สิงคโปร์เป็นเกาะเล็กๆ ที่มีประชากรเพียงไม่กี่ล้านคน แต่ก็จัดเป็นประเทศที่เจริญอย่างมาก มากจนสามารถได้ประกาศตนเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างภาคภูมิใจ
ครั้งหนึ่งเมื่อประมาณสิบกว่าปีก่อนเป็นอย่างน้อย สิงคโปร์เป็นเสมือนดินแดนในฝันหรือสวรรค์ของคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ได้ไปเห็น กระทั่งชนชั้นนำจำนวนหนึ่งปรารถนาจะให้ไทยเป็นอย่างสิงคโปร์ ถึงแม้จะรู้ว่าเป็นได้ยาก
สิงคโปร์มีอะไรดีเชียวหรือ ใครๆ ถึงได้ชื่นชม และใครบางคนถึงกับอยากจะให้เมืองไทยเป็นอย่างที่สิงคโปร์เป็น?
มองจากภาพภายนอกแล้วสิงคโปร์ย่อมเป็นดังที่ใครต่อใครได้เห็นมาจริงๆ แต่คนที่ไปเห็นมาก็คือแค่ไปเห็นมา ไม่ใช่คนที่ขลุกอยู่ในสิงคโปร์เป็นแรมเดือนแรมปี เพราะถ้าขลุกอยู่นานเช่นนั้น คนเหล่านี้ก็อาจจะเข้าใจมากขึ้นว่า เหตุใดสิงคโปร์จึงเป็นได้อย่างที่เห็น
สิงคโปร์เป็นเมืองที่เจริญแล้วจริง ในความเจริญนั้นภาพแรกสุดก็คือ บ้านเมืองที่ดูใหญ่โตทันสมัยและสะอาดสะอ้าน การจราจรไม่ติดขัดให้ปวดใจเหมือนกรุงเทพฯ ผู้คนที่ดูจากภายนอกก็เป็นคนที่มีระเบียบวินัยดีอยู่ไม่น้อย
แน่นอนว่า ความเจริญของสิงคโปร์ย่อมหนีไม่พ้นฝีมือของเหล่าผู้นำของสิงคโปร์เอง โดยผู้นำเหล่านี้หากศึกษาพบว่า อะไรคือสิ่งที่ดีต่อความเจริญแล้ว ก็จะทำให้ได้อย่างนั้น ในทางตรงข้ามถ้าหากพบสิ่งใดไม่ดีก็จะไม่ส่งเสริม หรือแม้กระทั่งห้ามไม่ให้สิ่งนั้นได้ผุดได้เกิดในสิงคโปร์กันเลยทีเดียว
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าพวกเขาพบว่าส้วมชักโครกที่บรรจุน้ำสี่ลิตรก็สามารถชำระล้าง “อึ” ได้สะอาดหมดจดไม่ต่างกับส้วมที่บรรจุน้ำมากกว่านั้น พวกเขาก็จะไม่รีรอที่จะรณรงค์ให้พลเมืองของตนเปลี่ยนมาใช้ส้วมชักโครกที่บรรจุน้ำสี่ลิตรแทน ถึงแม้ส้วมเดิมที่บรรจุน้ำมากกว่าจะยังใช้การได้ดีอยู่ก็ตาม ทั้งนี้เพราะเมื่อคำนวณดูแล้วพบว่า การประหยัดน้ำมีมูลค่ามากกว่าการรื้อทุบส้วมเดิมทิ้งเป็นไหนๆ
หรือเมื่อพวกเขาพบว่า การดื่มน้ำหวานอัดลมจะทำให้เด็กอ้วนโดยใช่เหตุ พวกเขาก็จะหาทางห้ามไม่ให้เด็กๆ ดื่มน้ำอัดลมกันพร่ำเพรื่อ หรือถ้าเป็นเรื่องที่ใหญ่กว่าที่กล่าวมาอย่างเช่น เมื่อสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่มีความสำคัญขึ้นมา พวกเขาก็จะหาทางให้โรงงานอุตสาหกรรมปรับปรุงตนเองให้เป็นโรงงานที่มีระบบการกำจัดของเสีย ถึงแม้การทำเช่นนี้จะมีต้นทุนสูงมากเอาการก็ตาม
