นับเนื่องจากตอนต้นๆ ทศวรรษที่ 1990 เมื่อบทบาทของ CNN ในสงครามอ่าวเปอร์เซียได้กลายเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญถึงขนาดที่ชี้เป็นชี้ตายผลลัพธ์แห่งสงครามในครั้งนั้นได้ โลกได้ประสบกับความตื่นตัวครั้งยิ่งใหญ่จนกล่าวได้ว่าเป็น "จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ" สำหรับการเมืองระหว่างประเทศอีกครั้งหนึ่งทีเดียว
ในฉับพลัน โลกทั้งโลกก็ได้บังเกิดความตระหนักขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งว่าการที่มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกามี CNN ที่สามารถผูกขาดการถ่ายทอดเหตุการณ์สดๆ ตลอด 24 ชั่วโมงไปทั่วโลกเกี่ยวกับสงครามระหว่างประเทศที่ตนเองอาศัยความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีทางการทหารที่อนุญาตให้สหรัฐอเมริกาเป็นผู้ปฏิบัติการแต่ฝ่ายเดียว (อันถือได้ว่าเป็นสงครามที่ประหลาดที่สุดอีกครั้งหนึ่งที่มนุษยชาติได้เคยพานพบ) นั้นเป็นอะไรที่น่าตกใจเป็นอย่างมาก
ประเด็นก็คือการผูกขาดการผลิตและนำเสนอข่าวและความคิดเห็นเกี่ยวกับสงครามอ่าวเปอร์เซียโดย CNN มีความหมายไม่น้อยไปกว่าสหรัฐอเมริกาจะต้องเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะในสงครามทางจิตวิทยา ในแบบฉบับที่ฝ่ายอิรักไม่มีทางต่อสู้ได้เลย ลงท้าย สงครามที่เดิมทีผู้คนล้วนสงสัยในความชอบธรรม ก็ถูกแปรสภาพให้เป็นสงครามที่สหรัฐอเมริกากลายเป็นวีรบุรุษผู้ดูแลความปลอดภัยให้แก่มนุษยชาติอีกครั้งหนึ่ง แน่นอน เมื่อได้รับชัยชนะในสงครามทางจิตวิทยาแล้ว สงครามทางกายภาพนั้นก็ไม่ต้องพูดถึง
ด้วยประการฉะนี้ หลังจากสงครามอ่าวเปอร์เซียสิ้นสุดลง ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอดีตมหาอำนาจในยุโรปตะวันตก ต่างก็พากันหันมาลงทุนสร้างระบบการผลิตและนำเสนอข่าวโทรทัศน์ที่มีเครือข่ายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทันที ทั้งนี้ รวมทั้ง BBC ของอังกฤษ ซึ่งลงทุนปฏิรูประบบโทรทัศน์ของตนขนานใหญ่ โดยมีเป้าหมายที่จะมีเครือข่ายครอบคลุมโลกทั้งโลกเอาไว้ได้ด้วยระบบการถ่ายทอดสดตลอด 24 ชั่วโมงเช่นเดียวกับ CNN
ในช่วงกลางๆ ทศวรรษที่ 1990 เมื่อ BBC อยู่ในระหว่างการปฏิรูปตนเองครั้งใหญ่นั้นเอง ในบรรดาพนักงานจำนวนมากของ BBC ที่ได้รับผลกระทบถึงขนาดให้ออกจากงานก็คือนักข่าวอาหรับจำนวนหนึ่ง ทว่าในไม่ช้าไม่นานนัก นักข่าวอาหรับเหล่านี้ก็ได้ยกโขยงมาพบกัน ณ ที่ทำงานใหม่ อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชื่อเสียงของพวกเขาระบือไปทั่วโลกในเวลาไม่นานนักต่อมา
