xs
xsm
sm
md
lg

มรรคาสู่ประชาธิปไตยของประชาชน

เผยแพร่:   โดย: สันติ ตั้งรพีพากร

ขบวนการประชาชนรู้แจ้งที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้แสดงพลังสร้างสรรค์ ส่อแววถึงความเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่อนาคตอันดีงามอย่างชัดเจน โดยไม่มีพลังอื่นใดสามารถบดบังหรือบั่นทอนทำลายให้ "ฝ่อ" ลงได้

ดูปรากฏการณ์ ปัจจุบัน มีพลังสองฝ่ายกำลังขับเคี่ยวเอาแพ้เอาชนะกัน

ฝ่ายหนึ่ง คือพลัง "เปลวเทียนปัญญา" หัวขบวนของกระบวนการประชาชนรู้แจ้ง ที่กำลังขยายตัวเติบใหญ่ดุจ "ไฟลามทุ่ง"

พลังนี้เป็นพลังบริสุทธิ์ สะท้อนความเรียกร้องต้องการของประชาชนชาวไทย มีความหิวโหยในสิทธิเสรีภาพในการที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง ต้องการความเป็นอิสระ ความเป็นตัวของตัวเองทางด้านปัญญา ต้องการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาตนเองอย่างรอบด้าน ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องการเข้าถึงความจริงที่ซ่อนเร้นอยู่ในทุกซอกหลืบของสังคมไทย ต้องการ "ความโปร่งใส" ในการใช้อำนาจบริหารประเทศของรัฐบาล ที่ไม่ปิดกั้นการเข้าถึงความจริงและที่มาที่ไปของความจริงเหล่านั้น

เมื่อมวลชนตื่นตัวได้ที่ สามารถรวมตัวและเคลื่อนตัวได้อย่างมีพลัง และอย่างพลิกแพลง เป็นที่เข้าใจและยอมรับได้ของสังคมไทยโดยรวม เปลวเทียนปัญญา ก็จะลุกโชนเป็น "เปลวเพลิงปัญญา" นำพาสังคมไทยก้าวไปตามเส้นทางแห่งเสรีภาพ ประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง อีกนัยหนึ่ง ก็คือประชาธิปไตยที่ประชาชนรู้แจ้งเป็นเจ้าภาพ และประชาชนทั้งประเทศเป็นผู้ได้รับประโยชน์

อีกฝ่าย คือฝ่ายผู้ใช้อำนาจรัฐ คือรัฐบาลและกลไกรัฐทุกระดับ ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค แสดงออกในรูปของตัวบุคคลที่มีความโยงใยกับกลุ่มผู้ใช้อำนาจรัฐไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง มิใช่การเคลื่อนตัวของอำนาจรัฐทั้งหมด อีกนัยหนึ่ง ผู้ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน สกัดกั้นกระบวนการประชาชนรู้แจ้ง มักจะเป็นหรือผู้คาดหวังว่าจะได้เป็นผู้รับประโยชน์จากกลุ่มผู้ใช้อำนาจรัฐส่วนกลางไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หรือไม่ก็แสดงออกถึงความไม่สบายใจต่อการก่อตัวของคลื่นพลังมหาชนรู้แจ้ง ที่จะกระทบมาถึงตัวเอง ซึ่งในกรณีหลังนี้ คาดว่าในอีกไม่นานนัก เมื่อเหตุการณ์พัฒนาไปอีกระดับหนึ่ง เมื่อขบวนการประชาชนรู้แจ้งรวมตัวกันเข้าที่ และแสดงบทบาทสร้างสรรค์อย่างชัดเจน ว่าไม่ได้คุกคามสถานภาพทางเศรษฐกิจสังคมของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ชนชั้นหรือชั้นชนหนึ่งใดแต่ประการใด ท่าทีของบุคคลเหล่านั้นก็จะเปลี่ยนเป็นเข้าใจ สบายใจ เห็นด้วย หรือกระทั่งหันมาสนับสนุนกระบวนการประชาชนรู้แจ้ง เกิดความพร้อมทางปัญญาที่จะรับรู้ถึงคุณูปการยิ่งใหญ่ของกระบวนการประชาชนรู้แจ้ง ในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวไปตามเส้นทางแห่งเสรีภาพและประชาธิปไตยที่แท้จริง

