xs
xsm
sm
md
lg

หวั่นกองทุนหมู่บ้านซ้ำรอยพักหนี้เกษตรกร

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

นักวิชาการหวั่นกองทุนหมู่บ้านซ้ำรอยพักหนี้เกษตรกร 3 ปี สิ้นสุดโครงการเหลือแต่ความว่างเปล่า รัฐปล่อยกองทุนฯ เละตามยถากรรม เตือนรากหญ้ากลายเป็นรากเน่ายกประเทศ

นายสมพันธ์ เตชะอธิก อาจารย์ประจำภาควิชาการพัฒนาสังคม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) กล่าวว่า ข้อดีในระยะแรกๆ ของกองทุนหมู่บ้านฯ ซึ่งเป็นนโยบายที่ชื่นชอบของชาวบ้านมาก เพราะเป็นการนำเม็ดเงินลงไปให้ชาวบ้านบริหารจัดการกันเอง ทำให้สามารถแก้ปัญหาแหล่งเงินหมุนเวียนในหมู่บ้านชุมชนได้ไม่ต้องไปกู้เงินนอกระบบดอกเบี้ย แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงครบรอบชำระคืนก็เข้าสู่วงจรกู้หนี้นอกระบบเช่นเดิม เพื่อหมุนเวียนไปส่งคืนกองทุนหมู่บ้านฯ ด้วยการยอมจ่ายส่วนต่างดอกเบี้ยที่มากขึ้น

ส่วนกิจกรรมประกอบอาชีพหรือสร้างผลผลิตจากการกู้เงินกองทุนหมู่บ้านนั้น เกิดขึ้นเพียงบางส่วนเท่านั้น เช่น นำไปซื้อวัวมาเลี้ยง ซึ่งขณะนี้เป็นที่นิยมกันมากในชนบท จะเห็นได้ว่าการซื้อขายในตลาดนัดโค-กระบือทุกแห่งคึกคักเป็นอย่างยิ่ง แต่ส่วนใหญ่กู้ไปเพื่อใช้หนี้เดิมที่เหลือก็เป็นค่าใช้จ่ายทั่วไปในครอบครัว ทั้งนี้เพราะการดำเนินโครงการนี้ รัฐบาลไม่ได้มีการเข้าไปเตรียมความพร้อมของประชาชนหรือชุมนุมในการสร้างกิจกรรมการผลิตที่เหมาะสมและสอดคล้องกับวิถีชีวิตความชำนาญของท้องถิ่นก่อนที่ทุ่มเม็ดเงินลงไป

“กองทุนหมู่บ้านแทบจะกลายเป็นนโยบายสูญเปล่าเช่นเดียวกับนโยบายประชานิยมการพักชำระหนี้ให้เกษตรกรเป็นระยะเวลา 3 ปี เพราะการทุ่มเงินประเทศชาติจ่ายดอกเบี้ยให้ ธ.ก.ส. และสหกรณ์การเกษตร ในช่วงพักหนี้ 3 ปี ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรในเชิงผลิตเลยเมื่อครบ 3 ปีก็กลับมาเป็นหนี้เช่นเดิม” นายสมพันธ์ กล่าว

นายสมพันธ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้เนื่องจากการดำเนินนโยบายประชานิยม 2 นโยบายของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยข้างต้น คือ โครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมนุมเมือง กองทุนละ 1 ล้านบาท กับ การพักชำระหนี้ให้เกษตรรายย่อยเป็นระยะเวลา 3 ปี นั้น เป็นไปในรูปแบบเดียวกัน คือให้ความสำคัญกับตัวเลขและเม็ดเงินเป็นหลักในการทุ่มหว่านลงไปหมู่บ้านหรือจ่ายดอกเบี้ย ธ.ก.ส.แทนเกษตรกรโดยไม่ได้กำหนดแผนและยุทธศาสตร์เพื่อเข้าไปรองรับเม็ดเงินดังกล่าวในด้านการพัฒนาทักษะ เสริมสร้างอาชีพหรือ กิจกรรมการผลิต การบริหารจัดการและปรับโครงสร้างการผลิต เพื่อก่อให้เกิดรายได้ที่ยั่งยืนทำให้ประชาชนหรือเกษตรกรมีความสามารถในการชำระหนี้และฟื้นฟูคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างแท้จริง

