xs
xsm
sm
md
lg

พากันก้าวเข้าสู่ยุค "ประชารู้แจ้ง" กันเถอะ

เผยแพร่:   โดย: สันติ ตั้งรพีพากร

แม้ว่าเวลานี้ พรรคไทยรักไทยยังทำหน้าที่พรรคบริหารประเทศ เป็นผู้ใช้อำนาจกลไกรัฐอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนไทยได้รับบทเรียนครั้งใหญ่เต็มๆ ว่า "เมื่อพรรคการเมืองที่มิใช่ตัวแทนผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน ไม่พยายามทำหน้าที่ ใช้อำนาจให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติประชาชนแล้วไซร้ ก็อาจกลายเป็นพรรคกินชาติกลืนเมือง"

ที่เป็นไปเช่นนี้ ผู้เขียนขออนุมานตามความเข้าใจเฉพาะตัว(อาจไม่ถูกต้องเสียทีเดียว)ว่า เพราะ 1. พรรคไทยรักไทยผูกขาดเสียงในสภาผู้แทนราษฎร 2. หัวหน้าพรรคคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กล้าเหลือเกินในการใช้อำนาจในระบบ ขยายฐานผลประโยชน์ทางธุรกิจในเครือ เพื่อรองรับฐานอำนาจทางการเมืองระยะยาว และ 3. ผู้นำพรรคซึ่งก็คือผู้นำรัฐบาลชุดปัจจุบัน เก่งมากในการทำการตลาด สร้างคะแนนเสียงให้แก่ตนเองและพรรคพวกได้อย่างท่วมท้นในระยะแรกๆ

เหตุการณ์ต่างๆ ที่กำลังเป็นไปในสังคมไทย ดูเหมือนกำลังพัฒนาไปในทิศทางนี้ ดังที่หลายๆ คนกำลังพากันหวาดวิตก

แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว ไม่ได้คิดเช่นนั้น และไม่คิดว่า พรรคไทยรักไทยจะครองอำนาจได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน ด้วยเหตุผลสามประการ คือ 1. การผูกขาดเสียงในสภาฯ ไม่ได้ทำให้สามารถผูกขาดทุกสิ่งทุกอย่างได้ เช่น ผูกขาดความคิดความเห็นของประชาชน หรือสื่อส่วนหนึ่งที่ไม่ยอมสยบต่ออำนาจ อีกนัยหนึ่ง ไม่สามารถปิดกั้นหูตาของประชาชน ปิดบังความจริงที่เกิดกับประชาชนและสังคมไทยได้อย่างแท้จริง 2. ความกล้าเฉพาะตัวของผู้นำพรรค มิใช่ความกล้าหาญโดยรวมของสมาชิกพรรค มิใช่ความกล้าหาญบนฐานแห่งสัจธรรม แต่เป็นความกล้าหาญในการที่จะได้จะเอาตามความรู้เห็นที่ผิดๆ หรือมิจฉาทิฐิ เมื่อจุดเริ่มต้นของความกล้าไม่ถูกต้องแล้ว ผลที่ตามมาก็พอจะคาดเดาได้ คือยิ่งกล้าทำก็ยิ่งโดดเดี่ยวตนเอง มีคนกล้าตามน้อยลงไปเรื่อยๆ ยิ่งไม่ต้องหวังว่าจะมีพลังมวลชนมาห้อมล้อมเป็น "ผนังทองแดงกำแพงเหล็ก" เพราะในที่สุดแล้ว เมื่อความจริงเปิดเผย มวลชนก็จะแสดงออกอีกแบบหนึ่งที่ตรงกันข้ามกับที่พวกเขาเคยเป็นมา เช่น เคยสนับสนุนก็จะคัดค้าน เคยชื่นชมก็จะด่าว่า สาปแช่ง และ 3. การทำตลาดถึงที่สุดแล้วก็จะตัน และ "หมดมุก" เนื่องจากผลปรากฏที่เป็นจริง จะหักล้างคำพูดต่างๆอย่างสิ้นเชิง คำพูดที่คนเคยเชื่อก็จะไม่มีใครเชื่ออีกต่อไป เพราะคนส่วนใหญ่จะเชื่อในความจริงมากกว่าคำลวง แม้ว่าจะเสียรู้มาบ้างในตอนแรก แต่ในตอนหลังทุกคนจะยึดอยู่กับความเป็นจริง

