กรณีที่คุณสนธิ ลิ้มทองกุลเปิดเผยหลักฐานเด็ดว่าในงานวันเกิดและงานขึ้นบ้านใหม่ “คุ้มเวียงพิงค์” ของคุณมณฑาทิพย์ “ชินวัตร” โกวิทเจริญกุล น้องสาวคนที่ 8 ของท่านนายกฯทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2548 ได้มีแขกจำนวนหนึ่งโดยสารเครื่องบิน ซี 130 ของกองทัพอากาศไปร่วมงานด้วย โดยเรียกกรณีนี้ว่า....
“ทุ่งใหญ่ยุคดิจิตอล”
ผมก็จะขอทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวของกรณี “ทุ่งใหญ่ยุคแอนะล็อก” เมื่อ 32 ปีก่อนให้อ่านกันเป็นพื้นฐานเสียหน่อย
เหตุเกิดเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2516
เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบกหมายเลข ทบ. 6102 ตกที่อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม มีผู้เสียชีวิตไป 6 คน พร้อมทั้งพบซากสัตว์ที่เพิ่งถูกล่าจำนวนหนึ่ง
เรื่องของเรื่องคือนายทหารนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ พร้อมทั้งพลเรือนอีกส่วนหนึ่ง รวมประมาณ 60 คน ได้นำพาหนะและอาวุธยุทโธปกรณ์ของทางราชการไปตั้งค่ายล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จังหวัดกาญจนบุรี
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรมีพื้นที่ประมาณ 1 ล้านไร่กินอาณาเขต 2 จังหวัด คือ กาญจนบุรีและตาก ใกล้กับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งหากรวมพื้นที่ 2 เขตนี้เข้าด้วยกันจะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าที่ใหญ่ที่สุดในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กรมป่าไม้จึงได้ส่งนายเกษม รัตนไชย เจ้าหน้าที่ป่าไม้เขตและทีมงาน เข้าไปสำรวจเพื่อเตรียมจัดตั้งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าให้เรียบร้อยตั้งแต่เดือนมกราคม 2516
การสำรวจดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้พบการละเมิดพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2503 ของบรรดาพรานบรรดา ศักดิ์ซึ่งประกอบไปด้วยทหาร ตำรวจที่เข้าไปล่าสัตว์อย่างโจ๋งครึ่มไม่เกรงกลัวกฎหมาย ต่อมาจึงได้รายงานไปยังกรมป่าไม้ ในที่สุดข่าวนี้ก็ได้แพร่กระจายไปยังนิสิตกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และอีก 3 มหาวิทยาลัย รวม ทั้งนักข่าวหนังสือพิมพ์บางฉบับในเวลาต่อมา
ต้นเดือนเมษายน 2516 บรรดาพรานบรรดาศักดิ์ ได้ไปซื้อกระสุนปืนเตรียมการล่าสัตว์ครั้งใหม่ ข่าวจากร้านปืนรั่วมาเข้าหูอาจารย์เกษตรศาสตร์ที่เป็นนักเลงปืนคนหนึ่งจึงได้นำมาแจ้งผู้เกี่ยวข้องและวางแผนที่จะเปิดโปงเรื่องดังกล่าว
ต่อมาคณะอาสาสมัครจากกลุ่มอนุรักษ์ฯ เกษตรศาสตร์รุ่นแรก 3 คนได้เดินทางเข้าไปในพื้นที่และดักซุ่มอยู่บริเวณที่จะข้ามห้วยเข้าสู่ทุ่งใหญ่ แต่ไร้วี่แวว จึงได้ถอนตัวกลับ เพราะเกรงจะมีอันตราย เนื่องจาก 2 ใน 3 เป็นผู้หญิง
