"ทักษิณ"อ้างซื้อซู 30 แลกไก่เพื่อเปิดตลาดสินค้าเกษตรในรัสเซีย จวกพวกวิจารณ์หัวโบราณคิดแบบเดิมๆ ท้าผู้เชี่ยวชาญ ทอ.ที่บอกว่าไม่อยากได้เครื่องบินรัสเซียโผล่หน้ามาให้เห็นหน่อย ด้านผบ.ทอ.เผยมีแผนอัพเกรดเอฟ 16 ทั้ง 2 ฝูง ใช้เงิน 8พันล้าน แต่งบยังไม่มา ไม่ฟันธงจะเอาหรือไม่เอาเครื่องบินรัสเซีย ฝ่ายค้านจี้เปิดเผยบันทึกการเจรจาทั้งหมด ขณะที่นักวิชาการด้านความมั่นคงแนะชะลอการซื้อออกไปก่อน เพราะเป็นสินค้าตกรุ่นตั้งแต่ยุคสงครามเย็นเอาออกมาเลหลัง
หลังจากนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ได้หยิบยกประเด็นกองทัพอากาศ เตรียมจัดซื้อเครื่องบินรบ ซู 30 จากประเทศรัสเซีย ระหว่างการจัดรายการที่สวนลุมพินี เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยตั้งคำถามถึงความโปร่งใส และค่าคอมมิชชั่น ในกระบวนการจัดซื้อ รวมทั้งการเปลี่ยนเอเยนต์ในการจัดซื้อมาเป็น นายเอกชัย ธรรมวรานุคุปต์ กรรมการผู้จัดการบริษัทอีเกิ้ลไทย ซึ่งเป็นคนใกล้ชิด พล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา อดีตผบ.ทอ.แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้ออกมาปฏิเสธ
ต่อมาหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของรัสเซีย อย่างน้อย 2 ฉบับ ได้เสนอข่าวเรื่องนี้ว่ารัฐบาลไทยและรัสเซียได้บรรลุข้อตกลง เป็นบันทึกความเข้าใจเบื้องต้นระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับนายวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ในการพบกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลย์เซีย ระหว่างการประชุมอาเซียนซัมมิท เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
เมื่อวานนี้ (22 ธ.ค.)พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการเตรียมจัดซื้อเครื่องบินรบ ซู 30จำนวน 12 ลำมูลค่า 20,455 ล้านบาท จากรัสเซียที่กำลังมีการวิพากวิจารณ์ และมีเสียงคัดค้านมากว่า ปัญหาคือ การอธิบาย มันไม่มีอะไรหรอก ทุกอย่างทำตรงไปตรงมา และมีระบบตรวจสอบ มีคนเข้ามาดูตรวจสอบได้ชัดเจน เพียงแต่เป็นเรื่องของการอธิบาย งานมันเยอะ จะให้มาอธิบายกันทีละชิ้นมันก็ไม่ไหว แต่คนวิจารณ์พร้อมวิจารณ์ได้ทันทีอยู่แล้ว ไม่เป็นไรใจเย็นๆ เรื่องนี้ไม่มีการผ่านระบบนายหน้า เป็นเรื่องของประธานาธิบดีรัสเซียกับตนคุยกัน และส่วนลดทั้งหมดที่จะได้ก็จะแถมเป็นเฮลิคอปเตอร์มาให้ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ตกลงนะ ซึ่งจะต้องผ่านขบวนการเมกะโปรเจกต์ แต่ขั้นตอนขณะนี้เป็นเพียงการคุยกันว่า ถ้าจะซื้อก็จะขอให้ใช้ระบบบาเตอร์เทรดได้ไหม และต้องไม่มีการผ่านระบบนายหน้า ส่วนลดทั้งหมดเอามาเป็นเฮลิคอปเตอร์ เพราะขณะนี้เราขาดเฮลิคอปเตอร์กู้ภัย นี่คือหลักการกว้างๆที่หารือกันไว้ แต่ยังไม่ได้คุยรายละเอียด ต้องมีกระบวนการในการพูดคุย และไม่ใช่เซ็น MOU ชั้นนี้เป็นเพียง Record of Discussion เท่านั้น
ส่วนที่เสนอให้มีการแลกสินค้าเกษตร เช่น ไก่ เพราะต้องการเจาะตลาดรัสเซีย ไทยไม่มีตลาดสินค้าเกษตรกับรัสเซียเลย จึงต้องการเข้าไปเจาะตลาด อย่างไก่รัสเซีย ซื้อปีละล้านตัน ไทยเองยังไม่เคยขายให้เลย ถ้าเข้าไปแลกเปลี่ยนสินค้ากับเขา เท่ากับเป็นการเปิดตลาดสินค้าเกษตรให้ เมื่อชำระเป็นสินค้าเกษตรหมดแล้ว วันหลังรัสเซียก็คือตลาดของไทย
"ธรรมดากล่าวหาอะไรก็กล่าวหาไปเถอะ ที่ว่าไปเอื้อประโยชน์นายทุน เพราะความจริงแล้วเราจะเปลี่ยนการเลี้ยงไก่ที่จะลงไปทำในระดับชุมชน โดยจะปรับเปลี่ยนจากระบบเปิดเป็นระบบปิด ต่อไปจะทำเป็นลักษณะเหมือนธุรกิจชุมชน จะนำสินค้านี้ไปแลกเปลี่ยน ชาวบ้านจะมีคนซื้อที่ชัดเจน คือคนมันคิดในมิติเดิมๆ เลยคิดว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิม เลยวิจารณ์แบบเดิมๆ แต่ว่าตอนนี้เรากำลังเปลี่ยนอะไรไม่รู้กี่เรื่อง ขอให้ใจเย็นๆ"
ส่วนที่ผู้เชี่ยวชาญจากกองทัพอากาศวิจารณ์ว่า ค่าดูแลรักษา SU-30 แพงกว่าเครื่องบินเอฟ 16 หลายเท่า นายกฯ กล่าวว่า เอฟ 16 อัพเกรดใหม่ให้ทันสมัยขึ้น และได้มีการตกลงในหลักการกับสหรัฐฯ แล้ว ซึ่งจะใช้ไปได้อีก 15 ปี และจะแลกเป็นสินค้าเกษตรเหมือนกัน ซึ่งอเมริกาก็ยอม ถ้าไม่มีเรื่องรัสเซียเข้ามา เขาไม่ยอม พอมีเรื่องรัสเซียเข้ามา เขาก็ยอม ไม่ต้องใช้เงินสดเหมือนแต่ก่อน
เมื่อถามว่าทำไมเราไม่ซื้อเครื่อง เอฟ 18 เหมือนสิงคโปร์ นายกฯ กล่าวว่า เครื่องบิน เอฟ 18 แพงมาก และเครื่องบิน เอฟ 16 เรายังมีอยู่ ถ้าเผื่อปรับปรุงใหม่จะถูกกว่ากันมาก แต่ถ้าซื้อ เอฟ 16 มาใหม่ ถือว่าตกรุ่นแล้ว เพราะมีการเตรียมที่จะออกรุ่นใหม่มาอีกแล้ว
อย่างไรก็ตาม เรื่องของเจรจายังไม่จบ ต้องมีการหารือกันอีก แต่ทั้งหมดต้องแลกสินค้าเกษตร ที่เราได้เปิดตลาดใหม่ เพราะจะไปสอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาความยากจน ที่เรากำลังเพิ่มกำลังการผลิตให้กับประชาชน และเมื่อเพิ่มแล้ว จะขายที่ไหน เพราะพอเพิ่มแล้วจะขายทันทีไม่ได้ ต้องหาตลาดก่อน วิธีหาตลาดที่ดีคือ ใช้วิธีแลกสินค้าการเกษตร แล้วตลาดก็จะมาโดยอัตโนมัติ
