xs
xsm
sm
md
lg

ไชโย การเมืองยุค “ถือเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง” !

เผยแพร่:   โดย: สันติ ตั้งรพีพากร

ปี 2548 ที่ผ่านไป มีความหมายต่อกระบวนการพัฒนาทางการเมืองของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง เมื่อปัญหาต่างๆที่สั่งสมมาจนถึงระดับ “อิ่มตัว” ได้แตกระเบิดเปิดเผยให้เห็นถึงความจริงที่เป็นอยู่ ยังความสว่างแก่สาธารณชน จุดชนวนการปฏิรูปทางการเมืองครั้งใหม่ได้อย่างเป็นจริง

การระเบิดใหญ่ของความจริงครั้งนี้ จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้หากไม่มีขบวนการ “จุดเทียนปัญญา” นำโดยคุณสนธิ ลิ้มทองกุล คุณสโรชา พรอุดมศักดิ์ และคณะในสังกัดกลุ่มบริษัทผู้จัดการ /ไทยเดย์ด็อทคอม แสดงบทบาทของความเป็น “สื่ออิสระ”ที่รับผิดชอบต่อสังคมและมุ่ง “ถือเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง” นำเอาเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนมาเสนอบนเวที “เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร” จากนั้นถ่ายทอดผ่านเครือข่ายสื่อสารรูปแบบต่างๆอย่างพลิกแพลง ได้รับความสนใจและต้อนรับอย่างท่วมท้นจากประชาชนชาวไทยทุกระดับชั้น ทั้งในและต่างประเทศ

แม้เผชิญหน้ากับการก่อกวน ขัดขวาง คุกคาม จากภาครัฐตัวแทนผลประโยชน์กลุ่มทุนใหญ่แกนนำพรรคไทยรักไทยในหลายๆด้าน แต่ขบวนการจุดเทียนปัญญาก็ประสบชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่า ประชาชนชาวไทยพากันตื่นตัวอย่างรวดเร็ว สามารถก่อหวอดเป็นกลุ่มพลังดำเนินบทบาททางสังคมได้อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เช่น สามารถยับยั้งการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตได้ชั่วคราว ทำลายแผนผ่องถ่ายสมบัติของชาติของประชาชนเข้ากระเป๋ากลุ่มทุนใหญ่แกนนำพรรคไทยรักได้เป็นครั้งแรก หลังจาก “เสียรู้”ไปแล้วในการแปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ป.ต.ท.)

การขับเคลื่อนของกระบวนการจุดเทียนทางปัญญา ได้นำไปสู่การเชื่อมโยงกันเข้าของกลุ่มพลังต่างๆอย่างรวดเร็ว เวที “เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร”กลายเป็นศูนย์รวมของการเชื่อมโยงกันเข้าของกลุ่มพลังต่างๆที่เคลื่อนไหวต่อสู้ เรียกร้อง ป้องกันสิทธิผลประโยชน์เฉพาะตน

เชื่อเหลือเกินว่า การเชื่อมโยงกันเข้าของกลุ่มพลังต่างๆ จะค่อยๆหลอมรวมเป็นการต่อสู้เพื่อสังคม ประเทศชาติ และประชาชน บนฐานร่วมตรงที่ “ถือเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง”

ในท่ามกลางการเคลื่อนไหวต่อสู้ พวกเขาจะค่อยๆเกิดสำนึกร่วมบนฐานของปัญญารู้แจ้ง รู้จริงในต้นตอหรือเหตุแห่งปัญหาที่พวกเขากำลังเผชิญหน้าอยู่ ว่า “เป็นเพราะการใช้อำนาจบริหารประเทศของรัฐบาล โดยแกนนำกลุ่มทุนใหญ่พรรคไทยรักไทย ไม่ได้ถือเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง” การจะแก้ไขปัญหาเฉพาะส่วนของตนให้สำเร็จ จำเป็นอย่างยิ่งจะต้องแก้กันที่ต้นเหตุหรือปมเงื่อนของปัญหา

นั่นคือ การแก้ไขปัญหาทางการเมือง รัฐบาลที่ใช้อำนาจบริหารประเทศ จักต้องถือเอาผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชนเป็นตัวตั้ง จึงจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเฉพาะส่วนเฉพาะตนได้อย่างแท้จริง

