xs
xsm
sm
md
lg

โทรทัศน์-สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในการทำลายสังคมไทย

เผยแพร่:   โดย: ยอดรัก ตะวันรอน

แบบอย่างและตัวอย่างแห่งความชั่วซึ่งชั่วอย่างถึงขนาดที่สังคมไทยเรายอมรับเอามาเป็นหลักการของชีวิตและอารยธรรม เพื่อสร้างชีวิตให้บัดซบโง่เขลาของคนไทยต่อไปอีก ทั้งในปัจจุบันนี้และในอนาคต มีคนไม่น้อยที่กล้ายอมรับว่าส่วนใหญ่มาจากรายการสิ้นคิดทางโทรทัศน์ที่มีอยู่ทุกช่อง ซึ่งรัฐบาลไทย ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงวัฒนธรรม หรือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือแม้แต่กระทรวงศึกษาธิการ ต่างทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นหรือไม่เข้าใจว่ารายการโทรทัศน์ส่วนใหญ่ที่นำออกมาเสนอทางจอโทรทัศน์ของทุกสถานีนั้น ได้ทุ่มเทความเลวทราม และความชั่วช้านานาประการที่เป็นทั้งตัวอย่าง และแบบอย่างให้แก่คนไทยมากน้อยเพียงไรจะไม่มีใครสนใจกัน นอกจากถือว่าเป็นเสรีภาพในการทำมาหากิน และการประกอบอาชีพที่สุจริตอย่างยิ่งอาชีพหนึ่งของสังคมไทยเท่านั้น

ไม่ว่าจะพิจารณาในแง่ไหนหรือไม่ว่าผลลัพธ์ที่กระทบกระเทือนต่อผู้คนในสังคมจะเป็นอย่างไรก็ถือเป็นเรื่องการประกอบอาชีพ และการทำมาหากินของเสรีชนทั่วไปซึ่งอาจจะพิจารณาได้ง่ายๆ จากรายการต่างๆ ที่เสนอออกมาแต่ละรายการแต่ละวันแต่ละช่อง ซึ่งดูเหมือนจะไม่มีช่วงไหนพวกไหนมีความแตกต่างกันในด้านเนื้อหาและวัตถุประสงค์

แต่หลังจากที่อารยธรรมและวัฒนธรรมอันดีงามของไทยถูกทำลายไปอย่างน่าสลดใจมาเป็นเวลานานโดยไม่มีใครหรือไม่มีกระทรวงทบวงกรมใดเอาใจใส่มาก่อนเลยนั้น ก็บังเกิดความมหัศจรรย์ที่ไม่มีใครคาดฝันมาก่อนว่าจะเป็นกลุ่มคนที่รวมตัวกันขึ้นมาเพื่อพูดถึงความน่าสลดสังเวชนี้มาก่อน นั่นคือสำนักกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ซึ่งไม่มีใครรู้จัก และไม่มีใครสนใจกันมากนัก (เมื่อเทียบกับมูลนิธิปวีณา) ได้โผล่หน้าออกมาเป็นครั้งแรกอย่างน่าตื่นเต้น โดยหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งนำมาเขียนถึงในหน้า 1 ว่า "ติรายการผู้หญิงชอบซูมหน้าอก-แถมพิธีกรสาวพูดจาสองแง่สองง่าม มูลนิธิเตือนสติ"

ต่อจากนั้นก็เป็นรายละเอียดของข่าวซึ่งมีความว่า

"สำนักงานสตรีและสถาบันพัฒนาครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เตือนโฆษก-พิธีกรสาวแต่งตัวส่อไปในทางยั่วยุทางเพศ ชอบเปิดไหล่ โชว์อกมากไปก็อยู่ในข่าย รวมถึงพิธีกรสาวรายการผู้หญิงถึงผู้หญิง "กาละแมร์" ก็โดนด้วยฐานพูดจาสองแง่สองง่าม เอาจริงกับเว็บไซต์ดาวน์โหลดรูปโป๊เข้ามือถือ เตรียมพร้อมรุก 2 ค่ายเพลง "แกรมมี่" "อาร์เอส" อย่าปล่อยให้นักร้องแต่งโป๊ และขอผู้จัดละครเลิกบทพระเอกปล้ำนางเอก อ้างมีผลนำไปสู่ปัญหาการข่มขืน" (ไทยรัฐ 2 พฤศจิกายน 2548)

สำนักงานสตรีและสถาบันพัฒนาครอบครัวพูดได้ถูกต้อง ในการแสดงออกของผู้หญิงเหล่านี้และพิธีกรเหล่านี้