“เมื่อไม่มีแผนและยุทธศาสตร์ในเรื่องดังกล่าว จึงทำให้ไม่มีกระบวนการเข้าไปรองรับเพราะไม่มีกลไก รวมทั้งงบประมาณและกำลังคนที่จะดำเนินการในทางปฏิบัติ ซึ่งเรื่องนี้ผมได้เสนอ นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ในช่วงที่ตระเวนรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอจากภาคส่วนต่างๆ ในการร่างนโยบายการเกษตรของพรรคไทยรักไทย ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งพรรคก่อนการเลือกตั้งปี 2544 แล้ว แต่ปรากฏว่ารัฐบาลไม่ได้มีแผนและยุทธศาสตร์ในส่วนที่สำคัญนี้เลย ” นายสมพันธ์ กล่าว

ทั้งนี้ โครงการพักชำระหนี้และลดภาระหนี้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรลูกหนี้ธ.ก.ส. ที่มีมูลหนี้ไม่เกิน 1 แสนบาท เป็นระยะเวลา 3 ปี โดยเริ่มดำเนินตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2544- 31 มี.ค. 2547 รวม 2,263,083 ราย (พักชำระหนี้ 1,153,613 ราย ,ลดภาระหนี้ 1,109,470 ราย) นั้นใช้เงินงบประมาณแผ่นดินเพื่อจ่ายชดเชยดอกเบี้ยให้กับ ธ.ก.ส. แทนเกษตรกร 3 ปีๆ ละประมาณ 6,000 ล้านบาท รวมกว่า 18,000 ล้านบาท

อีกทั้งใช้งบประมาณดำเนินโครงการฟื้นฟูเกษตรกรหลังการพักชำระหนี้ ตามนโยบายดังกล่าว ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพรับผิดชอบอีกหลายพันล้านบาท แต่ไม่เห็นผลสำเร็จของการฟื้นฟูและปรับโครงสร้างการผลิตอย่างเป็นรูปธรรม ตามที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แถลงต่อรัฐสภา วันที่ 26 ก.พ. 2544 ในฐานะนโยบายเร่งด่วนข้อที่ 1 จากนโยบายเร่งด่วนทั้งหมด 7 ข้อ แต่อย่างใด ซึ่งระบุว่า “พักชำระหนี้ให้เกษตรกรรายย่อยเป็นเวลา 3 ปี เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรอย่างเร่งด่วน โดยวางระบบการฟื้นฟูและให้ความช่วยเหลือปรับโครงสร้างการผลิตอย่างครบวงจร”

นายสมพันธ์ กล่าวต่อว่า โครงการพักชำระหนี้เกษตรกร รัฐบาลใช้เงินงบประมาณไปจำนวนมหาศาล แต่เมื่อครบ 3 ปี เกษตรกรก็ยังวิ่งหากู้ยืมเงินนอกระบบมาจ่ายให้ ธ.ก.ส. ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยแล้วก็กู้ยืมใหม่เข้าสู่วงจรอุบาทว์หรือวัฏจักรหนี้สินหมุนเวียนเหมือนเดิม เพราะในช่วงพักชำระหนี้ 3 ปี ไม่ได้มีการฟื้นฟูเกิดขึ้นอย่างแท้จริง

“ดังนั้นนโยบายประสบผลสำเร็จทางการเมืองด้านคะแนนเสียงนิยมอย่างสูงยิ่งนี้ จึงเป็นแค่การบรรเทาภาระดอกเบี้ย ธ.ก.ส.ให้กับเกษตรกลุ่มหนึ่งที่ไม่ต้องวิ่งกู้เงินนอกระบบดอกเบี้ยแพงมาจ่ายให้ ธ.ก.ส.เมื่อครบรอบชำระเป็นระยะเวลา 3 ปี เท่านั้น” นายสมพันธ์ กล่าว

การแก้ไขหนี้ภาคเกษตรกรที่ไม่ประสบผลสำเร็จทำให้กลุ่มเกษตรกรออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวให้รัฐบาลแก้ไขปัญหายืดเยื้อจนบัดนี้

