xs
xsm
sm
md
lg

สงครามแย่งน้ำปะทุหนัก ขยายทุกวงสังคม-อัดรัฐฆ่าคนระยอง

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

สงครามแย่งชิงน้ำระหว่างเกษตรกร-โรงงานอุตสาหกรรมภาคตะวันออกขยายวง เครือข่ายประชาคมคนระยองเดินหน้าชนหน่วยงานรัฐ ชุมนุมประท้วงไล่ส่งปลัดจังหวัด ต้านสูบน้ำคลองเพื่อการเกษตรผันไปให้กลุ่มโรงงาน ระบุไม่มีใครยอมเอาธรรมชาติไปขายเพื่อความร่ำรวย พบกลุ่มต่อต้านขยายตัวเพิ่มไม่ต่ำกว่า 10 กลุ่ม นักวิชาการอัดรัฐบาลเลือกอุ้มภาคอุตสาหกรรมจนจุดชนวนความขัดแย้งทุกส่วนของสังคม คาดสถานการณ์ขัดแย้งบานปลายอาจกินเวลาหลายสิบปี กระทรวงอุตฯชง 3 แนวทางรับมือวิกฤตน้ำให้สุริยะก่อนลงพื้นที่ 15 ส.ค.นี้ เผยแผนฉุกเฉินยังเน้นสูบน้ำจากแม่น้ำของเกษตร

วันนี้ (9 ส.ค.) ที่บริเวณศาลาคลองน้ำหู ต.เนินพระ เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด ชาวบ้านเดินทางมารวมตัวกันจำนวนกว่า 300 คน โดยมีนายสุทธิ อัชฌาศัย ชมรมเครือข่ายประชาคมคนระยอง นายยุทธนา ภุชงค์ นายเจริญ เดชคุ้ม ประธานชุมชนเกาะกก-หนองแตงเม เป็นแกนนำ โดยมีนายชานนท์ ชลศรานนท์ นายกเทศมนตรีเมืองมาบตาพุด เดินทางมาร่วมรับฟัง กรณีที่จังหวัดจะติดตั้งเครื่องสูบน้ำที่บริเวณคลองน้ำหู ผันน้ำไปให้กลุ่มโรงงานนิคมอุตสาหกรรม สร้างความไม่พอใจให้กับชาวบ้านเนื่องจากชาวบ้านอาศัยน้ำในคลองดังกล่าวมานาน ในการทำนา การเกษตรและเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ จึงขอให้นายเสนอ จันทรา ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง มาชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวบ้าน แต่เนื่องจากผู้ว่าฯ ติดธุระ จึงให้นายวรฉัตร ทีงาม ปลัดจังหวัดระยอง มาชี้แจงแทน

รายงานข่าวแจ้งว่า ระหว่างที่ผู้ชุมนุมๆกันอยู่นั้นมีใบปลิวแจกจ่ายโดยข้อความว่า “ขอให้ราชการยกเลิกโครงการ ที่คิดผิดด้วยการดูดน้ำคลองน้ำหูไปใช้อุตสาหกรรม ชาวบ้านไม่ต้องการความเห็นแก่ตัวของท่านจะสูบน้ำให้โรงงานแล้วตัวเองอยู่รอด น้ำในอ่างขนาดใหญ่ยังแห้ง แล้วน้ำในคลองจะเหลืออะไร ไม่มีใครยอม เอาธรรมชาติไปขายเพื่อความร่ำรวย”

จากนั้น บรรดาแกนนำผลัดกันพูดโจมตีว่า “น้ำในอ่างใครทำให้มันแห้ง ชาวบ้านหรือโรงงานทำแห้ง ทำอย่างนี้เหมือนจะฆ่าคนระยองทั้งเมือง” ท่ามกลางเสียงปรบมือด้วยความชอบใจ พร้อมตะโกนยืนยันเป็นเสียงกันว่า “พวกเราไม่ยอมให้สูบน้ำในคลองน้ำหูเด็ดขาด”