แต่สำหรับคนไทยที่มีความเห็นว่าความเป็นคนที่สมบูรณ์หรือความเป็นผู้หญิงที่มีค่านั้น นอกจากการแสดงออกในรูปต่างๆ โดยปราศจากยางอายใดๆ แล้ว ทุกวันนี้ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่จะปรากฏออกมาจากรายการโทรทัศน์ที่มีพิธีกรเป็นผู้หญิงไทยยังมีแบบอย่างที่สำคัญอีกแบบหนึ่ง นั่นคือการแสดงกิริยามารยาทหรือความเป็นผู้ดีมีสกุล

ผู้หญิงที่มีกิริยามารยาท และมีความเป็นผู้ดีมีสกุลนั้น คนไทยทุกคนถือว่าเป็นผู้หญิงที่มีคุณค่าและคุณสมบัติอย่างเพียงพอที่จะเป็นแม่เป็นเมียของคนไทย และเป็นแบบอย่างของลูกหลานนี้จะเกิดติดตามกันมาในอนาคต

แต่แบบอย่างของผู้หญิงไทยในรายการโทรทัศน์ต่างๆ จะได้รับการผลิตมาจากม้าดีดกะโหลกประเภทต่างๆ โดยพยายามเปลี่ยนคุณสมบัติของลูกผู้หญิงที่มีความเป็นผู้ดีมีสกุลแบบเดิมมาเป็นลักษณะกักขฬะ สถุลหรือที่โบราณเรียกว่า ไม่มีสกุลรุนชาติและไม่มียางอายเป็นอย่างมากเกือบทุกคน จุดประสงค์มีเพียงอย่างเดียวคือ เพื่อให้คนที่ได้พบได้เห็นชื่นชมว่าเป็นผู้หญิงที่มีความเด่นทันสมัย และน่าชื่นชมกว่าคนอื่นๆ

หลายปีที่ดูรายการโทรทัศน์ที่มีผู้หญิงวัยรุ่นเหล่านี้ ผมมีความรู้สึกว่ามันไม่มีความน่ารัก น่าพิศวาสอะไร ไม่มีกิริยามารยาท หรือที่โบราณไทยเรียกว่าสมบัติผู้ดีหรือลักษณะของกุลสตรีแม้แต่นิดเดียว

ถ้าหากมีพิธีกรเกิน 2 คนขึ้นไปแล้ว พิธีกรผู้หญิงเหล่านี้จะแสดงเอาเด่นเอาดังอย่างเดียว นอกจากจะเอะอะเจี๊ยวจ๊าวโดยไม่มีเหตุผลแล้ว บางคนในรายการบันเทิงของสถานีมีพิธีกรคนหนึ่งจะนั่งไขว่ห้างพูดกับคนดูเหมือนกับเจ้าแม่อะไรสักอย่างหนึ่งยังไงก็อย่างนั้น อยากจะพูดอะไรออกมาก็พูดหรือแหกปากหัวเราะออกมาโดยไม่มีอะไรขบขัน

แต่ครั้งหนึ่งเมื่อผมได้มีโอกาสได้พูดคุยกับคนรุ่นเก่าคนหนึ่งเป็นการทบทวนย้อนไปถึงเรื่องราวของคนไทยในอดีต คนคนนั้นเคยมีประสบการณ์มามากเกี่ยวกับเรื่องราวของผู้หญิงในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ในรั้วในวังจนถึงแม่ค้าแถวท่าเตียน เฉพาะผู้หญิงชั้นต่ำตามซ่องโสเภณีที่มีชื่อต่างๆ ในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นแถวสะพานถ่าน โบสถ์พราหมณ์ แพร่งสรรพศาสตร์หรือซอยทรัพย์ เขาจะบอกว่าพิธีกรผู้หญิงในโทรทัศน์ทุกวันนี้ในหลายๆ รายการทุกช่องจะพยายามแย่งกันสร้างความโดดเด่น เรียกร้องความสนใจจากคนดูคนฟังด้วยการเอะอะเจี๊ยวจ๊าว ใช้ภาษาที่ไม่ควรใช้เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเหนือกว่าคนอื่นหรือพูดอะไรสักอย่างหนึ่งให้มันผิดธรรมชาติลูกผู้หญิงไทย ให้มันแปลกประหลาดออกไปจากคนอื่นๆ ให้คนสนใจและยอมรับ

พิธีกรรุ่นใหม่ซึ่งเป็นวัยรุ่นจะพยายามโชว์ความเก่งกาจใหม่ๆ คือดัดจริตอย่างมากในการแสดงออกในฐานะพิธีกร ซึ่งพิธีกรเหล่านี้จะทำรายการเกี่ยวกับดาราหรือนักร้องประเภทสัพเพเหระที่ต้องการนำมาโฆษณา การพูดและการให้เสียงของพิธีกรเหล่านี้จะเต็มไปด้วยการดัดจริตผิดธรรมชาติมนุษย์