อีกนัยหนึ่ง พวกเขาสามารถได้คำตอบที่ถูกต้องว่า กระบวนดังกล่าว คือเหตุปัจจัยที่จำเป็นสำหรับขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่ความเป็นสังคมรู้แจ้ง เป็นโอกาสใหญ่ที่ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่ยุครุ่งเรืองระลอกใหญ่ ประชาชนชาวไทยจะเป็นผู้เสวยผลในบั้นปลายอย่างแท้จริง

ด้วยเหตุนี้ การ "ทำงานความคิด" กับบุคคลในแวดวงอำนาจรัฐจึงเป็นสิ่งที่จะต้องทำไปพร้อมๆ กับการขับเคลื่อนกระบวนการประชาชนรู้แจ้ง ให้ขยายตัวเติบใหญ่ไปทั่วทั้งประเทศ

เมื่อมาถึงตรงนี้ ในทางยุทธศาสตร์ เราแทบไม่ต้องให้ความสำคัญกับกลุ่มคนในพรรคไทยรักไทยบางส่วน ที่พยายามดิ้นรนอย่างหนักในการตีฝ่าวิกฤต อันเนื่องจากการขยายตัวของกระบวนการประชาชนรู้แจ้ง เพียงแต่ในทางยุทธวิธีต้องตีโต้ให้แตกกระเจิงทุกครั้งไป

การฟ้องร้องต่อศาล และการออกโรงตอบโต้ หรือกระทั่ง "ข่มขู่" เป็นเพียงการส่งสัญญาณว่า กลุ่มผู้ใช้อำนาจรัฐตัวจริง ซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อยนิด ไร้สิ้นซึ่ง "ฐาน" หรือจุดยืนแห่งธรรม เนื่องเพราะทุกกระบวนท่าที่เข็นกันออกมา ถึงที่สุดแล้วก็เป็นการปกป้องบุคคลหรือกลุ่มบุคคล หากมิใช่ปกป้องสิทธิเสรีภาพ ผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชนชาวไทยแต่ประการใด

ณ วันนี้ สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาคนไทยก็คือ บุคลากรพรรคไทยรักไทย ขาดแคลนซึ่งพลังทางปัญญาอย่างเห็นได้ชัด ได้แต่แสดงจุดยืนที่อยู่ตรงกันข้ามกับขบวนการประชาชนรู้แจ้ง ไม่อาจแยกแยะว่าสิ่งใดคือผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน สิ่งใดเป็นผลประโยชน์กลุ่มบุคคลภายในพรรค มุ่งปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มบุคคลภายในพรรคอย่างไม่ลืมหูลืมตา

ตรงกันข้าม พรรคประชาธิปัตย์ ที่ตัดสินใจเคลื่อนตัวเข้าเชื่อมโยงกับกระแสคลื่นประชาชนรู้แจ้ง กลับฉายแววแห่งปัญญามากขึ้นเรื่อยๆ รู้จักว่าสิ่งไหนควรพูดและสิ่งไหนควรทำ สามารถก้าวออกมาแสดงจุดยืนได้อย่างเหมาะเจาะ มีท่าทีชัดเจนไม่กำกวมต่อปัญหาต่างๆ มากขึ้นทุกวัน ซึ่งหากไม่มีปัญหาติดขัดภายในพรรคของตนเอง ก็มีโอกาสขับเคลื่อนตัวเองไปในท่ามกลางกระบวนการรู้แจ้งของประชาชน เติบใหญ่ไปพร้อมๆกับการพัฒนาขยายตัวของขบวนการประชาชนรู้แจ้ง และได้รับการยอมรับจากขบวนการประชาชนรู้แจ้ง

เมื่อเข้าใจและได้รับการยอมรับจากกระบวนการประชาชนรู้แจ้ง พรรคประชาธิปัตย์ในวันนี้และวันพรุ่ง ก็มีโอกาสพัฒนาตนเองเป็นพรรคประชาชนรู้แจ้งได้ในระดับหนึ่ง มีโอกาสได้รับการสนับสนุนจากขบวนการประชาชนรู้แจ้งในระดับที่แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากสามารถพัฒนาแนวคิดชี้นำบนพื้นฐานของผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน ประกาศแนวนโยบายสนับสนุนกระบวนการประชาชนรู้แจ้งอย่างชัดเจน ก็มีความเป็นไปได้มากว่า พรรคการเมืองเก่าแก่พรรคนี้จะสามารถทำงานประสานกันกับขบวนการประชาชนรู้แจ้ง และ "พรรคประชาชนรู้แจ้ง" ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ต่อไป

ผนึกกันเข้าเป็นกลุ่มแกนพลังขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

ร่วมกันก้าวไปบนเส้นทางหรือมรรคาแห่งประชาธิปไตยของประชาชนที่แท้จริง

ร่วมกันตรงไหน? ร่วมกันอย่างไร?

