การกลับมาของมิติจิตใจ : จิตวิทยาที่ก้าวผ่านตัวตน และการแพทย์ทางเลือก
ในขณะที่วิชาฟิสิกส์ใหม่เริ่มพัฒนาสู่การเข้าใจการศึกษาโลกแห่งพลังชีวิตที่ซ่อนตัวอยู่ และมี Chaos เป็นฐาน วิชาจิตวิทยาก็มีวิวัฒนาการไปในทิศทางเดียวกัน
เริ่มจาก Sigmund Freud ผู้เปิดโลกทางจิตใต้สำนึกขึ้น เขาเปรียบจิตใจเหมือนภูเขาน้ำแข็งลอยอยู่บนมหาสมุทร ส่วนที่ถูกลืมไปคือ "จิตใต้สำนึก" หรือมหาสมุทรที่อยู่ใต้ก้อนน้ำแข็ง
ฟรอยด์เสนอว่า จิตใต้สำนึกนี้มีอิทธิพลเหนือจิตสำนึก เป็นแรงจูงใจให้เกิดพฤติกรรมไร้เหตุผล และผิดปกติได้
กล่าวอย่างสรุปคือ แนวเสนอนี้ท้าทายความเชื่อทางวิทยาศาสตร์เก่า เรื่องวัตถุกำหนดจิต หรือสิ่งแวดล้อมกำหนดจิตใจแบบง่ายๆ เพียงด้านเดียว หรือพูดง่ายๆ จิตใต้สำนึก (พลังที่มองไม่เห็น) ก็สามารถกำหนดความนึกคิดได้ในเวลาเดียวกันด้วย
จิตใต้สำนึกนี้อาจจะเป็นมายาภาพ ความฝัน อารมณ์เก็บกด ความผิดหวัง ความกลัว ซึ่งซ่อนอยู่ภายใน และมีระดับความลึกที่แตกต่างกัน
แต่ Freud จะย้ำหรือให้ความสำคัญของพลังเก็บกดทางเพศมาก ว่ามีอิทธิพลเหนือจิตใต้สำนึก
Carl Gustus Jung นักจิตวิทยาที่โด่งดังอีกคนหนึ่ง เขาเห็นด้วยกับเรื่องจิตใต้สำนึกที่ Freud นำเสนอ ว่ามีบทบาทกำหนดเหนือจิตสำนึก แต่ Jung ไม่เห็นด้วยที่ Freud ไปให้ความสำคัญต่อเรื่องการเก็บกดทางเพศมากจนเกินไป เขาจึงเสนอทฤษฎีเรื่องจิตไร้สำนึก (Collective Unconscious) ขึ้น ว่ามีบทบาทสำคัญในการกำหนดเหนือจิตใต้สำนึกของมนุษย์
จิตไร้สำนึกร่วมนี้มีขนาดกว้างใหญ่กว่าจิตใจมนุษย์แต่ละบุคคลซึ่งแสดงออกในรูปของภาพลักษณ์ สัญลักษณ์ ความฝันร่วม รวมทั้งความเชื่อในเรื่องความลึกลับต่างๆ ซึ่งก่อตัวขึ้นบนฐานของวัฒนธรรมร่วมของมนุษยชาติ
กล่าวอย่างสรุปคือ วิชาจิตวิทยาปัจจุบันได้ทำลายความเชื่อเรื่องจิตถูกกำหนดจากโลกทางสภาววิสัยเพียงด้านเดียว เพราะจิตใต้สำนึก (ซึ่งอยู่ภายใน) ก็มีอิทธิพลเหนือความนึกคิดของเราได้ และจิตใต้สำนึกเองก็ไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในครอบครัวเท่านั้น ยังพัฒนาไปกับจิตไร้สำนึกร่วมทางวัฒนธรรมที่มีขอบเขตกว้างใหญ่
นอกจากนี้วิชานี้มีส่วนกระตุ้นให้นักวิทยาศาสตร์ในโลกตะวันตกเริ่มกลับมาสนใจเรื่องพลังจิต เรื่องวิญญาณ ความฝัน การเห็นภาพอนาคต การติดต่อทางจิต อารมณ์ความรู้สึก และการก่อตัวของตัวตน (self หรือ ตัวกู-ของกู) รวมทั้งการแก้ปัญหาความเครียดหรือความทุกข์ด้วยการก้าวผ่านตัวตนที่คล้ายกับหลักพุทธ รวมทั้งการฝึกจิตโดยการนั่งสมาธิ เพื่อให้เข้าถึงความสงบเย็น
นี่คือ ที่มาของสายจิตวิทยาแบบข้ามพ้นตัวตน
ตัวอย่างเช่น งานเขียนของนักวิทยาศาสตร์ที่โด่งดังชื่อ Ken Wilber ที่กล่าวถึง การก้าวผ่านตัวตนด้วยการนั่งสมาธิ และนำเสนอภาพการพัฒนาการของจิตอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เป็นวัฏจักรแบบก้นหอย คล้ายๆ กับงานเขียนของ Hegel