เมื่อถามว่า ผู้เชี่ยวชาญทางกองทัพอากาศได้ชี้ว่า สมรรถนะของเครื่องบิน su 30 ไม่มีสมรรถนะ ไม่ดี นายกฯย้อนถามว่า ผู้บัญชาการคนไหนล่ะ ชื่ออะไร ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นเชี่ยวชาญของกองทัพอากาศ นายฯ กล่าวว่า "โอ้โฮ ก็ว่ากันไป รอไปถามท่านตรงๆ แล้วให้ท่านพูดในไมโครโฟน เห็นปากแง็บๆ แล้วจะเชื่อ"
**จี้รัฐเปิดบันทึกการเจรจาซื้อซู 30
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการคำตอบในเรื่องนี้คือ สรุปว่ารัฐบาลตกลงตัดสินใจซื้อหรือยัง ซึ่งถ้ารัฐบาลตัดสินใจซื้อไปแล้ว ก็ต้องออกมาชี้แจงว่าทำไมถึงซื้อ แต่ถ้ายังไม่ตัดสินใจ รัฐบาลก็ออกมายืนยันว่า ยังไม่ตัดสินใจก็เท่านั้น และจะต้องเปิดเผยถึงขั้นตอนการเจรจาด้วยว่า มีอะไรบ้าง
"ทางสื่อของรัสเซียก็ออกข่าวยืนว่า เป็นเรื่องจริง ซึ่งทำให้ประชาชนไม่มั่นใจว่ารัฐบาลได้เปิดเผยข้ออเท็จจริงทั้งหมดหรือไม่ และที่โฆษกรัฐบาล(นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี)ออกมาระบุว่า สื่อของรัสเซียนำเสนอข่าวไม่จริง ดังนั้นรัฐบาลเองควรที่จะต้องทำเรื่องประท้วงไปทางรัสเซียว่า เราเองยังไม่ได้ตัดสินใจซื้อ และให้สื่อรัสเซียอย่าเสนอข่าวนี้ และอย่าให้เป็นการที่พูดกับเราอย่างหนึ่งแล้วพูดกับเขาอีกอย่างหนึ่ง" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หากรัฐบาลยังไม่เปิดเผยบันทึกการเจรจาระหว่างผู้นำรัสเซีย กับนายกรัฐมนตรี ถึงเรื่องการซื้อเครื่องบินภายในสัปดาห์นี้ ตนก็จะไปที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอให้มีการเปิดเผยบันทึกข้อตกลง เพื่อยืนยันถึงข้อเท็จจริง และแสดงความโปร่งใส ถ้ายังไม่มีความคืบหน้าอีก ก็จะใช้สิทธิ์ ตาม พ.ร.บ ข้อมูลข่าวสาร ต่อไป
"นายกฯต้องทำความกระจ่างไม่เพียงแต่คำพูดเท่านั้น แต่ต้องนำหลักฐานมาเปิดเผย เพราะเป็นการกล่าวหาจาก นายสนธิ ลิ้มทองกุล ว่า มีการเรียกค่าคอมมิชชั่น 10 % เป็นเงิน 3,500 ล้านบาท ในการจัดซื้อเครื่องบินซู 30 โดยเป็นการแบ่งสรรผลประโยชน์กันระหว่าง ผู้นำรัฐบาล และผู้นำกองทัพ "นายอลงกรณ์ กล่าว
** รมว.กลาโหม ไม่สนฝ่ายค้านโจมตี
พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รมว.กลาโหม กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ข่าวที่ออกมาโดยสำนักข่าวของรัสเซีย เป็นเรื่องของคนที่ต้องการขายสินค้า ส่วนจะมีการหารือระหว่างผู้นำทั้ง 2 ประเทศไปถึงไหนนั้นตนไม่ทราบ และความต้องการของกองทัพอากาศนั้นก็ทราบเพียงว่า กำลังจะปลดประจำการเครื่องบินขับไล่ เอฟ 5 จึงต้องซื้อใหม่เพื่อทดแทน แต่ก็ยังไม่ทราบว่า ต้องการเครื่องบินประเภทใด
สำหรับที่พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า รัฐบาลงุบงิบจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ คนในประเทศต้องมารู้ข่าวจากสื่อมวลชนต่างชาตินั้น พล.อ.ธรรมรักษ์ กล่าวว่า กองทัพไม่มีเงิน แล้วจะว่างุบงิบได้อย่างไร และจนถึงขณะนี้ เหล่าทัพก็ยังไม่ได้เสนอมาว่าต้องการอะไรบ้าง ซึ่งเมื่อเสนอมาแล้วอาจจะไม่ใช่เครื่องบินซู 30 ก็ได้
"ผมไม่เกรงหรอกว่า ฝ่ายค้านจะนำไปโจมตีรัฐบาล เพราะเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ถ้าฝ่ายค้านเขาไม่หาอะไรมาเล่น ก็ไม่รู้จะเล่นอะไร เรื่องธรรมดา ถ้าเขาเป็นรัฐบาล เขาก็ไม่พูด แล้วยังไม่ได้ซื้อ จะบอกได้อย่างไรว่า โปร่งใส โปร่งมัวอะไร"พล.อ.ธรรมรักษ์ กล่าว
**ทอ.ไม่กล้าบอกตรงๆว่าไม่เอาซู30
ด้าน พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ(ผบ.ทอ.)กล่าวว่า กองทัพอากาศมีแผนการจะอัพเกรดเครื่องบินขับไล่ เอฟ 16 ทั้ง 2 ฝูงที่ประจำการอยู่ในขณะนี้ แต่คงต้องรองบประมาณก่อนคาดว่าจะต้องใช้ 8,000 ล้านบาท เวลา 2 ปี ซึ่งการอัพเกรดสามารถทำได้ในประเทศไทย และจะเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผู้ผลิตให้กับกองทัพด้วย
"ส่วนประสิทธิภาพในการใช้งานหลังอัพเกรดแล้ว จะเหมือนเครื่อง เอฟ 16 บล็อก 50/52 คือ เครื่องเอฟ 16 C,D ประเด็นสำคัญคือต้องมีอาวุธ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าประเทศผู้ผลิตจะอนุญาตให้ขายได้แค่ไหน"
ส่วนกรณีเครื่องบินขับไล่ ซู 30 นั้น พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า กำลังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาอย่างต่อเนื่อง จะต้องหาข้อมูลว่า สอดคล้องกับภารกิจและความต้องการของกองทัพแค่ไหน คณะกรรมการพิจารณาเรื่องการจัดซื้อที่ตั้งขึ้นมาจะพิจารณาเรื่องการจัดซื้อเครื่องบินทดแทน ซึ่งถ้าจะทดแทนแล้วจะใช้เครื่องบิน 3 แบบ ซึ่งความจริงมีอีกหลายแบบ อย่างไรก็ตาม ข้อดีของเครื่องบินขับไล่ซู 30 คือ สามารถบรรทุกอาวุธขนาดใหญ่ได้
"เครื่องบินทุกประเภทต่างมีข้อดี และข้อเสีย บางเรื่องพูดได้ แต่บางเรื่องพูดไม่ได้ เพราะจะกระทบความสัมพันธ์ และอื่นๆ อีก และเครื่องบินมีหลายภารกิจ หลายขนาด ตัวใหญ่ๆ อย่างซู 30 จะเอาไปเปรียบเทียบกับตัวเล็กไม่ได้ ต้องเปรียบกับเอฟ 18 มิกซ์ 29 เอฟ 15 และใช้ในภารกิจหนักๆ บินได้ยาวๆ ตัวมันใหญ่มันก็จะกินน้ำมัน"พล.อ.อ.ชลิต กล่าว
