"วิษณุ"ระบุ ปฏิรูปราชการรอบ 2 จะนำเรื่องเข้าสู่สภาได้ภายในปีนี้ ส่วนการให้ผู้ว่าฯซีอีโอ ย้ายมาขึ้นกับสำนักนายกฯ ความเห็นแตกเป็น 3 ฝ่าย ยังไร้ข้อยุติ
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการปฏิรูประบบราชการรอบที่ 2 ถึงกรณีที่จะนำผู้ว่าฯ ซีอีโอ ย้ายจากกระทรวงมหาดไทย มาสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีว่าไม่ได้ย้ายมาขึ้นกับสำนักนายกรัฐมนตรี ส่วนประเด็นที่หารือกันในที่ประชุม คือ การสรรหาคนเข้ารับราชการต่อจากนี้ไป ซึ่งทุกวันนี้มาจากข้าราชการและหนักไปในกระทรวงเดียวกัน ฉะนั้นจะยอมให้มีระบบเปิดหรือไม่ ซึ่งหัวข้อทีพูดกันไม่เกี่ยวกับผู้ว่าฯ ซีอีโอเลย และระบบเปิดหมายถึงอะไรนั้น ตนจึงยกตัวอย่างว่าเมืองไทยมี 2-3 ระบบเปิด คือ 1.หากอธิบดีกรมการปกครองว่างลง ก็นำข้าราชการในกระทรวงมหาดไทย ที่ต่างกรมกันมาเป็นอธิบดี 2.หากอธิบดีกรมการปกครองว่างลง ก็นำข้าราชการซี 9 หรือ ซี 10 ที่มาจากต่างกระทรวงมาเป็นอธิบดี ซึ่งระบบนี้มีแล้วคือ นายจักรทิพย์ ไกรฤกษ์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดีซี ไปเป็นปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 3.หากอธิบดีกรมการปกครองว่างลง ก็เปิดรับจากบริษัทเลย
นายวิษณุ กล่าวว่า ซึ่งเรื่องเหล่านี้มีการคุยกัน และพาดพิงไปถึงผู้ว่าฯซีอีโอ ว่าจะเปิดหรือไม่ แต่ไม่มีการลงมติใดๆ กรรมการ กพร. และคนที่ไม่ได้เป็นกรรมการก็ลงความเห็นได้ โดยมีความเห็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายแรกลงความเห็นว่า ควรนำผู้ว่าฯ ซีอีโอ 75 คน มาสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยทราบเหตุผลว่า 1. ผู้ว่าฯซีอีโอต่อไปนี้ไม่ได้เป็นตัวแทนกระทรวงมหาดไทย แต่เป็นผู้แทนรัฐบาล และจากนี้ไปจังหวัดจะตั้งงบประมาณได้เอง 2.หากผู้ว่าฯซีอีโอ ยังสังกัดกระทรวงมหาดไทย และจังหวัดก็ตั้งงบประมาณได้เอง จะเกิดความตะขิดตะขวงใจ จากกระทรวงต่างๆ 3.ผู้ว่าฯซีอีโอ เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการเกือบทุกกระทรวงในจังหวัดนั้นๆ หากผู้ว่าฯซีอีโอ ยังสังกัดกระทรวงมหาดไทยมันก็ตะขิดตะขวงใจอีก เหตุผล 3 ข้อนี้ คือมูลเหตุที่จะให้ผู้ว่าฯซีอีโอ มาสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี
นายวิษณุ กล่าวว่า ฝ่ายที่สองมองว่าไม่ได้ เพราะต้องคิดถึงหัวอกของกระทรวงงมหาดไทยบ้าง เพราะมีผู้ว่าฯที่เป็นข้าราชการซี 10 ถึง 75 ตำแหน่ง และเป็นทางเจริญก้าวหน้า หากไปสังกัดสำนักนายกฯ ก็คงไม่มีโอกาส หากหาซี 10 ให้กระทรวงมหาดไทยอีก 75 คน มันจะเกิดความซ้ำซ้อนและเฟ้อ ฉะนั้นควรเก็บตำแหน่งผู้ว่าฯไว้ที่กระทรวงมหาดไทย ระบบราชการไทยในวันนี้เป็นแบบสหวิทยาการ และบูรณาการ ที่คล่องตัวแล้ว ผู้ว่าฯสามารถทำงานให้กระทรวงต่างๆในทั่วประเทศได้แบบไม่น่ามีปัญหา
นายวิษณุ กล่าวว่า ความเห็นฝ่ายสุดท้าย ที่ประนีประนอม มองว่า ควรทดลอง คือนำผู้ว่าฯมาสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีบางจังหวัดเพื่อนำร่อง ส่วนการเลือกจังหวัดนำร่องนั้น ยังไม่มีการพูดถึง โดยตนเป็นผู้ยกตัวอย่างเรื่องนี้ที่นอกห้องประชุมกับสื่อมวลชนที่มาสอบถามเรื่องนี้ ว่าอาจนำร่องภาคละ 1 จังหวัด เมื่อถามว่าจะเป็นการแย่งกันนำร่องของจังหวัดต่างๆหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่เป็นไร หากพูดเรื่องนี้ขึ้นมาแล้วมาคนขานรับว่า อย่านำร่อง ควรทำทุกร่อง ก็จะมากันหมด
เมื่อถามว่า เรื่องนี้จะมีข้อยุติเมื่อใด นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ยุติเพราะไม่มีอะไร ตอนนี้ยังมีเวลาหากจะปฏิบัติจริงก็ไม่ยาก เพราะไม่เคยเขียนไว้ในกฎหมายว่าตำแหน่งใดต้องแต่งตั้งจากข้าราชการกระทรวงนั้น ในทางปฏิบัติเราก็แต่งตั้งข้าราชการที่มาจากกระทรวงนั้น แต่กระทรวงมหาดไทยมีกฎหมายเขียนไว้ว่า ผู้ว่าฯ ต้องเป็นข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ตนจึงบอกไปว่า วิธีที่ดีคือไม่ต้องเขียน เพราะจะเสียหาย ถึงเวลาแต่งตั้งจริงๆ ก็แต่งตั้งข้าราชการจากกระทรวงมหาดไทย อย่างไรก็ตาม แม้ความเห็น กพร.จะแตกต่างออกไป แต่ดูแล้วว่าจะเป็นเอกฉันท์ทุกคนว่าแม้ผู้ว่าฯจะสังกัดสำนักนายกฯ แต่ผู้ว่าฯจะไปอยู่ที่ไหน แต่การที่จะเป็นผู้ว่าฯ นั้นต้องเป็นรองผู้ว่าฯมาก่อน ซึ่งจะนำคนมาจากที่ไหนก็ตาม การที่จะเป็นผู้ว่าฯได้ก็ต้องเป็นรองผู้ว่าฯก่อน
นายวิษณุ กล่าวว่าตรงนี้เป็นด่านหนึ่งที่ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยมีโอกาสมากกว่าคนอื่น และ ที่ประชุมวันนั้นยังเป็นห่วง 2 เรื่อง คือ 1. แม้จะเป็นผู้ว่าฯ ก็จะไม่ยอมให้ข้าราชการจากกระทรวงไปเป็นผู้ว่าฯทันที ต้องเคยเป็นรองผู้ว่าฯมาก่อน เมื่อเป็นผู้ว่าฯ แล้วต้องสังกัดสำนักนายกฯ 2.หากผู้ว่าฯ สังกัดสำนักนายกฯและอยู่คนเดียวกระเทียบลีบก็ตาย เพราะสตาฟฟ์นั่งอยู่ที่กระทรวง ก็ต้องคิดระบบให้ผู้ว่าฯ สังกัดสำนักนายกฯแบบมีเครื่องมือแต่การเลือกคนไปเป็น สตาฟฟ์นั้นต้องเลือกมาจากกระทรวงมหาดไทย ส่วนความจำเป็นว่าสตาฟฟ์ ของผู้ว่าฯต้องมาจากกระทรวงมหาดไทยหรือไม่นั้น นายวิษณุ กล่าวว่า มีคนพูดว่าจำเป็น แต่เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ไม่ได้หมายถึงคนที่วิ่งเต้นเส้นสายหรือเลขาฯหน้าห้อง แต่มีวิธีที่ให้ผู้ว่าฯ สามารถเลือกได้โดยไม่จำเป็นว่าต้องเลือกใคร
