ความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่นและจีนที่ปรากฏขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้นั้น ได้ก่อให้เกิดความวิตกวิจารณ์ต่อประเทศต่างๆ ในภูมิภาค เพราะทั้งญี่ปุ่นและจีนนั้นต่างเป็นประเทศที่มีความสำคัญ ถ้ามีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อกันย่อมจะส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในภูมิภาค หรือต่อเศรษฐกิจโลกได้
มองอย่างผิวเผินความขัดแย้งที่เกิดขึ้น มีสาเหตุมาจากการที่ญี่ปุ่นพยายามจะแก้ไขบทเรียนประวัติศาสตร์และบทบาทของญี่ปุ่นที่เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สองในชั้นเรียนของโรงเรียนญี่ปุ่น ซึ่งในบทเรียนที่เขียนขึ้นใหม่นั้นพยายามวาดภาพให้เห็นว่าความทารุณโหดร้ายที่เกิดขึ้นด้วยการกระทำของกองทัพขององค์จักรพรรดิ์ญี่ปุ่นในภูมิภาคเอเชียไม่มีลักษณะร้ายแรงตามที่ได้มีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ซึ่งทำให้จีนและเกาหลีใต้ และประเทศที่ได้รับผลกระทบจากทหารญี่ปุ่นต่างรู้สึกว่ากำลังถูกดูถูกโดยรัฐบาลญี่ปุ่นปัจจุบัน ที่เห็นได้ก็คือ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นทั้งในอดีตและปัจจุบันได้เดินทางไปเคารพอัฐิหรือหลุมฝังศพของนายทหารญี่ปุ่นที่เสียชีวิตในสงครามที่วัดชินโตคือวัดยาสุกุนิ
สิ่งที่ทางฝ่ายจีนรับไม่ได้ก็คือเหตุการณ์ที่นครนานกิง ซึ่งกองทัพญี่ปุ่นได้มีการกระทำการทารุณโหดร้ายต่อประชาชนชาวนานกิงอย่างหฤโหด โดยคาดกันว่ามีผู้เสียชีวิตจากการกระทำดังกล่าวอย่างทารุณโหดร้ายนั้นมีประมาณสามแสนคน กรณีดังกล่าวทราบกันเป็นภาษาอังกฤษว่า The Rape of Nanking หรือการข่มขืนกระทำชำเราแห่งนานกิง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือ เมื่อกองทัพญี่ปุ่นพยายามจะยึดเมืองนานกิง ได้มีการต่อต้านอย่างเข้มข้น จนเสมือนเป็นการท้าทายอำนาจของกองทัพจักรพรรดิ์ญี่ปุ่น กองทัพญี่ปุ่นจึงได้โหมหนักในการโจมตีจนนานกิงแตก จากนั้นก็ยาตราทัพเข้าสู่เมืองนานกิง การกระทำการสังหารประชาชนอย่างทารุณโหดร้ายเริ่มต้นด้วยการที่มีนายทหารจับเด็กทารกโยนขึ้นบนท้องฟ้าแล้วเสียบด้วยดาบปลายปืน
จากนั้นก็มีการสังหารหมู่ชาวเมืองโดยไม่เลือกว่าเป็นชายหญิง เด็ก เด็กทารก หรือคนชรา และมีการข่มขืนผู้หญิงทั้งเมืองอย่างเป็นระบบ โดยหลังจากข่มขืนก็สังหารเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย หรือในกรณีที่เหยื่อไม่ตายก็จะแขวนคอตายเพื่อหนีความอับอาย มีการแข่งขันกันระหว่างทหารญี่ปุ่นว่าใครฆ่าชาวเมืองได้มากกว่ากัน บางทีก็เล่นตลกกับศพโดยการให้สูบบุหรี่ทั้งๆ ที่เสียชีวิตแล้ว การสังหารกระทำอย่างทารุณโหดร้ายเช่นมีการฝังทั้งเป็น
และนี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นโดยมีหลักฐานที่เป็นภาพยนตร์สารคดี การบันทึก และความทรงจำที่เล่ากันต่อๆ มาโดยผู้รอดชีวิตจำนวนหนึ่ง ซึ่งในประวัติศาสตร์ส่วนนี้ ตำราที่เขียนขึ้นใหม่สำหรับให้เด็กญี่ปุ่นได้เรียนนั้นพยายามบิดเบือนแก้ไข บอกเพียงว่าที่นานกิงมีคนเสียชีวิตหลายคน ซึ่งทางฝ่ายจีนถือว่าเป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์อย่างน่าละอายยิ่ง
นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมีกรณีของการสร้างหน่วยทดลองทางวิทยาศาสตร์โดยใช้มนุษย์เป็นๆ เพื่อทดลองเกี่ยวกับปฏิกิริยาของร่างกาย หน่วยทดลองดังกล่าวอยู่ที่แมนจูเรียคือหน่วย 731 ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นไม่เคยปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง คนที่ถูกทดลองจะถูกปฏิบัติเหมือนหนูตะเภาโดยการฉีดเชื้อเข้าไปหลายชนิดเพื่อดูการพัฒนาของเชื้อโรคและปฏิกิริยาโต้ตอบของร่างกาย มีการให้คนนั่งอยู่กับความหนาวเหน็บ ปกคลุมด้วยหิมะเพื่อผลในการวิจัย มีการปล่อยสุนัขให้เข้าทำร้ายคน และถ่ายหนังความตระหนกตกใจเพื่อการศึกษา
นอกจากนั้นยังมีการกล่าวหาว่ามีการปล่อยเชื้อในลักษณะสงครามเชื้อโรคกับหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ทำให้คนป่วยทั้งหมู่บ้านและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก หน่วย 731 ซึ่งเป็นหน่วยการทดลองนี้ไม่มีการกล่าวถึงในศาลอาชญากรสงครามที่สหรัฐอเมริกาจัดตั้งขึ้นที่นครโตเกียว มีข่าวลือว่าอเมริกาต้องการแลกเปลี่ยนกับข้อมูลจากการทดลองจึงไม่ได้ยกประเด็นดังกล่าวมาเป็นประเด็นในศาล ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรยังไม่มีการพิสูจน์เป็นแต่เพียงการกล่าวอ้าง
สิ่งซึ่งยังเป็นปัญหาในปัจจุบันอีกเรื่องหนึ่งก็คือการเรียกร้องค่าเสียหายโดยกลุ่มผู้หญิงจีนและเกาหลีซึ่งถูกใช้ให้เป็นเสมือนเครื่องจักรระบายกามารมณ์ของทหารญี่ปุ่น สตรีเหล่านี้ที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า comport women หรือผู้หญิงที่ให้ความสำราญ และมีจำนวนมากที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ทำการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วศาลญี่ปุ่นตัดสินว่าการเรียกร้องค่าเสียหายของผู้หญิงจีนในแมนจูเรียที่ถูกใช้เป็นเครื่องจักรทางเพศขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ โดยศาลตัดสินวินิจฉัยว่ารัฐต่อรัฐเท่านั้นจึงจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ เอกชนหรือประชาชนจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการทำสงครามไม่ได้
จุดด่างดำในประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ทั้งสามเหตุการณ์นั้น เป็นสิ่งซึ่งทางญี่ปุ่นพยายามจะปกปิดและบิดเบือนประวัติศาสตร์ และนี่คือสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่ปฏิกิริยาต่อต้านที่รุนแรงทั้งในเกาหลีและจีน โดยมีการเดินขบวนต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นและชาวญี่ปุ่นทั้งในกรุงปักกิ่ง กวางโจว และเมืองอื่นๆ มีการปลุกระดมไม่ให้ซื้อสินค้าญี่ปุ่น มีการขว้างปาสถานทูตและสถานกงสุลญี่ปุ่น รวมทั้งร้านค้าของชาวญี่ปุ่น จนหมิ่นเหม่ต่อการนำไปสู่การลุกลามเป็นเรื่องใหญ่โตระหว่างสองมหาอำนาจ