ร่วมกันที่ "ผลประโยชน์ที่แท้จริงสูงสุดของประชาชนในแต่ละห้วงของการพัฒนา" ด้วยการกำหนดและปฏิบัติแนวนโยบายให้สอดคล้องกับผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนในแต่ละห้วงของการพัฒนา ดำเนินนโยบายให้ปรากฏเป็นผลสมบูรณ์ที่สุด

อีกนัยหนึ่ง ร่วมกันบนฐานการ "เข้าถึง" ความต้องการสูงสุดของประชาชนในแต่ละห้วงหรือแต่ละ "ห่วงโซ่" แห่งกาลเวลา ซึ่งหากพรรคพันธมิตร เช่นพรรคประชาธิปัตย์กับ "พรรคประชาชนรู้แจ้ง" ใช้กระบวนการเข้าถึงความจริง ด้วยวิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์ เคารพความเป็นจริง ซื่อสัตย์ต่อความเป็นจริง "หาสัจจะจากความเป็นจริง" ก็ไม่ยากที่จะได้ข้อสรุป เข้าถึงความต้องการสูงสุดของประชาชนชาวไทยในแต่ละห้วงของกาลเวลา และก็ไม่ยากที่จะกำหนดแนวนโยบายที่สามารถสนองตอบความต้องการของประชาชนในแต่ละขั้นของการขับเคลื่อนของสังคมไทย

ณ วันนี้ ความต้องการสูงสุดของประชาชนไทยคืออะไร? ก็คือ ความต้องการรู้แจ้ง ในการบริหารประเทศของพรรคไทยรักไทย ว่าเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชนชาวไทยหรือไม่? ถ้าไม่ก็จำเป็นต้องหาคำตอบว่าเพราะอะไร?

สะท้อนถึงความเรียกร้องต้องการลึกลงไปอีกขั้นหนึ่ง คือพรรคการเมืองตัวแทนผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน ที่สามารถบริหารประเทศได้ดี สร้างความเจริญให้ประเทศชาติ นำความผาสุกมาสู่ประชาชน

ดูเหมือนว่า กระบวนการจุดเทียนปัญญา ทั้งที่นำโดยคุณสนธิ ลิ้มทองกุลในขณะนี้ และโดยบุคคลผู้ "รู้ทัน" ในช่วงก่อนหน้านั้น ได้ให้คำตอบบางส่วนแล้ว ซึ่งสามารถได้ข้อสรุปเบื้องต้นชัดเจนแล้วว่า การบริหารประเทศของพรรคไทยรักไทยติดหล่มหรือ "กับดัก" ผลประโยชน์ทับซ้อนชนิดถอนตัวไม่ขึ้น และมีแนวโน้มใช้อำนาจทุนผูกขาดอำนาจรัฐ มุ่งใช้กลไกรัฐสนองประโยชน์กลุ่มทุนไทยรักไทยโดยตรง พร้อมกันนั้นยังได้ "ล็อก" บทบาทสถาบันการเมืองทั้งในส่วนที่เป็นสถาบันหลักและองค์กรอิสระ ไม่สามารถแสดงบทบาทตามที่มีการระบุไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทำให้กฎหมายรัฐธรรมนูญถูกตกอยู่ในสภาพตายด้าน

ทั้งหมดที่เป็นไปเช่นนี้ ก็เพราะการใช้อำนาจทุนของพรรคไทยรักไทย เพื่อผลประโยชน์กลุ่มทุนแกนนำพรรคไทยรักไทย

มองในแง่ดี ก็จะพบทางออกของพรรคไทยรักไทย ช่วยให้สังคมไทยก้าวพ้นปัญหาได้จริง นั่นคือ หากพรรคไทยรักไทยสำนึกรู้ได้ทัน หันมาพิจารณาทบทวนบทบาทของตนเอง ยอมรับความจริงและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง การแก้ปัญหาก็สามารถเป็นไปได้อย่างนุ่มนวลและราบรื่น แต่หากพรรคไทยรักไทยยังแข็งขืนและขัดขวางพัฒนาการของกระบวนการประชาชนรู้แจ้ง ขบวนการประชาชนรู้แจ้งโดยการเข้ามีส่วนร่วมของพรรคการเมืองประชาชนรู้แจ้ง ทั้งเก่าและใหม่ ก็จะแสดงบทบาทสามัคคีพลังประชาชนทั้งประเทศ ดำเนินการเคลื่อนไหว ผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงหรือกระทั่งปฏิรูปกฎกติกากันใหม่ เพื่อให้เกิดผลตามความเรียกร้องต้องการของประชาชน