ที่สำคัญคือ คลื่นความไม่พอใจจะก่อตัวชัดเจน กลายเป็นขบวนการเคลื่อนไหว สั่นคลอนสถานภาพของพรรคไทยรักไทย ในฐานะพรรคบริหารประเทศ หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี คลื่นความไม่พอใจก็จะกลายเป็นแรงกดดัน บั่นทอนฐานอำนาจบริหารประเทศของพรรคไทยรักไทย

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว พรรคไทยรักไทยก็จะไม่มีตลาด จะไม่มีบทบาท ต้องรีบปรับตนเอง กอบกู้สถานการณ์ หรือกระทั่งปฏิรูปพรรค หากยังฝืนดำเนินการต่อไปในรูปเดิมๆ ก็อาจถึงกับต้องปิดฉากบทบาทของความเป็นพรรคบริหารประเทศลง และค่อยๆ เสื่อมถอยลงไปเป็นพรรคต่ำสิบ ตามลักษณะของพรรคเฉพาะกิจที่เกิดแล้วดับตามการขึ้นลงของผู้นำพรรคที่เป็น "เจ้าของ" พรรค

ที่นี้ เมื่อเรามองเห็นเหตุปัจจัยทางด้านฝ่ายใช้อำนาจ คือพรรคไทยรักไทยแล้ว ขอให้เราหันมามองเหตุปัจจัยอีกด้านหนึ่งที่กำลังก่อตัวขึ้นในสังคมไทย คือการ "รู้แจ้ง" ของคนไทย

ดังที่ผู้เขียนได้นำเสนอไว้ในบทวิเคราะห์ครั้งที่แล้วว่า วิกฤตของชาติ โดยเฉพาะการก่อการร้ายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการยักย้ายทรัพย์สินของชาติไปเป็นของส่วนตัวด้วยการนำเอารัฐวิสาหกิจชั้นดีไปแปรรูป ผ่องถ่ายสินทรัพย์ของชาติในรูปหุ้นไปเป็นของเอกชน ซึ่งหลักๆ ก็คือกลุ่มพวกของพรรคไทยรักไทย และเรื่องอื่นๆที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติและประชาชน (แต่กลับทำให้กลุ่มทุนพรรคไทยรักไทยได้ประโยชน์) เมื่อมีผู้คนนำเอาออกมาแฉมากล่าว มาฟ้องร้องต่อสังคม พลันผู้คนก็พากันหูตาสว่าง เห็นแจ้งในความจริง

สิ่งที่กำลังเป็นไปในสังคมไทยเวลานี้ เช่น การตีแผ่ความจริงที่กำลังเป็นไปของคุณสนธิ ลิ้มทองกุลในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ และการนำเสนอข่าวในแนวเดียวกันของสื่อมวลชนที่นับวันจะมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะสื่อยักษ์ที่เก่งในการเกาะกระแสตลาด รู้ว่าคนไทยเราต้องการ "รู้แจ้ง" ในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในด้านต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องที่รัฐบาลพรรคไทยรักไทยกำลังทำอยู่

เพราะคนไทยจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกไม่ไว้วางใจในแผนการใช้เงินจำนวนมหาศาลของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ต้องการความกระจ่างแจ้งและโปร่งใสในทุกๆ เรื่องที่เกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินงบประมาณก้อนโต เป็นเหตุจูงใจสำคัญให้สื่อปรับแนวการนำเสนอข่าวสาร

อาจกล่าวได้ว่า รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ได้ปลุกกระแสความต้องการ "รู้แจ้ง" ของคนไทยจำนวนหนึ่งแล้ว และเมื่อสื่อทั่วไปหันมา "เล่น" ด้วย อาจจะด้วยสาเหตุทางธุรกิจการตลาดหรือสาเหตุอื่นๆ นอกเหนือจากนั้น ก็ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ดีของสังคมไทย

คนไทยที่รู้แจ้ง อันเป็นผลจากการทำงานของสื่อ ในที่สุดก็จะก่อรูปเป็นพลังกำกับให้รัฐบาลทำงานอย่างตรงไปตรงมามากขึ้น คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว

ความจริงแล้ว ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้กำหนดให้มีองค์กรอิสระจำนวนหนึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบติดตาม รวมทั้งพรรคการเมืองฝ่ายค้านก็จะทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบเช่นเดียวกัน แต่ผลที่ปรากฏ คือองค์กรอิสระ พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ทำงานได้ไม่เต็มที่ ด้วยสาเหตุนานาประการ แม้แต่สื่อมวลชนก็ถูกรัดร้อยด้วยพันธะทางด้านธุรกิจ เนื่องจากกลุ่มพรรคไทยรักไทยเข้าไปถือหุ้นในสื่อจำนวนหนึ่ง และพยายามเข้าไปครอบงำสื่อในรูปแบบต่างๆ เสมอมา

