ปิดฉากประชุมไทย-จีนจบสวย "สมคิด" ตอกย้ำไทยเป็นฮับในอาเซียน ขณะที่ "มาดามอู๋อี๋" บอกจีนเปิดกว้างรับนักลงทุนไทย พร้อมแนะไทยใช้ประโยชน์จากเอฟทีเออาเซียน-จีนขยายการค้า การลงทุน "ก้องเกียรติ-กิตติรัตน์" ประสานเสียงตลาดหุ้นไทยน่าลงทุน ส่วนผลประชุมร่วม 2 ฝ่ายสรุปจะเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันเป็น 2 ล้านล้าน การลงทุนเพิ่ม 2 แสนล้านบาท เล็งเปิดสำนักงานการค้าใน 10 มณฑลใหญ่ของจีน เซ็น MOU รัฐ-เอกชน 12 ฉบับผ่านฉลุย
วานนี้ (22 ก.ย.) เป็นการประชุมคณะกรรมการร่วมไทย-จีน ว่าด้วยความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจ ครั้งที่ 2 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยได้ย้ายสถานที่ประชุมจากโรงแรมเชอราตัน มาเป็นโรงแรมดาราเทวี
ในช่วงเช้า เป็นการเชิญนักธุรกิจไทย-จีน ร่วมฟังการกล่าวแสดงความยินดีของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ และมาดามอู๋อี๋ รองนายกรัฐมนตรีของจีน ต่อด้วยการบรรยายพิเศษถึงทิศทางตลาดเงิน ตลาดทุนของไทย และการบรรยายพิเศษ โดยนายธนินทร์ เจียรวนนท์ ประธานเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.)
นายสมคิดกล่าวต่อนักธุรกิจไทย-จีนตอนหนึ่งว่า การประชุมที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำว่าไทยเป็นประตูสู่อาเซียน ไม่จำเป็นต้องโฆษณา และยังเป็นหัวใจของ GMS (ประเทศในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง พม่า ลาว กัมพูชา) ดังนั้น ดินแดนของอาเซียนและ GMS จะเป็นดินแดนในอนาคต และนโยบายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทยเองก็ต้องการผลักดันให้ไทยเป็นประตูสู่ประเทศอาเซียนและ GMS ที่มั่นคงในอนาคตเช่นกัน
ขณะที่มาดามอู๋อี๋ กล่าวว่า ไทยกับจีนเป็นเพื่อนบ้านฉันท์มิตรและมีความสัมพันธ์กันมานาน 2,000 ปี ซึ่งไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากขึ้นจากการเดินทางเยือนระหว่างกันของราชวงศ์ การเมือง การลงทุนและประชาชนทั้งสองฝ่าย ในด้านความร่วมมือทางการค้าเพิ่มขึ้น 8 เท่าในระยะเวลาอันสั้น โดยปี 2547 มีมูลค่าการค้า 2 ฝ่ายถึง 17,300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 37% โดยไทยเป็นคู่ค้าของจีนอันดับที่ 14 และจีนเป็นอันดับที่ 3 ของคู้ค้าไทย ซึ่งม.ค.-ส.ค.2548 มีมูลค่าการค้าแล้ว 13,900 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 30% ซึ่งจีนเข้ามาลงทุนในไทยแล้ว 220 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน การท่องเทียวปี 2547 มีถึง 1.15 ล้านคน จีนเป็นอันดับ 3 ของไทย แต่ไทยเที่ยวจีนเป็นอันดับ 9 ซึ่งจีนจะนำนักท่องเที่ยวเข้าไทยอีก 6-7 พันคนภายในสิ้นปีนี้