สำหรับกรณีที่มีข่าวว่าเครื่องยนต์ของเครื่องบินชนิดนี้ล้าสมัยถึง 4 ปี พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า เท่าที่ทราบไม่เป็นความจริง เพราะมีการประลองยุทธ์กันระหว่างอินเดีย กับสหรัฐฯ ต่อสู้กัน 12 เที่ยว เครื่องอเมริกันถูกยิงตกหมด สู้กันไม่ได้ ขณะนี้จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่า กองทัพอากาศจะตกลงใจจัดซื้อเครื่องบิน SU ของรัสเซียหรือไม่ เพราะต้องมองภารกิจของกองทัพที่จัดตั้งฝูงบิน ว่าต้องการวางเครื่องประเภทใด
"ที่กองทัพอากาศมองมานานแล้ว คือเมื่อเรามีฐานทัพที่ จ.สุราษฎร์ธานี แล้วเราจะทำอะไร เราต้องมองเรื่องการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเล ซึ่งเดิมเราจะเอา เอฟ 16 ไปประจำการ แต่เมื่อเราไม่มี เราก็ต้องเอาไปรวมกลุ่มกันเพื่อการซ่อมบำรุงได้ง่าย ที่โคราช จึงเอาเครื่องเอฟ 5 ไปวางก่อน"พล.อ.อ.ชลิต กล่าว
ต่อข้อถามว่า ประเทศอินโดนีเซีย จัดซื้อเครื่องบินซู ของรัสเซียไว้เหมือนกัน จะเป็นเงื่อนไขให้กองทัพอากาศต้องซื้อเครื่องบินดังกล่าวหรือไม่นั้น พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า ยังไม่ทราบ แต่โดยทั่วไป ถ้าพิจารณานักมวยต่อยกัน ต้องต่อยในรุ่นเดียวกัน ซึ่งก็เป็นประเด็นที่จะต้องนำมาพิจารณา อย่างไรก็ตาม เห็นว่ากระแสข่าวที่ว่า นายกรัฐมนตรีลงนามในบันทึกความตกลง MOU กับ รัสเซีย เพื่อซื้อซู 30 แล้ว เป็นกลยุทธ์ของบริษัทของแต่ละประเทศ ที่พยายามทำให้คนเข้าใจว่ามีการตกลงผูกมัดกันแล้ว เป็นกลยุทธ์ทางการค้าอย่างหนึ่ง
**ชี้รัสเซียเลหลังเครื่องบินรบยุคสงครามเย็น
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการทหาร คนหนึ่ง กล่าวว่า กองทัพไทยค่อนข้างล้าหลังในการปรับปรุงขีดความสามารถของอาวุธยุทโธปกรณ์ เพราะงบลงทุนด้านนี้มีน้อย แต่โชคดีที่ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องภัยคุกคาม และประเทศเพื่อนบ้านก็เป็นมิตร
ขณะนี้ประเทศไทยมีเครื่องบินรบหลักๆอยู่ 3 ชนิด ชนิดแรกคือเครื่องบินตระกูล F-16 A/B ชนิดที่ 2 คือ เครื่องบินขับไล่ F-5 E/F ซึ่งเก่ากว่า F-16 และปลดประจำการในหลายๆ ประเทศแล้ว แต่ไทยยังใช้อยู่ และมีแผนการที่จะใช้ต่อไปอีกหลายปี ชนิดที่ 3 เครื่องบินอัลฟาเจ็ต ที่ไทยซื้อมาจากเยอรมัน ใช้อเนกประสงค์ ทั้งเป็นเครื่องบินฝึก เครื่องบินลาดตระเวน และโจมตีด้วย แต่ประสิทธิภาพน้อยกว่า 2 ชนิดแรก
ในบรรดาเครื่องบิน 3 กลุ่มนี้ เครื่องบิน F-16 มีสมรรถนะสูงที่สุด และมีอายุใช้งานที่ยังไกล รวมทั้งสามารถปรับปรุงยกระดับขึ้นมาได้ และว่าเมื่อปี 2539 ประเทศไทยก็ได้วางแผนที่จะซื้อเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ คือ F-18 C/D ซึ่งตอนนั้นถือว่าเป็น F-18 รุ่นใหม่ แต่เผอิญเจอวิกฤตเศรษฐกิจ หางบประมาณไม่ได้ จึงต้องยกเลิกโครงการไป ทำให้ไทยขาดเครื่องบินรบรุ่นใหม่สำหรับกองทัพไปประมาณ 10 ปีแล้ว
ดร.ปณิธาน กล่าวว่า ในการซื้อมีปัจจัยที่ไทยต้องใช้ประกอบการตัดสินใจค่อนข้างมาก เช่น เรื่องสมรรถนะ การซ่อมบำรุง เรื่องผลประโยชน์เกี่ยวกับการค้าต่างตอบแทน และ เรื่องของความเป็นมิตรทางการทหาร หรือจุดยืนทางยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลควรใคร่ครวญ และชั่งน้ำหนักอย่างรอบคอบทุกด้าน
"อย่างเครื่องบิน SU เมื่อเปรียบเทียบกับ F-18 E/F F-18 E/F นี่ตกลำหนึ่งที่มาเลเซียซื้อ 2-3 ปีก่อน 3 พันล้านกว่าบาท เครื่องบิน SU-30 สมรรถนะใกล้เคียงกัน ก็ตกประมาณลำละ 2 พันล้าน ก็ถูกกว่ากัน 1 พันล้าน เทคโนโลยีใกล้เคียงกัน แต่ราคาถูกกว่า ก็ทำให้หลายประเทศสนใจอาวุธรัสเซีย แต่ประเทศที่สนใจมากๆ ก็เป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีพื้นฐานในการซ่อมบำรุงอยู่แล้ว เช่น จีน อินเดีย แม้แต่มาเลเซียเอง ก็มีอุตสาหกรรมบางอย่างที่สามารถสนับสนุนการซ่อมบำรุงเองได้ เพราะอาวุธรัสเซียเอง การซ่อมบำรุงหลังการขายมีน้อย เป็นที่รู้กันว่า มีปัญหาเรื่องอะไหล่ เรื่องการฝึก เรื่องการซ่อมบำรุงหลังการขาย เพราะฉะนั้นเมื่อเอาราคาอะไหล่ การซ่อมบำรุงหลังการขายมาบวกกันแล้ว ทำให้ราคาอาวุธรัสเซียราคาสูงขึ้นเยอะ อันนี้ก็เป็นข้อเปรียบเทียบว่า จำเป็นต้องคิดถึงราคาทั้งหมด ทั้งการซ่อมบำรุง ทั้งการฝึก ทั้งการดูแลรักษาในระยะยาวด้วย ก็ทำให้อาวุธรัสเซียเมื่อรวมกันทั้งหมด อาจจะไม่น่าดึงดูดใจเท่าไร"
แต่ข้อได้เปรียบและเสียเปรียบอีกประการหนึ่ง คือ รัสเซียเองตอน 4-5 ปีหลัง ก็มีความพยายามที่จะขายอาวุธด้วยการแลกเปลี่ยนสินค้า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ในโลกที่พัฒนาแล้ว หรือในกลุ่มพันธมิตรตะวันตก ในนาโต ซึ่งไม่ค่อยอยากจะรับสินค้าเกษตร และไม่ค่อยอยากจะถ่ายโอนเทคโนโลยีชั้นสูงให้กับประเทศผู้ซื้อ อันนี้ก็ทำให้อาวุธรัสเซีย มีข้อได้เปรียบขึ้นมาอีก 1 ข้อ
ส่วนสุดท้ายคือ ประเทศที่ซื้ออาวุธจากประเทศผู้ผลิต เช่น รัสเซีย สหรัฐ หรือในยุโรป ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นประเทศที่เป็นพันธมิตรเก่า และมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดทางการทหารมานาน เช่น อาวุธรัสเซียเองก็มีลูกค้าหลัก คือ จีน อินเดีย เวียดนาม มาเลเซีย ประเทศในตะวันออกกลางหลายประเทศที่ค่อนข้างไม่เป็นมิตรกับสหรัฐฯ เลยหันไปซื้ออาวุธรัสเซีย แต่ในปัจจุบัน ถึงแม้สงครามเย็นจะจบลงแล้ว แต่ความใกล้ชิดทางการทหารกับประเทศเหล่านั้นก็มี จะเป็นไปได้ยากที่อังกฤษ เยอรมัน อิตาลี จะไปซื้ออาวุธรัสเซีย