**ระวังเกิดปัญหารากเน่ายกประเทศ

นายสมพันธ์ กล่าวต่อว่า ความสำเร็จของกองทุนหมู่บ้านฯ ในส่วนที่นำเงินไปประกอบอาชีพสร้างรายได้ จริงๆ เท่าที่ได้ยินมาบ้าง ไม่แน่ใจว่าจากทั้งหมด 8 หมื่นกองทุนหรือ กว่า 8 หมื่นล้านบาททั่วประเทศ จะมีถึง 8,000 กองทุน หรือถึง 10% หรือไม่ เพราะข้อเท็จจริงในระดับปฏิบัติแล้วรัฐบาลไม่ได้ให้ความสนใจในการเข้าไปพัฒนากองทุนหมู่บ้านฯ เพื่อยกระดับสู่การผลิตที่แท้จริงเลย กลับปล่อยให้ชาวบ้านจัดการกันเองตามยถากรรม จึงเป็นได้แค่แหล่งกู้เงินแห่งหนึ่งของชุมชนเท่านั้น

“รัฐบาลไทยรักไทยชอบทำตัวเป็น นายแบงค์ ให้ความสำคัญแต่ตัวเลข ว่าการชำระคืนเป็นไปตามเป้าหรือไม่ โดยไม่สนใจว่ามีที่มาอย่างไร ส่วนชาวบ้านก็หมุนเวียนหนี้แบบเอาเงินต่อเงินไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้ทำการผลิตและมีเม็ดเงินอยู่จริงในมือ ซึ่งหากประเทศเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นอีกรอบ รากหญ้าเหล่านี้จะกลายเป็นรากเน่ากันหมด และจะเป็นวิกฤติที่รุนแรงกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว” นายสมพันธ์ กล่าว

ดังนั้น ทางออก รัฐบาลควรจะต้องทำการปรับปรุงระบบกองทุนหมู่บ้านและชุมชนใหม่ ให้สอดคล้องกับวิถีการผลิตมากขึ้น ไม่เน้นการปล่อยกู้เพื่อหมุนเวียนจนกลายเป็นเพียงเบี้ยหัวแตกที่ไม่สามารถนำไปประกอบอาชีพที่เป็นเนื้อเป็นหนังได้ และรอบระยะการชำระคืนควรยืดหยุ่นได้เพื่อให้เหมาะสมกับกิจกรรมและวิถีชีวิตของชุมชน เช่น เน้นส่งเสริมประกอบอาชีพแบบเศรษฐกิจพอเพียง ,เกษตรผสมผสานหรือไร่นาสวนผสม ซึ่งเป็นแนวทางที่ยั่งยืนกว่า

ดร.ชัยยนต์ ประดิษฐศิลป์ ประธานหลักสูตรรัฐศาสตร์ มหาบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์การเมือง) มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า นโยบายกองหมู่บ้าน ที่ถูกต้องควรที่จะให้ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมในการดำเนิน แต่ข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ในขณะนี้คือ เป็นการกำหนดแนวทางโดยรัฐ กลไกการดำเนินงานทุกอย่างขึ้นอยู่กับหน่วยงานของรัฐแม้แต่ตัวประธานกองทุนเอง

ดร.ชัยยันต์ กล่าวต่อว่า ในส่วนพื้นที่ภาคตะวันออก ประธานกองทุนจะมาจากกำนันผู้ใหญ่ หรือ ข้าราชการเกษียณอายุมาทำงาน ทำให้ตัวขับเคลื่อนกองทุนไม่ใช่ประชาชน แต่กลายเป็นระบบสั่งจากบนลงสู่ล่าง โดยชาวบ้านจะไม่มีส่วนเข้าไปร่วมหรือมีส่วนแสดงความคิดเห็นแต่อย่างไร โดยขอเพียงแต่เงินกองทุนที่ดำเนินการอยู่นั้น ได้มาใช้จ่ายก็พอแล้ว ส่วนจะบริหารจัดการอย่างก็แล้วแต่คณะกรรมการบริหารกองทุนเอง ซึ่งทำให้รูปแบบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ในช่วงแรกๆ นั้น ปัญหาของกองทุนก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างไร แต่เมื่อเริ่มปฎิบัติแล้วในระยะหนึ่ง ก็เริ่มมีปัญหา และชาวบ้านที่เป็นคนดีและมีส่วนร่วมก็เริ่มถอยหนี เพราะมีผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยไม่ใช่ประโยชน์ของส่วนรวม ที่สำคัญเป็นการเปลืองตัวโดยเปล่าประโยชน์

สำหรับการคืนเงินกองทุน หลังที่กู้เงินมาแล้ว โดยเฉพาะในเขตตัวเมืองที่ผ่านมาเหมือนประสบผลสำเร็จ คือ ในด้านปริมาณ เช่น กู้เงินไปซื้อสิ่งของมาลงทุนเพิ่มเติมในสิ่งที่มีอยู่แล้ว เช่น ซื้อเครื่องซักผ้าเพิ่มอีก 1 เครื่อง ซึ่งไม่ใช่เพิ่มคุณภาพชีวิตหรือเพิ่มกระบวนการผลิตแต่อย่างไร ซึ่งจะไม่ตรงกับแนวทางหรือเป้าหมายของกองทุนแต่อย่างไร