นายวิษณุ กล่าวว่า วันนี้ผู้ว่าฯทุกจังหวัด ขอร้องว่าขอมีทีมสตาฟฟ์ทั้งนั้นแต่เมื่อเลือกไม่ได้ก็ต้องอยู่กับทีมที่ไม่ได้เลือก ซึ่งทุกครั้งที่ประชุมผู้ว่าฯมักสะท้อนออกมาแบบนี้ ส่วนการปฏิรูประบบราชการรอบที่สอง จะเสร็จได้เมื่อใดนั้น นายวิษณุตอบว่า 1.มีการออกพ.ร.บ. 2.นำเข้าสภา กว่าจะถึงขั้นออกเป็นพ.ร.บ.นั้นวันนี้ได้ใช้วิธีจับคู่กระทรวง 11 คู่ เมื่อเสร็จสิ้นในขั้นตอนนี้ก็นำไปแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ และชี้ขาดว่าสิ่งใดเห็นด้วย สิ่งใดไม่เห็นด้วย จากนั้นนำเข้าสู่ที่ประชุมครม.และที่ประชุมเวิร์กชอปอีก 1 รอบ จากนั้นก็ฟันธงและร่างกฎหมายออกมา ตนคิดว่าภายในปีนี้จะนำเรื่องนี้เข้าสู่สภาได้
นายวิษณุ กล่าวว่า คู่มือการทำงานทั้งหมดปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม วันนี้มีความคิดว่ายุบรวมเป็นฉบับเดียวกันได้หรือไม่ เพราะว่ามันต้องแก้ทั้งสองฉบับ ถ้าเป็นฉบับเดียวก็จะดีเพราะไม่ทำให้เพ่นพ่าน กระจาย หากติดขัดในมาตราใดมาตราหนึ่งจะติดขัดทั้งหมด หากแยกเป็น 2 ฉบับ อาจหลุดไป 1 ฉบับ หากอยู่ในสภาอาจจะนาน แต่เวลานำเข้าสภามันไม่นาน
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการปฏิรูประบบราชการรอบที่ 2 ถึงกรณีที่จะนำผู้ว่าฯ ซีอีโอ ย้ายจากกระทรวงมหาดไทย มาสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีว่าไม่ได้ย้ายมาขึ้นกับสำนักนายกรัฐมนตรี ส่วนประเด็นที่หารือกันในที่ประชุม คือ การสรรหาคนเข้ารับราชการต่อจากนี้ไป ซึ่งทุกวันนี้มาจากข้าราชการและหนักไปในกระทรวงเดียวกัน ฉะนั้นจะยอมให้มีระบบเปิดหรือไม่ ซึ่งหัวข้อทีพูดกันไม่เกี่ยวกับผู้ว่าฯ ซีอีโอเลย และระบบเปิดหมายถึงอะไรนั้น ตนจึงยกตัวอย่างว่าเมืองไทยมี 2-3 ระบบเปิด คือ 1.หากอธิบดีกรมการปกครองว่างลง ก็นำข้าราชการในกระทรวงมหาดไทย ที่ต่างกรมกันมาเป็นอธิบดี 2.หากอธิบดีกรมการปกครองว่างลง ก็นำข้าราชการซี 9 หรือ ซี 10 ที่มาจากต่างกระทรวงมาเป็นอธิบดี ซึ่งระบบนี้มีแล้วคือ นายจักรทิพย์ ไกรฤกษ์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดีซี ไปเป็นปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 3.หากอธิบดีกรมการปกครองว่างลง ก็เปิดรับจากบริษัทเลย