"การซื้ออาวุธข้ามกลุ่มกันทำได้มากขึ้นในช่วงหลังสงครามเย็นสิ้นสุดลงก็จริง แต่ก็ยังมีประเด็นที่ละเอียดอ่อนอยู่พอสมควร ถ้าหากประเทศเหล่านั้นเคยเป็นศัตรูกันมาก่อน หรือว่าจะต้องมาแลกเปลี่ยนความลับทางทหาร จะต้องมีเจ้าหน้าที่ผู้แนะนำระบบอาวุธต่างๆ มาประจำการอยู่ในประเทศนั้นๆ หรือต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปเรียนภาษา ไปอยู่ในประเทศผู้ผลิตอาวุธเป็นเวลานาน ในเรื่องเหล่านี้ก็ทำได้ยาก ถ้าไม่ได้เป็นมิตรกันมาก่อน และอาจจะทำให้เกิดความเคลือบแคลงใจ หวาดระแวง ถ้าหากว่าประเทศเหล่านั้นเคยซื้ออาวุธหลักอยู่ในประเทศกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แล้วก็หันไปซื้ออีกกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ก็ "เป็นการประกาศจุดยืนใหม่ทางการเมือง"ซึ่งตรงนี้จะต้องมาชั่งน้ำหนักดูเหมือนกัน ว่า มีความจำเป็นมากน้อยขนาดไหน"
ทั้งนี้ หากรัฐบาลจะซื้อเครื่องบินรัสเซียจริงๆ คงต้องเตรียมตัวทำงานกับรัสเซียเพิ่มมากขึ้น ในอนาคต เช่น ทหารไทยคงต้องไปประจำในรัสเซีย เพื่อแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี อาจจะต้องอนุญาตให้ทหารรัสเซียเข้ามาอยู่ในประเทศไทย เพื่อเป็นคณะที่ปรึกษา และคงจะต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไว้ในอนาคต เพราะหากเกิดปัญหาอะไรขึ้นในภายหน้า แล้วรัสเซียเกิดระงับการส่งมอบอะไหล่ต่างๆ ให้ไทยก็จะมีปัญหาได้
ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่า หากซื้อเครื่องบินรัสเซีย ต้องมีการลดแลกแจกแถมให้ไทยด้วยนั้น ดร.ปณิธาน บอกว่า รัสเซียก็เคยแถมเฮลิคอปเตอร์ให้มาเลเซียเหมือนกัน แต่ปัญหาต่างๆ ก็ตามมาหลังจากนั้น
"ในกรณีของมาเลเซีย รัสเซียก็แถม ฮ.ไปจำนวนหนึ่ง และมาตั้งโรงงานซ่อมบำรุงให้ แต่ในทางปฏิบัติหลังจากนั้น 2-3 ปี ก็เห็นได้ชัดว่าเครื่องบินส่งมอบนี่มีปัญหาในการซ่อมบำรุง และโรงงานก็ไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง และทำให้การนำอาวุธ เช่น เครื่องบิน SU-30 เข้าประจำการก็ล่าไปกว่าที่ควรจะเป็น ก็เป็นบทเรียนถ้าเราต้องการที่จะซื้อรัสเซีย ก็คงต้องแก้ไข อย่าลืมว่า มาเลเซียเขามีความสามารถ มีเงิน มีการซ่อมบำรุงที่ดีกว่าเรา ยังมีปัญหา เราเองก็คงต้องระวังไว้ให้มากขึ้น"
แม้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะยืนยันใช้วิธีบาร์เตอร์เทรดในการซื้อเครื่องบินรบครั้งนี้ แต่ ดร.ปณิธาน ก็บอกว่า การทำบาร์เตอร์เทรดนั้น มักจะทำได้ประมาณ 1 ใน 3 ของมูลค่าการจัดซื้อทั้งหมด ซึ่งปัญหาที่มักเกิดขึ้น ก็คือ สินค้าที่นำไปแลกมักถูกกดราคาให้ต่ำ แถมมีข้อจำกัดกับสินค้าเกษตรที่มักเสียหายง่าย และมีปัญหาเรื่องของสารปนเปื้อนด้วย ฝ่ายที่ใช้สินค้าเกษตรจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันว่า จะไม่ซื้อเครื่องบินผ่านนายหน้านั้น ดร.ปณิธาน บอกว่า เรื่องนายหน้าและค่าคอมมิชชั่น ถือเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับทุกประเทศในเกือบทุกยุคทุกสมัย
"เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องซึ่งเป็นปัญหากับทุกประเทศในเกือบทุกยุคทุกสมัย หลายประเทศก็มีกฎหมายที่ค่อนข้างชัดเจนในการกำหนดค่านายหน้า ให้กับประเทศ ซึ่งอาจจะต้องใช้บริษัทเพื่อเป็นตัวแทนในการดำเนินการต่างๆ เพราะจริงๆ แล้วบริษัทผู้ผลิตเอง ในอดีตไม่ค่อยได้ขายตรง ก็ต้องอาศัยตัวแทนจำหน่าย แต่ในปัจจุบันหลายประเทศก็หันมาตั้งผู้ผลิต และหันมาตั้งบริษัทตัวแทนจำหน่ายของตนเอง เพราะลดค่าใช้จ่ายตรงนั้นลงไปได้ แต่อย่างไรก็ดี ตัวแทนจำหน่ายเหล่านี้ก็ยังเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลในการซื้อขายอาวุธยุทโธปกรณ์ เพราะเขาเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับกระบวนการ ขั้นตอน และตัวบุคคลที่มีอำนาจในการตัดสินใจ ในระบบเปิด ในระบบสหรัฐฯ ระบบพันธมิตรตะวันตก เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างได้รับการตรวจสอบ ได้รับการดูแลดีกว่าประเทศที่มีระบบปิด เช่น จีน รัสเซีย หรืออินเดีย ระบบเหล่านั้นตรวจสอบได้ยากกว่า หมายความว่าค่านายหน้าก็อาจจะมากกว่า และตรวจสอบยากกว่าประเทศที่เป็นระบบเปิดกว่า เพราะฉะนั้นก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่อาจจะต้องนำมาพิจารณาด้วย"
ในความเห็นของ ดร.ปณิธานนั้น ทางเลือกที่ดีที่สุดตอนนี้ ไทยน่าจะชะลอการซื้อเครื่องบินรบออกไปก่อน แล้วหันมาซ่อมบำรุงเครื่องบินที่มีอยู่ให้มีอายุการใช้งานนานขึ้น เพราะเครื่องบินรบที่ขายกันอยู่ตอนนี้ เป็นรุ่นที่อยู่ในช่วงปลายๆของยุคสมัยเก่า เป็นเครื่องบินที่ออกแบบมาใช้ในยุคสงครามเย็น เป็นเครื่องบินขนาดใหญ่ และส่วนใหญ่ไม่ใช่เครื่องบินอเนกประสงค์ คือ เป็นเครื่องบินสำหรับการทิ้งระเบิด ขับไล่ หรือโจมตี เท่านั้น ซึ่งค่อยๆถูกปลดประจำการ หรือถูกประเทศพัฒนาแล้วเลหลังขายให้ประเทศด้อยพัฒนา ดังนั้นการรอซื้อเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ๆ ที่จะออกมาภายใน 5-10 ปีนี้ น่าจะดีกว่าการซื้อเครื่องบินรุ่นเก่าที่เลหลังขายในราคาแพงตอนนี้
หลังจากนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ได้หยิบยกประเด็นกองทัพอากาศ เตรียมจัดซื้อเครื่องบินรบ ซู 30 จากประเทศรัสเซีย ระหว่างการจัดรายการที่สวนลุมพินี เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยตั้งคำถามถึงความโปร่งใส และค่าคอมมิชชั่น ในกระบวนการจัดซื้อ รวมทั้งการเปลี่ยนเอเยนต์ในการจัดซื้อมาเป็น นายเอกชัย ธรรมวรานุคุปต์ กรรมการผู้จัดการบริษัทอีเกิ้ลไทย ซึ่งเป็นคนใกล้ชิด พล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา อดีตผบ.ทอ.แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้ออกมาปฏิเสธ
ต่อมาหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของรัสเซีย อย่างน้อย 2 ฉบับ ได้เสนอข่าวเรื่องนี้ว่ารัฐบาลไทยและรัสเซียได้บรรลุข้อตกลง เป็นบันทึกความเข้าใจเบื้องต้นระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับนายวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ในการพบกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลย์เซีย ระหว่างการประชุมอาเซียนซัมมิท เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
เมื่อวานนี้ (22 ธ.ค.)พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการเตรียมจัดซื้อเครื่องบินรบ ซู 30จำนวน 12 ลำมูลค่า 20,455 ล้านบาท จากรัสเซียที่กำลังมีการวิพากวิจารณ์ และมีเสียงคัดค้านมากว่า ปัญหาคือ การอธิบาย มันไม่มีอะไรหรอก ทุกอย่างทำตรงไปตรงมา และมีระบบตรวจสอบ มีคนเข้ามาดูตรวจสอบได้ชัดเจน เพียงแต่เป็นเรื่องของการอธิบาย งานมันเยอะ จะให้มาอธิบายกันทีละชิ้นมันก็ไม่ไหว แต่คนวิจารณ์พร้อมวิจารณ์ได้ทันทีอยู่แล้ว ไม่เป็นไรใจเย็นๆ เรื่องนี้ไม่มีการผ่านระบบนายหน้า เป็นเรื่องของประธานาธิบดีรัสเซียกับตนคุยกัน และส่วนลดทั้งหมดที่จะได้ก็จะแถมเป็นเฮลิคอปเตอร์มาให้ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ตกลงนะ ซึ่งจะต้องผ่านขบวนการเมกะโปรเจกต์ แต่ขั้นตอนขณะนี้เป็นเพียงการคุยกันว่า ถ้าจะซื้อก็จะขอให้ใช้ระบบบาเตอร์เทรดได้ไหม และต้องไม่มีการผ่านระบบนายหน้า ส่วนลดทั้งหมดเอามาเป็นเฮลิคอปเตอร์ เพราะขณะนี้เราขาดเฮลิคอปเตอร์กู้ภัย นี่คือหลักการกว้างๆที่หารือกันไว้ แต่ยังไม่ได้คุยรายละเอียด ต้องมีกระบวนการในการพูดคุย และไม่ใช่เซ็น MOU ชั้นนี้เป็นเพียง Record of Discussion เท่านั้น
ส่วนที่เสนอให้มีการแลกสินค้าเกษตร เช่น ไก่ เพราะต้องการเจาะตลาดรัสเซีย ไทยไม่มีตลาดสินค้าเกษตรกับรัสเซียเลย จึงต้องการเข้าไปเจาะตลาด อย่างไก่รัสเซีย ซื้อปีละล้านตัน ไทยเองยังไม่เคยขายให้เลย ถ้าเข้าไปแลกเปลี่ยนสินค้ากับเขา เท่ากับเป็นการเปิดตลาดสินค้าเกษตรให้ เมื่อชำระเป็นสินค้าเกษตรหมดแล้ว วันหลังรัสเซียก็คือตลาดของไทย
"ธรรมดากล่าวหาอะไรก็กล่าวหาไปเถอะ ที่ว่าไปเอื้อประโยชน์นายทุน เพราะความจริงแล้วเราจะเปลี่ยนการเลี้ยงไก่ที่จะลงไปทำในระดับชุมชน โดยจะปรับเปลี่ยนจากระบบเปิดเป็นระบบปิด ต่อไปจะทำเป็นลักษณะเหมือนธุรกิจชุมชน จะนำสินค้านี้ไปแลกเปลี่ยน ชาวบ้านจะมีคนซื้อที่ชัดเจน คือคนมันคิดในมิติเดิมๆ เลยคิดว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิม เลยวิจารณ์แบบเดิมๆ แต่ว่าตอนนี้เรากำลังเปลี่ยนอะไรไม่รู้กี่เรื่อง ขอให้ใจเย็นๆ"
ส่วนที่ผู้เชี่ยวชาญจากกองทัพอากาศวิจารณ์ว่า ค่าดูแลรักษา SU-30 แพงกว่าเครื่องบินเอฟ 16 หลายเท่า นายกฯ กล่าวว่า เอฟ 16 อัพเกรดใหม่ให้ทันสมัยขึ้น และได้มีการตกลงในหลักการกับสหรัฐฯ แล้ว ซึ่งจะใช้ไปได้อีก 15 ปี และจะแลกเป็นสินค้าเกษตรเหมือนกัน ซึ่งอเมริกาก็ยอม ถ้าไม่มีเรื่องรัสเซียเข้ามา เขาไม่ยอม พอมีเรื่องรัสเซียเข้ามา เขาก็ยอม ไม่ต้องใช้เงินสดเหมือนแต่ก่อน
เมื่อถามว่าทำไมเราไม่ซื้อเครื่อง เอฟ 18 เหมือนสิงคโปร์ นายกฯ กล่าวว่า เครื่องบิน เอฟ 18 แพงมาก และเครื่องบิน เอฟ 16 เรายังมีอยู่ ถ้าเผื่อปรับปรุงใหม่จะถูกกว่ากันมาก แต่ถ้าซื้อ เอฟ 16 มาใหม่ ถือว่าตกรุ่นแล้ว เพราะมีการเตรียมที่จะออกรุ่นใหม่มาอีกแล้ว
อย่างไรก็ตาม เรื่องของเจรจายังไม่จบ ต้องมีการหารือกันอีก แต่ทั้งหมดต้องแลกสินค้าเกษตร ที่เราได้เปิดตลาดใหม่ เพราะจะไปสอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาความยากจน ที่เรากำลังเพิ่มกำลังการผลิตให้กับประชาชน และเมื่อเพิ่มแล้ว จะขายที่ไหน เพราะพอเพิ่มแล้วจะขายทันทีไม่ได้ ต้องหาตลาดก่อน วิธีหาตลาดที่ดีคือ ใช้วิธีแลกสินค้าการเกษตร แล้วตลาดก็จะมาโดยอัตโนมัติ
เมื่อถามว่า ผู้เชี่ยวชาญทางกองทัพอากาศได้ชี้ว่า สมรรถนะของเครื่องบิน su 30 ไม่มีสมรรถนะ ไม่ดี นายกฯย้อนถามว่า ผู้บัญชาการคนไหนล่ะ ชื่ออะไร ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นเชี่ยวชาญของกองทัพอากาศ นายฯ กล่าวว่า "โอ้โฮ ก็ว่ากันไป รอไปถามท่านตรงๆ แล้วให้ท่านพูดในไมโครโฟน เห็นปากแง็บๆ แล้วจะเชื่อ"