ทั้งนี้ จีนมีการขยายตัวเร็วหลังใช้นโยบายเปิดประเทศ ดูจากสถิติตัวเลขจากปี 1978 มาถึง 2004 จีดีพี มูลค่า 140,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 1.65 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มูลค่าการค้าทั่วโลกเพิ่มจาก 2.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 1.15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เป็นอันดับ 3 ของโลก ใน 6 เดือนแรกปี 2548 เศรษฐกิจจีนขยายตัว 9.5% มูลค่าการค้าเพิ่มขึ้น 23.31% หรือมูลค่า 8.91 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจีนกำหนดเป้าหมายอีก 20 ปีข้างหน้าหรือปี 2020 จีดีพีจะเพิ่มขึ้น 4 เท่าตัว หรือมูลค่า 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจีนเชื่อว่าจะบรรลุเป้าหมายเพราะจีนมีพื้นฐานวัตถุ เทคนิค ทรัพยากร แรงงาน ตลาด และการเมืองที่มั่นคง
มาดามอู๋อี๋กล่าวว่า จีนยืนยันที่จะเปิดประเทศต่อไป และจะเปิดกว้างยิ่งขึ้น โดยจะมีการส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศ และการออกไปลงทุนในต่างประเทศ ไทย-จีนควรเป็นหุ้นส่วนกัน เป็นเพื่อนบ้านที่ดี เพราะการร่วมมือกันจะช่วยให้เศรษฐกิจของทั้ง 2 ฝ่ายมีการขยายตัว ที่สำคัญ ไทยและจีนควรจะใช้ประโยชน์จากการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อาเซียน-จีน เพื่อขยายการค้าและการลงทุนให้มากขึ้น
"จีนให้การต้อนรับนักธุรกิจไทย โดยเปิดให้เข้ามาลงทุนในจีนได้หมด ทั้งภาคกลาง ตะวันตกและอื่นๆ และในทางกลับกันจะผลักดันให้นักลงทุนจีนเข้าไปลงทุนในไทย รวมทั้งจะพยายามผลักดันให้ทั้งไทยและจีนไปลงทุนในประเทศที่ 3 เพราะต่างฝ่ายต่างมีจุดแข็งของตัวเอง"
นอกจากนี้ จีนยังร่วมมือกับไทยในการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งเอสเอ็มอีเป็นพื้นฐานสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเอสเอ็มอีต้องแสดงบทบาทให้มากขึ้น จึงเสนอให้ 2 รัฐบาลเห็นความสำคัญและผลักดันเอสเอ็มอีให้เกิดความกระชับและความร่วมมือกันเพิ่มขึ้น
**แจงตลาดหุ้นไทยน่าลงทุน
นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า ปัจจุบันนี้ P/E ของตลาดทุนไทยอยู่ที่ประมาณ 10 เท่า แพงกว่าเกาหลี แต่ถูกกว่าตลาดอื่นๆ โดยมีผลตอบแทนการลงทุน 4% สูงกว่าการฝากเงินกับธนาคาร และยังมีความน่าสนใจต่อการเข้ามาลงทุน โดยผลตอบแทนที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2000-2004 มีสูงถึง 243%
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา กำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดฯ เพิ่มขึ้นสูงถึง 3 เท่า โดยโครงสร้างหนี้ของแต่ละบริษัทได้มีการปรับตัวดีขึ้น มีหนี้น้อยลง ความสามารถในการชำระคืนดอกเบี้ยและเงินกู้มีมากขึ้น ผลตอบแทนด้านกำไรไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่ธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง ทุกๆ ธุรกิจมีโอกาสทำกำไรเท่าเทียมกัน
นายธนินทร์ เจียรวนนท์ ประธานเครือซี.พี. กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลของไทยมีความมั่นคง โดยเป็นรัฐบาลพรรคเดียว โดยสามารถบริหารประเทศให้เศรษฐกิจขยายตัวดี ปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 4% แม้ว่าไทยจะมีปัญหาที่ทำให้เกิดผลกระทบ ทั้งปัญหาโรคซาร์ส ที่กระทบต่อการท่องเที่ยว ไข้หวัดนก ที่กระทบต่อการส่งออก สึนามิ กระทบต่อการท่องเที่ยวแถบอันดามัน ปัญหาชายแดนใต้ และราคาน้ำมัน แต่เศรษฐกิจไทยก็ยังเติบโตได้ดี ในส่วนของนักธุรกิจของไทย ขอแนะนำว่าใครมีความสามารถในธุรกิจอะไรก็เข้าไปลงทุนในจีนได้ เพียงแต่ว่าในการเข้าไปลงทุนจะต้องพยายามลดต้นทุนให้ได้ โดยเฉพาะการปรับระบบโลจิสติกส์