จากนั้นจึงได้ชักชวนกลุ่มอนุรักษ์ฯอีก 3 มหาวิทยาลัย คือ นายสมพงษ์ จิรบันดาลสุข และนายภราดร (จำนามสกุลไม่ได้) จากจุฬาฯ นายสวัสด์ มิตรานนท์ จากธรรมศาสตร์ นายทองประกอบ ศิริวาณิชย์ จากคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี มหิดล และนายอรรถ (จำนามสกุลไม่ได้) นักเรียนจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย บุกเข้าร่วมสังเกตการณ์
สมพงษ์และภราดร เดินทางล่วงหน้าไปก่อนตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2516
สวัสดิ์, ทองประกอบ และอรรถ เดินทางไปในวันที่ 26 เมษายน 2516
ชุดของสมพงษ์กับภราดรได้พบกับขบวนรถยีเอ็มซีของทหาร 2 คัน รถจี๊ปทหาร 3 คันของป.พัน 9 ที่มีทหารชั้นผู้น้อยเป็นพลขับ กำลังข้ามแม่น้ำแควใหญ่โดยแพขนานยนต์เพื่อเตรียมไปสร้างแคมป์ในทุ่งใหญ่
ส่วน 3 คนในทีมหลังไปที่คลิตี้และได้ข่าวจากชาวบ้านว่าคณะดังกล่าวจะมาล่าสัตว์อีกหลังจากล่าไปหลายครั้งแล้ว ต่อมาวันที่ 27 เมษายน จึงได้ออกติดตามคณะพรานบรรดาศักดิ์จนพบว่าตั้งแคมป์อยู่ริมห้วยเซซ่าโหว่ และยังเห็นเฮลิคอปเตอร์จอดอยู่ 1 ลำด้วย จึงเข้าไปสอบถาม แต่กลับถูกซักถามกลับว่าเป็นนักศึกษากลุ่มอนุรักษ์ฯใช่หรือไม่ และสอบถามนายเกษม รัตนไชย ที่ร่วมเดินทางไปด้วยว่าเป็นผู้รายงานการเข้ามาครั้งก่อนของพวกเขาใช่หรือไม่
เหล่าพรานบรรดาศักดิ์ต่างชี้แจงว่ารู้ว่าการล่าสัตว์ในเขตนี้เป็นการละเมิดกฎหมาย แต่ทำไปเพราะต้องการผ่อนคลายอารมณ์ และกล่าวว่าไม่เห็นด้วยกับกฎหมายดังกล่าว เพราะสัตว์มีเป็นจำนวนมาก ล่าเท่าไหร่ก็ไม่หมด
หลังจากถูกขอร้องแกมบังคับให้ร่วมรับประทานอาหารเย็นที่มีแต่เนื้อสัตว์ที่ถูกล่าแล้ว คืนนั้นยังพบว่ามีการจุดพลุและกระสุนส่องวิถีฉลองวันเกิดให้นายตำรวจระดับรองผู้กำกับคนหนึ่งด้วย
ในการพบกันดังกล่าว นักศึกษากลุ่มนี้ได้แอบถ่ายภาพไว้เป็นหลักฐานด้วย
ขณะเดียวกันก็มีนักข่าวที่ได้ทราบข่าวกลุ่มหนึ่งพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ป่าไม้อีกกลุ่มหนึ่งที่เตรียมการจะเข้าไปจับกุมเดินทางมาสมทบ แต่เมื่อเผชิญกับกำลังคนและอาวุธครบมือ ก็ทำได้แต่เพียงเข้าไปสืบข้อมูลและแอบถ่ายรูปไว้เท่านั้น
วันที่ 29 เมษายน 2516 สวัสดิ์และทองประกอบต้องเดินทางกลับก่อน เนื่องจากทองประกอบต้องกลับมาประชุมที่มหิดล ระหว่างเดินทางกลับก็พบซากสัตว์ที่ถูกยิงตายจำนวนมาก ขณะที่กลุ่มที่ยังอยู่กลับไปยังจุดที่ตั้งแคมป์ของพรานบรรดาศักดิ์อีกรั้ง แต่ปรากฏว่าถูกรื้อหมดแล้ว คงเหลือแต่ร่องรอยซากสัตว์ เช่น กีบกระทิง หนังกวาง หนังชะมด ถูกทิ้งไว้
วันรุ่งขึ้น 30 เมษายน 2516 เมื่อทั้งคณะพากันเดินทางกลับ ได้พบอาจารย์และนิสิตเกษตรศาสตร์ที่ตั้งใจจะร่วมเดินทางมาตั้งแต่ทีแรกและได้ข่าวจากตำรวจว่าเมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา มีเฮลิคอปเตอร์ตกที่นครปฐม มีคณะทหาร ตำรวจที่กลับจากาญจนบุรีบาดเจ็บและเสียชีวิตด้วย 6 คน พร้อมทั้งพบซากสัตว์จำนวนมาก
กรณีที่เกิดขึ้น หนังสือพิมพ์ที่เข้าไปร่วมสืบค้นได้เปิดโปงขบวนการดังกล่าว