**จี้รัฐเปิดบันทึกการเจรจาซื้อซู 30
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการคำตอบในเรื่องนี้คือ สรุปว่ารัฐบาลตกลงตัดสินใจซื้อหรือยัง ซึ่งถ้ารัฐบาลตัดสินใจซื้อไปแล้ว ก็ต้องออกมาชี้แจงว่าทำไมถึงซื้อ แต่ถ้ายังไม่ตัดสินใจ รัฐบาลก็ออกมายืนยันว่า ยังไม่ตัดสินใจก็เท่านั้น และจะต้องเปิดเผยถึงขั้นตอนการเจรจาด้วยว่า มีอะไรบ้าง
"ทางสื่อของรัสเซียก็ออกข่าวยืนว่า เป็นเรื่องจริง ซึ่งทำให้ประชาชนไม่มั่นใจว่ารัฐบาลได้เปิดเผยข้ออเท็จจริงทั้งหมดหรือไม่ และที่โฆษกรัฐบาล(นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี)ออกมาระบุว่า สื่อของรัสเซียนำเสนอข่าวไม่จริง ดังนั้นรัฐบาลเองควรที่จะต้องทำเรื่องประท้วงไปทางรัสเซียว่า เราเองยังไม่ได้ตัดสินใจซื้อ และให้สื่อรัสเซียอย่าเสนอข่าวนี้ และอย่าให้เป็นการที่พูดกับเราอย่างหนึ่งแล้วพูดกับเขาอีกอย่างหนึ่ง" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หากรัฐบาลยังไม่เปิดเผยบันทึกการเจรจาระหว่างผู้นำรัสเซีย กับนายกรัฐมนตรี ถึงเรื่องการซื้อเครื่องบินภายในสัปดาห์นี้ ตนก็จะไปที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอให้มีการเปิดเผยบันทึกข้อตกลง เพื่อยืนยันถึงข้อเท็จจริง และแสดงความโปร่งใส ถ้ายังไม่มีความคืบหน้าอีก ก็จะใช้สิทธิ์ ตาม พ.ร.บ ข้อมูลข่าวสาร ต่อไป
"นายกฯต้องทำความกระจ่างไม่เพียงแต่คำพูดเท่านั้น แต่ต้องนำหลักฐานมาเปิดเผย เพราะเป็นการกล่าวหาจาก นายสนธิ ลิ้มทองกุล ว่า มีการเรียกค่าคอมมิชชั่น 10 % เป็นเงิน 3,500 ล้านบาท ในการจัดซื้อเครื่องบินซู 30 โดยเป็นการแบ่งสรรผลประโยชน์กันระหว่าง ผู้นำรัฐบาล และผู้นำกองทัพ "นายอลงกรณ์ กล่าว
** รมว.กลาโหม ไม่สนฝ่ายค้านโจมตี
พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รมว.กลาโหม กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ข่าวที่ออกมาโดยสำนักข่าวของรัสเซีย เป็นเรื่องของคนที่ต้องการขายสินค้า ส่วนจะมีการหารือระหว่างผู้นำทั้ง 2 ประเทศไปถึงไหนนั้นตนไม่ทราบ และความต้องการของกองทัพอากาศนั้นก็ทราบเพียงว่า กำลังจะปลดประจำการเครื่องบินขับไล่ เอฟ 5 จึงต้องซื้อใหม่เพื่อทดแทน แต่ก็ยังไม่ทราบว่า ต้องการเครื่องบินประเภทใด
สำหรับที่พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า รัฐบาลงุบงิบจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ คนในประเทศต้องมารู้ข่าวจากสื่อมวลชนต่างชาตินั้น พล.อ.ธรรมรักษ์ กล่าวว่า กองทัพไม่มีเงิน แล้วจะว่างุบงิบได้อย่างไร และจนถึงขณะนี้ เหล่าทัพก็ยังไม่ได้เสนอมาว่าต้องการอะไรบ้าง ซึ่งเมื่อเสนอมาแล้วอาจจะไม่ใช่เครื่องบินซู 30 ก็ได้
"ผมไม่เกรงหรอกว่า ฝ่ายค้านจะนำไปโจมตีรัฐบาล เพราะเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ถ้าฝ่ายค้านเขาไม่หาอะไรมาเล่น ก็ไม่รู้จะเล่นอะไร เรื่องธรรมดา ถ้าเขาเป็นรัฐบาล เขาก็ไม่พูด แล้วยังไม่ได้ซื้อ จะบอกได้อย่างไรว่า โปร่งใส โปร่งมัวอะไร"พล.อ.ธรรมรักษ์ กล่าว
**ทอ.ไม่กล้าบอกตรงๆว่าไม่เอาซู30
ด้าน พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ(ผบ.ทอ.)กล่าวว่า กองทัพอากาศมีแผนการจะอัพเกรดเครื่องบินขับไล่ เอฟ 16 ทั้ง 2 ฝูงที่ประจำการอยู่ในขณะนี้ แต่คงต้องรองบประมาณก่อนคาดว่าจะต้องใช้ 8,000 ล้านบาท เวลา 2 ปี ซึ่งการอัพเกรดสามารถทำได้ในประเทศไทย และจะเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผู้ผลิตให้กับกองทัพด้วย
"ส่วนประสิทธิภาพในการใช้งานหลังอัพเกรดแล้ว จะเหมือนเครื่อง เอฟ 16 บล็อก 50/52 คือ เครื่องเอฟ 16 C,D ประเด็นสำคัญคือต้องมีอาวุธ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าประเทศผู้ผลิตจะอนุญาตให้ขายได้แค่ไหน"
ส่วนกรณีเครื่องบินขับไล่ ซู 30 นั้น พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า กำลังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาอย่างต่อเนื่อง จะต้องหาข้อมูลว่า สอดคล้องกับภารกิจและความต้องการของกองทัพแค่ไหน คณะกรรมการพิจารณาเรื่องการจัดซื้อที่ตั้งขึ้นมาจะพิจารณาเรื่องการจัดซื้อเครื่องบินทดแทน ซึ่งถ้าจะทดแทนแล้วจะใช้เครื่องบิน 3 แบบ ซึ่งความจริงมีอีกหลายแบบ อย่างไรก็ตาม ข้อดีของเครื่องบินขับไล่ซู 30 คือ สามารถบรรทุกอาวุธขนาดใหญ่ได้
"เครื่องบินทุกประเภทต่างมีข้อดี และข้อเสีย บางเรื่องพูดได้ แต่บางเรื่องพูดไม่ได้ เพราะจะกระทบความสัมพันธ์ และอื่นๆ อีก และเครื่องบินมีหลายภารกิจ หลายขนาด ตัวใหญ่ๆ อย่างซู 30 จะเอาไปเปรียบเทียบกับตัวเล็กไม่ได้ ต้องเปรียบกับเอฟ 18 มิกซ์ 29 เอฟ 15 และใช้ในภารกิจหนักๆ บินได้ยาวๆ ตัวมันใหญ่มันก็จะกินน้ำมัน"พล.อ.อ.ชลิต กล่าว
สำหรับกรณีที่มีข่าวว่าเครื่องยนต์ของเครื่องบินชนิดนี้ล้าสมัยถึง 4 ปี พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า เท่าที่ทราบไม่เป็นความจริง เพราะมีการประลองยุทธ์กันระหว่างอินเดีย กับสหรัฐฯ ต่อสู้กัน 12 เที่ยว เครื่องอเมริกันถูกยิงตกหมด สู้กันไม่ได้ ขณะนี้จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่า กองทัพอากาศจะตกลงใจจัดซื้อเครื่องบิน SU ของรัสเซียหรือไม่ เพราะต้องมองภารกิจของกองทัพที่จัดตั้งฝูงบิน ว่าต้องการวางเครื่องประเภทใด