นายวิษณุ กล่าวว่า ซึ่งเรื่องเหล่านี้มีการคุยกัน และพาดพิงไปถึงผู้ว่าฯซีอีโอ ว่าจะเปิดหรือไม่ แต่ไม่มีการลงมติใดๆ กรรมการ กพร. และคนที่ไม่ได้เป็นกรรมการก็ลงความเห็นได้ โดยมีความเห็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายแรกลงความเห็นว่า ควรนำผู้ว่าฯ ซีอีโอ 75 คน มาสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยทราบเหตุผลว่า 1. ผู้ว่าฯซีอีโอต่อไปนี้ไม่ได้เป็นตัวแทนกระทรวงมหาดไทย แต่เป็นผู้แทนรัฐบาล และจากนี้ไปจังหวัดจะตั้งงบประมาณได้เอง 2.หากผู้ว่าฯซีอีโอ ยังสังกัดกระทรวงมหาดไทย และจังหวัดก็ตั้งงบประมาณได้เอง จะเกิดความตะขิดตะขวงใจ จากกระทรวงต่างๆ 3.ผู้ว่าฯซีอีโอ เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการเกือบทุกกระทรวงในจังหวัดนั้นๆ หากผู้ว่าฯซีอีโอ ยังสังกัดกระทรวงมหาดไทยมันก็ตะขิดตะขวงใจอีก เหตุผล 3 ข้อนี้ คือมูลเหตุที่จะให้ผู้ว่าฯซีอีโอ มาสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี
นายวิษณุ กล่าวว่า ฝ่ายที่สองมองว่าไม่ได้ เพราะต้องคิดถึงหัวอกของกระทรวงงมหาดไทยบ้าง เพราะมีผู้ว่าฯที่เป็นข้าราชการซี 10 ถึง 75 ตำแหน่ง และเป็นทางเจริญก้าวหน้า หากไปสังกัดสำนักนายกฯ ก็คงไม่มีโอกาส หากหาซี 10 ให้กระทรวงมหาดไทยอีก 75 คน มันจะเกิดความซ้ำซ้อนและเฟ้อ ฉะนั้นควรเก็บตำแหน่งผู้ว่าฯไว้ที่กระทรวงมหาดไทย ระบบราชการไทยในวันนี้เป็นแบบสหวิทยาการ และบูรณาการ ที่คล่องตัวแล้ว ผู้ว่าฯสามารถทำงานให้กระทรวงต่างๆในทั่วประเทศได้แบบไม่น่ามีปัญหา
นายวิษณุ กล่าวว่า ความเห็นฝ่ายสุดท้าย ที่ประนีประนอม มองว่า ควรทดลอง คือนำผู้ว่าฯมาสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีบางจังหวัดเพื่อนำร่อง ส่วนการเลือกจังหวัดนำร่องนั้น ยังไม่มีการพูดถึง โดยตนเป็นผู้ยกตัวอย่างเรื่องนี้ที่นอกห้องประชุมกับสื่อมวลชนที่มาสอบถามเรื่องนี้ ว่าอาจนำร่องภาคละ 1 จังหวัด เมื่อถามว่าจะเป็นการแย่งกันนำร่องของจังหวัดต่างๆหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่เป็นไร หากพูดเรื่องนี้ขึ้นมาแล้วมาคนขานรับว่า อย่านำร่อง ควรทำทุกร่อง ก็จะมากันหมด
เมื่อถามว่า เรื่องนี้จะมีข้อยุติเมื่อใด นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ยุติเพราะไม่มีอะไร ตอนนี้ยังมีเวลาหากจะปฏิบัติจริงก็ไม่ยาก เพราะไม่เคยเขียนไว้ในกฎหมายว่าตำแหน่งใดต้องแต่งตั้งจากข้าราชการกระทรวงนั้น ในทางปฏิบัติเราก็แต่งตั้งข้าราชการที่มาจากกระทรวงนั้น แต่กระทรวงมหาดไทยมีกฎหมายเขียนไว้ว่า ผู้ว่าฯ ต้องเป็นข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ตนจึงบอกไปว่า วิธีที่ดีคือไม่ต้องเขียน เพราะจะเสียหาย ถึงเวลาแต่งตั้งจริงๆ ก็แต่งตั้งข้าราชการจากกระทรวงมหาดไทย อย่างไรก็ตาม แม้ความเห็น กพร.