ประการแรกที่สุดคือจะพยายามทำเสียงเล็กเสียงน้อยเพื่อให้น่าเอ็นดูหรือน่าคลื่นไส้

และพิธีกรรุ่นใหม่เหล่านี้ จะไม่มีพิธีกรที่สวยหรือสุภาพ ส่วนมากจะเป็นหน้าแหลมๆ และเวลาพูดจะพูดอย่างไม่ต้องหายใจหายคอเอาทีเดียว โดยตัวเองอาจจะมีความชำนาญในการใช้วิธีการพูดแบบนั้นซึ่งคนธรรมดาสามัญจะไม่พูดกัน แต่อย่างไรก็ตาม ความจริงมีอยู่ว่าพิธีกรทุกคนไม่ได้พูดให้ตัวเองฟังและต้องพูดให้คนอื่นฟังด้วย ถึงแม้ว่าเจ้าของรายการหรือสถานีโทรทัศน์จะมีนโยบายที่จะทำรายการโทรทัศน์แบบนั้นก็ตาม

การพูดของคนกับคนหรือพูดให้คนฟังนั้น เป็นการพูดให้คนฟังได้รับความประทับใจและให้เกิดความเชื่อถือต่อผู้พูดและในเรื่องที่นำมาพูด เฉพาะการพูดต่อสาธารณะนั้นเป็นทั้งศาสตร์ทั้งศิลป์ คนทุกคนไม่ได้มีความรู้ความสามารถจะพูดออกมาให้เป็นที่พอใจของผู้ฟังเลื่อมใส การพูดจึงมีหลักการและมีศิลปะทุกด้าน ทั้งภาษา น้ำเสียง และที่ต้องนำมาใช้ใน การพูดจึงมีความสำคัญอย่างมากต่อรายการที่แสดงให้ผู้คนรับรู้รับฟัง ไม่ว่าจะเป็นปาฐกถา โทรทัศน์หรือแม้แต่จำอวดยี่เก การพูดเป็นเรื่องที่จะต้องฝึกฝนอบรมกันมาและพูดกันให้เข้ากาลเทศะ เฉพาะอย่างยิ่ง รายการโทรทัศน์ที่จะต้องทำหน้าที่เป็นรูปแบบ เป็นเสมือนวิทยาลัยสำหรับชาวบ้านที่ต้องอาศัยโทรทัศน์เป็นแบบอย่างในเรื่องต่างๆ จึงไม่ควรจะเป็นหน้าที่ของพิธีกรสัพเพเหระเหล่านี้มาทำอะไรตามความพอใจ เจ้าของสถานีโทรทัศน์หรือผู้อำนวยการโทรทัศน์ทุกสถานีควรจะมีความสามารถหรือมีสติปัญญาแก้ไขปัญหาเหล่านี้บ้าง

นึกเสียว่าเป็นการแสดงความเมตตากรุณาแฟนโทรทัศน์ที่ไม่มีทางออกไปหาความสุขความสำราญ และความรู้จากทางอื่นๆ ก็น่าเมตตาได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นมนุษย์ที่ไม่เอาไหนเลยก็ตาม ความรับผิดชอบเพียงแต่ดูแลเรื่องพวกนี้นิดเดียวก็น่าจะพอไหว

เมื่อพูดมาถึงตรงนี้แล้ว ก็เห็นจะต้องให้ความสนใจกับบรรดาพิธีกรฝ่ายชายบ้างพอสมควร เพราะว่าความห่วยในการใช้เสียงและการใช้ภาษาและมุกเฮงซวยต่างๆ ของพิธีกรฝ่ายชายก็มีให้น่าทุเรศไม่น้อยไปกว่าพิธีกรหญิงเหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะไม่ทุกคนไปก็ยังมีนักพูดประเภทพูดตามใจตัวเองอยู่หลายรายเหมือนกันในวงการโทรทัศน์ของไทยเรา

ปัญหาใหญ่ๆ ที่มีมากในรายการโทรทัศน์ที่เกี่ยวข้องกับรายการที่มีพิธีกรเป็นชาย และแขกรับเชิญก็เป็นชายด้วยกันก็คือ พูดเร็วมากจนฟังแทบไม่ทันอีกเหมือนกัน ยิ่งไปกว่านั้น บางรายตัดคำที่สำคัญๆออกไปตามความพอใจของตัวเอง เช่นคำว่า "วัฒนธรรม" จะตัดสั้นลงเหลือแต่เพียงคำว่า "วัด... ทำ" หรือคำว่า "ประชาธิปไตย" จะตัดว่า "ประ" ออกเสียใช้แต่เพียงคำ "ชาธิ...ไตย" ซึ่งก็ไม่แปลกอะไรมากนักสำหรับคนที่พูดจนชิน แต่สำหรับผู้ฟังหรือเด็กเล็กที่ยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็จะต้องจดจำหรือเลียนแบบไปใช้จนเคยชินไปก็เป็นได้ แต่สำหรับคนที่อยู่กับภาษาไทย และใช้ภาษาไทยหากินกันมาอย่างถูกต้อง จะเกิดความรำคาญอย่างมากขึ้นมาทันที