**ลงนาม MOU รัฐ-เอกชน 12 ฉบับฉลุย
เมื่อเวลา 12.30 น. นายสมคิดและมาดามอู๋อี๋ได้ลงนามในความตกลงร่วมของการประชุมคณะกรรมการร่วมไทย-จีน โดยมีเป้าหมายใน 5 ปีข้างหน้า จะขยายโอกาสทางการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว โดยขยายมูลค่าการค้าไทย-จีนให้ถึงระดับ 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และขยายมูลค่าการลงทุนทั้งสองฝ่ายให้ถึง 6,500 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมทั้งเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวไทย-จีนให้ถึง 4 ล้านคน
จากนั้น ได้เป็นสักขีพยานในการลงนามใน MOU อีก 3 ฉบับ ได้แก่ พิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชของการนำเข้า-ส่งออกผักสด พิธีสารว่าด้วยการตรวจสอบ กักกัน สำหรับการนำเข้าจระเข้จากไทยไปจีน และพิธีสารว่าด้วยเงื่อนไขการนำเข้าและส่งออกเนื้อสัตว์ปีกสุกไทย-จีน นอกจากนี้ ยังมีการ MOU ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กับบริษัทท่องเที่ยวของจีนอีก 4 ฉบับ ในการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวระหว่างกัน
ส่วนภาคเอกชนไทย-จีน ได้มีการลงนามใน MOU จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่ การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ในการซื้อขายสินค้าคุนหมิงกับไทย ระหว่างบริษัท ทรานส์ เอเชีย โลจิสติกส์ จำกัด กับบริษัท คุนหมิง ต้าเซียน ขนส่ง จำกัด การแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่ายและให้บริการรถที่ผลิตโดยบริษัท SAIC MOTOR เช่น Wuling รถมินิบัสและรถบรรทุก รถแวน SABRE รถโดยสาร ISTANA และรถอื่นๆ รวมทั้งชิ้นส่วนอะไหล่ ระหว่างบริษัท เซียงไฮ้ ออโต้โมทีฟ อินดัสตรี้ คอร์ปอเรชั่น กลุ่มยนตรกิจ (ประเทศไทย) และบริษัท อีซีไอ กรุ๊ป จำกัด การร่วมมือนำเข้าชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์จากจีนมาประกอบในไทย ระหว่างบริษัท Yasuda จำกัด กับบริษัท Jiangmen Zhongyu Motor (Group) การร่วมมือในธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ระหว่างบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท.สผ. จำกัด (มหาชน) และ China National Offshore Oil Corporation - CNOOC
ในวันเดียวกันนี้ เวลา 14.00 น. นายสมคิดได้เปิดแถลงข่าวถึงผลความสำเร็จของการประชุม โดยระบุว่า ผลการประชุมร่วม 2 ฝ่ายได้ข้อสรุปว่า ไทยและจีนจะขยายมูลค่าการค้าระหว่างกันให้ได้ 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2 ล้านล้านบาท ในปี 2553 รวมทั้งขอให้จีนสนับสนุนเอกชนไทยจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าใน 10 มณฑลใหญ่ของจีน โดยอาจจะเป็นรูปแบบการร่วมลงทุนกับจีน เพื่อเพิ่มช่องทางการค้าของไทย
