufacture) อาทิ โตโยต้า ที่จะทำการส่งออกไปตลาดเอเชีย-แปซิฟิค ออสเตรเลีย ยุโรป แอฟริกาใต้ และตะวันออกกลาง รวมกว่า 100 ประเทศ นอกจากนี้ยังมี อีซูซุ ซึ่งดำเนินการผ่านบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลล์ จำกัด ในการส่งออกไปยังทวีปยุโรป ทั้งยังได้มีการเจรจากับผู้ผลิตรถยนต์ อย่าง ฟอร์ด มาสด้า และนิสสัน ที่กำลังจะเปิดตัวกระบะรุ่นใหม่ในปีนี้ ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุป แต่คาดว่าจะชัดเจนในเร็วๆนี้ โดยบริษัทฯยังได้เตรียมเงินลงทุนไว้อีก 60-70 ล้านบาท
นายสุรยุทธิ์ กล่าวว่า ในปี 2548 กลุ่มสามมิตรฯ มีผลประกอบการทั้งสิ้น 3,700 ล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนรายได้จากการจำหน่ายภายในประเทศ 90% และต่างประเทศ 10% โดยในส่วนของสายธุรกิจรถเล็ก และอุปกรณ์ตกแต่งมีรายได้ 1,250 ล้านบาท คิดเป็น 27% ของสัดส่วนรายได้ทั้งหมด นอกจากนี้ยังถือว่ามีอัตราการเจริญเติบโต 52% เมื่อเทียบกับปี 2547 ที่มีรายได้กว่า 800 ล้านบาท สำหรับปีนี้ บริษัทฯได้ตั้งเป้าหมายรายได้ทั้งหมดของธุรกิจรถเล็กไว้ที่ 1,600 ล้านบาท
“ปัจจุบันตลาดหลังคารถกระบะจะเติบโตไปทิศทางเดียวกับตลาดรถปิกอัพ ที่มีการแข่งขันอยู่ในระดับสูง โดยมีมูลค่าประมาณ 1,200 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจากแผนงานดังกล่าวจะส่งผลให้บริษัทฯ สร้างยอดขายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 2,500 หลังต่อเดือน ทั้งยังสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดเป็น 40% จากเดิมที่มีอยู่ 20%”
สำหรับแผนการตลาดในประเทศ บริษัทฯ เตรียมที่จะขยายศูนย์บริการมาตรฐานเพิ่มขึ้นเป็น 10 แห่ง จากเดิมที่มีอยู่ 2 แห่ง ที่ศรีนครินทร์ และบางแค โดยจะรุกไปตามหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ ทั้ง เชียงใหม่ หาดใหญ่ ภูเก็ต เป็นต้น ซึ่งจะครอบคลุมบริการทั้ง ด้านการขาย การติดตั้ง และบริการหลังการขาย รวมถึงการเตรียมงบประชาสัมพันธ์ กิจกรรมทางการตลาด โดยทั้งหมดคาดว่าจะต้องใช้งบประมาณ 100 ล้านบาท
นายสุรยุทธิ์ โพธิ์ศิริสุข กรรมการบริหาร สายธุรกิจรถเล็กและอุปกรณ์ตบแต่ง บริษัท สามมิตรมอเตอร์สแมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทฯ ได้มีการลงทุนเพิ่มอีก 50 ล้านบาท ในส่วนของไลน์การผลิตสี และผลิตอุปกรณ์ตกแต่ง ซึ่งหลังจากปีที่แล้วได้มีการลงทุนกว่า 110 ล้านบาท สำหรับการผลิตหลังคากระบะรุ่นใหม่ “เอสยูวี พลัส” (SUV Plus) รวมถึงการปรับไลน์การผลิตปั๊มชิ้นส่วนและประกอบ
“เงินลงทุนดังกล่าวจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตหลังคาเหล็กสำหรับรถกระบะ เนื่องจากปัจจุบันในส่วนของหลังคากระบะรุ่น เอสยูวีพลัส ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ยังมียอดค้างส่ง (Back Order) อยู่เป็นจำนวนมาก ถึงแม้ว่าจะผลิตเต็มกำลังแล้วก็ยังไม่ทันความต้องการของลูกค้า”
นอกจากนี้บริษัทฯ ยังเตรียมที่จะขยายธุรกิจส่งออกหลังคากระบะไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นอีก 10% จากเดิมที่มีสัดส่วนสำหรับการขายในประเทศ 85% และต่างประเทศ 15% จะเปลี่ยนเป็นในประเทศ 75% และต่างประเทศ 25% โดยจะมุ่งไปที่กลุ่มลูกค้าผู้ผลิตรถยนต์ หรือตลาด OEM (Original Equipment Manufacture) อาทิ โตโยต้า ที่จะทำการส่งออกไปตลาดเอเชีย-แปซิฟิค ออสเตรเลีย ยุโรป แอฟริกาใต้ และตะวันออกกลาง รวมกว่า 100 ประเทศ นอกจากนี้ยังมี อีซูซุ ซึ่งดำเนินการผ่านบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลล์ จำกัด ในการส่งออกไปยังทวีปยุโรป ทั้งยังได้มีการเจรจากับผู้ผลิตรถยนต์ อย่าง ฟอร์ด มาสด้า และนิสสัน ที่กำลังจะเปิดตัวกระบะรุ่นใหม่ในปีนี้ ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุป แต่คาดว่าจะชัดเจนในเร็วๆนี้ โดยบริษัทฯยังได้เตรียมเงินลงทุนไว้อีก 60-70 ล้านบาท
นายสุรยุทธิ์ กล่าวว่า ในปี 2548 กลุ่มสามมิตรฯ มีผลประกอบการทั้งสิ้น 3,700 ล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนรายได้จากการจำหน่ายภายในประเทศ 90% และต่างประเทศ 10% โดยในส่วนของสายธุรกิจรถเล็ก และอุปกรณ์ตกแต่งมีรายได้ 1,250 ล้านบาท คิดเป็น 27% ของสัดส่วนรายได้ทั้งหมด นอกจากนี้ยังถือว่ามีอัตราการเจริญเติบโต 52% เมื่อเทียบกับปี 2547 ที่มีรายได้กว่า 800 ล้านบาท สำหรับปีนี้ บริษัทฯได้ตั้งเป้าหมายรายได้ทั้งหมดของธุรกิจรถเล็กไว้ที่ 1,600 ล้านบาท
“ปัจจุบันตลาดหลังคารถกระบะจะเติบโตไปทิศทางเดียวกับตลาดรถปิกอัพ ที่มีการแข่งขันอยู่ในระดับสูง โดยมีมูลค่าประมาณ 1,200 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจากแผนงานดังกล่าวจะส่งผลให้บริษัทฯ สร้างยอดขายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 2,500 หลังต่อเดือน ทั้งยังสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดเป็น 40% จากเดิมที่มีอยู่ 20%”
สำหรับแผนการตลาดในประเทศ บริษัทฯ เตรียมที่จะขยายศูนย์บริการมาตรฐานเพิ่มขึ้นเป็น 10 แห่ง จากเดิมที่มีอยู่ 2 แห่ง ที่ศรีนครินทร์ และบางแค โดยจะรุกไปตามหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ ทั้ง เชียงใหม่ หาดใหญ่ ภูเก็ต เป็นต้น ซึ่งจะครอบคลุมบริการทั้ง ด้านการขาย การติดตั้ง และบริการหลังการขาย รวมถึงการเตรียมงบประชาสัมพันธ์ กิจกรรมทางการตลาด โดยทั้งหมดคาดว่าจะต้องใช้งบประมาณ 100 ล้านบาท