แต่สิ่งที่น่าเบาใจก็คือในการประชุมครบรอบ 50 ปี ของการประชุมปี ค.ศ. 1955 ซึ่งเป็นการประชุมของชาติเอเชียและแอฟริกานั้น ทั้งผู้นำจีนและญี่ปุ่นได้พยายามเจรจาตกลงหาข้อขัดแย้ง โดยทางนายกรัฐมนตรีจีนกล่าวว่า ความสัมพันธ์ที่ไม่ดีระหว่างญี่ปุ่นและจีนจะก่อผลเสียต่อทั้งสองประเทศ และลามไปถึงผลเสียต่อภูมิภาคด้วย
คำถามก็คือ ทำไมญี่ปุ่นจึงพยายามบิดเบือนประวัติศาสตร์ ทั้งๆ ที่ทราบว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการข่มเหงน้ำใจลูกหลานของคนที่ถูกผลกระทบจากการทารุณโหดร้ายของการปฏิบัติการของกองทัพญี่ปุ่น คำตอบนั้นมีอยู่หลายมิติ ที่สำคัญคือ
ประการแรก ญี่ปุ่นกำลังมีความเป็นอนุรักษนิยมมากยิ่งขึ้น อาจจะเนื่องจากความไม่มั่นใจในแง่การควบคุมเศรษฐกิจ ซึ่งเดิมญี่ปุ่นเคยเป็นมหาอำนาจแต่กำลังถูกท้าทายจากประเทศอื่นในเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ จีนและอินเดีย การปลุกกระแสขวาขึ้นมานั้นก็คือการปลุกกระแสชาตินิยม และมองหาอดีตที่รุ่งเรือง ชาติใดก็ตามที่มองหาอดีตที่รุ่งเรืองย่อมสะท้อนถึงความไม่พอใจในปัจจุบัน และความไม่มั่นใจในอนาคต
ประการที่สอง จีนซึ่งเคยเป็นประเทศด้อยกว่าญี่ปุ่นในทางเศรษฐกิจกำลังไต่เต้าขึ้นมาเป็นประเทศคู่แข่งที่น่ากลัวจนนำไปสู่ความขัดแย้งในการแข่งขันในตลาดโลก รวมทั้งความขัดแย้งในเรื่องแหล่งพลังงาน เรือดำน้ำของจีนเข้าไปใกล้เกาะที่จีนและญี่ปุ่นอ้างเป็นเจ้าของจนเผชิญกับกองทัพเรือญี่ปุ่น และทางญี่ปุ่นก็ได้ให้บริษัทเอกชนเข้าไปสำรวจหาก๊าซธรรมชาติโดยไม่สนใจต่อความรู้สึกของจีน รัฐบาลญี่ปุ่นในปัจจุบันพยายามมีความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด ได้เริ่มใช้กรณีของไต้หวันเป็นข้อต่อรองทางการเมืองกับจีน ในขณะเดียวกันความสัมพันธ์ระหว่างจีนและอินเดียทั้งในแง่เศรษฐกิจและการเมืองก็เป็นที่จับตามองของทางญี่ปุ่น การแข่งขันระหว่างญี่ปุ่นและจีนในหมู่ประเทศอาเซียนก็เป็นประเด็นที่น่าจับตามอง ญี่ปุ่นพยายามขยายบทบาทของตนเองในสหประชาชาติด้วยการขอเป็นสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคง ซึ่งจีนก็อยู่ในฐานะที่จะใช้สิทธิยับยั้งได้เพราะเป็นหนึ่งในห้าประเทศที่เป็นประเทศสมาชิกถาวรของสหประชาชาติ
ทั้งหลายทั้งปวงดังกล่าวนี้คือสาเหตุที่นำไปสู่ความขัดแย้ง นั่นคือการแข่งขันในทางเศรษฐกิจและบทบาททางการเมืองในภูมิภาค การแก้ตำราเรียนเป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งที่สะท้อนถึงปัญหาภายในของประเทศญี่ปุ่น และนโยบายต่างประเทศที่ขาดความรอบคอบ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นทั้งสองประเทศก็ไม่สามารถที่จะคงความขัดแย้งอยู่ต่อไป เพราะจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี
อาจจะมีการวิเคราะห์ได้ด้วยว่า สหรัฐฯ เองซึ่งใกล้ชิดกับญี่ปุ่นแต่แข่งขันอยู่กับจีนนั้น ก็อาจจะได้ประโยชน์จากความขัดแย้งของประเทศทั้งสองตราบเท่าที่ไม่ขยายวงออกไปจนเกินเลย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้จึงเป็นเรื่องซึ่งต้องวิเคราะห์อย่างเจาะลึก เพราะสิ่งที่เห็นอาจจะไม่ใช่ภาพทั้งหมด
มองอย่างผิวเผินความขัดแย้งที่เกิดขึ้น มีสาเหตุมาจากการที่ญี่ปุ่นพยายามจะแก้ไขบทเรียนประวัติศาสตร์และบทบาทของญี่ปุ่นที่เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สองในชั้นเรียนของโรงเรียนญี่ปุ่น ซึ่งในบทเรียนที่เขียนขึ้นใหม่นั้นพยายามวาดภาพให้เห็นว่าความทารุณโหดร้ายที่เกิดขึ้นด้วยการกระทำของกองทัพขององค์จักรพรรดิ์ญี่ปุ่นในภูมิภาคเอเชียไม่มีลักษณะร้ายแรงตามที่ได้มีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ซึ่งทำให้จีนและเกาหลีใต้ และประเทศที่ได้รับผลกระทบจากทหารญี่ปุ่นต่างรู้สึกว่ากำลังถูกดูถูกโดยรัฐบาลญี่ปุ่นปัจจุบัน ที่เห็นได้ก็คือ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นทั้งในอดีตและปัจจุบันได้เดินทางไปเคารพอัฐิหรือหลุมฝังศพของนายทหารญี่ปุ่นที่เสียชีวิตในสงครามที่วัดชินโตคือวัดยาสุกุนิ
สิ่งที่ทางฝ่ายจีนรับไม่ได้ก็คือเหตุการณ์ที่นครนานกิง ซึ่งกองทัพญี่ปุ่นได้มีการกระทำการทารุณโหดร้ายต่อประชาชนชาวนานกิงอย่างหฤโหด โดยคาดกันว่ามีผู้เสียชีวิตจากการกระทำดังกล่าวอย่างทารุณโหดร้ายนั้นมีประมาณสามแสนคน กรณีดังกล่าวทราบกันเป็นภาษาอังกฤษว่า The Rape of Nanking หรือการข่มขืนกระทำชำเราแห่งนานกิง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือ เมื่อกองทัพญี่ปุ่นพยายามจะยึดเมืองนานกิง ได้มีการต่อต้านอย่างเข้มข้น จนเสมือนเป็นการท้าทายอำนาจของกองทัพจักรพรรดิ์ญี่ปุ่น กองทัพญี่ปุ่นจึงได้โหมหนักในการโจมตีจนนานกิงแตก จากนั้นก็ยาตราทัพเข้าสู่เมืองนานกิง การกระทำการสังหารประชาชนอย่างทารุณโหดร้ายเริ่มต้นด้วยการที่มีนายทหารจับเด็กทารกโยนขึ้นบนท้องฟ้าแล้วเสียบด้วยดาบปลายปืน
จากนั้นก็มีการสังหารหมู่ชาวเมืองโดยไม่เลือกว่าเป็นชายหญิง เด็ก เด็กทารก หรือคนชรา และมีการข่มขืนผู้หญิงทั้งเมืองอย่างเป็นระบบ โดยหลังจากข่มขืนก็สังหารเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย หรือในกรณีที่เหยื่อไม่ตายก็จะแขวนคอตายเพื่อหนีความอับอาย มีการแข่งขันกันระหว่างทหารญี่ปุ่นว่าใครฆ่าชาวเมืองได้มากกว่ากัน บางทีก็เล่นตลกกับศพโดยการให้สูบบุหรี่ทั้งๆ ที่เสียชีวิตแล้ว การสังหารกระทำอย่างทารุณโหดร้ายเช่นมีการฝังทั้งเป็น
และนี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นโดยมีหลักฐานที่เป็นภาพยนตร์สารคดี การบันทึก และความทรงจำที่เล่ากันต่อๆ มาโดยผู้รอดชีวิตจำนวนหนึ่ง ซึ่งในประวัติศาสตร์ส่วนนี้ ตำราที่เขียนขึ้นใหม่สำหรับให้เด็กญี่ปุ่นได้เรียนนั้นพยายามบิดเบือนแก้ไข บอกเพียงว่าที่นานกิงมีคนเสียชีวิตหลายคน ซึ่งทางฝ่ายจีนถือว่าเป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์อย่างน่าละอายยิ่ง
นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมีกรณีของการสร้างหน่วยทดลองทางวิทยาศาสตร์โดยใช้มนุษย์เป็นๆ เพื่อทดลองเกี่ยวกับปฏิกิริยาของร่างกาย หน่วยทดลองดังกล่าวอยู่ที่แมนจูเรียคือหน่วย 731 ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นไม่เคยปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง คนที่ถูกทดลองจะถูกปฏิบัติเหมือนหนูตะเภาโดยการฉีดเชื้อเข้าไปหลายชนิดเพื่อดูการพัฒนาของเชื้อโรคและปฏิกิริยาโต้ตอบของร่างกาย มีการให้คนนั่งอยู่กับความหนาวเหน็บ ปกคลุมด้วยหิมะเพื่อผลในการวิจัย มีการปล่อยสุนัขให้เข้าทำร้ายคน และถ่ายหนังความตระหนกตกใจเพื่อการศึกษา
นอกจากนั้นยังมีการกล่าวหาว่ามีการปล่อยเชื้อในลักษณะสงครามเชื้อโรคกับหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ทำให้คนป่วยทั้งหมู่บ้านและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก หน่วย 731 ซึ่งเป็นหน่วยการทดลองนี้ไม่มีการกล่าวถึงในศาลอาชญากรสงครามที่สหรัฐอเมริกาจัดตั้งขึ้นที่นครโตเกียว มีข่าวลือว่าอเมริกาต้องการแลกเปลี่ยนกับข้อมูลจากการทดลองจึงไม่ได้ยกประเด็นดังกล่าวมาเป็นประเด็นในศาล ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรยังไม่มีการพิสูจน์เป็นแต่เพียงการกล่าวอ้าง
สิ่งซึ่งยังเป็นปัญหาในปัจจุบันอีกเรื่องหนึ่งก็คือการเรียกร้องค่าเสียหายโดยกลุ่มผู้หญิงจีนและเกาหลีซึ่งถูกใช้ให้เป็นเสมือนเครื่องจักรระบายกามารมณ์ของทหารญี่ปุ่น สตรีเหล่านี้ที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า comport women หรือผู้หญิงที่ให้ความสำราญ และมีจำนวนมากที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ทำการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วศาลญี่ปุ่นตัดสินว่าการเรียกร้องค่าเสียหายของผู้หญิงจีนในแมนจูเรียที่ถูกใช้เป็นเครื่องจักรทางเพศขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ โดยศาลตัดสินวินิจฉัยว่ารัฐต่อรัฐเท่านั้นจึงจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ เอกชนหรือประชาชนจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการทำสงครามไม่ได้
จุดด่างดำในประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ทั้งสามเหตุการณ์นั้น เป็นสิ่งซึ่งทางญี่ปุ่นพยายามจะปกปิดและบิดเบือนประวัติศาสตร์ และนี่คือสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่ปฏิกิริยาต่อต้านที่รุนแรงทั้งในเกาหลีและจีน โดยมีการเดินขบวนต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นและชาวญี่ปุ่นทั้งในกรุงปักกิ่ง กวางโจว และเมืองอื่นๆ มีการปลุกระดมไม่ให้ซื้อสินค้าญี่ปุ่น มีการขว้างปาสถานทูตและสถานกงสุลญี่ปุ่น รวมทั้งร้านค้าของชาวญี่ปุ่น จนหมิ่นเหม่ต่อการนำไปสู่การลุกลามเป็นเรื่องใหญ่โตระหว่างสองมหาอำนาจ