ในเวลาเดียวกัน การแพร่ระบาดของโรคภัยไข้เจ็บได้ทำให้การแพทย์แบบวิทยาศาสตร์เก่าเริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะความเชื่อว่าวิทยาศาสตร์การแพทย์จะสามารถขจัดโรคร้ายได้ เริ่มกลายเป็นเรื่องที่เลื่อนลอย
มีการนำเสนอแนวคิดแพทย์ทางเลือกขึ้น ที่หันมาวิพากษ์แนวคิดทางการแพทย์ เริ่มจากการตั้งข้อสงสัยต่อฐานคิดการแพทย์เก่าที่ประกาศสงครามกับเชื้อโรค
การรักษาก็คือการฆ่าทำลายเชื้อโรค
ศาสตร์แพทย์ทางเลือกนำเสนอว่า การรักษาไม่ใช่เรื่องของสงคราม มนุษย์เองสามารถเรียนรู้ และอยู่กับเชื้อโรคได้ ถ้าเรามีระบบจิตใจ และร่างกายที่มีดุลยภาพ และแข็งแรง
ศาสตร์การแพทย์ทางเลือกบอกว่า หัวใจของสุขภาพไม่ใช่การรักษา แต่คือการดูแล หรือการป้องกันมากกว่าการรักษา
นี่คือที่มาและการกลับมาของศาสตร์การแพทย์โบราณ ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์แพทย์โบราณของจีน ของอินเดีย ของไทย รวมไปถึงภูมิปัญญาการแพทย์ของชุมชนท้องถิ่นต่างๆ
ฐานคิดของการรักษา คือการเรียนรู้กฎของธรรมชาติ และการปรับตัวเองเข้ากับธรรมชาติ
มิติของ "ใจ" ได้กลายเป็นหัวใจของการศึกษาเรียนรู้ทางการแพทย์อีกครั้งหนึ่ง เพราะโรคจำนวนมากมายในยุคปัจจุบัน (รวมทั้งโรคมะเร็ง) เกิดจากความเครียด
ความเครียด ถ้าตีความในเชิงพุทธก็คือ ความทุกข์
จะลดความเครียดได้อย่างไร หรือจะแก้ทุกข์ได้อย่างไร จึงกลายเป็นคำถามที่สำคัญของการแพทย์ทางเลือก
นี่สะท้อนถึงการกลับมาหรือเข้าถึงความเป็นพุทธะในแง่ของความสงบเย็น และหลักในการดำเนินวิถีชีวิตบนฐานของมรรคแปดประการ รวมทั้งการกลับมาของหลักเต๋าที่นำเสนอการมีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย พลิกผันชีวิตไป ตามจังหวะที่แปรเปลี่ยนไป อย่างไม่หยุดนิ่ง
ในขณะเดียวกัน มิติของกายในฐานะที่เป็นพลังพื้นฐานของชีวิต ก็ถูกดึงกลับมาศึกษาอีกครั้งหนึ่ง บนฐานความเชื่อเรื่องความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างกายกับใจ
"กาย" ในทางตะวันออก ไม่ใช่ระบบกลไก แต่คือจักรวาลที่มีชีวิต และมีความซับซ้อนอย่างยิ่ง
จักรวาลแห่งชีวิตนี้มีศูนย์พลังหลายศูนย์ เช่นที่สมอง ที่หน้าอก ที่ท้อง และอวัยวะสืบพันธุ์ เป็นต้น
การรักษา "กาย" ก็คือการเคลื่อนไหว หรือการออกกำลังเพื่อทำให้ระบบเลือดลมเคลื่อนคล่องทั่วร่าง และใช้ศาสตร์ในการประสานจิต (ที่สงบเย็น) และกายให้เป็นหนึ่งเดียว
นอกจากนี้ มนุษย์ยังมีกาย (จักรวาล) หลายกายที่ซ้อนทับกัน อย่างเช่น นอกจากเรามีร่างกายแล้ว เรายังมีกายที่สอง คือจักรวาลแห่งสังคม และกายที่สาม คือจักรวาลแห่งธรรมชาติ
ทั้งหมดมี Chaos (ทุกขัง และอนิจจัง) เป็นฐาน
ทุกขัง และอนิจจังนี้ อาจจะเป็นที่มาของความทุกข์ แต่ถ้าเราเข้าใจ เราก็จะไม่ทุกข์ เพราะทุกอย่างล้วนเคลื่อนไป เปลี่ยนไปตาม "ธรรม" หรือความเป็นเช่นนั้นเอง
