xs
xsm
sm
md
lg

จากหมอประสานถึงนายกฯทักษิณ: บาปของคน-บาปของประเทศ

เผยแพร่:   โดย: ปราโมทย์ นาครทรรพ

การเขียนคอลัมน์(ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์) แทนศาสตราจารย์นายแพทย์ประสาน ต่างใจ เป็นเรื่องยากเพราะว่าความลึกและความกว้างทางจิตวิวัฒน์ของคุณหมอนั้นผมวัดไม่ได้ ซ้ำคุณหมอยังปรารภว่าให้เขียนหาทางออกช่วยนายกฯทักษิณ เพราะสงสารไอ้อ้วนวัฒนชัยหรือภูมิธรรม

คุณหมอบอกว่า บารมีนายกฯทักษิณตกไปเยอะ ยิ่งตกก็ยิ่งไม่ดีกับประเทศ จึงควรใช้ชาดกคติชักจูงให้นายกฯ เร่งบำเพ็ญบารมีเพิ่มขึ้น และบารมีที่ทำง่ายๆอย่างแรก ก็คือ ทานบารมี เพราะนายกฯเป็นคนร่ำรวยมหาศาล หากหันมาทำทานอย่างจริงจัง เป็นทานแท้ๆมิใช่ทานเทียมๆ ก็จะได้บารมีไร้เทียมทานยิ่งขึ้น ขอให้ดูตัวอย่าง พระเวสสันดรที่สละได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอำนาจหรือแม้กระทั่งลูกเมีย

เรื่องนี้ พูดง่ายทำยาก การทำทานเป็นเรื่องส่วนตัว ถ้าไม่เหมือนเศรษฐีฝรั่ง เช่น บิลล์ เกตส์ หรือ ฟอร์ด ที่ทำกันเปิดเผยใหญ่โตมีรายงาน ไม่มีใครรู้ว่านายกฯเคยทำทานอะไรหรือไม่ สม่ำเสมอเพียงใด คง ทราบแต่ว่านายกฯมีแคชเชียร์ดี ทั้งในเรื่องธุรกิจและการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจการเมือง ทราบแน่ๆว่าท่านเมตตาบอกบุญให้บุคคลอื่นเข้ามาร่วมทำทานอยู่ด้วยหลายคน จะได้บุญหรือไม่ก็ แล้วแต่การตีความ แต่การได้ดีด้วยเก้าอี้รัฐมนตรีนั้นแน่นอน ทันตาเห็นไม่ต้องรอชาติหน้า

คุณหมออยากให้ผมอธิบายให้ท่านผู้อ่านเข้าใจว่า ทำดีได้ดี บาปบุญคุณโทษมีจริง และคนเราไม่มีวันตาย ยกเว้นพระอรหันต์ที่ดับขันธ์ปรินิพพาน สิ่งที่มีชีวิตก็ยังจะเวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสาร ด้วยการเปลี่ยนสภาวะและเปลี่ยนภพ ซึ่งแปลว่า คนอาจจะเกิดเป็นหมา และหมาอาจจะเกิดมาเป็นคน ก็ได้

ท่านผู้อ่านที่เคยอ่านหนังสือ “ทำดี-ได้ดี” ของ ท. เลียงพิบูลย์ หรือไม่ก็อ่านชาดกในพระพุทธศาสนามาบ้างก็คงจะพอเข้าใจ แต่อาจจะไม่เชื่อ ยิ่งจะให้เชื่อว่า พระพุทธเจ้าที่ตนเคารพบูชาเคยเสวยชาติเป็นสัตว์ดิรัจฉาน เป็นสุนัขบ้าง นกบ้าง หนูบ้าง หรือเป็น ต้นไม้ใบหญ้าบ้างก็มี ก็ยิ่งไม่อยากเชื่อ ความหมุนเวียนต่างๆในพระเจ้าห้าร้อยชาตินี้ มีครรลองคล้ายๆกับวิวัฒนาการมนุษย์ของดาร์วินไม่น้อยเลย

