xs
xsm
sm
md
lg

สมานฉันท์

เผยแพร่:   โดย: เกษม ศิริสัมพันธ์

คำว่า “สมานฉันท์” เป็นคำที่ไม่ค่อยได้ยินใช้กันบ่อยนัก จนมีการตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ซึ่งมีคุณอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จึ่งได้ยินได้ฟังคำๆนี้บ่อยมากขึ้น

พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 อธิบายคำ”สมานฉันท์”ไว้ว่า “ความพอใจร่วมกัน ความเห็นพ้องกัน” แต่ความพอใจหรือความเห็นพ้องต้องกันจะเกิดขึ้นได้ ก็จาก
พฤติกรรมของทั้งสองฝ่าย ใช่หรือไม่?

คำว่า “สมานฉันท์”ในชื่อของคณะกรรมการชุดนี้ คงต้องการให้มีความหมายในเชิงภาษาอังกฤษ คือคำว่า Harmony ซึ่งแปลว่า ความกลมกลืน ความปรองดอง และความสามัคคี

ก็เช่นเดียวกันอีก ความกลมกลืนหรือความปรองดองหรือความสามัคคีจะเป็นจริงขึ้นได้ ต้องมาจากท่าทีและความประพฤติของทั้งทุกฝ่าย จึงจะเกิดความสมานฉันท์ที่แท้จริง

อนึ่ง คำว่า “สมานฉันท์” ในทีนี้ยังมีความหมายต่อไปอีกว่า จะไม่ใช้ความรุนแรง ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในทางศาสนา เชื้อชาติและวัฒนธรรมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตรงกันข้ามจะใช้หลักอหิงสาหรือ non-violenceในการแก้ปัญหาดังกล่าว

แต่หลักอหิงสาจะเป็นจริงได้ในโลกของความเป็นจริง ก็ต่อเมื่อเมื่อถึงจุดจุดหนึ่งฝ่าย
ตรงข้ามต้องหยุดหรือบรรเทาความรุนแรงลงเหมือนกัน เพราะตามความเป็นจริง คงไม่มีใครสามารถอดกลั้นตั้งอยู่ในหลักอหิงสาได้ตลอดไปเป็นแน่

มีข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง กล่าวคือจริงความสมานฉันท์ไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้อย่างปุบปับ ไม่ใช่พอมีคณะกรรมการอิสระชุดนี้ขึ้นมาแล้ว จะสามารถเนรมิตให้เกิดความสมานฉันท์ได้ทันทีทันใด !

แต่ความมุ่งหวังของประชาชนทั่วไป เห็นว่า สถานการณ์รุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ยือเยื้อมานานจนข้ามปีแล้ว รัฐบาลยังหาทางออกไม่ได้สักที จึงคิดว่า ความสมานฉันท์ หรือหลักอหิงสา อาจเป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป่าพรวดเดียว ก็คงสามารถระงับเหตุร้ายในอาณา
บริเวณนี้ได้อย่างแน่นอน

แต่ความจริงก็ได้ปรากฎแล้วว่า หลักความสมานฉันท์ ไม่ได้มีความศักดิ์สิทธิ์ถึงปานนั้นหรอก !

อันที่จริง ปัญหาภายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้สะสมและหมักหมมมานาน ดังนั้นการจะหวังใช้หลักความสมานฉันท์เป็นยาแก้ไข้แบบ “ทันใจ” ย่อมเป็นไม่ได้

ตรงกันข้ามแนวทางสมานฉันท์จะมีผลเป็นรูปธรรมแน่นอนได้ก็ในระยะยาว และประชาชนทั้งสองฝ่าย จะต้องมีความอดกลั้นและอดทน มิฉะนั้นก็จะพากันตกไปในหลุมพรางของฝ่ายไม่หวังดี ซึ่งต้องให้เกิดความแตกแยกที่ขยายวงกว้างและล้ำลึกขึ้นไปอีก!

