xs
xsm
sm
md
lg

พระสันตะปาปา - เกิดอะไรขึ้นกับมนุษยชาติ

เผยแพร่:   โดย: ดร.เสรี พงศ์พิศ

เห็นผู้คนนับล้านหลั่งไหลไปยืนเข้าแถวรอนับสิบกว่าชั่วโมงเพื่อเคารพศพพระสันตะปาปา เห็นข่าวเกือบทั้งวันในสื่อมวลชน โดยเฉพาะทีวีที่เผยแพร่ไปทั่วโลก เห็นผู้นำประเทศกว่า 200 คนที่เดินทางไปร่วมพิธีปลงพระศพในวันศุกร์ที่ 8 เมษายน ข่าวบอกว่ามีผู้คนกว่า 4 ล้านคนไปร่วมงานนี้ ฯลฯ

เกิดอะไรขึ้นที่กรุงโรม เกิดอะไรขึ้นกับมนุษยชาติ ปรากฎการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน

เขียนเรื่องนี้เพราะอยากหาคำตอบ ไม่ทราบจะถูกผิดอย่างไร แต่เป็นคำตอบที่คิดสำหรับตนเอง อาจจะเหมือนกับที่หลายคนคิดหรือไม่ไม่ทราบ เพราะไม่คิดว่านี่เป็นเพียงปรากฏการณ์ของ "มวลชนบอด" (blind mass) ที่วิ่งตามกระแสคนดัง อยากไปร่วมงานคนดัง หรือเป็นเพราะอิทธิพลของสื่อที่มีพลังอย่างยิ่งในวันนี้ คิดว่าคงเป็นอะไรมากกว่านั้น

ผมคิดว่า พระสันตะปาปาองค์นี้ขณะที่มีชีวิตอยู่อาจจะไม่โดดเด่นกว่าองค์อื่นๆ เคยได้รับการเสนอชื่อให้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพหลายครั้ง แต่ไม่เคยได้รับ ทรงมีแนวคิดที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม จนหลายคนเห็นว่า ถ้าเทียบกับสามสิบกว่าปีก่อนเมื่อมีสังคายนาวาติกันที่สอง พระองค์ "ถอยหลังเข้าคลอง" ด้วยซ้ำ แล้วทำไมเกิดปรากฏการณ์ที่ใครๆ ก็อยากไปเคารพพระศพและร่วมพิธี

ถ้าหากจะมีอะไรโดดเด่น ก็่น่าจะเป็นเรื่องของความเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ และสัญลักษณ์คุณธรรมของพระองค์ ซึ่งทรงมีและมีอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ไม่หวาดหวั่นต่อภัยอันตรายและการคุกคามใดๆ ไม่ว่าการปองร้ายหมายชีวิต การลอบปลงพระชนม์ ปฏิกิริยาของผู้คนที่เห็นด้วยกับท่าทีของพระองค์ต่อประเด็นต่างๆ และเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในโลก

นี่กระมังที่สังคมโลกขาดและโหยหา ไม่ใช่ในฐานะตัวบุคคลที่เป็นผู้นำศาสนา ไม่ใช่ฐานะที่เป็นผู้นำสูงสุดของศาสนจักรคริสต์โรมันคาทอลิก เพราะคนทั่วโลกที่ชื่นชมพระองค์หลังจากสิ้นพระชนม์แล้วมีทั้งคนที่เคยชื่นชมและศรัทธาในพระองค์ มีทั้งคนที่ไม่ชื่นชม ไม่เห็นด้วย และเคยวิพากษ์วิจารณ์

คุณธรรมที่มนุษยชาติโหยหาเป็นอะไรที่อยู่เหนือศาสนา ความแตกต่างทางเผ่าพันธุ์ สีผิว อุดมการณ์และระบอบการเมืองการปกครอง งานนี้จึงมีทั้งผู้นำของประเทศประชาธิปไตยและสังคมนิยมไปร่วมด้วย มีทั้งประเทศที่มีการปกครองแบบอิสลาม และประเทศที่นับถือศาสนาแตกต่าง

โลกวันนี้มีความแตกแยก ความขัดแย้ง ความรุนแรง พระสันตะปาปาทรงเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ เสรีภาพ ความเสมอภาค ความสามัคคี ความเป็นพี่น้อง ความเป็นหนึ่งเดียว