น่าสังเกตว่า เมื่อไม่นานมานี้ นายกฯทักษิณ เคยปรารภความเป็นนายกโพธิสัตว์ นายกฯอาจเป็นอีกผู้หนึ่งที่เชื่อในเรื่องชาติภพ

ฉะนั้น นายกฯ คงมิใช่คนดื้อด้าน ด้วยเป็นคนที่เข้าใจเรื่องบาปบุญคุณโทษและได้บำเพ็ญบารมีอย่างมากมายมาแล้วในอดีตชาติ หาไม่ไฉนจะเกิดมารวยล้นฟ้าอย่างนี้ หากเราช่วยนายกฯให้อยู่กระจายรายได้และความเป็นธรรมได้สำเร็จ บ้านเมืองก็จะได้อานิสงส์/
ความเข้าใจบาปบุญคุณโทษ เข้าใจว่าทำดีได้ดีนี้ขึ้นอยู่กับความเข้าใจทางเดินของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเพียงชีวิตหนึ่งหรือวัฏสงสาร ซึ่งมีความละม้ายคล้ายคลึงกับทางเดินของธรรมชาติ ในทางวิทยาศาสตร์เราได้ศึกษาวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งกำเนิดของโลกและจักรวาลมาแล้ว แต่เราคิดว่าทั้งสองอย่างถึงจะเหมือนก็แตกต่างกัน เพราะชีวิตและบาปบุญของมนุษย์เดินทางในวัฏสงสารที่เป็นวงกลม แต่โลกและธรรมชาติเดินทางแบบวิวัฒนาการจากเล็กไปหาใหญ่บนเส้นทางสายเดี่ยว และปราศจากชีวิตจิตใจ (consciousness)

มีนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำคนหนึ่ง ชื่อว่า Amit Goswami เป็นศาสตราจารย์ทางฟิสิกซ์ ในสถาบันTheoretical Sciences ณ มหาวิทยาลัย Oregon แต่เดิมเขาไม่เคยเชื่อเรื่องตายแล้วเกิดใหม่หรือการเวียนว่ายในวัฏสงสาร เขาเชื่อทฤษฎีวิทยาศาสตร์กายภาพว่า โลกนี้ประกอบด้วยสสาร และสรรพสิ่งเกิดขึ้นจากสสาร( everything is made of matter)และสรรพสิ่งสามารถสลายกลับไปสู่ความเป็นสสารที่เรียกว่า elementary particles เจ้า elementary particles นี่เองที่เป็น building blocks หรือรากเหง้าของสรรพสิ่ง และสรรพสิ่งก็ถือกำเนิดจากปฏิสัมพัทธ์ของเจ้านี่หรือ elementary particles นี่แหละ “ elementary particles make atoms, atoms make molecules, molecules make cells, and cells make brain” ดังนั้นจึงไม่แปลกที่วิทยาศาสตร์และปรัชญาของตะวันตกถือว่า “วัตถุเหนือจิตใจ: Matter over Mind”

แต่ปรัชญาตะวันออกโดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสนาพุทธมีความเชื่อตรงกันข้าม คือเชื่อว่า “ Mind over Matter: จิตใจเหนือวัตถุ” ถ้าไม่มีจิตใจวัตถุจะเกิดขึ้นได้อย่างไร (แลเห็นและเข้าใจ) โลกจะเป็นโลกหรือจักรวาลจะเป็นจักรวาลขึ้นมาได้อย่างไร หัวใจของศาสนาพุทธคือปฏิจจสมุปบาท อธิบายว่า สรรพสิ่งหรือสภาวธรรมทั้งหลายล้วนเกิดขึ้นเพราะปฏิสัมพัทธ์ระหว่างวัตถุปัจจัยแห่งสรรพสิ่งซึ่งมีกรรมเป็นความเชื่อมโยง

เดี๋ยวนี้ Goswami เชื่อว่า Mind หรือ Consciousness ต้องมาก่อน Matter และเขาได้นำหลักของฟิสิกซ์มาอธิบายเรื่องตายแล้วเกิดใหม่จนกระทั่งเป็นที่น่าเชื่อถือ ผมเองเคยมีบุญได้เห็นอภินิหารของจิต ซึ่งเป็นพลังเหนือพลัง(power) มาบ้างแล้ว จึงมีความมหัศจรรย์ใจในความเป็นยอดนักวิทยาศาสตร์ของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างยิ่ง