แต่สิ่งที่น่าเบาใจก็คือในการประชุมครบรอบ 50 ปี ของการประชุมปี ค.ศ. 1955 ซึ่งเป็นการประชุมของชาติเอเชียและแอฟริกานั้น ทั้งผู้นำจีนและญี่ปุ่นได้พยายามเจรจาตกลงหาข้อขัดแย้ง โดยทางนายกรัฐมนตรีจีนกล่าวว่า ความสัมพันธ์ที่ไม่ดีระหว่างญี่ปุ่นและจีนจะก่อผลเสียต่อทั้งสองประเทศ และลามไปถึงผลเสียต่อภูมิภาคด้วย
คำถามก็คือ ทำไมญี่ปุ่นจึงพยายามบิดเบือนประวัติศาสตร์ ทั้งๆ ที่ทราบว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการข่มเหงน้ำใจลูกหลานของคนที่ถูกผลกระทบจากการทารุณโหดร้ายของการปฏิบัติการของกองทัพญี่ปุ่น คำตอบนั้นมีอยู่หลายมิติ ที่สำคัญคือ
ประการแรก ญี่ปุ่นกำลังมีความเป็นอนุรักษนิยมมากยิ่งขึ้น อาจจะเนื่องจากความไม่มั่นใจในแง่การควบคุมเศรษฐกิจ ซึ่งเดิมญี่ปุ่นเคยเป็นมหาอำนาจแต่กำลังถูกท้าทายจากประเทศอื่นในเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ จีนและอินเดีย การปลุกกระแสขวาขึ้นมานั้นก็คือการปลุกกระแสชาตินิยม และมองหาอดีตที่รุ่งเรือง ชาติใดก็ตามที่มองหาอดีตที่รุ่งเรืองย่อมสะท้อนถึงความไม่พอใจในปัจจุบัน และความไม่มั่นใจในอนาคต
ประการที่สอง จีนซึ่งเคยเป็นประเทศด้อยกว่าญี่ปุ่นในทางเศรษฐกิจกำลังไต่เต้าขึ้นมาเป็นประเทศคู่แข่งที่น่ากลัวจนนำไปสู่ความขัดแย้งในการแข่งขันในตลาดโลก รวมทั้งความขัดแย้งในเรื่องแหล่งพลังงาน เรือดำน้ำของจีนเข้าไปใกล้เกาะที่จีนและญี่ปุ่นอ้างเป็นเจ้าของจนเผชิญกับกองทัพเรือญี่ปุ่น และทางญี่ปุ่นก็ได้ให้บริษัทเอกชนเข้าไปสำรวจหาก๊าซธรรมชาติโดยไม่สนใจต่อความรู้สึกของจีน รัฐบาลญี่ปุ่นในปัจจุบันพยายามมีความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด ได้เริ่มใช้กรณีของไต้หวันเป็นข้อต่อรองทางการเมืองกับจีน ในขณะเดียวกันความสัมพันธ์ระหว่างจีนและอินเดียทั้งในแง่เศรษฐกิจและการเมืองก็เป็นที่จับตามองของทางญี่ปุ่น การแข่งขันระหว่างญี่ปุ่นและจีนในหมู่ประเทศอาเซียนก็เป็นประเด็นที่น่าจับตามอง ญี่ปุ่นพยายามขยายบทบาทของตนเองในสหประชาชาติด้วยการขอเป็นสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคง ซึ่งจีนก็อยู่ในฐานะที่จะใช้สิทธิยับยั้งได้เพราะเป็นหนึ่งในห้าประเทศที่เป็นประเทศสมาชิกถาวรของสหประชาชาติ
ทั้งหลายทั้งปวงดังกล่าวนี้คือสาเหตุที่นำไปสู่ความขัดแย้ง นั่นคือการแข่งขันในทางเศรษฐกิจและบทบาททางการเมืองในภูมิภาค การแก้ตำราเรียนเป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งที่สะท้อนถึงปัญหาภายในของประเทศญี่ปุ่น และนโยบายต่างประเทศที่ขาดความรอบคอบ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นทั้งสองประเทศก็ไม่สามารถที่จะคงความขัดแย้งอยู่ต่อไป เพราะจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี
อาจจะมีการวิเคราะห์ได้ด้วยว่า สหรัฐฯ เองซึ่งใกล้ชิดกับญี่ปุ่นแต่แข่งขันอยู่กับจีนนั้น ก็อาจจะได้ประโยชน์จากความขัดแย้งของประเทศทั้งสองตราบเท่าที่ไม่ขยายวงออกไปจนเกินเลย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้จึงเป็นเรื่องซึ่งต้องวิเคราะห์อย่างเจาะลึก เพราะสิ่งที่เห็นอาจจะไม่ใช่ภาพทั้งหมด


