เผยบาร์เตอร์เทรดเมกะโปรเจกต์ ปี 49 มูลค่า 1.9 หมื่นล้าน ทั้งอาวุธ-รถถัง –หัวรถจักร และเครื่องจักรผลิตไฟฟ้าของกฟผ. ล่มไม่เป็นท่า หน่วยงานรัฐต่างวิ่งวุ่นหาแหล่งเงินกู้สำรองซื้อเงินสด เหตุเอกชนส่ายหน้าไม่สนแผนการผลิตสินค้าล่วงหน้าให้รัฐบาล มีแต่ 2 ยักษ์ส่งออกไก่ “สหฟาร์ม – ซีพี” ที่หวังป้อนไก่ 5หมื่นตัน/ปี เจาะจงตลาดรัสเซียแลกบินรบ ซู 30 พบภาพรวมมูลค่าโครงการบาร์เตอร์มีกว่าแสนล้านแล้วแต่ยังทำไม่ได้แม้แต่โครงการเดียว
แหล่งข่าวทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการเมกะโปรเจกต์ ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเชิญทูตทั่วโลกมาพบอีกครั้งภายหลังที่มอบแนวคิดในโครงการเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาล ให้ต่างชาติรับทราบเพื่อดึงมาร่วมทุนเป็นพันธมิตร ในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งจะมีการประชุมกันอีกครั้งในวันที่ 26 ม.ค.นี้ จะมีการประชุมร่วมกันระหว่างทูตและนักลงทุนต่างประเทศกับรัฐบาล
ส่วนหนึ่งของโครงการเมกะโปรเจกต์คือ โครงการแลกเปลี่ยนสินค้า(บาร์เตอร์:Barter Trade) ที่เป็นโครงการที่รัฐบาลพยายามผลักดันในการทำโครงการเมกะโปรเจกต์ใน ปี 2549 มีหน่วยงานที่ต้องการซื้อสินค้าต่างประเทศและคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการไปแล้วมีมูลค่า1.9 หมื่นล้านบาท ได้แก่ กองทัพบกต้องการซื้อปืนใหญ่จากฝรั่งเศสมูลค่า 1,800 ล้านบาท กระทรวงกลาโหมต้องการซื้อรถหุ้มเกราะจากแคนาดามูลค่า 7,900 ล้านบาท กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัยต้องการซื้อสินค้าเพื่อตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณภัยจากออสเตรเลียมูลค่า 3,700 ล้านบาท และการรถไฟแห่งประเทศไทยต้องการซื้อหัวรถจักรจากจีนมูลค่า 1,800 ล้านบาท
นอกจากนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยยังมีแผนที่จะจัดซื้อเครื่องจักรที่จะนำมาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งโครงการดังกล่าวต่างเข้าคิวรอเพื่อที่จะทำบาร์เตอร์เทรด แต่อย่างไรก็ตามทุกหน่วยงานต่างก็มีการตั้งงบประมาณสำรองขึ้นมารองรับไว้อยู่แล้ว
ขณะเดียวกันยังรวมถึงเครื่องบินรบ ซู 30 จากรัสเซีย ซึ่งได้มีการหารือกันไว้ในเบื้องต้น โดยไทยเสนอแลกเปลี่ยนด้วยสินค้าไก่ กุ้ง และข้าว แต่ทางรัสเซียสนใจสินค้ากุ้ง อย่างไรก็ตามไทยต้องการให้รัสเซียนำไก่เข้าเป็นสินค้าที่จะนำมาแลกเปลี่ยนด้วย โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการเปิดตลาดไก่ของไทยในรัสเซีย เพราะที่ผ่านมารัสเซียไม่เคยนำเข้าไก่จากไทย ทั้งๆที่ในแต่ละปีรัสเซียมีการนำเข้าสินค้าไก่จากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้ หลังจากที่รัฐบาลได้ขอความร่วมมือให้ทางสมาคมผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญของไทย อาทิ ข้าว กุ้ง ไก่ กาแฟ เป็นต้น ไปจัดทำแผนการผลิตสินค้าในช่วงระยะเวลา 3 ปี ว่าจะมีปริมาณผลผลิตเท่าไร เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการเจรจาแลกเปลี่ยนสินค้ากับประเทศที่ไทยต้องการจะซื้อสินค้าตามโครงการบาร์เตอร์เทรดด้วย แต่ล่าสุดจากการสอบถามปรากฏว่ายังไม่เอกชนหรือสมาคมรายใดเสนอแผนการผลิตล่วงหน้ามาให้