ในทางตรงข้าม ถ้าเห็นว่าการทิ้งขยะมูลฝอยไม่เป็นที่เป็นทางเป็นเรื่องไม่ดี พวกเขาก็จะออกกฎมาบังคับให้พลเมืองทิ้งขยะให้เป็นที่เป็นทาง โดยหากใครฝ่าฝืนก็จะถูกลงโทษปรับด้วยจำนวนเงินที่สูง ซึ่งว่ากันว่า ถ้าคิดเป็นเงินไทยแล้วเหยียบหมื่นกันเลยทีเดียว ในทำนองเดียวกัน กฎทำนองนี้ยังใช้กับคนที่ใช้ห้องน้ำสาธารณะไม่ว่าจะ “อึ” หรือ “ฉี่” แล้วไม่กดน้ำทำความสะอาด
ไม่เพียงเท่านี้ ในบางเรื่องยังได้เข้ามาเป็นเจ้ากี้เจ้าการให้กับชีวิตพลเมืองของตัวเองอีกด้วย เช่นเมื่อพวกเขาพบว่า คนหนุ่มสาวแต่งงานกันน้อยลง และพวกเขาเองก็ต้องการพลเมืองที่มีมันสมองเป็นเลิศ พวกเขาก็จะจัดงานปาร์ตี้เพื่อให้หนุ่มสาวที่ยังโสดได้มาพบปะทำความรู้จักกัน เผื่อจะมีสักคู่สองคู่เกิด “ปิ๊ง” กันแล้วแต่งงานกันขึ้นมาก็ยังดี
แต่ที่สำคัญก็คือว่า คนหนุ่มสาวที่เขาเชิญมานั้นมักจะเน้นไปที่พลเมืองที่มีการศึกษาสูงๆ ยิ่งจบพวกแพทย์ วิทยาศาสตร์ วิศวะ ฯลฯ อะไรทำนองนั้นได้ก็ยิ่งดี เพราะพวกเขาเชื่อว่า หากหนุ่มสาวพวกนี้ได้แต่งงานกันแล้ว สิงคโปร์ของพวกเขาก็คงไม่แคล้วคลาดที่จะได้ทายาทเทวดาที่ทั้งเก่งและฉลาดเกินคนเป็นแน่
การที่สิงคโปร์เป็นได้อย่างเช่นที่เล่ามานี้ ทำให้เห็นว่า คนสิงคโปร์เองคงจะต้องมีระเบียบวินัยที่สูงพอควร แต่เอาเข้าจริงแล้วระเบียบวินัยที่คนสิงคโปร์ยึดถือนั้น กลับอยู่ภายใต้กฎหมายที่แข็งกร้าว คือเป็นกฎหมายที่มีบทลงโทษที่รุนแรง คนสิงคโปร์จึงไม่ได้มีระเบียบวินัยโดยจิตสำนึก แต่มีโดยยอม “หงอ” ให้กับกฎเหล็กที่ว่าต่างหาก
ในทำนองเดียวกัน เมื่อรัฐเสนอสิ่งดีๆ (ตามที่รัฐคิดว่ามันดี) ให้แก่พลเมืองแล้ว พลเมืองจึงไม่อาจคิดเป็นอื่น โดยเฉพาะถ้าคิดเป็นอื่นแล้วหันมาต่อต้านอำนาจหรือนโยบายของรัฐ หาไม่แล้วก็จะเจอกับบทลงโทษที่แข็งกร้าวรุนแรงเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกที่เราจะไม่ค่อยได้ยินข่าวการวิพากษ์วิจารณ์หรือประท้วงรัฐบาลของคนสิงคโปร์มากนัก