ชีวิตจะดำรงอยู่อย่างเป็นสุขได้ หากเรารู้จักค่าแห่งการเรียนรู้ (วิชชา) และรู้จักการปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับสภาวธรรมที่แปรเปลี่ยนไปตลอดเวลา
บทสรุป
ผมเริ่มด้วย การนำเสนอแนวคิดทางพุทธสายท่านพุทธทาส และท่านโพธิธรรม ที่นำเสนอหลักว่า "ธรรม" ก็คือธรรมชาติ
ดังนั้น ใครศึกษาธรรมชาติ (ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติในมิติของธรรมชาติ ในมิติของสังคม รวมทั้งในมิติของความเป็นมนุษย์) ก็คือการเรียนรู้ และเข้าใจ "ธรรม"
นอกจากนี้ ผมนำเสนอว่า "ธรรม" ไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว แต่เคลื่อนไป และเปลี่ยนไปตามสภาวธรรมที่เปลี่ยนไป
ดังนั้น การศึกษาและเรียนรู้ "ธรรม" จึงต้องไม่ติดยึด และต้องพัฒนาไปอย่างไม่หยุดนิ่ง
ธรรมนั้น มี 2 ฐาน ทั้ง โลกุตรธรรม และโลกียะ แต่ก็หาได้แยกออกจากกันไม่ มีด้านหนึ่ง ก็มีอีกด้านหนึ่ง
จะเข้าใจโลกุตรธรรม ก็ต้องเข้าใจโลกียธรรม
จะรู้แจ้งในโลกียธรรม ก็ต้องเข้าถึงโลกุตรธรรม
ถ้าถามว่า ทำไมกระบวนทัศน์ใหม่จึงคล้ายกับการหวนกลับไปสู่กระบวนทัศน์แบบพุทธและเต๋าอีกครั้งหนึ่ง ผมขออธิบายว่า
ชีวิตนั้นเคลื่อนตัวเป็นวัฏจักรที่พลิกผันไปมา (เกิดไปตาย ตายไปเกิด) คล้ายกับวัฏจักรแบบขยายตัวของก้นหอย
รากฐานของการศึกษาธรรม (ชาติ) นั้น ไม่ใช่ทั้งพุทธ หรือเต๋า แต่มีฐานมาจากวัฒนธรรมชุมชนที่ก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่ยุคชุมชนโบราณ
ต่อมาสายวัฒนธรรมชุมชนนี้ก็ถูกปฏิเสธ หรือเกิดการเคลื่อนตัวไปด้านตรงข้าม
จากธรรมชาตินิยมเคลื่อนไปสู่การเชื่อเรื่องมนุษยนิยม และเอาชนะเหนือธรรมชาติ
จากชุมชนนิยมเคลื่อนตัวไปสู่ความเป็นมนุษยนิยมแบบปัจเจกชนนิยม
จากชีวิตที่เรียบง่ายเคลื่อนไปสู่การสร้างชีวิตที่หรูหรา ฟุ่มเฟือย
จากจิตใจที่สงบเย็น (เป็นสุข) เคลื่อนสู่โลกทางจิตที่มีความเครียดเป็นอาภรณ์ของชีวิต ในโลกที่ทุกคนเป็นศัตรูของทุกคน
นี่คือการเคลื่อนตัวไปตามหลักธรรม จากด้านหนึ่งไปด้านตรงข้าม คล้ายกับเกิดไปตาย
ตามหลัก Dialectic ของ Hegel ที่สุดแล้ว สิ่งที่เคยถูกปฏิเสธ ก็สามารถหันมาปฏิเสธ สิ่งที่ปฏิเสธ หรือหลัก Negation of Negation
การเกิดขึ้นของวิชานิเวศวิทยา ฟิสิกส์ใหม่ จิตวิทยาแบบข้ามพรมแดน รวมทั้งการแพทย์ทางเลือก ได้สะท้อนว่า สิ่งที่เคยถูกปฏิเสธได้หันกลับมาปฏิเสธสิ่งที่ปฏิเสธตนในอดีต
นี่คือการเข้าใจกฎแห่งการเคลื่อนตัวแบบวัฏจักร แต่การปฏิเสธครั้งใหม่นี้ ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างที่ค้นพบในยุคของ "วิทยาศาสตร์เก่า" ผิด หรือใช้ไม่ได้
Hegel อธิบายขบวนการปฏิเสธด้วยหลัก Synthesis ซึ่งไม่ใช่การปฏิเสธแบบสุดขั้ว หรือถูก-ผิดตาย-ดับ แต่คือการนำเอาทั้งสิ่งที่ปฏิเสธ และเคยถูกปฏิเสธทั้งหมด มาไตร่ตรองใหม่ อะไรที่มีค่าก็ยังคงหรือดำรงอยู่