นั่นคือ ด้านหนึ่ง เปิดทางให้พรรคการเมืองที่มุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชนเข้าใช้อำนาจบริหารประเทศ อีกด้านหนึ่ง ปิดทางมิให้พรรคการเมืองหนึ่งใดฉวยโอกาสหรือช่องโหว่ เข้าผูกขาดอำนาจบริหารประเทศเพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มอย่างถาวร

ทั้งหมดนั้น ก็เพื่อประกันให้การเมืองประเทศไทยก้าวไปสู่มรรคาประชาธิปไตยของประชาชนที่แท้จริงในเร็ววัน

ดังนั้น การทำความเข้าใจในความเรียกร้องต้องการของประชาชนที่แท้จริง การสนองตอบความต้องการสูงสุดของประชาชนในแต่ละห้วงของการพัฒนา ดำเนินนโยบายยึดมั่นในผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน จึงเป็นเส้นทางเดินหรือมรรคาร่วมกันของพรรคการเมืองยุคใหม่ ในการขับเคลื่อนกระบวนการประชาธิปไตยของประชาชนชาวไทยในยุคปัจจุบัน

การกำหนดและปฏิบัตินโยบายอย่างสอดคล้องกับความเรียกร้องต้องการสูงสุดของประชาชนในแต่ละห้วงของการพัฒนา จึงเป็นฐานร่วมของความร่วมมือระหว่างพรรคการเมืองยุคใหม่ ที่ถือเอาผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชนเป็นที่ตั้งเสมอ

ทีนี้ ทำอย่างไร พรรคการเมืองยุคใหม่จึงจะยึดมั่นในผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชนชาวไทย สามารถกำหนดและดำเนินนโยบายสนองตอบความเรียกร้องต้องการสูงสุดของประชาชนในแต่ละห้วงของการพัฒนาได้อย่างแท้จริง?

คำตอบก็คือ จะต้องพัฒนาจุดยืน ทัศนะ วิธีการ ที่เป็น "หัวใจ" ขึ้นมา นั่นคือ เคารพและเชื่อมั่นมวลชน ในฐานะที่มวลชนคือพลังเปลี่ยนแปลงโลกที่แท้จริง การทำงานการเมือง หัวใจก็คือทำงานกับมวลชน ซึมซับความเรียกร้องต้องการสูงสุดของประชาชนในแต่ละห้วงของการพัฒนา กำหนดแนวนโยบายสนองตอบความเรียกร้องต้องการของประชาชน พัฒนาสภาพแวดล้อมด้วยการปรับปฏิรูประบบ กลไก ให้เอื้อต่อการขับเคลื่อนของมวลชน ประสานเป็นหนึ่งเดียวกับมวลชน จัดตั้งมวลชน ปลุก "พลังรู้แจ้ง" ของมวลชน สามัคคีพลังรู้แจ้งของมวลชนแสดงบทบาทเป็นเจ้าภาพในการขับเคลื่อนกระบวนการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในทุกขั้นตอนของการพัฒนา

จากนี้ เมื่อพรรคการเมืองยุคใหม่ในฐานะพรรครัฐบาล ใช้อำนาจบริหารประเทศ ก็จะสามารถทุ่มเทกำลังสติปัญญา ความรู้ความสามารถไปในด้านการนำมวลชนสร้างชีวิตใหม่ด้วยพลังสร้างสรรค์ของตนเอง ให้มวลชนเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของตนเองอย่างแท้จริง โดยรัฐบาลมีหน้าที่สร้างสภาพแวดล้อม ระบบ กลไก ผลักดันนโยบายที่เอื้อต่อการแสดงบทบาทสร้างสรรค์ของมวลชนมากที่สุด

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า พรรคการเมืองยุคใหม่เช่นนี้ จะเป็นที่รักและไว้วางใจของประชาชนชาวไทยอย่างยิ่งยวด และได้รับการยอมรับนับถือจากพรรคการเมืองทั่วโลก เป็นศักดิ์เป็นศรีของประเทศไทยบนเวทีโลก

เพราะเก่งและชำนาญในการใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชนถ่ายเดียว ไม่เดียงสาอะไรเลยกับเรื่องการหาประโยชน์เข้าตัว!

จะเป็นเช่นนั้นไหม? ขอถามใจทุกคน
กำลังโหลดความคิดเห็น...