xs
xsm
sm
md
lg

ส.ส.ปลอมวุฒิการศึกษา

เผยแพร่:   โดย: คำนูณ สิทธิสมาน

สัปดาห์ที่แล้วคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์เปิดประเด็นว่ามีส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้หลายคนโกงวุฒิการศึกษา ทำให้นายกฯทักษิณ ชินวัตรตามประเด็นว่าจะตรวจสอบกันทั้งสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็มีการตอบโต้กันไปมาระหว่างคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์กับส.ส.พรรคไทยรักไทยหลายต่อหลายคน

จนกระทั่งมีการขู่ว่าจะฟ้องร้องซึ่งกันและกัน

ก็ – สนุกดีครับถ้าไม่คิดอะไรมาก !

แต่ถ้าคิดมาก ก็ออกจะสลดใจแกมสังเวชใจที่ส.ส.บ้านเรามาทะเลาะอะไรกันอยู่ไม่รู้ในเรื่องที่ไม่ใช่สารัตถะของบ้านเมือง

ประเด็นการศึกษาขั้นต่ำของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นเรื่องที่น่าจะคุยกันให้ถึงรากฐาน

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 คงจะแก้ไขไม่ได้ง่าย ๆ ในเร็ว ๆ วันนี้ไม่ว่าจะประเด็นอะไร หากมีใครเสนอออกมาก็จะต้องถูกคัดค้านจากองค์กรภาคเอกชนต่าง ๆ จนตกไปในที่สุด

เพราะตั้งสมมติฐานกันไว้ตายตัวแล้วว่านี่คือรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนฉบับปฏิรูปการเมือง

ไม่มีใครอยากตกเป็นฝ่ายตรงข้ามประชาชนหรือฝ่ายต่อต้านการปฏิรูปการเมืองหรอก

โดยเฉพาะประเด็นที่รัฐธรรมนูญบังคับให้ผู้สมัครรับการเลือกตั้งเป็นส.ส.ครั้งต่อไปต้องสำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาตรีเป็นอย่างต่ำ ตามเนื้อหาในมาตรา 107 (3) นั้น ใครเสนอแก้ไขเป็นได้โดนข้อหาทำลายระบอบประชาธิปไตยได้ง่าย ๆ เพราะสังคมนี้เชื่อกันเสียแล้วว่าถ้ากำหนดคุณสมบัติไว้อย่างนี้จะทำให้ส.ส.มีคุณภาพขึ้น มีความรู้มากขึ้น ทำให้การเมืองพัฒนาขึ้น

โดยส่วนตัวแล้วผมเห็นว่านี่เป็นความเชื่อที่ผิดเป็นอย่างยิ่ง

คนสำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาตรีไม่ได้แปลว่าจะมีคุณภาพและมีความรู้ความสามารถมากกว่าคนสำเร็จการศึกษาขั้นต่ำกว่า

นี่เป็นการให้ค่าการศึกษาในระบบสูงเกินไป และดูเบาการศึกษานอกระบบต่ำเกินไป !

ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไปนำสมมติฐานข้อนี้มาจากไหน ว่าคุณภาพของส.ส.ขึ้นอยู่กับปริญญาตรี ถ้านำสมมติฐานมาจากการทำงานของส.ส.ชุดปัจจุบันที่อาจจะถูกมองว่าไม่มีคุณภาพ ก็ยิ่งเป็นเรื่องแปลกประหลาดเข้าไปใหญ่ เพราะรัฐธรรมนูญยกเว้นคุณสมบัติข้อนี้ให้กับส.ส.ชุดสุดท้ายที่มาจากรัฐธรรมนูญ 2534 คือส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งปี 2539

คือในการเลือกตั้งครั้งแรกของรัฐธรรมนูญ 2540 บุคคลธรรมดา ๆ ทั่ว ๆ ไปจะลงสมัครส.ส.ได้ต้องจบปริญญาตรี

แต่ถ้าเป็นอดีตส.ส.จากการเลือกตั้งปี 2539 ได้รับการยกเว้นว่าไม่ต้องจบปริญญาตรีก็ได้

นี่ใยมิใช่เรื่องสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ “กัดลิ้นตัวเอง” อย่างจังเล่า ?

นอกจากนั้น ประเด็นที่สำคัญยิ่งไปกว่าก็คือในขณะที่รัฐธรรมนูญ 2540 มุ่งขยายสิทธิมนุษยชนในหลาย ๆ ด้านอย่างชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แม้กระทั่ง “สิทธิของผู้บริโภค” ก็มีบัญญัติไว้ ถึงขนาดที่อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญบางคนกล่าวว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ให้สิทธิเสรีภาพมากที่สุดในโลก ให้สิทธิเสรีภาพมากกว่ารัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาและรัฐธรรมนูญประเทศภาคพื้นยุโรปเสียอีก รัฐธรรมนูญกลับตัด “สิทธิทางการเมืองพื้นฐาน” ที่สำคัญที่สุดไป

สิทธิเลือกตั้ง !

การกำหนดให้ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งอยู่ใน “วงแคบ” ห่างจาก “ระบอบประชาธิปไตยยุคใหม่” มากเอาการอยู่ !!

