xs
xsm
sm
md
lg

อายแทนเพื่อน !

เผยแพร่:   โดย: คำนูณ สิทธิสมาน

เมื่อวันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม 2548 คุณสนธิ ลิ้มทองกุล แฉหลายเรื่องหลายประเด็นในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ครั้งที่ 12 หนึงในจำนวนนั้นเกี่ยวโยงไปถึงคุณภูมิธรรม เวชยชัย และคุณปรีชา เลาหพงศ์ชนะ ก็เลยมีการออกมาแก้ข่าวปฏิเสธข่าวจากทั้งสอง

รายละเอียดของเรื่องขอไม่พูด ณ ที่นี้นะ

เพราะที่ติดใจและอยากจะพูดถึงก็คือคำให้สัมภาษณ์ของคุณปรีชา เลาหพงศ์ชนะ รมช.พาณิชย์ ที่เป็นเครือญาติของคุณชูรัฐ เลาหพงศ์ชนะ และคนในบริษัทเจ้าพระยาประกันภัย ที่มีหุ้นใหญ่อยู่ในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่เข้าไปร่วมทุนกับบริษัทไทยเดินเรือทะเล

ท่านบอกว่าอย่างไรจำได้ไหม

ขอทวนให้ก็แล้วกัน....

“รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดว่าห้ามเครือญาตินักการเมืองทำธุรกิจ....”

เป็นคำแก้ตัวที่ไม่ดีเลย

ยุคนี้แล้ว ไม่น่าเชื่อว่ายังมีคนคิดคนเชื่ออยู่อีกว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ ขอเพียงแค่ไม่ให้ขัดกฎหมาย ไม่ให้ขัดรัฐธรรมนูญ

โดยไม่คำนึงถึงหลักที่ละเอียดอ่อนมากกว่า

นั่นก็คือสิ่งที่ผมเคยนำมาเขียนหลายครั้งแล้วว่า....

“สุจริตธรรมและไม่ผิดเพี้ยนไปจากหลักแห่งความถูกต้อง”

ในยุคที่ทุนเป็นใหญ่นั้น ข้อดีก็คือการบริหารรัฐที่มีประสิทธิภาพ ฉับไว และไม่ติดกรอบ พูดง่าย ๆ ว่ามีแนวความคิดใหม่ ๆ ออกมาอยู่ตลอดเวลา แต่ข้อเสียที่เห็นได้ชัดก็คือตัวผู้บริหารหรือลูกเมียญาติโกโหติกาพี่น้องเพื่อนฝูงของผู้บริหารที่ประกอบธุรกิจอยู่จะมีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งกับทั้งผู้ประกอบการรายอื่น ๆ และประชาชนคนเดินดินธรรมดา เราจะยังคงอยู่กับมาตรวัดความซื่อสัตย์สุจริตเดิม ๆ ที่ขอแค่แต่เพียงทำให้ถูกกฎหมาย ถูกรัฐธรรมนูญ (หรือทำอะไรก็ได้ที่รัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามไว้) เห็นจะไม่พอ

เพราะคำดังกล่าวถึงที่สุดแล้วก็แค่คำสุภาพของคำที่ว่า “วิธีเลี่ยงกฎหมายอย่าให้น่าเกลียด” หรือ “ขอเพียงแต่ทำเพื่อส่วนรวมมาก ๆ จะมีส่วนตัวบ้างก็ไม่เป็นไร” และ ฯลฯ พันธุ์เดียวกัน

ยุคนี้จำเป็นที่จะต้องมีมาตรวัดความซื่อสัตย์สุจริตอย่างใหม่ ๆ อย่างที่ขอเรียกทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า

“Integrity”

ผมมักจะบันทึกเรื่องราวไว้เสมอ คำ ๆ นี้ผมตัดทอนนำมาจากข้อเสนอตอนหนึ่งในงานวิทยานิพนธ์วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หลักสูตรรัฐร่วมเอกชน (ปรอ.) เรื่อง “การสร้างธรรมาภิบาล (Good Governance) ในสังคมไทย” ของ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เมื่อกลางปี 2542 ที่ใช้คำว่า....

“ดัชนีสุจริตธรรมและความไม่ผิดเพี้ยนไปจากหลักแห่งความถูกต้อง”

ที่ท่านเห็นว่าเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการเมือง

ท่านเห็นว่า การปฏิรูปการเมืองนั้นเมื่อถึงที่สุดแล้วต้องสร้างทั้งธรรมาภิบาล (Good Governance) และบรรษัทภิบาล (Good Corporate Governance) ขึ้นมาให้เป็นธรรมชาติ และธรรมดา

พูดง่าย ๆ คือให้เป็นวัฒนธรรมใหม่ของสังคมไทย

จะมีธรรมาภิบาลทั้ง 2 ลักษณะได้ก็ต้องละทิ้งหลักความสัมพันธ์ในระบบอุปถัมภ์ มาเคร่งครัดต่อหลักการแยกส่วนตัวออกจากตำแหน่งหน้าที่โดยเด็ดขาด

นั่นคือต้องทั้งสร้างใหม่และเคร่งครัดเข้มงวดต่อกฎหมายและกฎเกณฑ์ประเภทที่ภาษาทางวิชาการนิติศาสตร์เรียกว่า “Law on Conflict of Interest” หรือ “กฎหมายที่ห้ามประโยชน์ขัดกัน” นั่นเอง

การเคร่งครัดเข้มงวดนี้ต้องเป็นสำนึกของสังคม ไม่ใช่เพียงแค่ระดับนักการเมืองและเจ้าหน้าที่เท่านั้น

แน่นอนว่าต้องเริ่มต้นที่ผู้นำประเทศ

แต่ถ้าผู้นำประเทศสักแต่พูดว่า “รัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามไว้” มันก็ลำบากเสียแล้ว !