นั่นก็คือ สถานีโทรทัศน์อัล-จาชีรา ซึ่งถือกำเนิดขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1966 โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงโดฮา ทั้งนี้ ด้วยการอุปถัมภ์ทางการเงินจากเจ้าชายซิกฮ์ ฮาเหม็ด บิน คาลิฟา อัล-ธานีแห่งกาตาร์ อันเป็นเหตุผลที่ทำให้สถานีโทรทัศน์แห่งนี้สามารถประกาศนโยบายเป็นอิสระได้ ทั้งๆ ที่ตั้งแต่แรกเลยทีเดียว อัล-จาชีราแทบจะถูกบอยคอตจากงบประมาณการโฆษณาในตะวันออกกลางอย่างสิ้นเชิง ในปัจจุบัน อัล-จาชีรามีงบประมาณในการดำเนินงานอยู่ประมาณ 35 ล้านเหรียญอเมริกัน
ในฐานะที่เป็นสถานีโทรทัศน์แห่งแรกของตะวันออกกลางที่ถ่ายทอดข่าวสดๆ ผ่านดาวเทียมที่ครอบคลุมอาณาบริเวณนั้นของโลก ในช่วงเก้าปีที่ผ่านมา อัล-จาชีราได้ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประเพณีอันออกจะจืดชืดและเชื่องๆ ของระบบโทรทัศน์ที่นั่น ทั้งในแง่ความทันสมัยของเทคโนโลยีและปรัชญาในการทำงาน
"ตั้งแต่ต้นเลยทีเดียว ก็มีการตั้งเป็นกฎที่ไม่จำเป็นต้องเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรเลยแล้วว่า นโยบายการบรรณาธิการของของอัล-จาชีราจะไม่ตกอยู่ใต้คำบงการของอิทธิพลต่างๆ ไม่ว่าชนิดใดๆ" จิฮาด บาลลูต ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของอัล-จาชีราเล่า "พวกเรามีจุดยืนที่ชัดเจน นั่นก็คือ พหุทัศน์ พิจารณาทัศนะจากด้านนี้ แล้วก็ดูทัศนะจากด้านโน้น"
ในขณะที่ประสบการณ์ของนักข่าวอาหรับที่ยกทัพมาจาก BBC นั้นมีความสำคัญต่ออัล-จาชีรามากอย่างแน่นอน บาลลูตอธิบายว่า "คุณจะต้องมองว่าอัล-จาชีรานี่เป็นนักข่าวอาหรับกลุ่มหนึ่ง ที่ล้วนมีความหงุดหงิดกับการถูก (เจ้าหน้าที่ของรัฐ) ตรวจสอบมานานหลายทศวรรษ"
ด้วยปรัชญาและเบื้องหลังแบบนี้เอง ในระยะเก้าปีที่ผ่านมา นักข่าวของอัล-จาชีราจึงได้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่วงการข่าวในตะวันออกกลางอย่างไม่เคยได้เห็นกันมาก่อน ด้วยลีลาการทำข่าวที่ไม่เหมือนใคร นักข่าวของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้จึงถูกสั่งห้ามทำข่าวเป็นครั้งคราวในหลายประเทศของตะวันออกกลาง เช่น ในอิรัก อิหร่าน จอร์แดน บาห์เรน และคูเวต ส่วนในซาอุดีอาระเบีย อัล-จาชีรา ไม่เคยมีสำนักงานตั้งอยู่เลย ทั้งๆ ที่เป็นฐานใหญ่ของงบประมาณในการโฆษณา ในระยะเก้าปีที่ผ่านมา ว่ากันว่าทั้งๆ ที่มีคนดูมากที่สุดในตะวันออกกลาง ทว่าอัล-จาชีราก็ขาดทุนมาโดยตลอด