ดังนั้น การค้นพบกฎแบบแยกย่อย หรือวิทยาศาสตร์แบบเก่า ไม่ใช่ใช้ไม่ได้เสียทีเดียว หรือหลักมนุษยนิยมก็ไม่ได้หมายความว่า "ผิด" ทั้งหมด
หลัก Synthesis นี้จะคล้ายกับหลักดุลยภาพของเต๋า รวมทั้งหลักทางสายกลางของพุทธศาสนา
พูดอีกอย่างหนึ่งคือ การเคลื่อนไป-เคลื่อนมา ก็คือการพัฒนาซึ่งเกิดจากการสร้างความเชื่อใหม่ หรือดุลยภาพใหม่ระหว่างด้าน 2 ด้านที่ดูราวว่าจะตรงกันข้ามกัน
ขอยกตัวอย่างง่ายๆ คือ ความเป็นชุมชนนิยม ธรรมชาตินิยม รวมทั้งความเชื่อเรื่องการมีชีวิตที่เรียบง่าย แม้ดูว่าจะเป็นเรื่องที่ "ดีงาม" แต่ก็สามารถกลายเป็นกรงเหล็กที่ขังความเป็นมนุษย์ รวมทั้งอารยธรรมของมนุษย์ไว้ในโลกแคบๆ ที่ไม่เปลี่ยนแปลงได้ ถ้าเราติดยึดมากจนเกินไป
หรือไม่ก็ขังมนุษย์ไว้ภายใต้อำนาจของพระผู้เป็นเจ้า ถ้าเราเชื่อว่า พระเจ้าเท่านั้น ที่สูงสุด และมนุษย์เป็นเพียงเศษขยะที่ไร้ค่า
หรือแม้แต่ศาสนาต่างๆ ในยุคอาณาจักรโบราณก็สามารถกลายเป็นเครื่องมือในการปกครองได้
นี่คือความสุดขั้วของวัฒนธรรมที่มาจากฐานของชุมชนโบราณ
มองในแง่นี้ ความเป็นมนุษยนิยมแบบปัจเจกชนนิยมก็ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายเสมอไป เพราะหลักมนุษยนิยมและวิทยาศาสตร์ "เก่า" ได้กลายเป็นพลังที่ช่วยทำลายกรงเหล็กนี้ลงไป เปิดโลกใหม่ที่ทำให้เราเห็นถึงความสามารถของมนุษย์ รวมทั้งเปิดโลกในการรับรู้ให้กว้างขึ้น จนปัจจุบันมนุษยชาติสามารถติดต่อสื่อสารกันทั่วโลก ทำให้มนุษย์พบความหลากหลายทางวัฒนธรรม และนำพามนุษย์พบกฎแห่งธรรมชาติจำนวนมาก
แต่ในที่สุด วัฒนธรรมแบบมนุษยนิยม และวิทยาศาสตร์นิยม ก็นำสู่โลกแห่งความสุดขั้วอีกแบบหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมนี้นำมาซึ่งการแสวงหากำไรในเชิงปัจเจกชน และที่สำคัญ ก่อให้เกิดการสร้างความมั่งคั่งบนหายนะของธรรมชาติ และมนุษยชาติที่อ่อนแอกว่า
ความสุดขั้ว ก็คือที่มาแห่งการเสียดุลทั้งทางสังคม และทางธรรมชาติ
วิกฤตโลก หรือ Chaos จึงนำมาซึ่งการก่อเกิดของกระบวนทัศน์ใหม่ ซึ่งคล้ายกับเป็นการย้อนกลับไปที่กระบวนทัศน์แบบชุมชนอีกครั้งหนึ่ง
กล่าวอย่างสรุป
โลกนี้แม้ดูราวซับซ้อน และยากจะเข้าใจอย่างยิ่ง แต่ก็มีระเบียบ (Order out of Chaos) ที่เราพอเข้าใจได้
ทั้งหมดที่กล่าวก็คือ หลักธรรมว่าด้วยความพลิกผัน และความเป็นเช่นนั้นเอง
ท่านโพธิธรรม และท่านพุทธทาสสอนเราว่า ธรรมนั้นดำรงอยู่ทุกหนทุกแห่ง ในกายเราก็มี "ธรรม" ในใจเราก็มี "ธรรม" ในต้นไม้ก็มี "ธรรม"
การเรียนรู้ "ธรรม" จึงก่อเกิดขึ้นได้ทุกหนทุกแห่ง
ธรรมนั้นจึงไร้พรมแดน ไม่มีใครเป็นเจ้าของ
ท่านพุทธทาสจึงกล่าวว่า
"ถ้ารู้ธรรมะยิ่งขึ้นไปอีกจนถึงขั้นสูงสุด ก็จะรู้ว่าไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา เลย ไม่มีพุทธ ไม่มีคริสต์ไม่มีอิสลาม"