มีนักวิทยาศาสตร์ระดับ Nobel หลายคนที่หันมาสนใจพุทธศาสนา และพากันพิสูจน์ว่า ตายแล้วเกิดใหม่ หรือการที่คนเกิดมาเป็นสัตว์ สัตว์เกิดมาเป็นคนเหมือนกับเรื่องราวในชาดกนั้น หาใช่เรื่องเหลวไหลไม่ หากเราเชื่อว่าสสารไม่สูญหายไปจากโลก สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าสสารคือ consciousness หรือจิตใจที่ทรงพลังpower particlesจะสูญหายไปได้อย่างไร

นี่คือคำอธิบายของไอนสไตน์ที่ว่า “พระเจ้ามิได้ทอดลูกเต๋าเสี่ยงทาย(ในเวลาสร้างโลก)” ทุกสิ่งเกิดมาด้วยเจตจำนงและมีเหตุผล แปลว่า สภาวธรรมทั้งหลายย่อมมีที่ไปที่มา ด้วยแรงและความเชื่อมโยงแห่งกรรม ไมมีอะไรเป็นเรื่องบังเอิญ

ความเข้าใจเรื่องวัฏสงสารและชาติภพต่างๆของผมชัดเจนขึ้น จากความเข้าใจเรื่อง “ความกระโดดไปมาของ particles ในข้าวโพด” หรือทฤษฎี “ The Jumping Genes” ของนักเรียนรุ่นพี่ที่ Cornell และเพื่อนบ้าน 5 ปีของผมที่ Cold Spring Harbor ชื่อ Barbara McClintock การค้นพบ transposons หรือการกระโดดข้าม particles ข้าวโพดพันธุ์หนึ่งไปสู่อีกพันธุ์หนึ่งดูเผินๆก็ธรรมดาๆ แต่มันไม่ธรรมดาเลยเพราะนี่คือพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ ที่มีความหมายล้ำลึกยิ่งใหญ่เท่ากับการค้นพบโครงสร้างของ DNA ของ Watson and Crick เพื่อนร่วมสำนักวิจัยของเธอทีเดียว ทั้งสามต่างก็ได้รับรางวัล Nobel ด้วยงานวิจัยเรื่องนั้นๆ

DNA ก็คือ particles หรือ building block ที่เล็กที่สุดของสิ่งที่มีชีวิต ถ้าหากค้นพบก็จะสามารถระบุและเห็นภาพทั้งหมดของคนหรือสัตว์นั้นๆได้ DNA Map หรือ Genetic Map สามารถใช้เป็นแผนที่ให้เรามองเห็นความเชื่อมโยงและวัฏสงสารของสรรพสิ่งที่มีชีวิตย้อนหลังไปได้เป็นแสนๆล้านๆปี

เราจะเชื่อมโยงสิ่งเหล่านี้กับธรรมชาติและสิ่งที่ไม่มีชีวิตและกรรมของมนุษย์ได้อย่างไร

แต่ก่อนนี้คนเรายังโง่ ไม่เข้าใจว่าพืชเป็นสิ่งที่มีชีวิต แต่เดี๋ยวนี้คนเราฉลาดจนกระทั่งเข้าใจว่าน้ำก็เป็นสิ่งมีชีวิตเช่นเดียวกัน ทั้งต้นไม้และน้ำต่างก็มีจิตใจและConsciousness เวลาได้ยินคำพูดเพราะๆหรือดนตรีหวานๆ ต้นไม้ก็จะเติบโตไวและออกดอกสวยงามกว่าธรรมดา