เรื่องเล่าที่เลื่องลือกันทั่วไปก็คือ นักข่าวของอัล-จาชีราถูกระเบิดและทรมานในอิรัก และอย่างน้อยๆ ก็สองกรณีที่นักข่าวของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ถูกฆ่าโดยกระสุนของทหารอเมริกัน นอกจากนี้ นักข่าวของอัล-จาชีรายังถูกกล่าวหาสารพัดสุดแต่ว่าจะไปถามใคร บางคนก็บอกว่าเป็นสายลับของพวกซีไอเอบ้าง ของอิสราเอลบ้าง ของอุซามะห์ บิน ลาดินบ้าง หรือไม่ก็ของซัดดัม ฮุสเซนก็มี
แน่นอน นับตั้งแต่เหตุการณ์ 9/11 กิตติศัพท์ของอัล-จาชีราเลื่องลือไปทั่วโลกจากการที่สถานีโทรทัศน์แห่งนี้ได้ถ่ายทอด "ข่าวเดี่ยว" จากกลุ่มอัลกออิดะห์ เทปบันทึกภาพและเสียงของชาวต่างประเทศผู้ถูกกักกันโดยฝ่ายที่ต่อต้านการรุกของฝ่ายอเมริกันด้วยความหวาดกลัว ภาพและเสียงมากมายว่าด้วยความรุนแรงในอิรักและปาเลสไตน์ จนคนในรัฐบาลของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู.บุช พากันสรุปว่า อัล-จาชีราเป็นกระบอกเสียงขององค์การก่อการร้าย ด้วยการเผยแพร่ความเกลียดชัง ไม่มีข้อสงสัยใดๆ เลยว่าอัล-จาชีรามีบทบาทเป็นอย่างสูงต่อความรู้สึกของชาวอาหรับและมุสลิมต่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล
ทว่าผู้สังเกตการณ์ที่เป็นกลางให้ความเห็นว่า อัล-จาชีราได้ทำให้ฝ่ายปาเลสไตน์ได้มีโอกาสรับรู้ทัศนะของฝ่ายอิสราเอลมากขึ้น ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น มุมมองของฝ่ายอิสราเอลจะไม่ได้รับการนำเสนอ
บาลลูตบอกว่าจริงๆ แล้ว อัล-จาชีราไม่ได้มี "วาระซ่อนเร้นพิเศษ" ใดๆ ในการทำข่าว ทว่าสถานการณ์ที่แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายอย่างชัดเจนในตะวันออกกลางต่างหากเล่า ที่ทำให้มีคนคิดกันไปว่าอัล-จาชีรากำลังเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอยู่ "มันไม่ได้ขึ้นกับเราดอก ที่จะตัดสินว่า ใครเป็นพระเอก หรือใครเป็นผู้ร้าย"
หลังจากการปฏิบัติการอันเข้มข้นเป็นภาษาอาหรับในตะวันออกกลางมาเก้าปี ในที่สุด อัล-จาชีราก็ประกาศว่าจะเปิดสถานีโทรทัศน์ภาษาอังกฤษไปทั่วโลกภายในปีหน้า นอกจากสำนักงานใหญ่ที่โดฮาแล้ว อัล-จาชีรายังจะเปิดสำนักงานที่กรุงลอนดอน กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และกรุงกัวลาลัมเปอร์อีกด้วย
นิเกล พาร์สัน ชาวอังกฤษที่เข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดคนใหม่ของอัล-จาชีรา บอกว่า สถานีโทรทัศน์แห่งใหม่นี้จะนำเสนอ "มุมมองใหม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ในโลก" ทั้งนี้ โดยใช้หลักการเดียวกันกับรายการในภาษาอาหรับ นั่นก็คือ "พหุทัศน์" พาร์สันยืนยันว่า "หากเราจะต้องทำตัวเป็นเจ้าตัวแสบแห่งวงการโทรทัศน์ เราก็จะทำ เราจะดำเนินการตามแนวทางของสถานีภาษาอาหรับ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ค่อนข้างสูงที่เราจะต้องรักษาเอาไว้ให้ได้"