ในขณะที่วิชาฟิสิกส์ใหม่เริ่มพัฒนาสู่การเข้าใจการศึกษาโลกแห่งพลังชีวิตที่ซ่อนตัวอยู่ และมี Chaos เป็นฐาน วิชาจิตวิทยาก็มีวิวัฒนาการไปในทิศทางเดียวกัน
เริ่มจาก Sigmund Freud ผู้เปิดโลกทางจิตใต้สำนึกขึ้น เขาเปรียบจิตใจเหมือนภูเขาน้ำแข็งลอยอยู่บนมหาสมุทร ส่วนที่ถูกลืมไปคือ "จิตใต้สำนึก" หรือมหาสมุทรที่อยู่ใต้ก้อนน้ำแข็ง
ฟรอยด์เสนอว่า จิตใต้สำนึกนี้มีอิทธิพลเหนือจิตสำนึก เป็นแรงจูงใจให้เกิดพฤติกรรมไร้เหตุผล และผิดปกติได้
กล่าวอย่างสรุปคือ แนวเสนอนี้ท้าทายความเชื่อทางวิทยาศาสตร์เก่า เรื่องวัตถุกำหนดจิต หรือสิ่งแวดล้อมกำหนดจิตใจแบบง่ายๆ เพียงด้านเดียว หรือพูดง่ายๆ จิตใต้สำนึก (พลังที่มองไม่เห็น) ก็สามารถกำหนดความนึกคิดได้ในเวลาเดียวกันด้วย
จิตใต้สำนึกนี้อาจจะเป็นมายาภาพ ความฝัน อารมณ์เก็บกด ความผิดหวัง ความกลัว ซึ่งซ่อนอยู่ภายใน และมีระดับความลึกที่แตกต่างกัน
แต่ Freud จะย้ำหรือให้ความสำคัญของพลังเก็บกดทางเพศมาก ว่ามีอิทธิพลเหนือจิตใต้สำนึก
Carl Gustus Jung นักจิตวิทยาที่โด่งดังอีกคนหนึ่ง เขาเห็นด้วยกับเรื่องจิตใต้สำนึกที่ Freud นำเสนอ ว่ามีบทบาทกำหนดเหนือจิตสำนึก แต่ Jung ไม่เห็นด้วยที่ Freud ไปให้ความสำคัญต่อเรื่องการเก็บกดทางเพศมากจนเกินไป เขาจึงเสนอทฤษฎีเรื่องจิตไร้สำนึก (Collective Unconscious) ขึ้น ว่ามีบทบาทสำคัญในการกำหนดเหนือจิตใต้สำนึกของมนุษย์
จิตไร้สำนึกร่วมนี้มีขนาดกว้างใหญ่กว่าจิตใจมนุษย์แต่ละบุคคลซึ่งแสดงออกในรูปของภาพลักษณ์ สัญลักษณ์ ความฝันร่วม รวมทั้งความเชื่อในเรื่องความลึกลับต่างๆ ซึ่งก่อตัวขึ้นบนฐานของวัฒนธรรมร่วมของมนุษยชาติ
กล่าวอย่างสรุปคือ วิชาจิตวิทยาปัจจุบันได้ทำลายความเชื่อเรื่องจิตถูกกำหนดจากโลกทางสภาววิสัยเพียงด้านเดียว เพราะจิตใต้สำนึก (ซึ่งอยู่ภายใน) ก็มีอิทธิพลเหนือความนึกคิดของเราได้ และจิตใต้สำนึกเองก็ไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในครอบครัวเท่านั้น ยังพัฒนาไปกับจิตไร้สำนึกร่วมทางวัฒนธรรมที่มีขอบเขตกว้างใหญ่
นอกจากนี้วิชานี้มีส่วนกระตุ้นให้นักวิทยาศาสตร์ในโลกตะวันตกเริ่มกลับมาสนใจเรื่องพลังจิต เรื่องวิญญาณ ความฝัน การเห็นภาพอนาคต การติดต่อทางจิต อารมณ์ความรู้สึก และการก่อตัวของตัวตน (self หรือ ตัวกู-ของกู) รวมทั้งการแก้ปัญหาความเครียดหรือความทุกข์ด้วยการก้าวผ่านตัวตนที่คล้ายกับหลักพุทธ รวมทั้งการฝึกจิตโดยการนั่งสมาธิ เพื่อให้เข้าถึงความสงบเย็น
นี่คือ ที่มาของสายจิตวิทยาแบบข้ามพ้นตัวตน
ตัวอย่างเช่น งานเขียนของนักวิทยาศาสตร์ที่โด่งดังชื่อ Ken Wilber ที่กล่าวถึง การก้าวผ่านตัวตนด้วยการนั่งสมาธิ และนำเสนอภาพการพัฒนาการของจิตอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เป็นวัฏจักรแบบก้นหอย คล้ายๆ กับงานเขียนของ Hegel