ขณะเดียวกัน ไทยมีโครงการที่จะเปิดสำนักงานส่งเสริมการค้าและสำนักงานตัวแทนในเมืองสำคัญๆ ของจีนอีก 10 แห่งด้วย ทางด้านการลงทุน ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะเพิ่มมูลค่าการลงทุน 2 ฝ่ายให้ได้ 6,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2553 โดยไทยจะเชิญบริษัทจีนที่มีความชำนาญ เช่น การไฟฟ้า พลังงาน ปิโตรเคมี และการเดินเรือ/กองเรือ มาลงทุนในไทยเป็นกรณีพิเศษ และได้ขอให้จีนสนับสนุนการลงทุนของนักลงทุนไทยในด้านการเกษตร เกษตรอุตสาหกรรม อาหารและภัตตาคารไทยในจีน
**เมกะโปรเจกต์รถไฟคืบ
นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมไทย-จีน ว่า ได้มีการหารือกับตัวแทนบริษัทจีน เกี่ยวกับกับความคืบหน้าของเมกกะโปรเจ็กต์ ภายหลังจากที่นักลงทุนจีนสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน
ล่าสุดไทยได้มีการจัดทำบันทึกข้อตกลงระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย กับบริษัท CNR ของจีน เพื่อแลกเปลี่ยนหัวรถจักร 7 คัน กับผลผลิตทางการเกษตรของไทย ซึ่งในรายละเอียดของผลประโยชน์แลกเปลี่ยนในรูปแบบบาเตอร์เทรด ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสรุปร่วมกันอีกครั้งในเร็วๆนี้ ซึ่งคงต้องพิจารณาตามสัดส่วนที่เหมาะสม และสามารถระบุได้ว่าเป็นสินค้าเกษตรชนิดใดที่เข้ามาสู่ข้อตกลงทางธุรกิจระหว่าง 2 ประเทศได้
นอกจากกระทรวงคมนาคม ได้นำเสนอแผนงานด้านการก่อสร้างโครงการระบบขนส่งทางบก และระบบราง ยังมีสาระสำคัญในเรื่องของการพัฒนาระบบขนส่งทางเรือ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างท่าเรือบริเวณเชียงแสนแห่งใหม่ เพื่อรองรับการขนส่งบริเวณแม่น้ำโขง เชื่อมระหว่างมณฑลยูนนานกับไทย คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2550 รวมถึงโครงการก่อสร้างท่าเรือปากบารา จังหวัดสตูล (ฝั่งอันดามัน) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2550
นายหร่วนคุนจื้อ ประธานกรรมการบริษัท คุนหมิง ต้าเชียน ขนส่ง จำกัด ผู้ลงนามใน MOU ด้านโลจิสติกส์ร่วมกับบริษัททรานส์ เอเชีย โลจิสติกส์ของไทย กล่าวว่า เป็นโครงการที่ใช้ประโยชน์จากการเปิดเส้นทางขนส่งระหว่างมณฑลคุนหมิงประเทศจีน มาสู่กรุงเทพฯ ซึ่งเมื่อเปิดใช้แล้ว พื้นที่ตรงนี้จะกลายเป็นแหล่งกระจายสินค้าที่ใหญ่มาก โดยบริษัทมีแผนลงทุนถึง 2 00 ล้านหยวน (ราว 1,020 ล้านบาท) พร้อมจะสร้างศูนย์กลางที่เมืองเชียงรายและกรุงเทพฯ เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่ง ก่อนที่จะมองหาลู่ทางตลอดเส้นน้ำโขงต่อไป
วานนี้ (22 ก.ย.) เป็นการประชุมคณะกรรมการร่วมไทย-จีน ว่าด้วยความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจ ครั้งที่ 2 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยได้ย้ายสถานที่ประชุมจากโรงแรมเชอราตัน มาเป็นโรงแรมดาราเทวี
ในช่วงเช้า เป็นการเชิญนักธุรกิจไทย-จีน ร่วมฟังการกล่าวแสดงความยินดีของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ และมาดามอู๋อี๋ รองนายกรัฐมนตรีของจีน ต่อด้วยการบรรยายพิเศษถึงทิศทางตลาดเงิน ตลาดทุนของไทย และการบรรยายพิเศษ โดยนายธนินทร์ เจียรวนนท์ ประธานเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.)