และจึงไม่แปลกที่ว่า ทำไมคนสิงคโปร์จำนวนไม่น้อยจึงติดข้างจะดูแคลนเพื่อนบ้านของตน ว่าเจริญสู้ตนไม่ได้ คนสิงคโปร์บางคนจึงมักจะมีบุคลิกภาพที่ติดข้างจะหยิ่งๆ และอดไม่ได้ที่จะแสดงความภูมิใจในความเจริญของตนให้เห็นอยู่เสมอๆ
แต่ถ้าถามว่า ลึกลงไปแล้วคนสิงคโปร์เป็น “หุ่นยนตร์” ให้กับผู้นำของตนด้วยความเต็มใจเช่นนั้นจริงๆ หรือ? เรื่องนี้อาจจะตอบได้จากพฤติกรรมของคนสิงคโปร์เอง
กล่าวคือ เอาเข้าจริงแล้วคนสิงคโปร์ก็เป็นมนุษย์ไม่ต่างไปจากเรา ที่ต้องการจะทำอะไรที่อิสระและมีสิทธิเสรีภาพตามสมควร แต่เนื่องจากการเมืองของสิงคโปร์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น คนสิงคโปร์จึงกลายเป็นคนที่ดูคล้ายกับจะมีปมด้อยในเรื่องดังกล่าว และบ่อยครั้งก็ต้องแสดงปมเขื่องออกมาเพื่อลบปมด้อยที่ว่านั้น
ตัวอย่างเช่น การแอบ “ฉี่” ในลิฟท์ ซึ่งถ้าหากใครที่ได้ไปสิงคโปร์แล้วจะสังเกตเห็นว่า ในลิฟท์จะมีข้อความทำนองกึ่งเตือนกึ่งข้อร้องห้ามไม่ให้คนใช้ลิฟท์ “ฉี่” รดใส่ลิฟท์ติดอยู่
ลองคิดดูก็แล้วกันว่า พลเมืองในประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่กลับมีพฤติกรรมแอบ “ฉี่” ในลิฟท์นั้น มันสะท้อน “ปม” อะไรให้เราได้เห็นบ้าง? แน่นอนว่า สำหรับผมแล้วไม่เห็นเป็นอื่น นอกจากตีความว่า นั่นคือวิธีการแสดงออกวิธีหนึ่งในการต่อต้านอำนาจรัฐ อำนาจรัฐที่เข้ามาควบคุมดูแลชีวิตผู้คนของตัวเองแทบจะทุกลมหายใจเข้าออก ทั้งนี้ถ้าหากกล่าวเฉพาะลิฟท์แล้ว ถึงกับมีการติดตั้งกล้องเพื่อคอยสอดส่องพฤติกรรมของผู้คนในลิฟท์กันเลยทีเดียว
ว่ากันว่า การติดตั้งกล้องดังกล่าวจริงๆ แล้วไม่ใช่เพื่อคอยดูว่าใครแอบ “ฉี่” แต่ติดเพื่อดูพฤติกรรมทางการเมืองมากกว่าอะไรอื่น ถ้าเป็นเช่นนี้จริงก็พอจะเข้าใจได้ว่า ทำไมจึงต้องมีคนแอบ “ฉี่” ในลิฟท์ เพราะในขณะที่ผู้คนไม่มีสิทธิเสรีภาพที่จะพูดแม้แต่ในลิฟท์นั้น “ฉี่” จึงเป็นการแสดงออกเชิงต่อต้านที่ดีรูปแบบหนึ่ง
แต่ไม่ว่าคนสิงคโปร์จะมีปมด้อยหรือปมเขื่อง สิ่งหนึ่งที่เป็นผลจากการมีชีวิตแบบหุ่นยนต์ก็เกิดขึ้นจนได้ กล่าวคือ เมื่อราวๆ สิบปีก่อนผู้นำสิงคโปร์พบว่า เด็กรุ่นใหม่ของตนเป็นเด็กที่ไม่มีจินตนาการ และได้พยายามหาทางแก้ปัญหานี้เป็นพัลวัน
