samr_rod@hotmail.com
วันก่อน พล.ท.มะ โพธิ์งาม ส.ส.กาญจนบุรี พรรคไทยรักไทย เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร รุ่น 10 หรือจปร. 21 ของท่านนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์ว่าต่อให้วันเสาร์ที่ 4 ก.พ.นี้มีคนมาชุมนุมสัก 6 แสนคน..
ก็ไม่สามารถทำอะไรนายกฯ ทักษิณหรือรัฐบาลชุดนี้ได้ เพราะคนไทยมีตั้ง 60 ล้านคน
ผมแถมให้อีกหน่อยก็แล้วกันว่า...และพรรคไทยรักไทยมีคนหย่อนบัตรเลือกตั้งให้ถึง 19 ล้านเสียง...แน่ะ..!!
ผมไม่อยากวิจารณ์อะไรท่านหรอก แต่ไม่แน่ใจเลยว่าท่านจะคิดอย่างนั้นจริงๆ หรือเปล่า..!?
ท่านพล.ท.มะไม่รู้จริงๆ หรือว่า ถอยหลังไปแค่ 13 ปี คนเพียงไม่กี่แสนคนบนถนนราชดำเนินก็สามารถกดดันขับไล่รัฐบาลสุจินดามาแล้วในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535
ทั้งๆ ที่รู้กันว่านอกเหนือจากพรรคการเมืองตามระบบรัฐสภาแล้ว รัฐบาลสุจินดายังมี ทหาร -ตำรวจจาก 4 เหล่าทัพภายใต้รหัส 0143 เป็นเสาค้ำยันอำนาจอย่างพร้อมพรึ่บอีกต่างหาก แต่ที่สุดก็อยู่ได้แค่ 47 วัน
ผมไม่ได้ฟันธงหรอกว่า ผู้คนเรือนแสนหรือหลายแสนคนในวันที่ 4 ก.พ.นี้จะกดดันให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่ง...ได้สำเร็จ
เพราะพ.ต.ท.ทักษิณก็ย่อมรู้ว่า การชุมนุม 4 กุมภาฯ ภายใต้การนำของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล แม้เสียงตะโกนว่า “ทักษิณออกไปๆๆ” จะกระหึ่มก้องจากลานพระบรมรูปทรงม้าสะท้านสะเทือนไปถึงทำเนียบรัฐบาล ทะลุผ่านไปถึงบ้านจันทร์ส่องหล้าก็ตาม..
แต่ภารกิจสำคัญของการชุมนุมหนนี้ก็คือ การถวายฎีการ้องทุกข์ของแผ่นดิน ผ่านพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี..ก่อนที่จะสลายตัวไป..
ดังนั้นถ้าไม่อยากให้ทุกอย่างผ่านเลยไปด้วยความเรียบร้อย พ.ต.ท.ทักษิณก็ต้องยอมถูกยำใหญ่ใส่สารพัดหนึ่งคืนเต็มๆ แล้วอาจจะต่อวีซ่าอยู่ต่อไปได้...ถ้ากลับตัวกลับใจกันใหม่..
แต่ถ้าอยากลงจากเก้าอี้เร็วๆ ก็จงปล่อยม็อบที่ลูกน้องจัดเตรียมเอาไว้ออกมา..
เอาเป็นว่าโดยรวมๆ แล้วขณะนี้คำว่า “ลาออก” ไม่น่าจะอยู่ในความคิดของพ.ต.ท.ทักษิณอย่างแน่นอน
ถึงกระนั้นก็ตาม...บางครั้งชะตากรรม จุดหักเหของอำนาจก็เกิดขึ้นได้ชนิดเหนือความคาดหมาย...
ยิ่งมีกรณีการขายหุ้นชินคอร์ป 73,300 ล้านบาท ที่นำมาซึ่งการตอกย้ำความไม่ชอบธรรม ความไม่เหมาะสมในการเป็นผู้นำประเทศ ด้วยแล้ว อะไรๆ ก็อาจเกิดขึ้นได้...
คนคำนวณมิสู้ฟ้าลิขิต..
...........................
เอาล่ะ, ผมจะเล่าให้ฟังว่าเวลานี้..แม้สภากาแฟจะเม้าธ์กันสนั่นเมืองว่าพ.ต.ท.ทักษิณคงไม่เลือกวิถีทางลาออกจากตำแหน่ง แต่สภากาแฟก็ไม่วายจะเมาธ์กันถึงสถานการณ์สมมติ...สมมติว่าพ.ต.ท.ทักษิณเลือกการลาออก...
คำถามที่ตามมาทันควันทันทีก็คือ แล้วพ.ต.ท.ทักษิณจะมอบความไว้วางใจให้ใครเป็นผู้นำประเทศสืบต่อ...