“ หากจะดูสินค้าที่อยู่ในมือของรัฐบาลเองก็มีสินค้าที่รอเข้าร่วมโครงการบาร์เตอร์อยู่แล้ว ได้แก่ ข้าวในสต็อกของรัฐบาล ที่มีปริมาณกว่า 2 ล้านตัน และสินค้าลำใยเท่านั้น”
รายงานข่าวระบุอีกว่า ในการนำเสนอข้อมูลการผลิตสินค้าล่วงหน้าเพื่อที่ให้รัฐบาลนำไปทำบาร์เตอร์เทรด มีสินค้าเพียงรายการเดียว จากการหารือทั้งหมด 26 รายการ ที่นำเสนอข้อมูลเข้ามา คือ สินค้าไก่ เสนอโดยสมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อเพื่อการส่งออก โดยเสนอแผนการผลิตล่วงหน้า 5 ปี และระบุว่าสามารถส่งมอบไก่ให้รัฐบาลนำไปบาร์เตอร์เทรดได้ถึงปีละ 5 หมื่นตัน และยังสามารถเพิ่มปริมาณได้อีกตามความต้องการของรัฐบาล โดยสมาคมฯเสนอแผนตั้งแต่วันแรกที่มีการหารือ รวมทั้งยังระบุด้วยว่าต้องการส่งออกไก่ไปรัสเซีย เพราะรัสเซียเป็นประเทศที่นำเข้าไก่มากที่สุดในโลก
**แนะซื้อเงินสดแต่ระวังค่านายหน้า
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึง โครงการเมกะโปรเจกต์ว่าไม่ว่ารัฐบาลจะซื้อด้วยระบบบาร์เตอร์เทรด หรือซื้อตรงโดยใช้เงินสดตนเชื่อว่าการซื้อเงินสด สิ่งที่รัฐบาลต้องเน้นราคาแตกต่างจากราคาที่ประเทศอื่นซื้อในสินค้าชนิดเดียวกันที่ไทยซื้อห่างกันมากน้อยเพียงใด ซึ่งถ้าห่างมากก็แสดงว่ามีค่านายหน้าเป็นจำนวนมากรัฐบาลเสียเปรียบ ส่วนจะกระทบต่าดุลบัญชีเงินหรือไม่นั้นคิดว่าคงไม่มีปัญหาเพราะปัจจุบันหนี้สาธารณะอยุ่ที่ 43% ต่อจีดีพี หรือ 3 ล้านล้านบาท หากจะมีการเพิ่มขึ้นก็ไม่มาก
“สรุปรัฐจะซื้อเครื่องบินรบราคา 2 หมื่นล้านบาทเป็นเงินสดก็คงไม่กระทบดุลชำระเงินหรือหนี้สาธารณะไม่มากนัก และหากสินค้าเกษตรไก่เราขายได้ดีจริงในตลาดโลกก็ไม่จำเป็นต้องไปทำบาร์เตอร์เทรดเพื่อจะมาลดการขาดดุลทางการค้าก็ได้” นายธนวรรธน์ กล่าว
ก่อนหน้านี้นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)กล่าวไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะทำบาร์เตอร์เทรด แต่ควรใช้เงินสดซื้อสินค้าจะดีกว่ามีต้นทุนที่ต่ำกว่า เพราะการใช้ระบบบาร์เตอร์เทรด รัฐจะต้องเสียต้นทุนที่สูงที่จะต้องจ้างบริษัทกลางขึ้นมา ซึ่งอาจจะเป็นช่องทางที่เอื้อผลประโยชน์ตรงส่วนนี้ให้กับกลุ่มทุนการเมืองได้ที่จะเข้าไปหาประโยชน์ได้
**พบบาร์เตอร์เทรดไม่เคยทำได้จริง
อย่างไรก็ดี หากพิจารณาโครงการบาร์เตอร์เทรด นับตั้งแต่รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ เข้าบริหารประเทศและได้ประกาศนโยบายนี้มาใช้จากการสำรวจของ “ผู้จัดการรายวัน” พบว่ามีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาทไปแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ไม่มีความคืบหน้าแม้แต่โครงการเดียว
แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า โครงการบาร์เตอร์เทรดมีมาก แต่ที่ช้า เพราะระเบียบที่เป็นเงื่อนไขกำหนดให้หน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจที่ต้องทำบาร์เตอร์เทรดยังไม่ออกมา โดยอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งคาดว่าน่าจะเสร็จราวๆ เดือนม.ค.2549 นี้ หากมีระเบียบออกมาแล้ว เชื่อว่าจะทำให้การทำโครงการบาเตอร์เทรดมีความคืบหน้าแน่นอน