ส่วนในชนบทนั้น เพื่อเป็นการยืดหนี้ให้กับชาวบ้าน เพราะที่ผ่านมา ชาวบ้านได้กู้เงินนอกระบบมาใช้ และอยู่ระหว่างการผ่อนชำระ แต่เมื่อมีเงินกองทุนมาให้ ก็จะยื่นเรื่องขอกู้เงินดังกล่าวมาและจะนำมาใช้หนี้เก่าที่กู้ไว้ โดยจะหมุนเวียนเช่นนี้ ซึงเป็นเพียงการยืดผ่อนชำระเท่านั้น

เงินกองทุนที่กู้มา ก็ไม่สามารถเพิ่มกระบวนการผลิตหรือการลงทุนได้ อย่างเต็มที่ เช่น การสวนผลไม้ เพราะเงินที่กู้มานั้น ไม่เพียงพอ เนื่องจากเพียง 10,000-20,000 บาท นอกจากนั้นการกู้เงินกองทุนก็ต้องใช้ระยะเวลานานจึงจะได้รับเงินกองทุนดังกล่าว ทำให้ที่จะนำเงินไปลงทุน จึงทำให้เงินกองทุนที่ได้มานำไปใช้ทางด้านอื่นแทนที่กลายเป็นสิ่งฟุ้งเฟ้อ

ดร.ชัยยันต์ กล่าวสรุปว่า โครงการกองทุนหมู่บ้าน เหมือนเป็นตัวขับเคลื่อนการขยายตัวของทุนนิยม เพราะที่ผ่านมา ความเจริญเติบโตในชนบท ยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เข้าไปถึง ชาวบ้านก็ยังพึ่งพาตนเองและหาเลี้ยงชีพด้วยตนเอง โดยยังไม่ต้องพึ่งพาใคร แต่เมื่อเงินกองทุนของรัฐบาลเข้าไปถึงทุกหมู่บ้าน และเป็นค่านิยม ทำให้ชาวบ้านหันมาบริโภค สิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น

บทสรุปแห่งความล้มเหลวและสูญเปล่าของนโยบายประชานิยมโครงการพักชำระหนี้เกษตรกร 3 ปี ซึ่งเป็น 1 ใน 3 นโยบายประชานิยมหลักของรัฐบาลทักษิณ 1 (พักชำระหนี้เกษตรกร 3 ปี,กองทุนหมู่บ้าน 1 ล้านบาท และ 30 บาทรักษาทุกโรค) ดังกล่าว ไม่ได้แตกต่างกับปัญหากองทุนหมู่บ้านฯ 8 หมื่นกองทุนหรือ 8 หมื่นล้านบาททั่วประเทศที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ซึ่งปรากฏชัดเจนว่า ไม่ได้นำไปใช้ก่อให้การผลิตสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับครัวเรือนและชุมชน

แต่เป็นเพียงกองทุนกู้ยืมหรือแหล่งเพิ่มเพดานหนี้แห่งใหม่ของชุมชนที่ทำให้ประชาชนรากหญ้าทั่วประเทศเข้าสู่ภาวการณ์เป็นหนี้สินล้นพ้นตัวอย่างถ้วนหน้า และจะนำไปสู่การเป็นภาระของประเทศชาติที่ต้องมาแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชนจากนโยบายประชานิยมกองทุนหมู่บ้าน 8 หมื่นล้านบาทในอนาคตต่อไป

อนึ่ง จากรายงานการวิจัยของสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ในปี 2544 ที่รัฐบาลพรรคไทยรักไทย เข้ามาบริหารประเทศหนี้ภาคครัวเรือนมีขนาด 68,279 บาท และผลสำรวจล่าสุดพบว่า เมื่อสิ้นปี 2547 ขนาดหนี้ทั่วประเทศเพิ่มขึ้นเป็นครัวเรือนละ 104,571 บาท หรือในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ขนาดของหนี้ได้โตขึ้นถึง 36,292 บาท เฉลี่ยแล้วมีอัตราเร่งถึง 12,097 บาทต่อปี
กำลังโหลดความคิดเห็น