ในหนังสือเรื่อง “The Hidden Messages in Water” หรือ “สัญญาณลับในน้ำ” Masaru Emoto นักวิทยาศาสตร์แนวหน้าของญี่ปุ่นได้เสนอผลงานวิจัยว่า น้ำที่ได้รับคำพรและประโคมด้วยดนตรีคลาสสิคอันอ่อนหวานของบีโธเฟน เมื่อตกผลึกเป็นเกล็ดน้ำแข็งก็จะกลายเป็นคริสตัลสวยงามในรูปลักษณ์ต่างๆ ในขณะที่น้ำชนิดเดียวกันในปริมาตรเดียวกันแต่เผชิญกับความคิดสาปแช่งและเสียงกระโชกโฮกฮากจะขุ่นข้นเกิดมลพิษ มีรูปร่างน่าเกลียด Emotoได้นำรูปกว่าร้อยมาเปรียบเทียบให้ดู เห็นแล้วเข้าใจได้เหมือนกับกระดูกของคนธรรมดาที่เผาไหม้เป็นเถ้าถ่าน ขณะที่อังคารพระสงฆ์ผู้ประเสริฐที่ดับขันธ์กลับกลายเป็นพระธาตุที่สวยงาม

โดยเหตุที่น้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญของชีวิตและของโลกเช่นเดียวกัน “สัญญาณลับในน้ำ”ของอีโมโตจึงฉายความหวังมายังโลก ว่าหากมนุษย์ทำความดีกับมนุษย์ด้วยกันเองและกับธรรมชาติ สุขภาพ ความสุขและสันติภาพย่อมจะเกิดขึ้นกับมวลมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ความดีนี้ทุกคนควรตั้งหน้ากระทำ สังคมและรัฐบาลก็สามารถกระตุ้นและการวางแผนเพื่อสร้างโลกและสังคมที่ดีกว่าได้

ทีนี้เรามาพูดถึง บาปของคน กับ บาปของประเทศ โดยเข้าใจเสียแต่ต้นว่า บาปบุญทั้งหลายล้วนแต่เชื่อมโยงกันเช่นเดียวกับ building blocks ของ particles บาปที่บุคคลก่อในฐานะส่วนตัว เช่นการปล้นฆ่าผู้อื่น การคดโกงส่วนรวม หากต่างคนต่างก็กระทำมากขึ้นๆ ผลบาปโดยส่วนรวมก็ย่อมจะตกกับสังคมและประทศชาติอยู่ดี ฉันใดก็ฉันนั้น การกระทำของนักการเมือง ผู้ปกครองประเทศหรือการกระทำของประเทศเช่นเรื่องโกงกินและใช้อำนาจในทางที่ผิด ก็ส่งผลกระทบถึงตาสีตาสาผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ทำนองเดียวกัน

เราลองตั้งคำถามแล้วหาคำตอบเอาเองในเรื่องเหล่านี้ก็ได้

ทำไมอเมริกาจึงมีปัญหาเรื่องผิว ทำไมเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ในนิวยอร์กจึงถูกถล่ม

ทำไมชาวญี่ปุนกว่าสองแสนต้องตายหมู่ด้วยระเบิดปรมาณู

ทำไมรถไฟในมาดริดและลอนดอนจึงโดนถล่มด้วยระเบิดพลีชีพ

ทำไมผู้บริสุทธิหลายแสน ทหารอเมริกันกว่า 2 พันและบริวารกว่า 3 หมื่นจึงต้องตายในอิรัก

ทั้งหมดนี้รวมทั้งเรื่อง 3 จังหวัดภาคใต้ของไทยด้วย ล้วนแต่มีที่มาที่ไป หาใช่เรื่องบังเอิญไม่

ถึงใครจะไม่เชื่อเรื่องทำดี-ได้ดี บาปบุญ-คุณโทษ ชาตินี้-ชาติหน้า แต่ผมก็จะขอพูดแทนคุณหมอประสานว่า

“ท่านนายกฯครับ ท่านบำเพ็ญบารมีมามากแล้วในอดีตชาติ ในชาตินี้ หากท่านกับบริวารจะพากันละเว้นบาปและพากเพียรมุ่งทำความดีตั้งแต่บัดนี้ ท่านก็จะได้เป็นนายกโพธิสัตว์สมความปรารถนา!!”