ทั้งนี้ เงื่อนไขที่กำหนดให้หน่วยงานที่ซื้อสินค้าจากต่างประเทศต้องทำบาเตอร์เทรดนั้น จะมีการกำหนดมูลค่าที่ซื้อ สัดส่วนการแลก ชนิดสินค้า แต่ทั้งนี้ อัตราจะเป็นเท่าไร ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการบาเตอร์เทรด ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เป็นประธาน
แหล่งข่าวทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการเมกะโปรเจกต์ ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเชิญทูตทั่วโลกมาพบอีกครั้งภายหลังที่มอบแนวคิดในโครงการเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาล ให้ต่างชาติรับทราบเพื่อดึงมาร่วมทุนเป็นพันธมิตร ในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งจะมีการประชุมกันอีกครั้งในวันที่ 26 ม.ค.นี้ จะมีการประชุมร่วมกันระหว่างทูตและนักลงทุนต่างประเทศกับรัฐบาล
ส่วนหนึ่งของโครงการเมกะโปรเจกต์คือ โครงการแลกเปลี่ยนสินค้า(บาร์เตอร์:Barter Trade) ที่เป็นโครงการที่รัฐบาลพยายามผลักดันในการทำโครงการเมกะโปรเจกต์ใน ปี 2549 มีหน่วยงานที่ต้องการซื้อสินค้าต่างประเทศและคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการไปแล้วมีมูลค่า1.9 หมื่นล้านบาท ได้แก่ กองทัพบกต้องการซื้อปืนใหญ่จากฝรั่งเศสมูลค่า 1,800 ล้านบาท กระทรวงกลาโหมต้องการซื้อรถหุ้มเกราะจากแคนาดามูลค่า 7,900 ล้านบาท กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัยต้องการซื้อสินค้าเพื่อตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณภัยจากออสเตรเลียมูลค่า 3,700 ล้านบาท และการรถไฟแห่งประเทศไทยต้องการซื้อหัวรถจักรจากจีนมูลค่า 1,800 ล้านบาท
นอกจากนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยยังมีแผนที่จะจัดซื้อเครื่องจักรที่จะนำมาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งโครงการดังกล่าวต่างเข้าคิวรอเพื่อที่จะทำบาร์เตอร์เทรด แต่อย่างไรก็ตามทุกหน่วยงานต่างก็มีการตั้งงบประมาณสำรองขึ้นมารองรับไว้อยู่แล้ว
ขณะเดียวกันยังรวมถึงเครื่องบินรบ ซู 30 จากรัสเซีย ซึ่งได้มีการหารือกันไว้ในเบื้องต้น โดยไทยเสนอแลกเปลี่ยนด้วยสินค้าไก่ กุ้ง และข้าว แต่ทางรัสเซียสนใจสินค้ากุ้ง อย่างไรก็ตามไทยต้องการให้รัสเซียนำไก่เข้าเป็นสินค้าที่จะนำมาแลกเปลี่ยนด้วย โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการเปิดตลาดไก่ของไทยในรัสเซีย เพราะที่ผ่านมารัสเซียไม่เคยนำเข้าไก่จากไทย ทั้งๆที่ในแต่ละปีรัสเซียมีการนำเข้าสินค้าไก่จากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้ หลังจากที่รัฐบาลได้ขอความร่วมมือให้ทางสมาคมผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญของไทย อาทิ ข้าว กุ้ง ไก่ กาแฟ เป็นต้น ไปจัดทำแผนการผลิตสินค้าในช่วงระยะเวลา 3 ปี ว่าจะมีปริมาณผลผลิตเท่าไร เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการเจรจาแลกเปลี่ยนสินค้ากับประเทศที่ไทยต้องการจะซื้อสินค้าตามโครงการบาร์เตอร์เทรดด้วย แต่ล่าสุดจากการสอบถามปรากฏว่ายังไม่เอกชนหรือสมาคมรายใดเสนอแผนการผลิตล่วงหน้ามาให้
“ หากจะดูสินค้าที่อยู่ในมือของรัฐบาลเองก็มีสินค้าที่รอเข้าร่วมโครงการบาร์เตอร์อยู่แล้ว ได้แก่ ข้าวในสต็อกของรัฐบาล ที่มีปริมาณกว่า 2 ล้านตัน และสินค้าลำใยเท่านั้น”