ขณะเดียวกัน นายวรฉัตร ปลัดจังหวัดระยอง เดินทางมาถึงและพูดชี้แจงว่า จะมีการผันน้ำมาเติมในคลองน้ำหูให้เต็มได้ระดับ ถึงจะผันน้ำจากที่ล้นไหลลงทะเลเข้าสู่ระบบก่อนส่งต่อไปให้โรงงาน ถ้าระดับน้ำต่ำกว่านี้จะไม่มีการสูบน้ำแน่นอน แต่ชาวบ้านไม่พอใจพร้อมร้องตระโกนด้วยเสียงอันดังว่า “จะไม่ยอมให้สูบน้ำในคลองเด็ดขาด จะทำให้ประชาชนเดือดร้อนหรือจะเอาโรงงานเดือดร้อน ถ้ายังไม่ยกเลิกโครงการนี้ก็ไม่ต้องชี้แจง” พร้อมกับตระโกนไล่ส่งปลัดจังหวัดให้กลับไป เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ นายวรฉัตร จึงต้องเดินทางกลับไปเพื่อรายงานว่าชาวบ้านยืนยันไม่ยอมให้สูบน้ำคลองน้ำหูไปให้โรงงาน

นายยุทธนา แกนนำชาวบ้าน กล่าวว่าในวันที่ 11 สิงหาคมนี้ นายปราโมทย์ ไม้กลัด และนายนิวัฒน์ พ้นชั่ว สมาชิกวุฒิสภา จะเดินทางมาพบชาวบ้าน 3 อำเภอ คือ อ.แกลง อ.วังจันทร์ และกิ่ง อ.เขาชะเมา กรณีคัดค้านโครงการวางท่อสูบน้ำจากเขื่อนประแสร์มาที่อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่และอ่างเก็บน้ำดอกกราย จากนั้นจะเดินทางไปพบชาวบ้านที่ ต.ทับมา อ.เมืองระยอง ขอให้รวมตัวกันเดินทางไปพบ 2 วุฒิสมาชิกที่ ต.ทับมา

ด้านนายกเทศมนตรีเมืองมาบตาพุด กล่าวชี้แจงกับชาวบ้านว่า เพื่อความไม่ประมาท เพราะขณะนี้เกิดวิกฤตน้ำกำลังขาดแคลนหนัก ขอให้ช่วยกันเก็บกักตุนน้ำไว้ใช้เพื่อป้องกันความเดือดร้อน การที่จะตั้งเครื่องสูบน้ำจากคลองน้ำหูไปให้โรงงานนั้น ชาวบ้านไม่ยอมแน่เพราะเขาเดือดร้อน.

**ชี้ปมปัญหาฝังรากลึกมานาน

ภาพของความขัดแย้งระหว่างเกษตรกรกับหน่วยงานรัฐกรณีจะผันน้ำไปแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำของโรงงานอุตสาหกรรมภาคตะวันออกนี้ ดร.ชัยยนต์ ประดิษฐศิลป์ ประธานหลักสูตรรัฐศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาเศรษฐศาสตร์การเมือง มหาวิทยาลัยบูรพา ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ผู้จัดการรายวัน” ว่า เป็นหนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก นับตั้งแต่การวางยุทธศาสตร์ประเทศที่ต้องการปรับเปลี่ยนเป็นประเทศอุตสาหกรรม ตามโครงการอิสต์เทิร์นซีบอร์ด โดยไม่ได้ศึกษาถึงความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ เพราะ หากวิเคราะห์สภาพภูมิศาสตร์เศรษฐกิจของจังหวัดระยอง จะพบว่า จากสภาพความอุดมสมบูรณ์ทั้งทางด้านทรัพยากรทะเล และการประกอบอาชีพการเกษตร อาทิ ประมง ทำสวนผลไม้ และธุรกิจส่วนตัวแสดงให้เห็นว่าประชาชนในพื้นที่อยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งอุตสาหกรรม