อย่าลืมนะครับว่า ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องมาจากคนที่เป็นหรือผ่านการเป็น ส.ส.ในสมัยนั้นมาก่อน..
ตรวจรายชื่อดูแล้วพบว่า คนอย่าง สุวัจน์ ลิปตพัลลภ, สุริยะ จึงรุ่งรืองกิจ, จาตุรนต์ ฉายแสง, พงษ์เทพ เทพกาญจนา, พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล.. ซึ่งปัจจุบันล้วนเป็นเสนาบดีมีสิทธิ์เป็นนายกฯ ได้เพราะมาจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อ
แต่คนอย่าง คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์, ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ใครต่อใครมักนึกถึงว่าน่าจะเป็น “ทายาททักษิณ” กลับไม่มีสิทธิ์ที่จะคั่วตำแหน่งนายกฯ
เพราะทั้งสองท่านมาจากบัญชี 2 ไม่ได้ผ่านการเป็น ส.ส.จากการเลือกตั้งครั้งล่าสุด 6 ก.พ. 48 แต่ประการใด....
เอาเข้าจริงๆ พรรคไทยรักไทยที่มี ส.ส.มากถึง 375 เสียงก็ใช่ว่าจะมีตัวเลือกที่โดดเด่นสักเท่าใดนัก...ทั้งนี้น่าจะเนื่องจากว่า พ.ต.ท.ทักษิณอาจจะมีความมั่นใจว่าจะอยู่ยงจนถึงเป็นนายกรัฐมนตรี รอบ 3 นั่นเอง...
มีความพยายามที่จะมองในแง่ดีว่า...การขายหุ้นชินคอร์ป 73,300 ล้านบาท ส่วนลึกก็เพราะพ.ต.ท.ทักษิณต้องการสลัดหลุดคำครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน มุ่งหน้าที่จะบริหารบ้านเมืองให้เข้าตาประชาชนเพื่อกลับมาเป็นผู้นำประเทศอีกครั้ง...
แต่อาจจะเป็นเพราะยุคนี้ “กรรมติดจรวด” หรือ “กรรมออนไลน์”...กรณีซุกหุ้นภาคแรกได้รับการโอบอุ้มให้อภัย แต่กรณีซุกหุ้นภาค 2 อันมีความชัดเจนว่าไม่สำนึกไม่ปรับปรุง....ก็ยากยิ่งที่ประชาชนจะให้อภัย
ขณะนี้ร้อยแปดพันประการ..ว่าด้วยคำถามละข้อเท็จจริงอันน่าอดสูว่าด้วยซุกหุ้นภาค 2 เป็นอย่างไร ผมคงไม่ต้องวิสัชชนากันอีกแล้ว...
แม้แต่ผู้คนในกองทัพเวลานี้ก็อึดอัด เพราะรู้ดีว่า..กรณีดาวเทียมไทยคมต้องกลายเป็นดาวเทียมเทมาเส็กนั้น มันหมิ่นเหม่เป็นอย่างยิ่งในเรื่องของความมั่นคง..
ประชุมสภากลาโหมเมื่อวันศุกร์ที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมาทั้งคนนั่งหัวโต๊ะท้ายโต๊ะได้แต่กลืนน้ำลายแห่งความอึดอัดกันทั่วถ้วน...
ครับ เผลอๆ บางทีก็อาจจะจริงอย่างที่ พล.ท.มะ โพธิ์งาม ท่านว่า..วันที่ 4 ก.พ.คนมาจะกัน 6 แสนหรือกี่แสนคนก็ไม่สามารถทำอะไรพ.ต.ท.ทักษิณและรัฐบาลชุดนี้ได้..
เพราะว่า...จริงๆ แล้วพ.ต.ท.ทักษิณนั่นล่ะที่ท่านทำลายตัวเองได้อย่างมีพลานุภาพ...ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครั้งนี้...ดีล ประวัติศาสตร์ 73,300 ล้านบาท..
ซึ่งบทอวสานได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างจริงๆ จังๆ...
.........................
บทความนี้เขียนล่วงหน้าไว้ตั้งวันจันทร์ที่ 30 ม.ค. เพราะผมจะร่วมเดินทางไปกับคณะของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ที่สุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราชในวันที่ 31 ม.ค.และ 1 ก.พ.
พรรคพวกเพื่อนฝูงที่นั่นบอกว่า...แม้จะพอเข้าใจเรื่องการหุ้นชินคอร์ป แต่คนจำนวนมากอยากฟังคนชื่อ “สนธิ” พูดให้ฟังให้เต็มสองรูหูอีกสักครั้ง..
ก่อนที่จะมาร่วมถวายฎีการ้องทุกข์ เปล่งเสียงดังๆ ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ในวันที่ 4 ก.พ.