ทุกวันนี้ผมไม่รู้ว่าผู้นำสิงคโปร์แก้ปัญหาที่ว่าไปถึงไหนและได้ผลอย่างไร ผมรู้แต่เพียงว่า คนสิงคโปร์ยังคงรักที่จะมาเที่ยวเมืองไทยอยู่เหมือนเดิม จนสื่อสิงคโปร์ต้องแพร่ข่าวร้ายๆ ของเมืองไทยอยู่เสมอ เพื่อที่คนของตนจะได้หวาดกลัวและไม่กล้ามาเมืองไทย แต่ก็ไม่ได้ผล
และอีกเรื่องหนึ่งที่ผมรู้ก็คือ ที่คนสิงคโปร์ทนเป็นหุ่นยนต์มาได้จนทุกวันนี้นั้น ในด้านหนึ่งย่อมแสดงว่าผู้นำของพวกเขาย่อมต้องมีอะไรดีอยู่บ้างเหมือนกัน และเรื่องดีที่ว่าเรื่องหนึ่งก็คือ ความโปร่งใส
สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีนโยบายให้เงินเดือนสูงๆ แก่นักการเมืองของตน (สูงระดับต้นๆ ของโลกเลยก็ว่าได้) เพื่อที่นักการเมืองจะได้ไม่ต้องคอร์รัปชันโดยอ้างว่าเป็นเพราะเงินเดือนน้อย นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังมีกฎหมายที่แข็งกร้าวในการปราบคอร์รัปชันอีกด้วย
เอากันง่ายๆ ก็แล้วกันว่า สิงคโปร์ถึงกับเคยปลดรัฐมนตรีของตนเพียงเพราะรัฐมนตรีคนนั้นรับเชิญไปเยือนประเทศเพื่อนบ้านโดยไม่สมเหตุสมผล
จากที่ว่ามา ผมจึงไม่แปลกใจที่ คุณทักษิณ ชินวัตร นายกฯ ของคน 19 ล้านคนจะชื่นชมสิงคโปร์ที่ตนได้ไปเห็นมาหลังกลับจากพาครอบครัวไปเที่ยวปีใหม่ 2006 ที่ประเทศนี้ พร้อมกันนั้น คุณทักษิณ ยังได้ยกตัวอย่างหนังสือพิมพ์ที่นั่นว่าลงแต่ข่าวที่ดีๆ มีแต่เรื่องที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ
ก็แหงล่ะครับจะไม่ให้ชื่นชมได้อย่างไร ก็ในเมื่อสิงคโปร์ (เอาแค่เท่าที่เล่ามา) เป็นเมืองที่สอดคล้องกับความคิดของ คุณทักษิณ เองอยู่แล้ว คือความคิดที่ปรารถนาจะให้คนไทยเชื่อตนแต่เพียงสถานเดียว อย่าไปสนใจแต่การเมือง (ที่ คุณทักษิณ เรียกว่า “เล่นการเมือง”) หรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลให้มากนัก
ผมไม่มีสิทธิ์ที่จะไปห้าม คุณทักษิณ คิดที่จะให้เมืองไทยเป็นแบบสิงคโปร์ แต่ผมคิดว่าถ้าหาก คุณทักษิณ อยากให้เป็นแบบนั้นจริง ผมว่า คุณทักษิณ น่าจะเริ่มจากทำตามสิงคโปร์ให้ได้ในเรื่องหนึ่งก่อนท่าจะดีไม่น้อย นั่นคือ เรื่องความโปร่งใสและปราบคอร์รัปชันไม่ว่าจะโดยตรงหรือเชิงนโยบาย
พิสูจน์เรื่องนี้ให้ได้ก่อน แล้วเรื่องอื่นค่อยมาว่ากันอีกที เพราะผมไม่อยากเป็นหุ่นยนต์ของใคร และไม่อยากมีปมด้อยแบบที่คนสิงคโปร์เป็น