ขณะที่ วัตถุประสงค์ของการสร้างอ่างเก็บน้ำในระยะแรก เป็นไปเพื่อใช้ในการอุปโภค-บริโภค และใช้ในภาคการเกษตรเป็นสำคัญ ไม่ได้วางแผนสร้างไว้เพื่อนำไปใช้ในกิจการอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันพื้นที่ที่ใช้ในการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำส่วนใหญ่ ก็มาจากการที่ชาวบ้านที่ยอมเสียสละที่ดินของตนเอง จึงเท่ากับว่าอุตสาหกรรมมาทีหลังเพื่อแย่งทรัพยากร นั่นคือประเด็นสำคัญของปัญหา

ส่วนการนำอุตสาหกรรมมาไว้ที่ จ.ระยอง รัฐบาลขณะนั้นจูงใจประชาชนว่าจะก่อให้เกิดการจ้างงานแรงงานในพื้นที่ แต่ในสภาพความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม การจ้างงานในพื้นที่น้อยมาก คนงานที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่เป็นแรงงานจากต่างจังหวัด ทำให้ไม่เกิดความผูกพันระหว่างโรงงานอุตสาหกรรมและชาวบ้าน

นอกจากนี้ ปัญหาสิ่งแวดล้อมก็เป็นประเด็นสำคัญ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลละเลยที่จะเข้ามาแก้ไขอย่างจริงจัง อุตสาหกรรมบางประเภทเป็นอุตสาหกรรมขยะ ที่ต่างชาติไม่ต้องการ มีการปล่อยสารพิษทำให้ประชาชนเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง โรงงานบางแห่งสร้างโดยการถมทะเลกินพื้นที่ชายหาด ที่เป็นแหล่งทำกินของชาวบ้าน ทั้งหมดเป็นปมแห่งความขัดแย้งที่เป็นเชื้อไฟอยู่ก่อนการแย่งน้ำแล้ว

“ถึงที่สุดรัฐบาลทุกชุดทีผ่านมาก็เลือกเม็ดเงินลงทุนจากภาคอุตสาหกรรม ใช้ปัจจัยด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง มองปัญหาชาวบ้านเป็นการทำลายบรรยากาศการลงทุน ไม่สนใจปัญหาของประชาชน อย่างกรณีที่เห็นได้ชัดเจนคือ รัฐบาลเลือกที่จะย้าย โรงเรียนมาบตะพุดพิทยาคาร ออกไปจากพื้นที่ แทนการย้ายโรงงานปล่อยสารพิษออกไป”

เมื่อปัญหาดั้งเดิมที่ชาวบ้านประสบอยู่ ร่วมกับปัญหาการแย่งน้ำที่เกิดขึ้น อาทิ การผันน้ำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม การสร้างทำนบกั้นแม่น้ำระยองที่ส่งผลกระทบต่อนิเวศน์วิทยาปากอ่าวแม่น้ำระยอง หรือข้อกังวลเกี่ยวกับการขุดบ่อบาดาล ทำให้ความขัดแย้งยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น คาดว่าหากไม่มีทางออกสงความแย่งน้ำ จะกินเวลานับสิบปีอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ จากการสำรวจความเดือดร้อนของชาวบ้านในพื้นที่ “ผู้จัดการรายวัน” พบว่า กลุ่มความขัดแย้งที่ก่อตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนมีไม่ต่ำกว่า 10 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มเกษตรกร อ.วังจันทร์ อ.เขาชะเมา อ.แกลง ต้านการผันน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ กลุ่มชุมชนเมือง อ.เมือง ต้านการสร้างทำนบกั้นแม่น้ำระยอง กลุ่มชาวบ้าน ต.ทับมา และ ต.มาบตะพุด ต้านการผันน้ำออกจากแม่น้ำทับมาและคลองน้ำหู กลุ่มชาวบ้าน อ.บ้านฉาง ต้านการขยายเขตอุตสาหกรรม ที่มีผลกระทบต่อการจัดการทรัพยากรน้ำ