"ที่กองทัพอากาศมองมานานแล้ว คือเมื่อเรามีฐานทัพที่ จ.สุราษฎร์ธานี แล้วเราจะทำอะไร เราต้องมองเรื่องการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเล ซึ่งเดิมเราจะเอา เอฟ 16 ไปประจำการ แต่เมื่อเราไม่มี เราก็ต้องเอาไปรวมกลุ่มกันเพื่อการซ่อมบำรุงได้ง่าย ที่โคราช จึงเอาเครื่องเอฟ 5 ไปวางก่อน"พล.อ.อ.ชลิต กล่าว
ต่อข้อถามว่า ประเทศอินโดนีเซีย จัดซื้อเครื่องบินซู ของรัสเซียไว้เหมือนกัน จะเป็นเงื่อนไขให้กองทัพอากาศต้องซื้อเครื่องบินดังกล่าวหรือไม่นั้น พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า ยังไม่ทราบ แต่โดยทั่วไป ถ้าพิจารณานักมวยต่อยกัน ต้องต่อยในรุ่นเดียวกัน ซึ่งก็เป็นประเด็นที่จะต้องนำมาพิจารณา อย่างไรก็ตาม เห็นว่ากระแสข่าวที่ว่า นายกรัฐมนตรีลงนามในบันทึกความตกลง MOU กับ รัสเซีย เพื่อซื้อซู 30 แล้ว เป็นกลยุทธ์ของบริษัทของแต่ละประเทศ ที่พยายามทำให้คนเข้าใจว่ามีการตกลงผูกมัดกันแล้ว เป็นกลยุทธ์ทางการค้าอย่างหนึ่ง
**ชี้รัสเซียเลหลังเครื่องบินรบยุคสงครามเย็น
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการทหาร คนหนึ่ง กล่าวว่า กองทัพไทยค่อนข้างล้าหลังในการปรับปรุงขีดความสามารถของอาวุธยุทโธปกรณ์ เพราะงบลงทุนด้านนี้มีน้อย แต่โชคดีที่ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องภัยคุกคาม และประเทศเพื่อนบ้านก็เป็นมิตร
ขณะนี้ประเทศไทยมีเครื่องบินรบหลักๆอยู่ 3 ชนิด ชนิดแรกคือเครื่องบินตระกูล F-16 A/B ชนิดที่ 2 คือ เครื่องบินขับไล่ F-5 E/F ซึ่งเก่ากว่า F-16 และปลดประจำการในหลายๆ ประเทศแล้ว แต่ไทยยังใช้อยู่ และมีแผนการที่จะใช้ต่อไปอีกหลายปี ชนิดที่ 3 เครื่องบินอัลฟาเจ็ต ที่ไทยซื้อมาจากเยอรมัน ใช้อเนกประสงค์ ทั้งเป็นเครื่องบินฝึก เครื่องบินลาดตระเวน และโจมตีด้วย แต่ประสิทธิภาพน้อยกว่า 2 ชนิดแรก
ในบรรดาเครื่องบิน 3 กลุ่มนี้ เครื่องบิน F-16 มีสมรรถนะสูงที่สุด และมีอายุใช้งานที่ยังไกล รวมทั้งสามารถปรับปรุงยกระดับขึ้นมาได้ และว่าเมื่อปี 2539 ประเทศไทยก็ได้วางแผนที่จะซื้อเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ คือ F-18 C/D ซึ่งตอนนั้นถือว่าเป็น F-18 รุ่นใหม่ แต่เผอิญเจอวิกฤตเศรษฐกิจ หางบประมาณไม่ได้ จึงต้องยกเลิกโครงการไป ทำให้ไทยขาดเครื่องบินรบรุ่นใหม่สำหรับกองทัพไปประมาณ 10 ปีแล้ว
ดร.ปณิธาน กล่าวว่า ในการซื้อมีปัจจัยที่ไทยต้องใช้ประกอบการตัดสินใจค่อนข้างมาก เช่น เรื่องสมรรถนะ การซ่อมบำรุง เรื่องผลประโยชน์เกี่ยวกับการค้าต่างตอบแทน และ เรื่องของความเป็นมิตรทางการทหาร หรือจุดยืนทางยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลควรใคร่ครวญ และชั่งน้ำหนักอย่างรอบคอบทุกด้าน
"อย่างเครื่องบิน SU เมื่อเปรียบเทียบกับ F-18 E/F F-18 E/F นี่ตกลำหนึ่งที่มาเลเซียซื้อ 2-3 ปีก่อน 3 พันล้านกว่าบาท เครื่องบิน SU-30 สมรรถนะใกล้เคียงกัน ก็ตกประมาณลำละ 2 พันล้าน ก็ถูกกว่ากัน 1 พันล้าน เทคโนโลยีใกล้เคียงกัน แต่ราคาถูกกว่า ก็ทำให้หลายประเทศสนใจอาวุธรัสเซีย แต่ประเทศที่สนใจมากๆ ก็เป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีพื้นฐานในการซ่อมบำรุงอยู่แล้ว เช่น จีน อินเดีย แม้แต่มาเลเซียเอง ก็มีอุตสาหกรรมบางอย่างที่สามารถสนับสนุนการซ่อมบำรุงเองได้ เพราะอาวุธรัสเซียเอง การซ่อมบำรุงหลังการขายมีน้อย เป็นที่รู้กันว่า มีปัญหาเรื่องอะไหล่ เรื่องการฝึก เรื่องการซ่อมบำรุงหลังการขาย เพราะฉะนั้นเมื่อเอาราคาอะไหล่ การซ่อมบำรุงหลังการขายมาบวกกันแล้ว ทำให้ราคาอาวุธรัสเซียราคาสูงขึ้นเยอะ อันนี้ก็เป็นข้อเปรียบเทียบว่า จำเป็นต้องคิดถึงราคาทั้งหมด ทั้งการซ่อมบำรุง ทั้งการฝึก ทั้งการดูแลรักษาในระยะยาวด้วย ก็ทำให้อาวุธรัสเซียเมื่อรวมกันทั้งหมด อาจจะไม่น่าดึงดูดใจเท่าไร"
แต่ข้อได้เปรียบและเสียเปรียบอีกประการหนึ่ง คือ รัสเซียเองตอน 4-5 ปีหลัง ก็มีความพยายามที่จะขายอาวุธด้วยการแลกเปลี่ยนสินค้า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ในโลกที่พัฒนาแล้ว หรือในกลุ่มพันธมิตรตะวันตก ในนาโต ซึ่งไม่ค่อยอยากจะรับสินค้าเกษตร และไม่ค่อยอยากจะถ่ายโอนเทคโนโลยีชั้นสูงให้กับประเทศผู้ซื้อ อันนี้ก็ทำให้อาวุธรัสเซีย มีข้อได้เปรียบขึ้นมาอีก 1 ข้อ
ส่วนสุดท้ายคือ ประเทศที่ซื้ออาวุธจากประเทศผู้ผลิต เช่น รัสเซีย สหรัฐ หรือในยุโรป ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นประเทศที่เป็นพันธมิตรเก่า และมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดทางการทหารมานาน เช่น อาวุธรัสเซียเองก็มีลูกค้าหลัก คือ จีน อินเดีย เวียดนาม มาเลเซีย ประเทศในตะวันออกกลางหลายประเทศที่ค่อนข้างไม่เป็นมิตรกับสหรัฐฯ เลยหันไปซื้ออาวุธรัสเซีย แต่ในปัจจุบัน ถึงแม้สงครามเย็นจะจบลงแล้ว แต่ความใกล้ชิดทางการทหารกับประเทศเหล่านั้นก็มี จะเป็นไปได้ยากที่อังกฤษ เยอรมัน อิตาลี จะไปซื้ออาวุธรัสเซีย