ขณะเดียวกันกลุ่มอนุรักษ์ 4 สถาบัน พร้อมทั้งศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยก็ได้ออกแถลงการณ์เปิดโปง โดยมีหลักฐานทั้งบุคคลและภาพถ่ายยืนยันหนักแน่น ทำให้ประชาชนที่ได้รับทราบข้อมูลต่างไม่พอใจเป็นอย่างมาก
แต่รัฐบาลกลับแก้ต่างให้คระพรานบรรดาศักดิ์ว่าทั้งหมดเป็นเจ้าหน้าที่ไปราชการลับบริเวณตะเข็บชายแดนกาญจนบุรี ในปัญหาความปลอดภัยระหว่างที่นายพลเนวินแห่งพม่าเดินทางมาเยือนไทย
และชี้แจงว่ารูปถ่ายที่ทหารตำรวจเหล่านี้ยืนล้อมซากสัตว์ก็เป็นภาพเก่า และเป็นการยืนถ่ายโชว์ โดยที่ไม่รู้ว่าใครยิง
รัฐบาลจึงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน 9 คน
โดย 6 ใน 9 เป็นนายทหารและตำรวจ นายกมล วรรณประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน
ในที่สุดผลปรากฏว่า กรรมการเชื่อว่าการนำเฮลิคอปเตอร์ไปใช้ครั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งของผู้บัญชาการทหารบกเพื่อปฏิบัติราชการลับ โดยถือเอาป่าทุ่งใหญ่เป็นฐานปฏิบัติการ แต่ภารกิจลับไม่ได้อยู่ที่ทุ่งใหญ่ หากอยู่ห่างออกไปทางชายแดนที่ติดต่อกับพม่า และเชื่อว่าได้มีบุคคลในคณะที่พักอยู่ในแคมป์ทุ่งใหญ่กระทำการล่าสัตว์และมีซากสัตว์ป่า
อันเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายจริง
บทจบของกรณีทุ่งใหญ่ยุคแอนะล็อกที่เล่ามานี้ คณะกรรมการได้ส่งสำนวนการสอบสวนไปยังศาลกาญจนบุรี
กระบวนการทางศาลใช้เวลาจนถึง 1 กันยายน 2517 ก็มีคำตัดสินให้ปล่อยตัว 9 จำเลย
คงจำคุก 6 เดือนแต่ “พรานแกละ หมื่นจำปา” ที่ต้องตกเป็นแพะรับบาปแต่ผู้เดียว
แต่ผลสะเทือนทางการเมืองข้างเคียงคือรัฐบาลล้มไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 แล้ว !
“ทุ่งใหญ่ยุคดิจิตอล”
ผมก็จะขอทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวของกรณี “ทุ่งใหญ่ยุคแอนะล็อก” เมื่อ 32 ปีก่อนให้อ่านกันเป็นพื้นฐานเสียหน่อย
เหตุเกิดเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2516
เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบกหมายเลข ทบ. 6102 ตกที่อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม มีผู้เสียชีวิตไป 6 คน พร้อมทั้งพบซากสัตว์ที่เพิ่งถูกล่าจำนวนหนึ่ง
เรื่องของเรื่องคือนายทหารนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ พร้อมทั้งพลเรือนอีกส่วนหนึ่ง รวมประมาณ 60 คน ได้นำพาหนะและอาวุธยุทโธปกรณ์ของทางราชการไปตั้งค่ายล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จังหวัดกาญจนบุรี
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรมีพื้นที่ประมาณ 1 ล้านไร่กินอาณาเขต 2 จังหวัด คือ กาญจนบุรีและตาก ใกล้กับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งหากรวมพื้นที่ 2 เขตนี้เข้าด้วยกันจะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าที่ใหญ่ที่สุดในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กรมป่าไม้จึงได้ส่งนายเกษม รัตนไชย เจ้าหน้าที่ป่าไม้เขตและทีมงาน เข้าไปสำรวจเพื่อเตรียมจัดตั้งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าให้เรียบร้อยตั้งแต่เดือนมกราคม 2516
การสำรวจดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้พบการละเมิดพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2503 ของบรรดาพรานบรรดา ศักดิ์ซึ่งประกอบไปด้วยทหาร ตำรวจที่เข้าไปล่าสัตว์อย่างโจ๋งครึ่มไม่เกรงกลัวกฎหมาย ต่อมาจึงได้รายงานไปยังกรมป่าไม้ ในที่สุดข่าวนี้ก็ได้แพร่กระจายไปยังนิสิตกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และอีก 3 มหาวิทยาลัย รวม ทั้งนักข่าวหนังสือพิมพ์บางฉบับในเวลาต่อมา
ต้นเดือนเมษายน 2516 บรรดาพรานบรรดาศักดิ์ ได้ไปซื้อกระสุนปืนเตรียมการล่าสัตว์ครั้งใหม่ ข่าวจากร้านปืนรั่วมาเข้าหูอาจารย์เกษตรศาสตร์ที่เป็นนักเลงปืนคนหนึ่งจึงได้นำมาแจ้งผู้เกี่ยวข้องและวางแผนที่จะเปิดโปงเรื่องดังกล่าว
ต่อมาคณะอาสาสมัครจากกลุ่มอนุรักษ์ฯ เกษตรศาสตร์รุ่นแรก 3 คนได้เดินทางเข้าไปในพื้นที่และดักซุ่มอยู่บริเวณที่จะข้ามห้วยเข้าสู่ทุ่งใหญ่ แต่ไร้วี่แวว จึงได้ถอนตัวกลับ เพราะเกรงจะมีอันตราย เนื่องจาก 2 ใน 3 เป็นผู้หญิง
จากนั้นจึงได้ชักชวนกลุ่มอนุรักษ์ฯอีก 3 มหาวิทยาลัย คือ นายสมพงษ์ จิรบันดาลสุข และนายภราดร (จำนามสกุลไม่ได้) จากจุฬาฯ นายสวัสด์ มิตรานนท์ จากธรรมศาสตร์ นายทองประกอบ ศิริวาณิชย์ จากคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี มหิดล และนายอรรถ (จำนามสกุลไม่ได้) นักเรียนจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย บุกเข้าร่วมสังเกตการณ์
สมพงษ์และภราดร เดินทางล่วงหน้าไปก่อนตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2516
สวัสดิ์, ทองประกอบ และอรรถ เดินทางไปในวันที่ 26 เมษายน 2516
ชุดของสมพงษ์กับภราดรได้พบกับขบวนรถยีเอ็มซีของทหาร 2 คัน รถจี๊ปทหาร 3 คันของป.พัน 9 ที่มีทหารชั้นผู้น้อยเป็นพลขับ กำลังข้ามแม่น้ำแควใหญ่โดยแพขนานยนต์เพื่อเตรียมไปสร้างแคมป์ในทุ่งใหญ่
ส่วน 3 คนในทีมหลังไปที่คลิตี้และได้ข่าวจากชาวบ้านว่าคณะดังกล่าวจะมาล่าสัตว์อีกหลังจากล่าไปหลายครั้งแล้ว ต่อมาวันที่ 27 เมษายน จึงได้ออกติดตามคณะพรานบรรดาศักดิ์จนพบว่าตั้งแคมป์อยู่ริมห้วยเซซ่าโหว่ และยังเห็นเฮลิคอปเตอร์จอดอยู่ 1 ลำด้วย จึงเข้าไปสอบถาม แต่กลับถูกซักถามกลับว่าเป็นนักศึกษากลุ่มอนุรักษ์ฯใช่หรือไม่ และสอบถามนายเกษม รัตนไชย ที่ร่วมเดินทางไปด้วยว่าเป็นผู้รายงานการเข้ามาครั้งก่อนของพวกเขาใช่หรือไม่
เหล่าพรานบรรดาศักดิ์ต่างชี้แจงว่ารู้ว่าการล่าสัตว์ในเขตนี้เป็นการละเมิดกฎหมาย แต่ทำไปเพราะต้องการผ่อนคลายอารมณ์ และกล่าวว่าไม่เห็นด้วยกับกฎหมายดังกล่าว เพราะสัตว์มีเป็นจำนวนมาก ล่าเท่าไหร่ก็ไม่หมด
หลังจากถูกขอร้องแกมบังคับให้ร่วมรับประทานอาหารเย็นที่มีแต่เนื้อสัตว์ที่ถูกล่าแล้ว คืนนั้นยังพบว่ามีการจุดพลุและกระสุนส่องวิถีฉลองวันเกิดให้นายตำรวจระดับรองผู้กำกับคนหนึ่งด้วย