มีแต่มวลประชามหาชนเท่านั้น ที่พรรคไทยรักไทยไม่อาจครอบงำได้เบ็ดเสร็จ แม้ว่าพรรคนี้จะอ้างตัวเลขว่า ทั้งประเทศมีสมาชิกพรรคอยู่ 19 ล้านคน แต่ก็ประเมินได้ว่า นั่นเป็นเพียงตัวเลขเชิงปริมาณ เพราะส่วนใหญ่ถูกชักชวนหรือหลอกล่อด้วยอามิสต่างๆ ไม่ใช่ด้วยสำนึกทางการเมืองหรือมีข้อปฏิบัติอะไรพอที่จะบอกได้ว่า การเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยนั้นแตกต่างไปจากชาวบ้านธรรมดาอย่างไร

ตัวเลข 19 ล้านจึงเป็นตัวเลขลอยๆ ไม่ได้บ่งบอกถึงความเป็นพรรคคุณภาพ (หรือไม่) ของพรรคไทยรักไทยแต่ประการใด

ตรงกันข้าม เมื่อใดที่มวลประชาชนรู้แจ้งในข้อเท็จจริงต่างๆ มีการจัดตั้งกันขึ้นเป็นกลุ่ม "ประชารู้แจ้ง" ด้วยความริเริ่มของตนเอง หรือจากการจัดตั้งของพรรคการเมืองจากทางใดทางหนึ่งที่เล็งเห็นความสำคัญของการตื่นรู้และพลังมวลชนรู้แจ้ง รวมตัวกันเข้าเป็นกลุ่มเป็นก้อน ก็จะเกิดเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมด้วยปัญญา พร้อมทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพในการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ในสังคม ให้เป็นไปในทางที่ดีกว่า สำหรับพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง ในบริบทที่ประเทศชาติก็ได้รับประโยชน์ด้วย

การเคลื่อนไหวของพลังมวลชน บนฐานแห่งความรู้แจ้ง ก็จะกลายเป็นพลังสร้างสรรค์ กำหนดให้รัฐบาลหรือคณะผู้บริหารประเทศ ตลอดจนสื่อยักษ์ใหญ่ของประเทศ ดำเนินบทบาทที่ควรจะเป็นของตนเอง

ดังนั้น ขอให้ทุกท่านจง "ร่วมด้วยช่วยกัน" สนับสนุนกิจกรรม "รู้แจ้ง" ของประชาชนทุกระดับชั้นกันถ้วนหน้า เพื่อเสริมสร้างเครือข่าย "ประชารู้แจ้ง" ให้มีพลัง ประกันให้ผู้บริหารเกิด "ดวงตาเห็นธรรม" คอยคิดคอยทำเพื่อสนองประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนไทย มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

หรือเมื่อเงื่อนไขพร้อม ก็รวมตัวกันเข้าเป็นพรรคการเมืองตัวแทนผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

โดยสรุปก็คือ เมื่อใดที่ "ประชารู้แจ้ง" ก็จะเกิดการรวมตัวกันเข้าของพลังมวลชน และแสดงบทบาทกำกับทิศทางการทำงานของผู้ใช้อำนาจบริหารประเทศ หรือการทำหน้าที่ของกลไกสังคมต่างๆ เช่นสื่อมวลชน ทั้งของรัฐและเอกชน ให้สอดคล้องกับความเรียกร้องต้องการของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

พลังรู้แจ้งของมวลชน จึงเปรียบประดุจ "แรงดันที่หนึ่ง" ของการขับเคลื่อนการทำงานไปในทางที่ดี ที่สร้างสรรค์ของคณะผู้บริหารประเทศและกลไกสังคมต่างๆ

ความเป็นไปได้มีไหม?