คุณหมอประเวศ วะสี ได้กล่าวความจริงที่ว่า มหาตมะ คานธี ซึ่งเป็นศาสดาใหญ่ของหลักอหิงสา คือการไม่ใช้ความรุนแรง หรือยึดถือในแนวทางของความสมานฉันท์ ก็ถูกคนฮินดูขวาสุด ลอบยิงจนสิ้นชีวิต

แต่ก็ยังมีข้อสังเกตในเรื่องนี้ต่อไปด้วยว่า แม้จนทุกวันนี้ เวลาได้ผ่านไปร่วม 50 –60 ปีแล้วก็ตาม แต่ความขัดแย้งระหว่างฮินดูกับมุสลิมในชมพูทวีป ก็ยังเกิดขึ้นบ่อยๆและบางครั้งก็รุนแรงยิ่งขึ้นกว่าเดิมเสียอีก !

นี่เป็นอุทาหรณ์ที่ชี้ให้เห็นถึง หลักความสมานฉันท์หรือหลักอหิงสาของมหาตมะ คานธี นั้นมีความเป็นไปได้ในโลกของความเป็นจริงสักเพียงใด !

มีข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง โลกปัจจุบันเป็นโลกของฝ่ายเอียงขวา ! และสังคมไทยก็เป็นสังคมที่เอียงขวาเช่นเดียวกัน!

นอกจากนั้น คุณอานันท์ ซึ่งเป็นประธาน กอส.นั้น ถึงแม้จะมีคนเป็นมิตรเป็นเพื่อนหรือเป็นผู้นิยมสนับสนุนอยู่มากมายก็ตาม แต่คุณอานันท์ก็มีศัตรูจองร้ายจองผลาญอยู่เหมือนกัน !

จะเห็นได้จากการมีนักจัดรายการโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียงสองคน ซึ่งเป็นฝ่ายขวาตกขอบ ได้โจมตีวิพากษ์วิจารณ์คุณอานันท์อยู่เรื่อยไป ! และทั้งสองคนนี้ก็มักย้ำให้เห็นถึงช่องว่างต่างๆของแนวทางสมานฉันท์ในการแก้ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดภาคใต้ !

นอกจากนี้คนไทยส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชน ถึงแม้คนไทยเหล่านี้มักจะไม่ได้เป็นชาวพุทธที่เคร่งครัดในหลักพุทธธรรมก็ตามที แต่ก็ไม่ชอบที่ได้เห็นคนต่างศาสนา มาทำลายวัดและทำร้ายพระสงฆ์องคเจ้า !

กรณีมีคนร้ายบุกเข้าเผาทำลายวัด และฆ่าพระ ที่วัดพรหมประสิทธิ์ ตำบลบ้านนอก อำเภอปานาเระ จังหวัดปัตตานี จึ่งเป็นเรื่องที่สร้างความกระเทือนใจแก่คนไทยส่วนใหญ่ซึ่งเป็นชาวพุทธ

ยิ่งเจ้าคณะจังหวัดปัตตานี ได้ออกแถลงการณ์ในนามคณะสงฆ์จังหวัดปัตตานีเรียกร้องให้จับกุมคนร้ายรายนี้มาลงโทษโดยเร็วที่สุด และมีข้อเรียกร้องให้เอาบุคคล ซึ่งเป็นสาย ”เหยี่ยว” กลับมาแก้ปัญหาภาคใต้

เรียกว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ มีผลถึงกับพระสงฆ์องคเจ้าออกมาเรียกร้อง ให้มีการดำเนินการปราบปรามผู้ก่อการร้ายขั้นเด็ดขาด แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ทีเดียว !

ที่สำคัญแถลงการณ์ของคณะสงฆ์ปัตตานีครั้งนี้ ยังเรียกร้องให้ยุบเลิกคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ หรือ กอส. เสีย ! โดยอ้างว่าคณะกรรมการชุดนี้มีความลำเอียงเข้าข้างไทยยมุสลิมมาโดยตลอด !