อันจะเป็นการส่งสัญญาณว่า การเมืองไทยในปี 2549 โดยกลุ่มพลังประชาชนทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคทั่วประเทศ พรรคการเมืองต่างๆ ทั้งเก่าและใหม่ โดยเฉพาะคือพรรคการเมืองตัวแทนผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน ที่จะต้อง “จุติ”ขึ้นอย่างแน่นอน มีแนวโน้มที่จะต้องมุ่งสู่การถือเอาผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชนเป็นตัวตั้ง

ที่ “วิสัชนา”เช่นนี้ มีเหตุผลสองประการ

ประการแรก ยุคสมัยกำหนด

ดังที่ผู้เขียนได้อธิบายไว้ในบทความ ว่าด้วย “ทางเลือกพรรคการเมืองไทย”ในสัปดาห์ที่แล้ว ว่า ปัจจุบันนี้ การเมืองการปกครอง ซึ่งหลักๆก็คือ การใช้อำนาจบริหารประเทศของพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ทั้งในประเทศทุนนิยมและประเทศสังคมนิยม ได้ก้าวมาถึงขั้นการ “ถือเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง”กันแล้ว ประเทศใดที่มีรัฐบาลใช้อำนาจบริหารประเทศโดยถือเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง ก็ประสบความสำเร็จ ประเทศเจริญรุ่งเรือง ประชาชนอยู่ดีกินดี มีสุข สถานภาพของพรรคการเมืองผู้ใช้อำนาจบริหารประเทศก็มั่นคง ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ ได้รับการยอมรับในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศ การเมืองมีเสถียรภาพ การพัฒนาดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ฐานะของประเทศในสังคมโลกเขยิบสูงขึ้นเรื่อยๆ ประชาชนรู้สึกมีศักดิ์ศรี

ตรงกันข้าม ประเทศใดที่มีรัฐบาลใช้อำนาจบริหารประเทศโดยไม่ถือเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง ก็ประสบความล้มเหลว ประเทศไม่เจริญ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เป็นสุข ติดอยู่ในวังวนของความ “ขาดแคลน”ทั้งทางวัตถุและจิตใจ ขาดความรู้สึกปลอดภัยในการดำเนินชีวิต มีวิกฤตรอบด้าน วนเวียนอยู่ในวังวนของการเมืองน้ำเน่า ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงจำนวนมากยินดีขายเสียงให้แก่นักการเมืองน้ำเน่า เป็นเหตุให้การเมืองไม่มีคุณภาพ คะแนนเสียงที่พรรคการเมืองได้ไป ไม่สามารถสะท้อนความเรียกร้องต้องการที่แท้จริงของประชาชน เป็นเพียงเครื่องมือหรือ “ข้ออ้าง” ของพรรคการเมืองน้ำเน่า ในการดำเนินนโยบายผ่องถ่ายประโยชน์ส่วนตน

การเมืองน้ำเน่า นำไปสู่การบริหารประเทศแบบน้ำเน่า นักการเมืองมุ่งฉกฉวยผลประโยชน์ใส่ตัวทุกวิถีทางอย่างแยบยล สุดที่มหาชนจะตามทัน จนกว่าจะมีกลุ่ม “คนรู้ทัน”ร่วมกันตีแผ่ แฉโพย และเปิดโปง อย่างเช่นในประเทศไทยเรา กว่าจะเกิดขบวนการจุดเทียนปัญญา สามารถปลุกกระแสต่อต้านการใช้อำนาจบริหารประเทศที่ไม่ถือเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้งได้ ก็กินเวลาตั้งหลายปี เกิดผลเสียใหญ่หลวงต่อประเทศชาติและประชาชน

การเมืองลักษณะนี้จึงไม่มีเสถียรภาพ การพัฒนาประเทศดำเนินไปได้อย่างลุ่มๆดอนๆ ประเทศไม่เจริญรุ่งเรือง ประชาชนยากจน ไม่เป็นสุข

การเมืองของประเทศไทยจัดอยู่ในประเภทหลังนี้ การพัฒนาจึงยังติดหนึบอยู่ในกับดักแห่งอำนาจ โดยมีกลุ่มอำนาจทั้งเก่าและใหม่ทำหน้าที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันใช้อำนาจบริหารประเทศ จนกระทั่งล่าสุดนี้ก็คือพรรคไทยรักไทย โดยเฉพาะกลุ่มแกนนำพรรคไทยรักไทย ในฐานะผู้ใช้อำนาจบริหารประเทศที่แท้จริง