ในเวลาเดียวกัน การแพร่ระบาดของโรคภัยไข้เจ็บได้ทำให้การแพทย์แบบวิทยาศาสตร์เก่าเริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะความเชื่อว่าวิทยาศาสตร์การแพทย์จะสามารถขจัดโรคร้ายได้ เริ่มกลายเป็นเรื่องที่เลื่อนลอย
มีการนำเสนอแนวคิดแพทย์ทางเลือกขึ้น ที่หันมาวิพากษ์แนวคิดทางการแพทย์ เริ่มจากการตั้งข้อสงสัยต่อฐานคิดการแพทย์เก่าที่ประกาศสงครามกับเชื้อโรค
การรักษาก็คือการฆ่าทำลายเชื้อโรค
ศาสตร์แพทย์ทางเลือกนำเสนอว่า การรักษาไม่ใช่เรื่องของสงคราม มนุษย์เองสามารถเรียนรู้ และอยู่กับเชื้อโรคได้ ถ้าเรามีระบบจิตใจ และร่างกายที่มีดุลยภาพ และแข็งแรง
ศาสตร์การแพทย์ทางเลือกบอกว่า หัวใจของสุขภาพไม่ใช่การรักษา แต่คือการดูแล หรือการป้องกันมากกว่าการรักษา
นี่คือที่มาและการกลับมาของศาสตร์การแพทย์โบราณ ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์แพทย์โบราณของจีน ของอินเดีย ของไทย รวมไปถึงภูมิปัญญาการแพทย์ของชุมชนท้องถิ่นต่างๆ
ฐานคิดของการรักษา คือการเรียนรู้กฎของธรรมชาติ และการปรับตัวเองเข้ากับธรรมชาติ
มิติของ "ใจ" ได้กลายเป็นหัวใจของการศึกษาเรียนรู้ทางการแพทย์อีกครั้งหนึ่ง เพราะโรคจำนวนมากมายในยุคปัจจุบัน (รวมทั้งโรคมะเร็ง) เกิดจากความเครียด
ความเครียด ถ้าตีความในเชิงพุทธก็คือ ความทุกข์
จะลดความเครียดได้อย่างไร หรือจะแก้ทุกข์ได้อย่างไร จึงกลายเป็นคำถามที่สำคัญของการแพทย์ทางเลือก
นี่สะท้อนถึงการกลับมาหรือเข้าถึงความเป็นพุทธะในแง่ของความสงบเย็น และหลักในการดำเนินวิถีชีวิตบนฐานของมรรคแปดประการ รวมทั้งการกลับมาของหลักเต๋าที่นำเสนอการมีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย พลิกผันชีวิตไป ตามจังหวะที่แปรเปลี่ยนไป อย่างไม่หยุดนิ่ง
ในขณะเดียวกัน มิติของกายในฐานะที่เป็นพลังพื้นฐานของชีวิต ก็ถูกดึงกลับมาศึกษาอีกครั้งหนึ่ง บนฐานความเชื่อเรื่องความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างกายกับใจ
"กาย" ในทางตะวันออก ไม่ใช่ระบบกลไก แต่คือจักรวาลที่มีชีวิต และมีความซับซ้อนอย่างยิ่ง
จักรวาลแห่งชีวิตนี้มีศูนย์พลังหลายศูนย์ เช่นที่สมอง ที่หน้าอก ที่ท้อง และอวัยวะสืบพันธุ์ เป็นต้น
การรักษา "กาย" ก็คือการเคลื่อนไหว หรือการออกกำลังเพื่อทำให้ระบบเลือดลมเคลื่อนคล่องทั่วร่าง และใช้ศาสตร์ในการประสานจิต (ที่สงบเย็น) และกายให้เป็นหนึ่งเดียว
นอกจากนี้ มนุษย์ยังมีกาย (จักรวาล) หลายกายที่ซ้อนทับกัน อย่างเช่น นอกจากเรามีร่างกายแล้ว เรายังมีกายที่สอง คือจักรวาลแห่งสังคม และกายที่สาม คือจักรวาลแห่งธรรมชาติ
ทั้งหมดมี Chaos (ทุกขัง และอนิจจัง) เป็นฐาน
ทุกขัง และอนิจจังนี้ อาจจะเป็นที่มาของความทุกข์ แต่ถ้าเราเข้าใจ เราก็จะไม่ทุกข์ เพราะทุกอย่างล้วนเคลื่อนไป เปลี่ยนไปตาม "ธรรม" หรือความเป็นเช่นนั้นเอง