การกระทำบางอย่างที่ “รัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามไว้” นั้นแม้จะไม่ได้เป็นผู้ Corrupt และ Abuse of power โดยตรง

แต่ก็ร่วมส่วนสำคัญอยู่ในกระบวนการ

การคอร์รัปชั่นและการบิดเบือนการใช้อำนาจรัฐในปัจจุบัน จะจับได้ไล่ทันและเป็นที่ยอมรับในสังคมกันแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่าสังคมจะให้ค่าแต่เพียง “หลักกฎหมาย” เหมือนเดิมเท่านั้น

หรือจะก้าวข้ามไปสู่ “หลักสุจริตธรรมและความไม่ผิดเพี้ยนไปจากหลักแห่งความถูกต้อง” ได้ !!

สังคมไทยไม่ควรสิ้นคิดเพียงหาคนที่เลวน้อยที่สุด, คนใหม่ที่น่าลองมากกว่าคนเก่า, คนรวยมหาศาลแล้วคงไม่คิดเข้ามากอบโกยอีก, คนที่ยังไงก็ดีกว่าเผด็จการทหาร และ ฯลฯ เท่านั้น

แม้คนดีที่สุด, คนดีจริง อาจจะยังไม่มี หรือไม่มีทางมี ก็ตาม

แต่นี่คือโอกาสดีที่สุดของจุดเริ่มต้นบทบาทใหม่ทางการเมืองของภาคประชาชน ในบริบทของระบอบประชาธิปไตยอย่างมีส่วนร่วม ที่ในที่สุดจะนำไปสู่สำนึกใหม่ที่หลุดพ้นออกจากวัฒนธรรมพึ่งพิง วัฒนธรรมผู้ตามที่ดี

ไม่ว่าจุดหมายนั้นจะอีกนาน แค่ไหนก็ตาม

ขอเพียงเราร่วมกันทำแบบฝึกหัดของวันนี้ให้ดีที่สุด !

รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ของคุณสนธิ ลิ้มทองกุลให้ข้อมูลและตัวอย่างมากมายที่ภาคประชาชนจะได้นำไปวิเคราะห์และศึกษากัน

และหนทางดำเนินการให้ถูกต้องก็ไม่ใช่ว่าไม่มี

เพียงแต่เราต้องเลิกคิดถึงสิ่งที่เรียกว่า....

“ทางลัด”

สิ่งที่ผมผิดหวังอย่างหนึ่งหลังจากรับรู้เรื่องความพยายาม “ฮุบ” บริษัทไทยเดินเรือทะเลจำกัดก็คือ ในกรณีนี้มีตัวละครหลายตัวที่เป็นคนรู้จักกันเมื่อ 30 ปีก่อนหลายคน คนเหล่านี้เคยต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตย ชนิดตะโกนก่นด่าระบบเผด็จการเครือญาติในยุคนั้นมาอย่างหนักหนาสาหัสมาแล้ว

ไม่น่าเชื่อที่พวกเขาจะมาร่วมประกอบกรรมอย่างเดียวกันได้อีก

จะเป็นนักธุรกิจก็เป็นไป

จะเป็นนักการเมืองหรือที่ปรึกษานักการเมืองก็เป็นไป

แต่จู่ ๆ มาสวมหมวก 2 ใบบนหัวเดียวกันแล้วก็ได้ประโยชน์จากนโยบาย “แปรรูปรัฐวิสาหกิจ” ไปเต็ม ๆ นี่

ไม่อายบ้างหรือครับว่าครั้งหนึ่งเคยมีตำแหน่งเป็นรองเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย คนหนึ่งฝ่ายเศรษฐกิจ อีกคนฝ่ายสังคมและการศึกษา

ไม่อายบ้างหรือครับที่พวกคุณเคย “เข้าป่า” ไปจับอาวุธสู้กับความไม่เป็นธรรมในแผ่นดิน

ผมเองอาจจะเป็นเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยคนเดียวที่ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวอะไร พูดไม่เก่ง ทำอะไรไม่ค่อยเป็น ไม่ค่อยกล้าหาญ และไม่ได้เป็น “ลูกที่ดีของพรรค” จนถูกจัดพวกให้เป็น “ลัทธิแก้” รวมทั้งไม่มีโอกาสได้ “เข้าป่า” กับเพื่อน ๆ จนบางครั้งบางครารู้สึกเสียดายอยู่บ้างเหมือนกัน

แต่เห็นเพื่อน ๆ มาเป็นตัวละครในเรื่องที่ขัด “หลักสุจริตธรรมและความไม่ผิดเพี้ยนไปจากหลักแห่งความถูกต้อง” นี้แล้ว

บอกตามตรง....

ผม “อาย” แทนเพื่อนครับ !