นายสมคิดกล่าวต่อนักธุรกิจไทย-จีนตอนหนึ่งว่า การประชุมที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำว่าไทยเป็นประตูสู่อาเซียน ไม่จำเป็นต้องโฆษณา และยังเป็นหัวใจของ GMS (ประเทศในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง พม่า ลาว กัมพูชา) ดังนั้น ดินแดนของอาเซียนและ GMS จะเป็นดินแดนในอนาคต และนโยบายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทยเองก็ต้องการผลักดันให้ไทยเป็นประตูสู่ประเทศอาเซียนและ GMS ที่มั่นคงในอนาคตเช่นกัน
ขณะที่มาดามอู๋อี๋ กล่าวว่า ไทยกับจีนเป็นเพื่อนบ้านฉันท์มิตรและมีความสัมพันธ์กันมานาน 2,000 ปี ซึ่งไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากขึ้นจากการเดินทางเยือนระหว่างกันของราชวงศ์ การเมือง การลงทุนและประชาชนทั้งสองฝ่าย ในด้านความร่วมมือทางการค้าเพิ่มขึ้น 8 เท่าในระยะเวลาอันสั้น โดยปี 2547 มีมูลค่าการค้า 2 ฝ่ายถึง 17,300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 37% โดยไทยเป็นคู่ค้าของจีนอันดับที่ 14 และจีนเป็นอันดับที่ 3 ของคู้ค้าไทย ซึ่งม.ค.-ส.ค.2548 มีมูลค่าการค้าแล้ว 13,900 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 30% ซึ่งจีนเข้ามาลงทุนในไทยแล้ว 220 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน การท่องเทียวปี 2547 มีถึง 1.15 ล้านคน จีนเป็นอันดับ 3 ของไทย แต่ไทยเที่ยวจีนเป็นอันดับ 9 ซึ่งจีนจะนำนักท่องเที่ยวเข้าไทยอีก 6-7 พันคนภายในสิ้นปีนี้
ทั้งนี้ จีนมีการขยายตัวเร็วหลังใช้นโยบายเปิดประเทศ ดูจากสถิติตัวเลขจากปี 1978 มาถึง 2004 จีดีพี มูลค่า 140,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 1.65 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มูลค่าการค้าทั่วโลกเพิ่มจาก 2.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 1.15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เป็นอันดับ 3 ของโลก ใน 6 เดือนแรกปี 2548 เศรษฐกิจจีนขยายตัว 9.5% มูลค่าการค้าเพิ่มขึ้น 23.31% หรือมูลค่า 8.91 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจีนกำหนดเป้าหมายอีก 20 ปีข้างหน้าหรือปี 2020 จีดีพีจะเพิ่มขึ้น 4 เท่าตัว หรือมูลค่า 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจีนเชื่อว่าจะบรรลุเป้าหมายเพราะจีนมีพื้นฐานวัตถุ เทคนิค ทรัพยากร แรงงาน ตลาด และการเมืองที่มั่นคง
มาดามอู๋อี๋กล่าวว่า จีนยืนยันที่จะเปิดประเทศต่อไป และจะเปิดกว้างยิ่งขึ้น โดยจะมีการส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศ และการออกไปลงทุนในต่างประเทศ ไทย-จีนควรเป็นหุ้นส่วนกัน เป็นเพื่อนบ้านที่ดี เพราะการร่วมมือกันจะช่วยให้เศรษฐกิจของทั้ง 2 ฝ่ายมีการขยายตัว ที่สำคัญ ไทยและจีนควรจะใช้ประโยชน์จากการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อาเซียน-จีน เพื่อขยายการค้าและการลงทุนให้มากขึ้น
"จีนให้การต้อนรับนักธุรกิจไทย โดยเปิดให้เข้ามาลงทุนในจีนได้หมด ทั้งภาคกลาง ตะวันตกและอื่นๆ และในทางกลับกันจะผลักดันให้นักลงทุนจีนเข้าไปลงทุนในไทย รวมทั้งจะพยายามผลักดันให้ทั้งไทยและจีนไปลงทุนในประเทศที่ 3 เพราะต่างฝ่ายต่างมีจุดแข็งของตัวเอง"
นอกจากนี้ จีนยังร่วมมือกับไทยในการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งเอสเอ็มอีเป็นพื้นฐานสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเอสเอ็มอีต้องแสดงบทบาทให้มากขึ้น จึงเสนอให้ 2 รัฐบาลเห็นความสำคัญและผลักดันเอสเอ็มอีให้เกิดความกระชับและความร่วมมือกันเพิ่มขึ้น