"การซื้ออาวุธข้ามกลุ่มกันทำได้มากขึ้นในช่วงหลังสงครามเย็นสิ้นสุดลงก็จริง แต่ก็ยังมีประเด็นที่ละเอียดอ่อนอยู่พอสมควร ถ้าหากประเทศเหล่านั้นเคยเป็นศัตรูกันมาก่อน หรือว่าจะต้องมาแลกเปลี่ยนความลับทางทหาร จะต้องมีเจ้าหน้าที่ผู้แนะนำระบบอาวุธต่างๆ มาประจำการอยู่ในประเทศนั้นๆ หรือต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปเรียนภาษา ไปอยู่ในประเทศผู้ผลิตอาวุธเป็นเวลานาน ในเรื่องเหล่านี้ก็ทำได้ยาก ถ้าไม่ได้เป็นมิตรกันมาก่อน และอาจจะทำให้เกิดความเคลือบแคลงใจ หวาดระแวง ถ้าหากว่าประเทศเหล่านั้นเคยซื้ออาวุธหลักอยู่ในประเทศกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แล้วก็หันไปซื้ออีกกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ก็ "เป็นการประกาศจุดยืนใหม่ทางการเมือง"ซึ่งตรงนี้จะต้องมาชั่งน้ำหนักดูเหมือนกัน ว่า มีความจำเป็นมากน้อยขนาดไหน"
ทั้งนี้ หากรัฐบาลจะซื้อเครื่องบินรัสเซียจริงๆ คงต้องเตรียมตัวทำงานกับรัสเซียเพิ่มมากขึ้น ในอนาคต เช่น ทหารไทยคงต้องไปประจำในรัสเซีย เพื่อแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี อาจจะต้องอนุญาตให้ทหารรัสเซียเข้ามาอยู่ในประเทศไทย เพื่อเป็นคณะที่ปรึกษา และคงจะต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไว้ในอนาคต เพราะหากเกิดปัญหาอะไรขึ้นในภายหน้า แล้วรัสเซียเกิดระงับการส่งมอบอะไหล่ต่างๆ ให้ไทยก็จะมีปัญหาได้
ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่า หากซื้อเครื่องบินรัสเซีย ต้องมีการลดแลกแจกแถมให้ไทยด้วยนั้น ดร.ปณิธาน บอกว่า รัสเซียก็เคยแถมเฮลิคอปเตอร์ให้มาเลเซียเหมือนกัน แต่ปัญหาต่างๆ ก็ตามมาหลังจากนั้น
"ในกรณีของมาเลเซีย รัสเซียก็แถม ฮ.ไปจำนวนหนึ่ง และมาตั้งโรงงานซ่อมบำรุงให้ แต่ในทางปฏิบัติหลังจากนั้น 2-3 ปี ก็เห็นได้ชัดว่าเครื่องบินส่งมอบนี่มีปัญหาในการซ่อมบำรุง และโรงงานก็ไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง และทำให้การนำอาวุธ เช่น เครื่องบิน SU-30 เข้าประจำการก็ล่าไปกว่าที่ควรจะเป็น ก็เป็นบทเรียนถ้าเราต้องการที่จะซื้อรัสเซีย ก็คงต้องแก้ไข อย่าลืมว่า มาเลเซียเขามีความสามารถ มีเงิน มีการซ่อมบำรุงที่ดีกว่าเรา ยังมีปัญหา เราเองก็คงต้องระวังไว้ให้มากขึ้น"
แม้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะยืนยันใช้วิธีบาร์เตอร์เทรดในการซื้อเครื่องบินรบครั้งนี้ แต่ ดร.ปณิธาน ก็บอกว่า การทำบาร์เตอร์เทรดนั้น มักจะทำได้ประมาณ 1 ใน 3 ของมูลค่าการจัดซื้อทั้งหมด ซึ่งปัญหาที่มักเกิดขึ้น ก็คือ สินค้าที่นำไปแลกมักถูกกดราคาให้ต่ำ แถมมีข้อจำกัดกับสินค้าเกษตรที่มักเสียหายง่าย และมีปัญหาเรื่องของสารปนเปื้อนด้วย ฝ่ายที่ใช้สินค้าเกษตรจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันว่า จะไม่ซื้อเครื่องบินผ่านนายหน้านั้น ดร.ปณิธาน บอกว่า เรื่องนายหน้าและค่าคอมมิชชั่น ถือเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับทุกประเทศในเกือบทุกยุคทุกสมัย
"เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องซึ่งเป็นปัญหากับทุกประเทศในเกือบทุกยุคทุกสมัย หลายประเทศก็มีกฎหมายที่ค่อนข้างชัดเจนในการกำหนดค่านายหน้า ให้กับประเทศ ซึ่งอาจจะต้องใช้บริษัทเพื่อเป็นตัวแทนในการดำเนินการต่างๆ เพราะจริงๆ แล้วบริษัทผู้ผลิตเอง ในอดีตไม่ค่อยได้ขายตรง ก็ต้องอาศัยตัวแทนจำหน่าย แต่ในปัจจุบันหลายประเทศก็หันมาตั้งผู้ผลิต และหันมาตั้งบริษัทตัวแทนจำหน่ายของตนเอง เพราะลดค่าใช้จ่ายตรงนั้นลงไปได้ แต่อย่างไรก็ดี ตัวแทนจำหน่ายเหล่านี้ก็ยังเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลในการซื้อขายอาวุธยุทโธปกรณ์ เพราะเขาเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับกระบวนการ ขั้นตอน และตัวบุคคลที่มีอำนาจในการตัดสินใจ ในระบบเปิด ในระบบสหรัฐฯ ระบบพันธมิตรตะวันตก เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างได้รับการตรวจสอบ ได้รับการดูแลดีกว่าประเทศที่มีระบบปิด เช่น จีน รัสเซีย หรืออินเดีย ระบบเหล่านั้นตรวจสอบได้ยากกว่า หมายความว่าค่านายหน้าก็อาจจะมากกว่า และตรวจสอบยากกว่าประเทศที่เป็นระบบเปิดกว่า เพราะฉะนั้นก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่อาจจะต้องนำมาพิจารณาด้วย"
ในความเห็นของ ดร.ปณิธานนั้น ทางเลือกที่ดีที่สุดตอนนี้ ไทยน่าจะชะลอการซื้อเครื่องบินรบออกไปก่อน แล้วหันมาซ่อมบำรุงเครื่องบินที่มีอยู่ให้มีอายุการใช้งานนานขึ้น เพราะเครื่องบินรบที่ขายกันอยู่ตอนนี้ เป็นรุ่นที่อยู่ในช่วงปลายๆของยุคสมัยเก่า เป็นเครื่องบินที่ออกแบบมาใช้ในยุคสงครามเย็น เป็นเครื่องบินขนาดใหญ่ และส่วนใหญ่ไม่ใช่เครื่องบินอเนกประสงค์ คือ เป็นเครื่องบินสำหรับการทิ้งระเบิด ขับไล่ หรือโจมตี เท่านั้น ซึ่งค่อยๆถูกปลดประจำการ หรือถูกประเทศพัฒนาแล้วเลหลังขายให้ประเทศด้อยพัฒนา ดังนั้นการรอซื้อเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ๆ ที่จะออกมาภายใน 5-10 ปีนี้ น่าจะดีกว่าการซื้อเครื่องบินรุ่นเก่าที่เลหลังขายในราคาแพงตอนนี้