ชีวิตจะดำรงอยู่อย่างเป็นสุขได้ หากเรารู้จักค่าแห่งการเรียนรู้ (วิชชา) และรู้จักการปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับสภาวธรรมที่แปรเปลี่ยนไปตลอดเวลา
บทสรุป
ผมเริ่มด้วย การนำเสนอแนวคิดทางพุทธสายท่านพุทธทาส และท่านโพธิธรรม ที่นำเสนอหลักว่า "ธรรม" ก็คือธรรมชาติ
ดังนั้น ใครศึกษาธรรมชาติ (ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติในมิติของธรรมชาติ ในมิติของสังคม รวมทั้งในมิติของความเป็นมนุษย์) ก็คือการเรียนรู้ และเข้าใจ "ธรรม"
นอกจากนี้ ผมนำเสนอว่า "ธรรม" ไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว แต่เคลื่อนไป และเปลี่ยนไปตามสภาวธรรมที่เปลี่ยนไป
ดังนั้น การศึกษาและเรียนรู้ "ธรรม" จึงต้องไม่ติดยึด และต้องพัฒนาไปอย่างไม่หยุดนิ่ง
ธรรมนั้น มี 2 ฐาน ทั้ง โลกุตรธรรม และโลกียะ แต่ก็หาได้แยกออกจากกันไม่ มีด้านหนึ่ง ก็มีอีกด้านหนึ่ง
จะเข้าใจโลกุตรธรรม ก็ต้องเข้าใจโลกียธรรม
จะรู้แจ้งในโลกียธรรม ก็ต้องเข้าถึงโลกุตรธรรม
ถ้าถามว่า ทำไมกระบวนทัศน์ใหม่จึงคล้ายกับการหวนกลับไปสู่กระบวนทัศน์แบบพุทธและเต๋าอีกครั้งหนึ่ง ผมขออธิบายว่า
ชีวิตนั้นเคลื่อนตัวเป็นวัฏจักรที่พลิกผันไปมา (เกิดไปตาย ตายไปเกิด) คล้ายกับวัฏจักรแบบขยายตัวของก้นหอย
รากฐานของการศึกษาธรรม (ชาติ) นั้น ไม่ใช่ทั้งพุทธ หรือเต๋า แต่มีฐานมาจากวัฒนธรรมชุมชนที่ก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่ยุคชุมชนโบราณ
ต่อมาสายวัฒนธรรมชุมชนนี้ก็ถูกปฏิเสธ หรือเกิดการเคลื่อนตัวไปด้านตรงข้าม
จากธรรมชาตินิยมเคลื่อนไปสู่การเชื่อเรื่องมนุษยนิยม และเอาชนะเหนือธรรมชาติ
จากชุมชนนิยมเคลื่อนตัวไปสู่ความเป็นมนุษยนิยมแบบปัจเจกชนนิยม
จากชีวิตที่เรียบง่ายเคลื่อนไปสู่การสร้างชีวิตที่หรูหรา ฟุ่มเฟือย
จากจิตใจที่สงบเย็น (เป็นสุข) เคลื่อนสู่โลกทางจิตที่มีความเครียดเป็นอาภรณ์ของชีวิต ในโลกที่ทุกคนเป็นศัตรูของทุกคน
นี่คือการเคลื่อนตัวไปตามหลักธรรม จากด้านหนึ่งไปด้านตรงข้าม คล้ายกับเกิดไปตาย
ตามหลัก Dialectic ของ Hegel ที่สุดแล้ว สิ่งที่เคยถูกปฏิเสธ ก็สามารถหันมาปฏิเสธ สิ่งที่ปฏิเสธ หรือหลัก Negation of Negation
การเกิดขึ้นของวิชานิเวศวิทยา ฟิสิกส์ใหม่ จิตวิทยาแบบข้ามพรมแดน รวมทั้งการแพทย์ทางเลือก ได้สะท้อนว่า สิ่งที่เคยถูกปฏิเสธได้หันกลับมาปฏิเสธสิ่งที่ปฏิเสธตนในอดีต
นี่คือการเข้าใจกฎแห่งการเคลื่อนตัวแบบวัฏจักร แต่การปฏิเสธครั้งใหม่นี้ ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างที่ค้นพบในยุคของ "วิทยาศาสตร์เก่า" ผิด หรือใช้ไม่ได้
Hegel อธิบายขบวนการปฏิเสธด้วยหลัก Synthesis ซึ่งไม่ใช่การปฏิเสธแบบสุดขั้ว หรือถูก-ผิดตาย-ดับ แต่คือการนำเอาทั้งสิ่งที่ปฏิเสธ และเคยถูกปฏิเสธทั้งหมด มาไตร่ตรองใหม่ อะไรที่มีค่าก็ยังคงหรือดำรงอยู่