ในระดับโลก เป้าหมายของอัล-จาชีราก็คือ การพลิกผันกระแสข่าวสารที่ถ่ายเทจากตะวันตกสู่ตะวันออก และจากฝ่ายเหนือสู่ฝ่ายใต้ โดยนำเอาเรื่องราวเกี่ยวกับสถานการณ์ร่วมสมัยของโลกมาผสมผสานกับข่าวและบทวิเคราะห์ข่าว ทั้งนี้ โดยก้าวข้ามการนำเสนอเรื่องราวว่าด้วย "การเมืองท้องถิ่น" อันเป็นสิ่งที่สถานีโทรทัศน์ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปยังทำกันอยู่
พูดอย่างสั้นๆ ก็คือ อัล-จาชีราในภาคภาษาอังกฤษต้องการสร้าง "ความสมดุล" ด้านข่าวเกี่ยวกับอาหรับและมุสลิมมากขึ้น เพื่อถ่วงดุลเครือข่ายของโลกตะวันตกอย่าง CNN และ BBC
นอกจากนี้ อัล-จาชีราจะให้ความสำคัญกับ "การมีส่วนร่วมของคนดู" ซึ่งได้ช่วยให้รายการสนทนาและเว็บไซต์ภาษาอาหรับของอัล-จาชีราประสบกับความสำเร็จอย่างสูง
เกี่ยวกับการตลาดของอัล-จาชีราภาคภาษาอังกฤษ ผู้สังเกตการณ์มีความคิดเห็นแตกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าความขัดแย้งที่อัล-จาชีราภาคภาษาอาหรับได้สะสมเอาไว้ในประวัติศาสตร์ของตนมากมาย จะทำให้เกิดปัญหาในระหว่างที่เจรจาเรื่องงบประมาณโฆษณาและการจัดจำหน่าย ทว่าอีกฝ่ายหนึ่งกลับเห็นว่าอัล-จาชีรามีโอกาสดีเนื่องจากเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วในตลาดของโลกตะวันตก หากเป็นสถานีโทรทัศน์อื่นๆ จากตะวันออกกลาง ก็จะต้องใช้เวลานานทีเดียว
สำนักงานของที่ปรึกษาทางธุรกิจมืออาชีพแห่งหนึ่ง ได้เคยศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการแปรรูปการถือกรรมสิทธิ์ในอัล-จาชีราให้เป็นของทุนเอกชน ทั้งนี้เพราะมีนักลงทุนจำนวนมากในภูมิภาคนี้สนใจที่จะเข้ามาบริหารให้อัล-จาชีราควบคุมการผลิตและเผยแพร่ข่าวให้อยู่ในร่องในรอยมากขึ้น ทว่าผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของอัล-จาชีรายืนยันว่า กาตาร์ไม่มีความสนใจที่จะขายสถานีโทรทัศน์ของตนให้แก่ใครก็ตามที่ต้องการที่จะทำอะไรกระทบอิสรภาพของอัล-จาชีราเป็นอันขาด อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารระดับสูงของอัล-จาชีราก็กำลังหวังอย่างเงียบๆ ว่าการเปิดตัวสถานีโทรทัศน์ภาคภาษอังกฤษที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วโลกจะทำให้สถานภาพทางการเงินดีขึ้น
เนื่องจากอัล-จาชีราในภาคภาษาอาหรับได้สร้างความโกรธแค้นให้โลกตะวันตกไม่ใช่น้อยๆ อัล-จาชีราในภาคภาษาอังกฤษจึงจะมีระบบการบริหารแยกออกมาต่างหาก