อาจกล่าวได้ว่า แม้ประเทศไทยจะไม่ใช่ประเทศล้าหลังที่สุดในบรรดาประเทศกำลังพัฒนา แต่เมื่อพิจารณาถึงกระบวนการขั้นตอนการพัฒนาทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรมของประเทศไทย เราได้ “เสียโอกาส”มามากแล้ว เพราะภายหลังการปฏิรูปการปกครองในรัชกาลที่ 5 และการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 แล้ว การขับเคลื่อนของสังคมไทยได้ดำเนินมาอย่างไม่เป็นกระบวน มีลักษณะซัดส่ายไปมา ตามการใช้อำนาจของกลุ่มปกครองตัวแทนผลประโยชน์กลุ่มคนส่วนน้อยของประเทศไทยมาโดยตลอด

จนกระทั่ง ตั้งแต่ทศวรรษ ค.ศ.1980 การเมืองโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคการถือเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง ทั้งในประเทศทุนนิยมและสังคมนิยม มีประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศได้พลิกผันตัวเองไปสู่ความเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ได้ “ทิ้งห่าง”ประเทศไทยไปหลายขั้น แต่ความเป็นจริงเหล่านี้ก็ไม่ได้นำความสว่างมาสู่กลุ่มอำนาจในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มอำนาจใหม่ไทยรักไทย แทนที่จะใช้โอกาสที่ตนครองที่นั่งมากกว่าครึ่งในสภาผู้แทนราษฎร ขับเคลื่อนการใช้อำนาจบริหารประเทศอย่างสอดคล้องกับลักษณะยุคสมัย กลับ “ใช้โอกาสเป็นโอกาส” คือใช้โอกาสของประเทศชาติของประชาชนชาวไทย เป็นโอกาสของกลุ่มทุนแกนนำพรรคไทยรักไทย ดำเนินนโยบายผลประโยชน์ทับซ้อน จากการเบียดบังอย่างแนบเนียนในตอนต้น มาเป็นการฉกฉวยกันซึ่งๆหน้าอย่างสิ้นคิด ในตอนปลาย

ทำให้ภาพลักษณ์ของผู้นำรัฐบาลไทย คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตกต่ำไร้ค่าทั้งในสายตาคนไทยและสายตาชาวโลก

ณ วันนี้ จึงไม่แปลกใจเลย ถ้าจะมีใครสักคนถามดังๆว่า เหตุใดผู้นำพรรคไทยรักไทย จึง “โง่”จริงๆ ไม่ใช้โอกาสงามทางการเมือง ที่รัฐบาลมีเสียงข้างมากในสภาฯผลักดันการปฏิรูประบบ กลไก ให้เอื้อต่อการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง เพื่อขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาของประเทศไทยให้ก้าวไกลไปในทิศทางที่ถือเอาผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชนเป็นตัวตั้ง ?

อีกนัยหนึ่ง เหตุใด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและกลุ่มแกนนำพรรคไทยรักไทย จึง “ฉลาด”เหลือเกินในการฉกฉวยผลประโยชน์เข้าตัว มุ่งสร้างอาณาจักรธุรกิจครอบโลก โดย “ยึด”ประเทศไทยเป็นฐานที่ตั้ง ?

มาถึงวันนี้ ลักษณะแห่งยุคสมัยได้ “ฟันธง”ไปเรียบร้อยแล้วว่า การกระทำของพรรคไทยรักไทย โดยเฉพาะกลุ่มแกนนำ เป็นความ “โง่” มากกว่าความฉลาด

เพราะเมื่อไม่ถือเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง ประเทศก็ไม่เจริญก้าวหน้า ประชาชนก็ไม่มีความสุข สถานภาพทางการเมืองของกลุ่มทุนใหญ่แกนนำพรรคไทยรักไทยก็ง่อนแง่น ไม่มั่นคง

ตรงกันข้าม ถ้าพวกเขากำหนดแนวคิดอีกแบบหนึ่ง มุ่งบริหารประเทศโดยถือเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง ระดมทรัพยากรและองค์ความรู้จากทุกฝ่าย สามัคคีพลังรู้แจ้งในทุกมิติของสังคมไทยและสังคมโลก รวมศูนย์เข้าสู่กระบวนการพัฒนาประเทศ โดยถือเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง เมื่อนั้น ประเทศชาติก็จะเข้มแข็ง ประชาชนอยู่ดีกินดีรอบด้าน การเมือง “นิ่ง” การพัฒนาก็ขับเคลื่อนไปได้อย่างต่อเนื่อง