**แจงตลาดหุ้นไทยน่าลงทุน
นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า ปัจจุบันนี้ P/E ของตลาดทุนไทยอยู่ที่ประมาณ 10 เท่า แพงกว่าเกาหลี แต่ถูกกว่าตลาดอื่นๆ โดยมีผลตอบแทนการลงทุน 4% สูงกว่าการฝากเงินกับธนาคาร และยังมีความน่าสนใจต่อการเข้ามาลงทุน โดยผลตอบแทนที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2000-2004 มีสูงถึง 243%
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา กำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดฯ เพิ่มขึ้นสูงถึง 3 เท่า โดยโครงสร้างหนี้ของแต่ละบริษัทได้มีการปรับตัวดีขึ้น มีหนี้น้อยลง ความสามารถในการชำระคืนดอกเบี้ยและเงินกู้มีมากขึ้น ผลตอบแทนด้านกำไรไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่ธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง ทุกๆ ธุรกิจมีโอกาสทำกำไรเท่าเทียมกัน
นายธนินทร์ เจียรวนนท์ ประธานเครือซี.พี. กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลของไทยมีความมั่นคง โดยเป็นรัฐบาลพรรคเดียว โดยสามารถบริหารประเทศให้เศรษฐกิจขยายตัวดี ปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 4% แม้ว่าไทยจะมีปัญหาที่ทำให้เกิดผลกระทบ ทั้งปัญหาโรคซาร์ส ที่กระทบต่อการท่องเที่ยว ไข้หวัดนก ที่กระทบต่อการส่งออก สึนามิ กระทบต่อการท่องเที่ยวแถบอันดามัน ปัญหาชายแดนใต้ และราคาน้ำมัน แต่เศรษฐกิจไทยก็ยังเติบโตได้ดี ในส่วนของนักธุรกิจของไทย ขอแนะนำว่าใครมีความสามารถในธุรกิจอะไรก็เข้าไปลงทุนในจีนได้ เพียงแต่ว่าในการเข้าไปลงทุนจะต้องพยายามลดต้นทุนให้ได้ โดยเฉพาะการปรับระบบโลจิสติกส์
**ลงนาม MOU รัฐ-เอกชน 12 ฉบับฉลุย
เมื่อเวลา 12.30 น. นายสมคิดและมาดามอู๋อี๋ได้ลงนามในความตกลงร่วมของการประชุมคณะกรรมการร่วมไทย-จีน โดยมีเป้าหมายใน 5 ปีข้างหน้า จะขยายโอกาสทางการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว โดยขยายมูลค่าการค้าไทย-จีนให้ถึงระดับ 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และขยายมูลค่าการลงทุนทั้งสองฝ่ายให้ถึง 6,500 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมทั้งเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวไทย-จีนให้ถึง 4 ล้านคน
จากนั้น ได้เป็นสักขีพยานในการลงนามใน MOU อีก 3 ฉบับ ได้แก่ พิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชของการนำเข้า-ส่งออกผักสด พิธีสารว่าด้วยการตรวจสอบ กักกัน สำหรับการนำเข้าจระเข้จากไทยไปจีน และพิธีสารว่าด้วยเงื่อนไขการนำเข้าและส่งออกเนื้อสัตว์ปีกสุกไทย-จีน นอกจากนี้ ยังมีการ MOU ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กับบริษัทท่องเที่ยวของจีนอีก 4 ฉบับ ในการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวระหว่างกัน
ส่วนภาคเอกชนไทย-จีน ได้มีการลงนามใน MOU จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่ การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ในการซื้อขายสินค้าคุนหมิงกับไทย ระหว่างบริษัท ทรานส์ เอเชีย โลจิสติกส์ จำกัด กับบริษัท คุนหมิง ต้าเซียน ขนส่ง จำกัด การแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่ายและให้บริการรถที่ผลิตโดยบริษัท SAIC MOTOR เช่น Wuling รถมินิบัสและรถบรรทุก รถแวน SABRE รถโดยสาร ISTANA และรถอื่นๆ รวมทั้งชิ้นส่วนอะไหล่ ระหว่างบริษัท เซียงไฮ้ ออโต้โมทีฟ อินดัสตรี้ คอร์ปอเรชั่น กลุ่มยนตรกิจ (ประเทศไทย) และบริษัท อีซีไอ กรุ๊ป จำกัด การร่วมมือนำเข้าชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์จากจีนมาประกอบในไทย ระหว่างบริษัท Yasuda จำกัด กับบริษัท Jiangmen Zhongyu Motor (Group) การร่วมมือในธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ระหว่างบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท.สผ. จำกัด (มหาชน) และ China National Offshore Oil Corporation - CNOOC