จะแตกต่างออกไป แต่ดูแล้วว่าจะเป็นเอกฉันท์ทุกคนว่าแม้ผู้ว่าฯจะสังกัดสำนักนายกฯ แต่ผู้ว่าฯจะไปอยู่ที่ไหน แต่การที่จะเป็นผู้ว่าฯ นั้นต้องเป็นรองผู้ว่าฯมาก่อน ซึ่งจะนำคนมาจากที่ไหนก็ตาม การที่จะเป็นผู้ว่าฯได้ก็ต้องเป็นรองผู้ว่าฯก่อน
นายวิษณุ กล่าวว่าตรงนี้เป็นด่านหนึ่งที่ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยมีโอกาสมากกว่าคนอื่น และ ที่ประชุมวันนั้นยังเป็นห่วง 2 เรื่อง คือ 1. แม้จะเป็นผู้ว่าฯ ก็จะไม่ยอมให้ข้าราชการจากกระทรวงไปเป็นผู้ว่าฯทันที ต้องเคยเป็นรองผู้ว่าฯมาก่อน เมื่อเป็นผู้ว่าฯ แล้วต้องสังกัดสำนักนายกฯ 2.หากผู้ว่าฯ สังกัดสำนักนายกฯและอยู่คนเดียวกระเทียบลีบก็ตาย เพราะสตาฟฟ์นั่งอยู่ที่กระทรวง ก็ต้องคิดระบบให้ผู้ว่าฯ สังกัดสำนักนายกฯแบบมีเครื่องมือแต่การเลือกคนไปเป็น สตาฟฟ์นั้นต้องเลือกมาจากกระทรวงมหาดไทย ส่วนความจำเป็นว่าสตาฟฟ์ ของผู้ว่าฯต้องมาจากกระทรวงมหาดไทยหรือไม่นั้น นายวิษณุ กล่าวว่า มีคนพูดว่าจำเป็น แต่เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ไม่ได้หมายถึงคนที่วิ่งเต้นเส้นสายหรือเลขาฯหน้าห้อง แต่มีวิธีที่ให้ผู้ว่าฯ สามารถเลือกได้โดยไม่จำเป็นว่าต้องเลือกใคร
นายวิษณุ กล่าวว่า วันนี้ผู้ว่าฯทุกจังหวัด ขอร้องว่าขอมีทีมสตาฟฟ์ทั้งนั้นแต่เมื่อเลือกไม่ได้ก็ต้องอยู่กับทีมที่ไม่ได้เลือก ซึ่งทุกครั้งที่ประชุมผู้ว่าฯมักสะท้อนออกมาแบบนี้ ส่วนการปฏิรูประบบราชการรอบที่สอง จะเสร็จได้เมื่อใดนั้น นายวิษณุตอบว่า 1.มีการออกพ.ร.บ. 2.นำเข้าสภา กว่าจะถึงขั้นออกเป็นพ.ร.บ.นั้นวันนี้ได้ใช้วิธีจับคู่กระทรวง 11 คู่ เมื่อเสร็จสิ้นในขั้นตอนนี้ก็นำไปแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ และชี้ขาดว่าสิ่งใดเห็นด้วย สิ่งใดไม่เห็นด้วย จากนั้นนำเข้าสู่ที่ประชุมครม.และที่ประชุมเวิร์กชอปอีก 1 รอบ จากนั้นก็ฟันธงและร่างกฎหมายออกมา ตนคิดว่าภายในปีนี้จะนำเรื่องนี้เข้าสู่สภาได้
นายวิษณุ กล่าวว่า คู่มือการทำงานทั้งหมดปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม วันนี้มีความคิดว่ายุบรวมเป็นฉบับเดียวกันได้หรือไม่ เพราะว่ามันต้องแก้ทั้งสองฉบับ ถ้าเป็นฉบับเดียวก็จะดีเพราะไม่ทำให้เพ่นพ่าน กระจาย หากติดขัดในมาตราใดมาตราหนึ่งจะติดขัดทั้งหมด หากแยกเป็น 2 ฉบับ อาจหลุดไป 1 ฉบับ หากอยู่ในสภาอาจจะนาน แต่เวลานำเข้าสภามันไม่นาน