วันก่อน พล.ท.มะ โพธิ์งาม ส.ส.กาญจนบุรี พรรคไทยรักไทย เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร รุ่น 10 หรือจปร. 21 ของท่านนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์ว่าต่อให้วันเสาร์ที่ 4 ก.พ.นี้มีคนมาชุมนุมสัก 6 แสนคน..
ก็ไม่สามารถทำอะไรนายกฯ ทักษิณหรือรัฐบาลชุดนี้ได้ เพราะคนไทยมีตั้ง 60 ล้านคน
ผมแถมให้อีกหน่อยก็แล้วกันว่า...และพรรคไทยรักไทยมีคนหย่อนบัตรเลือกตั้งให้ถึง 19 ล้านเสียง...แน่ะ..!!
ผมไม่อยากวิจารณ์อะไรท่านหรอก แต่ไม่แน่ใจเลยว่าท่านจะคิดอย่างนั้นจริงๆ หรือเปล่า..!?
ท่านพล.ท.มะไม่รู้จริงๆ หรือว่า ถอยหลังไปแค่ 13 ปี คนเพียงไม่กี่แสนคนบนถนนราชดำเนินก็สามารถกดดันขับไล่รัฐบาลสุจินดามาแล้วในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535
ทั้งๆ ที่รู้กันว่านอกเหนือจากพรรคการเมืองตามระบบรัฐสภาแล้ว รัฐบาลสุจินดายังมี ทหาร -ตำรวจจาก 4 เหล่าทัพภายใต้รหัส 0143 เป็นเสาค้ำยันอำนาจอย่างพร้อมพรึ่บอีกต่างหาก แต่ที่สุดก็อยู่ได้แค่ 47 วัน
ผมไม่ได้ฟันธงหรอกว่า ผู้คนเรือนแสนหรือหลายแสนคนในวันที่ 4 ก.พ.นี้จะกดดันให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่ง...ได้สำเร็จ
เพราะพ.ต.ท.ทักษิณก็ย่อมรู้ว่า การชุมนุม 4 กุมภาฯ ภายใต้การนำของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล แม้เสียงตะโกนว่า “ทักษิณออกไปๆๆ” จะกระหึ่มก้องจากลานพระบรมรูปทรงม้าสะท้านสะเทือนไปถึงทำเนียบรัฐบาล ทะลุผ่านไปถึงบ้านจันทร์ส่องหล้าก็ตาม..
แต่ภารกิจสำคัญของการชุมนุมหนนี้ก็คือ การถวายฎีการ้องทุกข์ของแผ่นดิน ผ่านพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี..ก่อนที่จะสลายตัวไป..
ดังนั้นถ้าไม่อยากให้ทุกอย่างผ่านเลยไปด้วยความเรียบร้อย พ.ต.ท.ทักษิณก็ต้องยอมถูกยำใหญ่ใส่สารพัดหนึ่งคืนเต็มๆ แล้วอาจจะต่อวีซ่าอยู่ต่อไปได้...ถ้ากลับตัวกลับใจกันใหม่..
แต่ถ้าอยากลงจากเก้าอี้เร็วๆ ก็จงปล่อยม็อบที่ลูกน้องจัดเตรียมเอาไว้ออกมา..
เอาเป็นว่าโดยรวมๆ แล้วขณะนี้คำว่า “ลาออก” ไม่น่าจะอยู่ในความคิดของพ.ต.ท.ทักษิณอย่างแน่นอน
ถึงกระนั้นก็ตาม...บางครั้งชะตากรรม จุดหักเหของอำนาจก็เกิดขึ้นได้ชนิดเหนือความคาดหมาย...
ยิ่งมีกรณีการขายหุ้นชินคอร์ป 73,300 ล้านบาท ที่นำมาซึ่งการตอกย้ำความไม่ชอบธรรม ความไม่เหมาะสมในการเป็นผู้นำประเทศ ด้วยแล้ว อะไรๆ ก็อาจเกิดขึ้นได้...
คนคำนวณมิสู้ฟ้าลิขิต..
...........................
เอาล่ะ, ผมจะเล่าให้ฟังว่าเวลานี้..แม้สภากาแฟจะเม้าธ์กันสนั่นเมืองว่าพ.ต.ท.ทักษิณคงไม่เลือกวิถีทางลาออกจากตำแหน่ง แต่สภากาแฟก็ไม่วายจะเมาธ์กันถึงสถานการณ์สมมติ...สมมติว่าพ.ต.ท.ทักษิณเลือกการลาออก...
คำถามที่ตามมาทันควันทันทีก็คือ แล้วพ.ต.ท.ทักษิณจะมอบความไว้วางใจให้ใครเป็นผู้นำประเทศสืบต่อ...