ในการพบกันดังกล่าว นักศึกษากลุ่มนี้ได้แอบถ่ายภาพไว้เป็นหลักฐานด้วย
ขณะเดียวกันก็มีนักข่าวที่ได้ทราบข่าวกลุ่มหนึ่งพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ป่าไม้อีกกลุ่มหนึ่งที่เตรียมการจะเข้าไปจับกุมเดินทางมาสมทบ แต่เมื่อเผชิญกับกำลังคนและอาวุธครบมือ ก็ทำได้แต่เพียงเข้าไปสืบข้อมูลและแอบถ่ายรูปไว้เท่านั้น
วันที่ 29 เมษายน 2516 สวัสดิ์และทองประกอบต้องเดินทางกลับก่อน เนื่องจากทองประกอบต้องกลับมาประชุมที่มหิดล ระหว่างเดินทางกลับก็พบซากสัตว์ที่ถูกยิงตายจำนวนมาก ขณะที่กลุ่มที่ยังอยู่กลับไปยังจุดที่ตั้งแคมป์ของพรานบรรดาศักดิ์อีกรั้ง แต่ปรากฏว่าถูกรื้อหมดแล้ว คงเหลือแต่ร่องรอยซากสัตว์ เช่น กีบกระทิง หนังกวาง หนังชะมด ถูกทิ้งไว้
วันรุ่งขึ้น 30 เมษายน 2516 เมื่อทั้งคณะพากันเดินทางกลับ ได้พบอาจารย์และนิสิตเกษตรศาสตร์ที่ตั้งใจจะร่วมเดินทางมาตั้งแต่ทีแรกและได้ข่าวจากตำรวจว่าเมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา มีเฮลิคอปเตอร์ตกที่นครปฐม มีคณะทหาร ตำรวจที่กลับจากาญจนบุรีบาดเจ็บและเสียชีวิตด้วย 6 คน พร้อมทั้งพบซากสัตว์จำนวนมาก
กรณีที่เกิดขึ้น หนังสือพิมพ์ที่เข้าไปร่วมสืบค้นได้เปิดโปงขบวนการดังกล่าว
ขณะเดียวกันกลุ่มอนุรักษ์ 4 สถาบัน พร้อมทั้งศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยก็ได้ออกแถลงการณ์เปิดโปง โดยมีหลักฐานทั้งบุคคลและภาพถ่ายยืนยันหนักแน่น ทำให้ประชาชนที่ได้รับทราบข้อมูลต่างไม่พอใจเป็นอย่างมาก
แต่รัฐบาลกลับแก้ต่างให้คระพรานบรรดาศักดิ์ว่าทั้งหมดเป็นเจ้าหน้าที่ไปราชการลับบริเวณตะเข็บชายแดนกาญจนบุรี ในปัญหาความปลอดภัยระหว่างที่นายพลเนวินแห่งพม่าเดินทางมาเยือนไทย
และชี้แจงว่ารูปถ่ายที่ทหารตำรวจเหล่านี้ยืนล้อมซากสัตว์ก็เป็นภาพเก่า และเป็นการยืนถ่ายโชว์ โดยที่ไม่รู้ว่าใครยิง
รัฐบาลจึงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน 9 คน
โดย 6 ใน 9 เป็นนายทหารและตำรวจ นายกมล วรรณประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน
ในที่สุดผลปรากฏว่า กรรมการเชื่อว่าการนำเฮลิคอปเตอร์ไปใช้ครั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งของผู้บัญชาการทหารบกเพื่อปฏิบัติราชการลับ โดยถือเอาป่าทุ่งใหญ่เป็นฐานปฏิบัติการ แต่ภารกิจลับไม่ได้อยู่ที่ทุ่งใหญ่ หากอยู่ห่างออกไปทางชายแดนที่ติดต่อกับพม่า และเชื่อว่าได้มีบุคคลในคณะที่พักอยู่ในแคมป์ทุ่งใหญ่กระทำการล่าสัตว์และมีซากสัตว์ป่า
อันเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายจริง
บทจบของกรณีทุ่งใหญ่ยุคแอนะล็อกที่เล่ามานี้ คณะกรรมการได้ส่งสำนวนการสอบสวนไปยังศาลกาญจนบุรี
กระบวนการทางศาลใช้เวลาจนถึง 1 กันยายน 2517 ก็มีคำตัดสินให้ปล่อยตัว 9 จำเลย
คงจำคุก 6 เดือนแต่ “พรานแกละ หมื่นจำปา” ที่ต้องตกเป็นแพะรับบาปแต่ผู้เดียว
แต่ผลสะเทือนทางการเมืองข้างเคียงคือรัฐบาลล้มไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 แล้ว !