ทั้งๆ ที่ Al-Jazeera International ยังไม่ปรากฏโฉมจนกระทั่งปีหน้า ทว่านักสังเกตการณ์ที่คุ้นเคยกับอัล-จาชีราเป็นอย่างดี ต่างออกมาทำนายกันแล้วว่า สถานีโทรทัศน์ระดับโลกแห่งใหม่นี้จะต้องปรับแต่งมุมมองในการทำข่าวของตนเสียใหม่เพื่อเอาใจโลกตะวันตกมากขึ้น ซึ่งหากว่าผู้บริหารค้นพบ "จุดสมดุล" โอกาสแห่งความสำเร็จทางการตลาดก็จะอยู่ใกล้แค่เอื้อม
ในฉับพลัน โลกทั้งโลกก็ได้บังเกิดความตระหนักขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งว่าการที่มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกามี CNN ที่สามารถผูกขาดการถ่ายทอดเหตุการณ์สดๆ ตลอด 24 ชั่วโมงไปทั่วโลกเกี่ยวกับสงครามระหว่างประเทศที่ตนเองอาศัยความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีทางการทหารที่อนุญาตให้สหรัฐอเมริกาเป็นผู้ปฏิบัติการแต่ฝ่ายเดียว (อันถือได้ว่าเป็นสงครามที่ประหลาดที่สุดอีกครั้งหนึ่งที่มนุษยชาติได้เคยพานพบ) นั้นเป็นอะไรที่น่าตกใจเป็นอย่างมาก
ประเด็นก็คือการผูกขาดการผลิตและนำเสนอข่าวและความคิดเห็นเกี่ยวกับสงครามอ่าวเปอร์เซียโดย CNN มีความหมายไม่น้อยไปกว่าสหรัฐอเมริกาจะต้องเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะในสงครามทางจิตวิทยา ในแบบฉบับที่ฝ่ายอิรักไม่มีทางต่อสู้ได้เลย ลงท้าย สงครามที่เดิมทีผู้คนล้วนสงสัยในความชอบธรรม ก็ถูกแปรสภาพให้เป็นสงครามที่สหรัฐอเมริกากลายเป็นวีรบุรุษผู้ดูแลความปลอดภัยให้แก่มนุษยชาติอีกครั้งหนึ่ง แน่นอน เมื่อได้รับชัยชนะในสงครามทางจิตวิทยาแล้ว สงครามทางกายภาพนั้นก็ไม่ต้องพูดถึง
ด้วยประการฉะนี้ หลังจากสงครามอ่าวเปอร์เซียสิ้นสุดลง ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอดีตมหาอำนาจในยุโรปตะวันตก ต่างก็พากันหันมาลงทุนสร้างระบบการผลิตและนำเสนอข่าวโทรทัศน์ที่มีเครือข่ายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทันที ทั้งนี้ รวมทั้ง BBC ของอังกฤษ ซึ่งลงทุนปฏิรูประบบโทรทัศน์ของตนขนานใหญ่ โดยมีเป้าหมายที่จะมีเครือข่ายครอบคลุมโลกทั้งโลกเอาไว้ได้ด้วยระบบการถ่ายทอดสดตลอด 24 ชั่วโมงเช่นเดียวกับ CNN
ในช่วงกลางๆ ทศวรรษที่ 1990 เมื่อ BBC อยู่ในระหว่างการปฏิรูปตนเองครั้งใหญ่นั้นเอง ในบรรดาพนักงานจำนวนมากของ BBC ที่ได้รับผลกระทบถึงขนาดให้ออกจากงานก็คือนักข่าวอาหรับจำนวนหนึ่ง ทว่าในไม่ช้าไม่นานนัก นักข่าวอาหรับเหล่านี้ก็ได้ยกโขยงมาพบกัน ณ ที่ทำงานใหม่ อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชื่อเสียงของพวกเขาระบือไปทั่วโลกในเวลาไม่นานนักต่อมา