บนความเข้มแข็งของประเทศชาติ และความอยู่ดีมีสุขของประชาชน อำนาจปกครองของพรรคไทยรักไทยก็จะมั่นคง กลุ่มธุรกิจใหญ่น้อยก็จะเข้มแข็ง เดินหน้าประชันไปบนเวทีการค้าโลกในนาม “ธุรกิจไทย”ได้อย่างสมภาคภูมิ

ความเข้มแข็งทุกด้านบนพื้นฐานของความเข้มแข็งของประเทศชาติเท่านั้น ที่เป็นความเข้มแข็งที่แท้จริงและจีรัง นี่คือสัจธรรมที่กลุ่มแกนนำพรรคไทยรักไทยไม่สามารถเข้าถึงและ “รู้แจ้ง”

ผู้เขียนขออนุญาต “ฟันธง”ต่อไปว่า การเมืองยุค “หลังไทยรักไทย”ของประเทศไทย จะต้องก้าวเข้าสู่ยุค “ถือเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง”อย่างแน่นอน เพราะมันถูกกำหนดด้วยลักษณะยุคสมัย ที่การเมืองโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุค “ถือเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง”เรียบร้อยแล้ว

บนเวทีการเมืองไทยในช่วงต่อไป ภายหลังการปฏิรูปครั้งใหญ่ ด้วยวิธีการต่างๆที่เป็นไปได้ ที่เริ่มจากความเป็นจริงของประเทศไทย เช่น การถวายคืนพระราชอำนาจ เพื่อเป็น “ทางผ่าน”ไปสู่การปฏิรูปทางการเมืองที่ถือเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง การเมืองประเทศไทยก็จะพลิกไปสู่มิติใหม่ พรรคการเมืองยุคใหม่ทุกพรรคจะต้องปรับตัวให้เป็นพรรคการเมืองที่ถือเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง ไม่ว่าพรรคการเมืองพรรคนั้นจะชื่ออะไร ใครเป็นตัวตั้งตัวตี !

ประการที่สอง พรรคไทยรักไทยได้ทำเป็นตัวอย่าง “นำร่อง”โดยไม่ตั้งใจ

การหาเสียงด้วยนโยบายประชานิยม ที่พรรคไทยรักไทยใช้ในการรณรงค์หาเสียงในการเลือกตั้งปี 2544 และ 2548 แม้จะปรากฏออกมาในรูปของการหลอกลวง คือหวังผลเชิงการตลาด มากกว่าการถือเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง มุ่งสร้างฐานการเมืองสำหรับการครองอำนาจตลอดไป แต่มันก็ “ได้ผล” มีความเป็น “เปลือก”ของการเมืองแบบถือเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง ที่ทุกพรรคการเมืองสามารถนำไปใช้เป็นประโยชน์ในการเลือกตั้งได้

อีกนัยหนึ่ง แม้พรรคไทยรักไทยจะใช้เป็นกลยุทธหาเสียงแบบ “กูมาก่อน” ถือเอาการสร้างฐานกลุ่มทุนใหญ่เป็นตัวตั้งเป็นเบื้องต้น แต่ก็เป็นวิธีการหาเสียงที่ “เข้าเป้า”คือโดนใจประชาชนคนไทยในระดับรากหญ้ามากที่สุด

ทำให้เราเข้าถึง “สัจธรรม”ของการเมืองประเทศไทยว่า การรณรงค์ต่อสู้เพื่อให้ได้ชัยชนะในสนามเลือกตั้ง มิอาจหลีกเลี่ยงกลยุทธ์ “ประชานิยม” เพียงแต่ว่า จะต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่า เพื่อใคร ? เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนหรือเพื่อกลุ่มทุน ?

แน่นอนที่สุด พัฒนาการทางการเมืองของประเทศไทย ในที่สุดจะต้องก้าวผ่านขั้นตอนการหาเสียงด้วยวิธีการเช่นนี้

มีแต่ต้องเข้าถึงประชาชน ด้วยการทำงานอย่างจริงจังและอย่างมีประสิทธิภาพ “จุดเทียนปัญญา” ให้ประชาชนรู้ชัดรู้แจ้งถึงทิศทางอนาคตของตน ว่ามีแต่พรรคการเมืองที่ถือเอาผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชนเป็นตัวตั้งเท่านั้น ที่พวกเขาสมควรสนับสนุน ลงคะแนนเสียงให้
กำลังโหลดความคิดเห็น...