คำตอบก็คือ มี ด้วยเหตุผลสองประการ 1. ไทยเป็นส่วนหนึ่งของสังคมสื่อสารโลก คนไทยรับรู้เรื่องราวได้เร็วเท่ากับคนทั้งโลก ต้องการให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้าทันโลก คนไทยอยู่ดีมีสุขไม่ด้อยไปกว่าชาวโลก 2. การนำเอาความจริงมาพูดของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ยังผลให้เกิดกระแส "รู้แจ้ง" ขึ้นในหมู่มวลชนทั่วไป

สองเหตุปัจจัยนี้ จะประกอบกันเข้าเป็นเหตุปัจจัยใหม่ได้ในทันที หากมีการจัดตั้งกันเข้าเป็นกลุ่มหรือเครือข่าย "ประชารู้แจ้ง"

เหตุปัจจัยใหม่นี้ จะแสดงบทบาทของพลังสร้างสรรค์ กำกับแนวคิดทิศทางการบริหารประเทศของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นชุดใด และหากมีเงื่อนไขมากพอ ก็สามารถรวมตัว จัดตั้งกันขึ้นเป็นพรรคการเมืองตัวแทนผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน ก้าวขึ้นสู่เวทีการเมืองของประเทศไทย ขับเคลื่อนการเมืองของประเทศไทยก้าวไปสู่การเมืองรู้แจ้ง โดยมีเครือข่าย "ประชารู้แจ้ง" เป็นฐานรองรับ

ทั้งนี้ ไม่จำกัดว่า กลุ่มประชารู้แจ้ง จะต้องเป็นแบบเดียวกัน ลักษณะเดียวกัน แนวคิดตรงกันเสมอไป ตรงกันข้าม จะเป็นกลุ่มประชารู้แจ้งตามสภาวะเป็นจริงของแต่ละกลุ่ม จากแต่ละมุมของสังคมประเทศไทย บนฐานดังกล่าว พรรคการเมืองตัวแทนผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน จึงไม่จำกัดว่าจะต้องมีเพียงพรรคเดียว กลุ่มเดียว แต่จะเกิดเป็นกลุ่มหรือพรรคการเมืองหลากหลาย ที่มีฐานประชารู้แจ้งของตนเอง

มองในทัศนะวิวัฒนาการ การเกิดขึ้นของกลุ่มหรือเครือข่ายประชารู้แจ้ง บนฐานของตนเอง เป็นความจำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้นก่อนเป็นเบื้องต้น หากไม่มีสิ่งนี้เกิดขึ้น ก็จะไม่มีเครือข่ายหรือพรรคการเมืองเกิดตามมาอย่างแน่นอน

ความตื่นตัว รู้แจ้ง ของมวลชน เป็นความจำเป็นพื้นฐานของการเกิดขึ้นของสิ่งอื่นๆ ที่ใหญ่หรือซับซ้อนไปกว่านั้น

อีกนัยหนึ่ง ความรู้แจ้งหรือปัญญาจักต้องปรากฏตัวขึ้นก่อน แล้วจึงนำไปสู่การรวมตัวจัดตั้งกันเข้า หากปราศจากซึ่งการรู้แจ้งหรือปัญญา มวลชนก็จะรวมกันไม่ติด หรือรวมกันเพราะแรงจูงใจจากภายนอก มิใช่การตื่นรู้จากภายใน ไม่ใช่พลังที่เชื่อถือได้ ไม่ยั่งยืน

ในจังหวะที่มวลชนตื่นตัวเพราะการ "จุดเทียน" ของคุณสนธิ และคุณสโรชา ไม่เพียงแสงเทียนวอมแวมนี้จะส่งแสงท้าทายในความมืดเท่านั้น แต่มันได้พาเราหยั่งลึกถึงกฎเกณฑ์หรือสัจธรรมที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในด้วย นั่นคือ ความรู้แจ้งของมวลชน คือเงื่อนที่จำเป็นของการก้าวไปสู่การเกิดขึ้นของพรรคการเมืองตัวแทนผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน

พรรคการเมืองตัวแทนผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน จะเป็นตัวแปรสำคัญและยิ่งใหญ่ ในการขับเคลื่อนการเมืองไทยให้ก้าวไปสู่การเมืองที่โปร่งใส ใช้ปัญญาชี้นำ ยึดมั่นในสัมมาทิฐิ (เห็นตามที่มันเป็นจริง สามารถละวางจากความโลภ โกรธ หลง) สมบูรณ์ด้วยสัมมาสังกัปปะ (ความคิดริเริ่มที่ดี ที่เป็นประโยชน์สุขแก่ชนทั้งหลาย) และเดินทางสายกลาง(ดำเนินการปฏิบัติตามสภาพเป็นจริง แก้ไขปัญหาตามสภาพเป็นจริง ตามที่ปรากฏออกมาในรูปของสัมมาทิฐิ และสัมมาสังกัปปะ)

เช่นนั้นแล้ว ประเทศไทยก็จะก้าวไปสู่อนาคตอย่างมาดมั่น ประชาชนจะรู้สึกมั่นใจ สบายอกสบายใจ
กำลังโหลดความคิดเห็น...