นั่นก็คือ สถานีโทรทัศน์อัล-จาชีรา ซึ่งถือกำเนิดขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1966 โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงโดฮา ทั้งนี้ ด้วยการอุปถัมภ์ทางการเงินจากเจ้าชายซิกฮ์ ฮาเหม็ด บิน คาลิฟา อัล-ธานีแห่งกาตาร์ อันเป็นเหตุผลที่ทำให้สถานีโทรทัศน์แห่งนี้สามารถประกาศนโยบายเป็นอิสระได้ ทั้งๆ ที่ตั้งแต่แรกเลยทีเดียว อัล-จาชีราแทบจะถูกบอยคอตจากงบประมาณการโฆษณาในตะวันออกกลางอย่างสิ้นเชิง ในปัจจุบัน อัล-จาชีรามีงบประมาณในการดำเนินงานอยู่ประมาณ 35 ล้านเหรียญอเมริกัน
ในฐานะที่เป็นสถานีโทรทัศน์แห่งแรกของตะวันออกกลางที่ถ่ายทอดข่าวสดๆ ผ่านดาวเทียมที่ครอบคลุมอาณาบริเวณนั้นของโลก ในช่วงเก้าปีที่ผ่านมา อัล-จาชีราได้ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประเพณีอันออกจะจืดชืดและเชื่องๆ ของระบบโทรทัศน์ที่นั่น ทั้งในแง่ความทันสมัยของเทคโนโลยีและปรัชญาในการทำงาน
"ตั้งแต่ต้นเลยทีเดียว ก็มีการตั้งเป็นกฎที่ไม่จำเป็นต้องเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรเลยแล้วว่า นโยบายการบรรณาธิการของของอัล-จาชีราจะไม่ตกอยู่ใต้คำบงการของอิทธิพลต่างๆ ไม่ว่าชนิดใดๆ" จิฮาด บาลลูต ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของอัล-จาชีราเล่า "พวกเรามีจุดยืนที่ชัดเจน นั่นก็คือ พหุทัศน์ พิจารณาทัศนะจากด้านนี้ แล้วก็ดูทัศนะจากด้านโน้น"
ในขณะที่ประสบการณ์ของนักข่าวอาหรับที่ยกทัพมาจาก BBC นั้นมีความสำคัญต่ออัล-จาชีรามากอย่างแน่นอน บาลลูตอธิบายว่า "คุณจะต้องมองว่าอัล-จาชีรานี่เป็นนักข่าวอาหรับกลุ่มหนึ่ง ที่ล้วนมีความหงุดหงิดกับการถูก (เจ้าหน้าที่ของรัฐ) ตรวจสอบมานานหลายทศวรรษ"
ด้วยปรัชญาและเบื้องหลังแบบนี้เอง ในระยะเก้าปีที่ผ่านมา นักข่าวของอัล-จาชีราจึงได้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่วงการข่าวในตะวันออกกลางอย่างไม่เคยได้เห็นกันมาก่อน ด้วยลีลาการทำข่าวที่ไม่เหมือนใคร นักข่าวของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้จึงถูกสั่งห้ามทำข่าวเป็นครั้งคราวในหลายประเทศของตะวันออกกลาง เช่น ในอิรัก อิหร่าน จอร์แดน บาห์เรน และคูเวต ส่วนในซาอุดีอาระเบีย อัล-จาชีรา ไม่เคยมีสำนักงานตั้งอยู่เลย ทั้งๆ ที่เป็นฐานใหญ่ของงบประมาณในการโฆษณา ในระยะเก้าปีที่ผ่านมา ว่ากันว่าทั้งๆ ที่มีคนดูมากที่สุดในตะวันออกกลาง ทว่าอัล-จาชีราก็ขาดทุนมาโดยตลอด
เรื่องเล่าที่เลื่องลือกันทั่วไปก็คือ นักข่าวของอัล-จาชีราถูกระเบิดและทรมานในอิรัก และอย่างน้อยๆ ก็สองกรณีที่นักข่าวของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ถูกฆ่าโดยกระสุนของทหารอเมริกัน นอกจากนี้ นักข่าวของอัล-จาชีรายังถูกกล่าวหาสารพัดสุดแต่ว่าจะไปถามใคร บางคนก็บอกว่าเป็นสายลับของพวกซีไอเอบ้าง ของอิสราเอลบ้าง ของอุซามะห์ บิน ลาดินบ้าง หรือไม่ก็ของซัดดัม ฮุสเซนก็มี