อย่าลืมนะครับว่า ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องมาจากคนที่เป็นหรือผ่านการเป็น ส.ส.ในสมัยนั้นมาก่อน..
ตรวจรายชื่อดูแล้วพบว่า คนอย่าง สุวัจน์ ลิปตพัลลภ, สุริยะ จึงรุ่งรืองกิจ, จาตุรนต์ ฉายแสง, พงษ์เทพ เทพกาญจนา, พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล.. ซึ่งปัจจุบันล้วนเป็นเสนาบดีมีสิทธิ์เป็นนายกฯ ได้เพราะมาจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อ
แต่คนอย่าง คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์, ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ใครต่อใครมักนึกถึงว่าน่าจะเป็น “ทายาททักษิณ” กลับไม่มีสิทธิ์ที่จะคั่วตำแหน่งนายกฯ
เพราะทั้งสองท่านมาจากบัญชี 2 ไม่ได้ผ่านการเป็น ส.ส.จากการเลือกตั้งครั้งล่าสุด 6 ก.พ. 48 แต่ประการใด....
เอาเข้าจริงๆ พรรคไทยรักไทยที่มี ส.ส.มากถึง 375 เสียงก็ใช่ว่าจะมีตัวเลือกที่โดดเด่นสักเท่าใดนัก...ทั้งนี้น่าจะเนื่องจากว่า พ.ต.ท.ทักษิณอาจจะมีความมั่นใจว่าจะอยู่ยงจนถึงเป็นนายกรัฐมนตรี รอบ 3 นั่นเอง...
มีความพยายามที่จะมองในแง่ดีว่า...การขายหุ้นชินคอร์ป 73,300 ล้านบาท ส่วนลึกก็เพราะพ.ต.ท.ทักษิณต้องการสลัดหลุดคำครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน มุ่งหน้าที่จะบริหารบ้านเมืองให้เข้าตาประชาชนเพื่อกลับมาเป็นผู้นำประเทศอีกครั้ง...
แต่อาจจะเป็นเพราะยุคนี้ “กรรมติดจรวด” หรือ “กรรมออนไลน์”...กรณีซุกหุ้นภาคแรกได้รับการโอบอุ้มให้อภัย แต่กรณีซุกหุ้นภาค 2 อันมีความชัดเจนว่าไม่สำนึกไม่ปรับปรุง....ก็ยากยิ่งที่ประชาชนจะให้อภัย
ขณะนี้ร้อยแปดพันประการ..ว่าด้วยคำถามละข้อเท็จจริงอันน่าอดสูว่าด้วยซุกหุ้นภาค 2 เป็นอย่างไร ผมคงไม่ต้องวิสัชชนากันอีกแล้ว...
แม้แต่ผู้คนในกองทัพเวลานี้ก็อึดอัด เพราะรู้ดีว่า..กรณีดาวเทียมไทยคมต้องกลายเป็นดาวเทียมเทมาเส็กนั้น มันหมิ่นเหม่เป็นอย่างยิ่งในเรื่องของความมั่นคง..
ประชุมสภากลาโหมเมื่อวันศุกร์ที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมาทั้งคนนั่งหัวโต๊ะท้ายโต๊ะได้แต่กลืนน้ำลายแห่งความอึดอัดกันทั่วถ้วน...
ครับ เผลอๆ บางทีก็อาจจะจริงอย่างที่ พล.ท.มะ โพธิ์งาม ท่านว่า..วันที่ 4 ก.พ.คนมาจะกัน 6 แสนหรือกี่แสนคนก็ไม่สามารถทำอะไรพ.ต.ท.ทักษิณและรัฐบาลชุดนี้ได้..
เพราะว่า...จริงๆ แล้วพ.ต.ท.ทักษิณนั่นล่ะที่ท่านทำลายตัวเองได้อย่างมีพลานุภาพ...ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครั้งนี้...ดีล ประวัติศาสตร์ 73,300 ล้านบาท..
ซึ่งบทอวสานได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างจริงๆ จังๆ...
.........................
บทความนี้เขียนล่วงหน้าไว้ตั้งวันจันทร์ที่ 30 ม.ค. เพราะผมจะร่วมเดินทางไปกับคณะของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ที่สุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราชในวันที่ 31 ม.ค.และ 1 ก.พ.
พรรคพวกเพื่อนฝูงที่นั่นบอกว่า...แม้จะพอเข้าใจเรื่องการหุ้นชินคอร์ป แต่คนจำนวนมากอยากฟังคนชื่อ “สนธิ” พูดให้ฟังให้เต็มสองรูหูอีกสักครั้ง..
ก่อนที่จะมาร่วมถวายฎีการ้องทุกข์ เปล่งเสียงดังๆ ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ในวันที่ 4 ก.พ.