เป็นอันว่าครั้งนี้ความสมานฉันท์โดนกระแสของฝ่ายสงฆ์ ซึ่งแสดงท่าทีว่า“เอียงขวา” ตีกลับเข้าอย่างเต็มหน้าทีเดียว !

จริงอยู่ ในบริเวณสามจังหวัดภาคใต้นั้น ในระดับหนึ่งโดยทั่วไปชาวไทยพุทธได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติกับคนไทยเชื้อสายมลายูซึ่งนับถือศาสนาอิสลามตลอดมา

แต่คนสองกลุ่มนี้ ต่างก็มีความรู้สึกว่าเป็นพวก “เรา” พวก”เขา”อยู่เหมือนกัน !

กรณีเกิดความรุนแรงที่ยืดเยื้อครั้งนี้ ได้มีเรื่องกระทบกระเทือนถึงความรู้สืกของคนไทยพุทธทั้งประเทศเหมือนกัน!

อย่างเช่นกรณีพระถูกลอบทำร้าย จนเวลาออกบิณฑบาตร ต้องมีเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจ
คอยถืออาวุธคุ้มกัน ภาพเช่นนี้นับว่ากระทบกระเทือนความรู้สึกของชาวพุทธทั่วไปมิใช่น้อย

สภาพเช่นนี้เองย่อมเป็นเรื่องที่กดดันไม่ใช่เพียงพระภิกษุสงฆ์เท่านั้น แต่รวมตลอดถึงคนไทยพุทธที่อยู่ในที่อยู่ในบริเวณสามจังหวัดนี้เช่นเดียวกัน !

มีข้อสังเกตมาแต่ต้นแล้วว่า บรรดากรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์ฯเกือบทุกคน ต่างให้ความสนใจเกี่ยวกับสวัสดิภาพ ความปลอดภัย และความเป็นธรรมของฝ่ายมุสลิมเท่านั้น

รวมทั้งนักคิดและนักวิชาการทั้งหลายที่มีความสนใจในเรื่องปัญหาชายแดนภาคใต้ ก็มักมีแนวทางเช่นเดียวกัน ทั้งนี้โดยมักคำนึงถึงแต่ความไม่เป็นธรรมต่างๆที่ฝ่ายมุสลิมได้รับตั้งแต่ในอดีตจนถึงปีจจุบัน แต่ไม่ได้มองสภาพความเป็นจริงให้รอบด้าน

ยกตัวอย่าง เมื่อนายทหารนาวิกโยธินถูกฆ่าอย่างทารุณที่หมู่บ้านตันหยงลิมอ ก็ไมมีเสียงแสดงความเสียใจและเห็นอกเห็นใจครอบครัวผู้ตาย ทั้งไม่มีเสียงประณามการทำทารุณกรรมครั้งนั้น

อันที่จริงทหารนาวิกโยธินสองนายที่ต้องเสียชีวิตไปนั้น ก็ด้วยยึดมั่นในแนวทางของความสมานฉันท์และหลักอหิงสา จึ่งยอมให้ชาวบ้านคุมตัวโดยไม่ได้คิดต่อสู้ขัดขวาง

แต่ในงานศพของสองนายทหารนาวิกโยธินก็ไม่ปรากฎพวงหรีดของคณะกรรมการอิสระฯทั้งนี้ไม่ต้องพูดถึงการแสดงตัวไว้อาลัยในงานศพ ซึ่งก็ไม่ปรากฎเช่นเดียวกัน

เมื่อเจ้าคณะจังหวัดปัตตานี ได้ออกแถลการณ์ กรณีผู้ร้ายบุกเข้าเผาทำลายวัดและฆ่าพระสงฆ์ ของวัดพรหมประสิทธฺ์ ปัตตานี คราวนี้ ได้มีเสียงพึมพำจากกรรมการอิสระสมานฉันท์ฯบางคนว่า ได้ถวายเงินให้วัดนี้ไปแล้วจำนวนหนึ่ง

พูดคล้ายกับว่า เงินก็ให้ไปแล้วจะมาโวยวายอะไรอีก !