แน่นอน นับตั้งแต่เหตุการณ์ 9/11 กิตติศัพท์ของอัล-จาชีราเลื่องลือไปทั่วโลกจากการที่สถานีโทรทัศน์แห่งนี้ได้ถ่ายทอด "ข่าวเดี่ยว" จากกลุ่มอัลกออิดะห์ เทปบันทึกภาพและเสียงของชาวต่างประเทศผู้ถูกกักกันโดยฝ่ายที่ต่อต้านการรุกของฝ่ายอเมริกันด้วยความหวาดกลัว ภาพและเสียงมากมายว่าด้วยความรุนแรงในอิรักและปาเลสไตน์ จนคนในรัฐบาลของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู.บุช พากันสรุปว่า อัล-จาชีราเป็นกระบอกเสียงขององค์การก่อการร้าย ด้วยการเผยแพร่ความเกลียดชัง ไม่มีข้อสงสัยใดๆ เลยว่าอัล-จาชีรามีบทบาทเป็นอย่างสูงต่อความรู้สึกของชาวอาหรับและมุสลิมต่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล
ทว่าผู้สังเกตการณ์ที่เป็นกลางให้ความเห็นว่า อัล-จาชีราได้ทำให้ฝ่ายปาเลสไตน์ได้มีโอกาสรับรู้ทัศนะของฝ่ายอิสราเอลมากขึ้น ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น มุมมองของฝ่ายอิสราเอลจะไม่ได้รับการนำเสนอ
บาลลูตบอกว่าจริงๆ แล้ว อัล-จาชีราไม่ได้มี "วาระซ่อนเร้นพิเศษ" ใดๆ ในการทำข่าว ทว่าสถานการณ์ที่แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายอย่างชัดเจนในตะวันออกกลางต่างหากเล่า ที่ทำให้มีคนคิดกันไปว่าอัล-จาชีรากำลังเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอยู่ "มันไม่ได้ขึ้นกับเราดอก ที่จะตัดสินว่า ใครเป็นพระเอก หรือใครเป็นผู้ร้าย"
หลังจากการปฏิบัติการอันเข้มข้นเป็นภาษาอาหรับในตะวันออกกลางมาเก้าปี ในที่สุด อัล-จาชีราก็ประกาศว่าจะเปิดสถานีโทรทัศน์ภาษาอังกฤษไปทั่วโลกภายในปีหน้า นอกจากสำนักงานใหญ่ที่โดฮาแล้ว อัล-จาชีรายังจะเปิดสำนักงานที่กรุงลอนดอน กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และกรุงกัวลาลัมเปอร์อีกด้วย
นิเกล พาร์สัน ชาวอังกฤษที่เข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดคนใหม่ของอัล-จาชีรา บอกว่า สถานีโทรทัศน์แห่งใหม่นี้จะนำเสนอ "มุมมองใหม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ในโลก" ทั้งนี้ โดยใช้หลักการเดียวกันกับรายการในภาษาอาหรับ นั่นก็คือ "พหุทัศน์" พาร์สันยืนยันว่า "หากเราจะต้องทำตัวเป็นเจ้าตัวแสบแห่งวงการโทรทัศน์ เราก็จะทำ เราจะดำเนินการตามแนวทางของสถานีภาษาอาหรับ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ค่อนข้างสูงที่เราจะต้องรักษาเอาไว้ให้ได้"