การเลือกตั้งเป็นนวัตกรรมที่ถือกำเนิดในสังคมมนุษย์มานานมากแล้ว กำเนิดก่อนการเมืองระบอบประชาธิปไตยหลายร้อยปี การเลือกตั้งจึงไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยโดยอัตโนมัติ ต้องดูรายละเอียดของการเลือกตั้งนั้น ๆ ด้วย ในระบบเผด็จการทุกรูปแบบล้วนมีการเลือกตั้ง หลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยยุคใหม่ที่แท้จริงเกี่ยวกับการเลือกตั้งมีอยู่สั้น ๆ ง่าย ๆ

ขยายฐานผู้มีส่วนร่วมทางการเมืองให้กว้างที่สุด !

รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอะไรแปลก ๆ ที่ขัดกันอยู่ในตัวเอง

ด้านหนึ่ง ขยายฐานผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งไปอย่างกว้างขวางโดยกำหนดให้เป็น “หน้าที่” (ไม่ใช่เพียงแค่ “สิทธิ” เหมือนเดิม) และขยายหน้าที่ที่ว่านี้ออกไปถึงคนไทยในต่างประเทศที่เป็นปัญหายุ่งยากแก่คณะกรรมการการเลือกตั้ง

แต่อีกด้านหนึ่ง กลับตัดสิทธิผู้ที่ไม่จบปริญญาตรีออกจากการสมัครส.ส.

มองจากมุมนี้ จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญ 2540 ไม่ได้มุ่งสร้างระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์ หรือประชาธิปไตยอย่างมีส่วนร่วม

แต่สร้างระบอบ “บัณฑิตยาธิปไตย” ขึ้นมา !

การกำหนดเช่นนี้ไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาพรรคการเมืองให้เข้าสู่ระบบพรรคมวลชน หรือ mass party เพราะชาวบ้านที่ไม่จบปริญญาตรีจะไม่มีโอกาสพัฒนาตัวเองในระบบพรรคการเมือง

และเมื่อรวมกับบทบัญญัติที่ให้มีการเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อ หรือ party list เข้ามาผสมผสานกับระบบเขตเดียวคนเดียว (ซึ่งที่จริงจะต้องแปลว่า single-seated constituency ไม่ใช่ one man – one vote) โดยตั้งสมมติฐานไว้ให้ส.ส.ที่มาจาก party list ซึ่งจะต้องอุดมไปด้วยความรู้ความสามารถมากมายก่ายกองมากกว่าระดับปริญญาตรีเข้าไปบริหารประเทศ ก็ดูเหมือนว่ารัฐธรรมนูญ 2540 นี้ไม่ให้ความสำคัญกับชาวบ้านธรรมดาสามัญเลย

พูดง่าย ๆ เป็นสมการได้ดังนี้

มาตรการบังคับผู้สมัครส.ส.จบปริญญาตรี + ปาร์ตี้ลิสต์ = ระบบที่เปิดโอกาสให้อภิสิทธิชนเป็นใหญ่

ถ้าไปรวมกับมาตรการนับคะแนนรวม ณ สถานที่ไกลจากคูหาเลือกตั้งแต่ละหน่วยเข้าไปอีก ก็พิจารณาได้เช่นกันว่ารัฐธรรมนูญ 2540 ขัดหลักการพื้นฐานของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยอีกข้อหนึ่ง นั่นคือการเลือกตั้งนั้นต้องถือว่าเป็นกิจกรรมของประชาชน

ประชาชนเลือกผู้แทนแล้วเมื่อปรากฏผลก็เป็นได้ทันที ไม่ต้องรอให้ใครมาแต่งตั้ง การนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งทำให้ประชาชนใกล้ชิดการเลือกตั้ง ต่างกับการยกหีบไปนับรวมที่อำเภอหรือจังหวัดทำให้ประชาชนห่างไกลตามไปดูไม่ได้ จริงอยู่อาจจะแก้ไขปัญหาอิทธิพลได้ก็จริง แต่ก็มีผลข้างเคียงตามมาอีกมากมายหลายประการ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งขัดหลักการพื้นฐาน

ประชาชนตามรัฐธรรมนูญ 2540 ห่างไกลจากการเมืองเรื่องการเลือกตั้งมาก สมัครเป็นส.ส.ก็ไม่ได้ถ้าไม่จบปริญญาตรี และไม่สังกัดพรรคการเมือง ตามไปดูผลการเลือกตั้งก็ลำบากเพราะไม่ได้นับที่หน่วยเลือกตั้งเหมือนเดิม แต่กลับถูกบังคับให้มี “หน้าที่” ไปเลือกตั้ง ไม่ไปก็จะถูกลงโทษให้ “เสียสิทธิ” หนักขึ้นไปอีก

สรุปแล้วปัญหาทุกอย่างจะใช้กฎหมายแก้ไขทั้งหมดไม่ได้หากต้องใช้กระบวนการทางสังคม

แต่วันนี้เมื่อเชื่อกันเสียแล้วโดยไม่มีข้อแม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน เป็นรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูปการเมือง…

ใครเสนอแก้ไขก็คงไม่พ้นถูกวิพากษ์วิจารณ์เละเทะเช่นเคย

นี่ – ก็แค่บ่นสู่กันฟังเท่านั้น !!