ดังนั้น การค้นพบกฎแบบแยกย่อย หรือวิทยาศาสตร์แบบเก่า ไม่ใช่ใช้ไม่ได้เสียทีเดียว หรือหลักมนุษยนิยมก็ไม่ได้หมายความว่า "ผิด" ทั้งหมด
หลัก Synthesis นี้จะคล้ายกับหลักดุลยภาพของเต๋า รวมทั้งหลักทางสายกลางของพุทธศาสนา
พูดอีกอย่างหนึ่งคือ การเคลื่อนไป-เคลื่อนมา ก็คือการพัฒนาซึ่งเกิดจากการสร้างความเชื่อใหม่ หรือดุลยภาพใหม่ระหว่างด้าน 2 ด้านที่ดูราวว่าจะตรงกันข้ามกัน
ขอยกตัวอย่างง่ายๆ คือ ความเป็นชุมชนนิยม ธรรมชาตินิยม รวมทั้งความเชื่อเรื่องการมีชีวิตที่เรียบง่าย แม้ดูว่าจะเป็นเรื่องที่ "ดีงาม" แต่ก็สามารถกลายเป็นกรงเหล็กที่ขังความเป็นมนุษย์ รวมทั้งอารยธรรมของมนุษย์ไว้ในโลกแคบๆ ที่ไม่เปลี่ยนแปลงได้ ถ้าเราติดยึดมากจนเกินไป
หรือไม่ก็ขังมนุษย์ไว้ภายใต้อำนาจของพระผู้เป็นเจ้า ถ้าเราเชื่อว่า พระเจ้าเท่านั้น ที่สูงสุด และมนุษย์เป็นเพียงเศษขยะที่ไร้ค่า
หรือแม้แต่ศาสนาต่างๆ ในยุคอาณาจักรโบราณก็สามารถกลายเป็นเครื่องมือในการปกครองได้
นี่คือความสุดขั้วของวัฒนธรรมที่มาจากฐานของชุมชนโบราณ
มองในแง่นี้ ความเป็นมนุษยนิยมแบบปัจเจกชนนิยมก็ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายเสมอไป เพราะหลักมนุษยนิยมและวิทยาศาสตร์ "เก่า" ได้กลายเป็นพลังที่ช่วยทำลายกรงเหล็กนี้ลงไป เปิดโลกใหม่ที่ทำให้เราเห็นถึงความสามารถของมนุษย์ รวมทั้งเปิดโลกในการรับรู้ให้กว้างขึ้น จนปัจจุบันมนุษยชาติสามารถติดต่อสื่อสารกันทั่วโลก ทำให้มนุษย์พบความหลากหลายทางวัฒนธรรม และนำพามนุษย์พบกฎแห่งธรรมชาติจำนวนมาก
แต่ในที่สุด วัฒนธรรมแบบมนุษยนิยม และวิทยาศาสตร์นิยม ก็นำสู่โลกแห่งความสุดขั้วอีกแบบหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมนี้นำมาซึ่งการแสวงหากำไรในเชิงปัจเจกชน และที่สำคัญ ก่อให้เกิดการสร้างความมั่งคั่งบนหายนะของธรรมชาติ และมนุษยชาติที่อ่อนแอกว่า
ความสุดขั้ว ก็คือที่มาแห่งการเสียดุลทั้งทางสังคม และทางธรรมชาติ
วิกฤตโลก หรือ Chaos จึงนำมาซึ่งการก่อเกิดของกระบวนทัศน์ใหม่ ซึ่งคล้ายกับเป็นการย้อนกลับไปที่กระบวนทัศน์แบบชุมชนอีกครั้งหนึ่ง
กล่าวอย่างสรุป
โลกนี้แม้ดูราวซับซ้อน และยากจะเข้าใจอย่างยิ่ง แต่ก็มีระเบียบ (Order out of Chaos) ที่เราพอเข้าใจได้
ทั้งหมดที่กล่าวก็คือ หลักธรรมว่าด้วยความพลิกผัน และความเป็นเช่นนั้นเอง
ท่านโพธิธรรม และท่านพุทธทาสสอนเราว่า ธรรมนั้นดำรงอยู่ทุกหนทุกแห่ง ในกายเราก็มี "ธรรม" ในใจเราก็มี "ธรรม" ในต้นไม้ก็มี "ธรรม"
การเรียนรู้ "ธรรม" จึงก่อเกิดขึ้นได้ทุกหนทุกแห่ง
ธรรมนั้นจึงไร้พรมแดน ไม่มีใครเป็นเจ้าของ
ท่านพุทธทาสจึงกล่าวว่า
"ถ้ารู้ธรรมะยิ่งขึ้นไปอีกจนถึงขั้นสูงสุด ก็จะรู้ว่าไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา เลย ไม่มีพุทธ ไม่มีคริสต์ไม่มีอิสลาม"