อย่างน้อย ถึงจะไม่เสียหายอะไรมากนัก แต่มันก็ทำให้การพูดขาดเสน่ห์ที่มีอยู่ในตัวภาษาและผู้พูด

คนไทยสมัยเก่า ไม่ว่าจำอวด หรือยี่เก ลำตัด เพลงฉ่อย เขาจะถือกันมากในเรื่องถ้อยคำแต่ละคำจะตัดทิ้งเอาตามความพอใจไม่ได้ ภาษาต้องเป็นภาษา การจะเป็นคนใช้ภาษาหรือคนใช้เสียงสำหรับคนเหล่านี้จะมีการซ้อมการเรียนกันอย่างดีจึงจะออกโรงได้

เมื่อสมัยที่เมืองไทยมีโทรทัศน์ขึ้นมาในสมัยแรกๆ นั้น เราเคยมีพิธีกรที่มีความรับผิดชอบอย่างดีมาตลอด คนที่เคยฟังคุณอาคม มกรานนท์ เป็นผู้อ่านข่าวคงยังจะจำกันได้ว่าในยุคสมัยที่คนไทยยังไม่มีปัญญากันมากมายหลายคนเหมือนทุกวันนี้ แต่ทุกคนที่เข้ารับหน้าที่ก็มีความรับผิดชอบ

ที่เลวร้ายอีกอย่างหนึ่งที่ควรจะพูดถึงอีกด้วยก็คือ การใช้ภาษาที่พยายามจะเปลี่ยนภาษาไทยเป็นภาษาแขก โดยการพยายามออกเสียงตัวรอ เป็นรอแขกหรือรออินเดีย ที่พิธีกรหรือผู้จัดรายการที่มีชื่อเสียงและผู้ที่ยอมรับกันทั้งประเทศคนหนึ่งซึ่งเมื่อต้องใช้ตัวรอแล้วจะ ตวัดลิ้นจากรอธรรมดาเป็นรอ-รอ-รอ เรื่อยไป มีคนยืนยันว่าเป็นการพูดทำให้เกิดความแปลกใหม่ในการใช้ภาษาไทยทางโทรทัศน์ และทำให้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับกันในบรรดาแฟนโทรทัศน์ทุกวันนี้ โดยไม่มีใครถือว่าสำคัญและไม่มีใครกล้าแตะต้อง

ดูเหมือนจะเป็นรายการๆ หนึ่งในไอทีวี

แฟนข่าวทีวีเวลาเช้าคนหนึ่งมาบอกผมว่า ถ้าผมจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับพิธีกรหรือโฆษกทีวี เขาขอฝากให้ผมช่วยทักท้วงคนอ่านข่าวคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ชายในรายการข่าวตอนเช้าของยูบีซี ซึ่งดูเหมือนค่อนข้างจะเป็นข่าวที่เป็นเนื้อเป็นหนังมากแห่งหนึ่ง คนอ่านข่าวเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ตอนประมาณสองโมงหรือสามโมงเช้า พิธีกรคู่นี้จะอ่านข่าวกันสนุกมาก โดยไม่คำนึงถึงคนฟังว่าจะมีความรู้สึกอย่างไรหรือได้อะไรจากข่าวนั้น เฉพาะพิธีกรชาย

พิธีกรหรือคนอ่านข่าวรายนี้ จะเริ่มต้นอ่านข่าวประโยคแรกอย่างชัดถ้อยชัดคำหรือฟังได้อย่างไม่มีอะไรน่าตำหนิ แต่พออ่านไปสักสามสี่ประโยค ข้อความที่เขาอ่านมันจะฟังไม่รู้ เรื่องแม้จะต้องตะแคงหูฟังอย่างสุดความสามารถก็ตาม เพราะในระหว่างกลางทุกคำทุกประโยคจะอ่านเร็วมาก รัวและลิ้นพันกันจนไม่รู้ว่าพูดอะไร จะฟังตรงไหน จะไม่ได้อะไรจนกระทั่งประโยคสุดท้ายเท่านั้นที่จะช้าลงเป็นปกติ เป็นภาษาคนธรรมดา

ครับ โทรทัศน์บ้านเรายิ่งทำดูเหมือนจะยิ่งแหกคอกออกไปทุกที

ยังมีอีกมากที่เราจะต้องขุดกันออกมาพูดให้ชัดเจนกว่านี้