อย่าลืมว่าเป็นเรื่องของทั้งสองฝ่ายต้องร่วมกันจึงเกิดความสมานฉันท์ขึ้นได้ !

ไม่ใช่ให้ฝ่ายหนึ่งยื่นมือออกไป แต่อีกฝ่ายหนึ่งสวนหมัดชกเปรี้ยงอยู่เรื่อย ! อย่างนี้เห็นจะไม่ใช่ความสมานฉันท์เสียแล้ว !

จริงอยู่ผู้นับถือศาสนาอิสลามเป็นชนส่วนน้อยของภาพใหญ่ของเมืองไทยทั้งประเทศ ! แต่ในบริเวณจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ไทยพุทธเป็นชนส่วนน้อย !

เราจึงจำเป็นที่จะต้องให้ความคุ้มครองชนส่วนน้อยกลุ่มนี้เหมือนกัน !

มีคนไทยพุทธผู้หนึ่ง ซึ่งมีรกรากและหลักฐานอยู่ในจังหวัดหนึ่งในบริเวณนี้มาหลายชั่วคนแล้ว ได้มาแสดงความวิตกกังวลถึงอนาคตของคนไทยพุทธเช่นตัวเขาและครอบครัว

เขาบอกว่า เขาเองรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่มีใครเป็นที่พึ่งของเขาได้เลย เขาเห็นแต่ฝ่ายทหารเท่านั้น ที่ยังให้ความคุ้มครองพวกเขาอยู่

เขาบอกว่าถ้าบีบให้ฝ่ายทหารถอนตัวจากบริเวณนี้เสียแล้ว เขาก็คงขายบ้านขายช่องเก็บทรัพย์สินอพยพหนีไปอยู่ที่อื่นได้แล้ว !

ได้มีผู้เสนอแนวคิดในการให้มีการแก้ปัญหาระยะยาวของบริเวณสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้มีเขตปกครองตนเองเป็นพิเศษโดยเฉพาะ หรือบางทีก็เลี่ยงไปเรียกว่า ให้มีการตั้งระบมหานครปัตตานี คลุมพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ แล้วมอบให้มุสลิมปกครองกันเอง

แนวคิดดังกล่าวนั้นอาจเป็นทางออกในที่สุดในเรื่องสามจังหวัดภาคใต้ แต่ระบบดังกล่าวต้องมีหลักประกันให้ความคุ้มครองอย่างเข้มแข็งและจริงจังแก่สิทธิต่างๆของชาวไทยพุทธที่อยู่อาศัยในบริเวณนั้น ให้เขาเหล่าอยู่กันได้ด้วยความเป็นปกติสุข ไม่มีการเบียดเบียนรังแกกัน

มิฉะนั้น เมื่อมีเขตปกครองพิเศษแล้ว ต้องให้ชาวไทยพุทธต้องอพยพหนีลี้ภัยออกมาหมด ก็เท่ากับยกติดแดนสามจังหวัดภาคใต้ให้เขาไปเท่านั้นเอง !

หลังจากเสนอบทความครั้งนี้แล้ว ก็อาจถูกตราหน้าว่าเป็นพวกสาย “เหยี่ยว”หรือเป็นพวก
”ขวาตกขอบ” ก็เป็นได้ !

แต่เพียงต้องการเตือนให้คิดกันบ้างว่า ต้องพิจารณาเรื่องความสมานฉันท์ให้รอบด้าน ! ไม่ใช่ให้เกิดความรู้สึกว่าห่วงแต่ด้านหนึ่งด้านเดียวจนเกินไป !

ความสมานฉันท์ไม่ใช่เป็นเรื่องของความเร่าร้อนทางปัญญาเท่านั้น ! แต่ความสมานฉันท์จะเกิดเป็นจริงขึ้นได้ ก็ด้วยความยากลำบากและความเสียสละของทุกฝ่าย !
กำลังโหลดความคิดเห็น...