ในระดับโลก เป้าหมายของอัล-จาชีราก็คือ การพลิกผันกระแสข่าวสารที่ถ่ายเทจากตะวันตกสู่ตะวันออก และจากฝ่ายเหนือสู่ฝ่ายใต้ โดยนำเอาเรื่องราวเกี่ยวกับสถานการณ์ร่วมสมัยของโลกมาผสมผสานกับข่าวและบทวิเคราะห์ข่าว ทั้งนี้ โดยก้าวข้ามการนำเสนอเรื่องราวว่าด้วย "การเมืองท้องถิ่น" อันเป็นสิ่งที่สถานีโทรทัศน์ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปยังทำกันอยู่
พูดอย่างสั้นๆ ก็คือ อัล-จาชีราในภาคภาษาอังกฤษต้องการสร้าง "ความสมดุล" ด้านข่าวเกี่ยวกับอาหรับและมุสลิมมากขึ้น เพื่อถ่วงดุลเครือข่ายของโลกตะวันตกอย่าง CNN และ BBC
นอกจากนี้ อัล-จาชีราจะให้ความสำคัญกับ "การมีส่วนร่วมของคนดู" ซึ่งได้ช่วยให้รายการสนทนาและเว็บไซต์ภาษาอาหรับของอัล-จาชีราประสบกับความสำเร็จอย่างสูง
เกี่ยวกับการตลาดของอัล-จาชีราภาคภาษาอังกฤษ ผู้สังเกตการณ์มีความคิดเห็นแตกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าความขัดแย้งที่อัล-จาชีราภาคภาษาอาหรับได้สะสมเอาไว้ในประวัติศาสตร์ของตนมากมาย จะทำให้เกิดปัญหาในระหว่างที่เจรจาเรื่องงบประมาณโฆษณาและการจัดจำหน่าย ทว่าอีกฝ่ายหนึ่งกลับเห็นว่าอัล-จาชีรามีโอกาสดีเนื่องจากเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วในตลาดของโลกตะวันตก หากเป็นสถานีโทรทัศน์อื่นๆ จากตะวันออกกลาง ก็จะต้องใช้เวลานานทีเดียว
สำนักงานของที่ปรึกษาทางธุรกิจมืออาชีพแห่งหนึ่ง ได้เคยศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการแปรรูปการถือกรรมสิทธิ์ในอัล-จาชีราให้เป็นของทุนเอกชน ทั้งนี้เพราะมีนักลงทุนจำนวนมากในภูมิภาคนี้สนใจที่จะเข้ามาบริหารให้อัล-จาชีราควบคุมการผลิตและเผยแพร่ข่าวให้อยู่ในร่องในรอยมากขึ้น ทว่าผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของอัล-จาชีรายืนยันว่า กาตาร์ไม่มีความสนใจที่จะขายสถานีโทรทัศน์ของตนให้แก่ใครก็ตามที่ต้องการที่จะทำอะไรกระทบอิสรภาพของอัล-จาชีราเป็นอันขาด อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารระดับสูงของอัล-จาชีราก็กำลังหวังอย่างเงียบๆ ว่าการเปิดตัวสถานีโทรทัศน์ภาคภาษอังกฤษที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วโลกจะทำให้สถานภาพทางการเงินดีขึ้น
เนื่องจากอัล-จาชีราในภาคภาษาอาหรับได้สร้างความโกรธแค้นให้โลกตะวันตกไม่ใช่น้อยๆ อัล-จาชีราในภาคภาษาอังกฤษจึงจะมีระบบการบริหารแยกออกมาต่างหาก
ทั้งๆ ที่ Al-Jazeera International ยังไม่ปรากฏโฉมจนกระทั่งปีหน้า ทว่านักสังเกตการณ์ที่คุ้นเคยกับอัล-จาชีราเป็นอย่างดี ต่างออกมาทำนายกันแล้วว่า สถานีโทรทัศน์ระดับโลกแห่งใหม่นี้จะต้องปรับแต่งมุมมองในการทำข่าวของตนเสียใหม่เพื่อเอาใจโลกตะวันตกมากขึ้น ซึ่งหากว่าผู้บริหารค้นพบ "จุดสมดุล" โอกาสแห่งความสำเร็จทางการตลาดก็จะอยู่ใกล้แค่เอื้อม