รายงานข่าวระบุอีกว่า ในการนำเสนอข้อมูลการผลิตสินค้าล่วงหน้าเพื่อที่ให้รัฐบาลนำไปทำบาร์เตอร์เทรด มีสินค้าเพียงรายการเดียว จากการหารือทั้งหมด 26 รายการ ที่นำเสนอข้อมูลเข้ามา คือ สินค้าไก่ เสนอโดยสมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อเพื่อการส่งออก โดยเสนอแผนการผลิตล่วงหน้า 5 ปี และระบุว่าสามารถส่งมอบไก่ให้รัฐบาลนำไปบาร์เตอร์เทรดได้ถึงปีละ 5 หมื่นตัน และยังสามารถเพิ่มปริมาณได้อีกตามความต้องการของรัฐบาล โดยสมาคมฯเสนอแผนตั้งแต่วันแรกที่มีการหารือ รวมทั้งยังระบุด้วยว่าต้องการส่งออกไก่ไปรัสเซีย เพราะรัสเซียเป็นประเทศที่นำเข้าไก่มากที่สุดในโลก
**แนะซื้อเงินสดแต่ระวังค่านายหน้า
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึง โครงการเมกะโปรเจกต์ว่าไม่ว่ารัฐบาลจะซื้อด้วยระบบบาร์เตอร์เทรด หรือซื้อตรงโดยใช้เงินสดตนเชื่อว่าการซื้อเงินสด สิ่งที่รัฐบาลต้องเน้นราคาแตกต่างจากราคาที่ประเทศอื่นซื้อในสินค้าชนิดเดียวกันที่ไทยซื้อห่างกันมากน้อยเพียงใด ซึ่งถ้าห่างมากก็แสดงว่ามีค่านายหน้าเป็นจำนวนมากรัฐบาลเสียเปรียบ ส่วนจะกระทบต่าดุลบัญชีเงินหรือไม่นั้นคิดว่าคงไม่มีปัญหาเพราะปัจจุบันหนี้สาธารณะอยุ่ที่ 43% ต่อจีดีพี หรือ 3 ล้านล้านบาท หากจะมีการเพิ่มขึ้นก็ไม่มาก
“สรุปรัฐจะซื้อเครื่องบินรบราคา 2 หมื่นล้านบาทเป็นเงินสดก็คงไม่กระทบดุลชำระเงินหรือหนี้สาธารณะไม่มากนัก และหากสินค้าเกษตรไก่เราขายได้ดีจริงในตลาดโลกก็ไม่จำเป็นต้องไปทำบาร์เตอร์เทรดเพื่อจะมาลดการขาดดุลทางการค้าก็ได้” นายธนวรรธน์ กล่าว
ก่อนหน้านี้นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)กล่าวไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะทำบาร์เตอร์เทรด แต่ควรใช้เงินสดซื้อสินค้าจะดีกว่ามีต้นทุนที่ต่ำกว่า เพราะการใช้ระบบบาร์เตอร์เทรด รัฐจะต้องเสียต้นทุนที่สูงที่จะต้องจ้างบริษัทกลางขึ้นมา ซึ่งอาจจะเป็นช่องทางที่เอื้อผลประโยชน์ตรงส่วนนี้ให้กับกลุ่มทุนการเมืองได้ที่จะเข้าไปหาประโยชน์ได้
**พบบาร์เตอร์เทรดไม่เคยทำได้จริง
อย่างไรก็ดี หากพิจารณาโครงการบาร์เตอร์เทรด นับตั้งแต่รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ เข้าบริหารประเทศและได้ประกาศนโยบายนี้มาใช้จากการสำรวจของ “ผู้จัดการรายวัน” พบว่ามีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาทไปแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ไม่มีความคืบหน้าแม้แต่โครงการเดียว
แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า โครงการบาร์เตอร์เทรดมีมาก แต่ที่ช้า เพราะระเบียบที่เป็นเงื่อนไขกำหนดให้หน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจที่ต้องทำบาร์เตอร์เทรดยังไม่ออกมา โดยอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งคาดว่าน่าจะเสร็จราวๆ เดือนม.ค.2549 นี้ หากมีระเบียบออกมาแล้ว เชื่อว่าจะทำให้การทำโครงการบาเตอร์เทรดมีความคืบหน้าแน่นอน
ทั้งนี้ เงื่อนไขที่กำหนดให้หน่วยงานที่ซื้อสินค้าจากต่างประเทศต้องทำบาเตอร์เทรดนั้น จะมีการกำหนดมูลค่าที่ซื้อ สัดส่วนการแลก ชนิดสินค้า แต่ทั้งนี้ อัตราจะเป็นเท่าไร ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการบาเตอร์เทรด ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เป็นประธาน