ในวันเดียวกันนี้ เวลา 14.00 น. นายสมคิดได้เปิดแถลงข่าวถึงผลความสำเร็จของการประชุม โดยระบุว่า ผลการประชุมร่วม 2 ฝ่ายได้ข้อสรุปว่า ไทยและจีนจะขยายมูลค่าการค้าระหว่างกันให้ได้ 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2 ล้านล้านบาท ในปี 2553 รวมทั้งขอให้จีนสนับสนุนเอกชนไทยจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าใน 10 มณฑลใหญ่ของจีน โดยอาจจะเป็นรูปแบบการร่วมลงทุนกับจีน เพื่อเพิ่มช่องทางการค้าของไทย
ขณะเดียวกัน ไทยมีโครงการที่จะเปิดสำนักงานส่งเสริมการค้าและสำนักงานตัวแทนในเมืองสำคัญๆ ของจีนอีก 10 แห่งด้วย ทางด้านการลงทุน ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะเพิ่มมูลค่าการลงทุน 2 ฝ่ายให้ได้ 6,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2553 โดยไทยจะเชิญบริษัทจีนที่มีความชำนาญ เช่น การไฟฟ้า พลังงาน ปิโตรเคมี และการเดินเรือ/กองเรือ มาลงทุนในไทยเป็นกรณีพิเศษ และได้ขอให้จีนสนับสนุนการลงทุนของนักลงทุนไทยในด้านการเกษตร เกษตรอุตสาหกรรม อาหารและภัตตาคารไทยในจีน
**เมกะโปรเจกต์รถไฟคืบ
นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมไทย-จีน ว่า ได้มีการหารือกับตัวแทนบริษัทจีน เกี่ยวกับกับความคืบหน้าของเมกกะโปรเจ็กต์ ภายหลังจากที่นักลงทุนจีนสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน
ล่าสุดไทยได้มีการจัดทำบันทึกข้อตกลงระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย กับบริษัท CNR ของจีน เพื่อแลกเปลี่ยนหัวรถจักร 7 คัน กับผลผลิตทางการเกษตรของไทย ซึ่งในรายละเอียดของผลประโยชน์แลกเปลี่ยนในรูปแบบบาเตอร์เทรด ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสรุปร่วมกันอีกครั้งในเร็วๆนี้ ซึ่งคงต้องพิจารณาตามสัดส่วนที่เหมาะสม และสามารถระบุได้ว่าเป็นสินค้าเกษตรชนิดใดที่เข้ามาสู่ข้อตกลงทางธุรกิจระหว่าง 2 ประเทศได้
นอกจากกระทรวงคมนาคม ได้นำเสนอแผนงานด้านการก่อสร้างโครงการระบบขนส่งทางบก และระบบราง ยังมีสาระสำคัญในเรื่องของการพัฒนาระบบขนส่งทางเรือ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างท่าเรือบริเวณเชียงแสนแห่งใหม่ เพื่อรองรับการขนส่งบริเวณแม่น้ำโขง เชื่อมระหว่างมณฑลยูนนานกับไทย คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2550 รวมถึงโครงการก่อสร้างท่าเรือปากบารา จังหวัดสตูล (ฝั่งอันดามัน) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2550
นายหร่วนคุนจื้อ ประธานกรรมการบริษัท คุนหมิง ต้าเชียน ขนส่ง จำกัด ผู้ลงนามใน MOU ด้านโลจิสติกส์ร่วมกับบริษัททรานส์ เอเชีย โลจิสติกส์ของไทย กล่าวว่า เป็นโครงการที่ใช้ประโยชน์จากการเปิดเส้นทางขนส่งระหว่างมณฑลคุนหมิงประเทศจีน มาสู่กรุงเทพฯ ซึ่งเมื่อเปิดใช้แล้ว พื้นที่ตรงนี้จะกลายเป็นแหล่งกระจายสินค้าที่ใหญ่มาก โดยบริษัทมีแผนลงทุนถึง 2 00 ล้านหยวน (ราว 1,020 ล้านบาท) พร้อมจะสร้างศูนย์กลางที่เมืองเชียงรายและกรุงเทพฯ เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่ง ก่อนที่จะมองหาลู่ทางตลอดเส้นน้ำโขงต่อไป