**ก.อุตฯศึกษา3แผนรับวิกฤติน้ำ

นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรมและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) ได้จัดเตรียมกรณีศึกษาหรือ scenario เกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนน้ำในภาคตะวันออกไว้รองรับไว้ 3 แนวทางเพื่อนำเสนอต่อนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเร็วๆ นี้ก่อนที่นายสุริยะจะลงตรวจพื้นที่ 15 ส.ค.นี้

โดยจะมีแผนปฏิบัติการรองรับไว้ในการนำมาใช้หากเกิดกรณีใดกรณีหนึ่งขึ้นเพื่อไม่ให้กระทบกับแผนการผลิตหรือให้กระทบการผลิตของภาคอุตสาหกรรมน้อยที่สุดทั้งนี้ 3 กรณีศึกษาได้แก่ 1. กรณีร้ายแรงที่สุดคือกรณีที่ไม่มีฝนตกเลยในช่วงเดือนก.ย.-ต.ค. 48 กนอ.ก็จะประสานเอกชนในการขนน้ำทางเรือแม้ว่าจะมีต้นทุนที่สูงแต่ก็ยังต้องดำเนินการเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤติ รวมไปถึงการที่เอกชนจะต้องมีการเตรียมจัดหาน้ำไว้รองรับ มีการลดการใช้น้ำลงและรวมไปถึงอาจจะมีการเลื่อนการปิดซ่อมบำรุงโรงงานต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในปี 2549 มาไว้ในช่วงม.ค.49 แทน

สำหรับกรณีที่ 2. กรณีที่มีฝนตกลงมาบ้างแต่ไม่มากพอที่จะรองรับไปจนถึงแล้งหน้า เมื่อรวมกับน้ำจากแม่น้ำระยองที่จะสูบขึ้นมาก็จะทำให้ผ่านพ้นวิกฤติช่วงปีนี้ไปได้ แต่จะไปประสบปัญหากับน้ำต้นทุนลดต่ำลงและเกิดไม่เพียงพอในช่วงต้นปี 2549 ดังนั้นจะต้องอาศัยการผันน้ำจากอ่างประแสร์มาช่วย โดยทางรัฐบาลจะต้องบริหารน้ำจากแหล่งดังกล่าวด้วยการตกลงกับชาวบ้านที่ออกมาคัดค้านให้เข้าใจว่าจะไม่เกิดปัญหาต่อการผลิตและเร่งวางระบบท่อรองรับ ซึ่งกรณีที่ร้ายแรงระบบท่อหรือการจัดการน้ำในประแสร์ไม่ทันม.ค.49 แผนที่เตรียมไว้รองรับคือการให้โรงงานเลื่อนปิดซ่อมบำรุงในช่วงปี 2549 มาเป็นม.ค.49แทนเพื่อการบริหารน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

กรณีที่ 3. กรณีฝนตกชุกและระบบท่อเชื่อมแหล่งน้ำต่างๆ เป็นไปตามแผนก็จะไม่เกิดวิกฤติใดๆ แต่แผนสำหรับระยะยาวก็คงจะต้องดำเนินการไว้โดยจะต้องมีการศึกษาระบบการกลั่นน้ำทะเลเป็นน้ำจืด การดูแลเรื่องระบบรีไซเคิล และรียูชน้ำ เพื่อเตรียมไว้สำหรับอนาคต

นายเกียรติพงษ์ น้อยใจบุญ รองประธานส.อ.ท.กล่าวว่า คงจะต้องเชื่อมั่นภาครัฐบาลที่ได้ลงมาแก้ไขปัญหาน้ำและระบุว่าจะมีน้ำเพียงพอใช้ แต่สิ่งที่เอกชนกังวลและเป็นห่วงคือน้ำต้นทุนจะต่ำมากหากไม่มีฝนตกในช่วงนี้และจะไปมีปัญหาในช่วงพ.ค.-มิ.ย. 49 ดังนั้นคงต้องติดตามแผนการวางระบบท่อเชื่อมโยงแหล่งน้ำว่าจะเป็นไปตามแผนหรือไม่ แต่เอกชนเองก็มีแผนเตรียมไว้รองรับอยู่แล้วหากเกิดฉุกเฉินจริง