โลกที่มีความแตกต่างอันสืบเนื่องมาจากการกระทำของมนุษย์เอง ความแตกต่างที่ทำให้เกิดความแตกแยก ประเทศพัฒนาแล้วรวยมากยิ่งขึ้น ประเทศที่ยากจนยิ่งจนลงไปอีก ความต่างนับวันจะห่างออกไป ประเทศร่ำรวยเอาเปรียบประเทศยากจน เอาเปรียบด้านการค้า การใช้ทรัพยากร การครอบงำทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม โดยที่ประเทศยากจนไม่สามารถต่อรองอะไรได้เลย ต้องอยู่แบบพึ่งพาในระบบอุปถัมภ์ใหม่ในยุคโลกาภิวัติน์ หรือยุคอาณานิคมใหม่ ที่อาศัยพลังทางเศรษฐกิจการเมือง และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีครอบงำโลกทั้งใบไว้ใต้อาณัติของตนเอง

พระสันตะปาปาทรงเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไท ที่ใครๆ โหยหา ปรารถนาความเป็นอิสระจากการครอบงำของอำนาจของโลก

โลกที่วันนี้เต็มไปด้วยเครื่องมือสื่อสารทันสมัย ผู้คนติดต่อไปมาหาสู่กันได้ง่าย ไม่ว่าถนนหนทาง รถยนตร์ รถไฟ เครื่องบิน อินเตอร์เนท โทรศัพท์ แต่ความจริงที่ประหลาด (paradox) คือ โลกวันนี้มีแต่ความเหงา ความโดดเดียว มีคนที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่คนเดียว ไม่วาผู้สูงอายุหรือเด็ก คนป่วยหรือคนพิการ โลกที่ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างไปในเส้นทางของตนเอง

โลกวันนี้ที่เต็มไปด้วยสารพัดสื่อให้ความบรรเทิง ทั้งดนตรี เพลง ภาพยนตร์ มีซีดี ดีวีดี ที่นั่งดูนอนดูได้ไม่รู้จบ มีการเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลก แต่ไม่มียุคไหนที่ผู้คนเบื่อ เซ็ง บ้า และฆ่าตัวตายเท่าวันนี้

ในสภาพเช่นนี้คนโหยหาเอกภาพ ความรักความอบอุ่น ความสามัคคี ความเป็นพี่เป็นน้องที่เอื้อาทรต่อกัน การอยู่ร่วมกันเป็น "ชุมชน" เป็น "ประชาคม" พระสันตะปาปาทรงเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งเหล่านี้

โลกวันนี้สูญเสียความสมดุลในแทบทุกเรื่อง ในธรรมชาติ ในสังคม ในชุมชน ในประเทศและระหว่างประเทศ เป็นสังคมบ้าบริโภคที่อยู่ด้วยลัทธิบูชาเงิน เอาเงินเป็นพระเจ้า ส่งเสริมการบริโภคอย่างเลยขอบเขต จนทรัพยากรกำลังจะหมดสิ้นไป เกิดพิษภัยไปทั่ว ป่าหมด ดินเสื่อม อากาศเป็นพิษ อาหารเป็นพิษ น้ำเป็นพิษ สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ เกิดโรคร้ายแรงที่รักษาไม่หายอย่างมะเร็ง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคเอดส์ โรคซาร์ส และสาระพัดโรค

ผู้คนวันนี้โหยหาธรรมชาติ ความเรียบง่าย ความพอดี ความพอเพียง ชีวิตที่อยู่แบบพอดีกินพอดีด้วยปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็น ชื่นชมผู้คนที่สละละสมบัติอันเป็นทุกข์ทั้งมวล

คนวันนี้อยากกลับไปสู่ธรรมชาติ (back to nature) ไปสู่พื้นฐาน (back to basic) กลับไปหารากเหง้า (back to the roots) และกลับไปหาแหล่งกำเนิดชีวิตที่แท้จริง (back to the source of life)

ผู้คนพบในพระสันตะปาปาองค์นี้สัญลักษณ์ของชีวิตที่เรียบง่าย ไม่มีสมบัติส่วนตัว แต่มีทุกอย่าง ไม่ต้องการอะไรแต่ได้ทุกอย่าง ไม่แสวงหาอำนาจแต่มีอำนาจ เป็นบุคคลที่ "ติดดิน" คนที่ไม่ลืมรากเหง้าชาวโปลของตนเอง คนที่กลับไปหาชีวิตในแหล่งกำเนิดสำคัญ คือ พระคัมภีร์ไบเบิลและประเพณีของศาสนจักร

ไม่มีเวทีไหนในโลกที่คนต่างสีผิว เผ่าพันธุ์ อุดมการณ์ทางการเมือง ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมจะมาอยู่ร่วมกันมากมายขนาดนี้ ไม่มีโอกาสไหนที่โลกทั้งโลกจะร่วมใจกันส่งความปรารถนาดีไปให้กันมากเพียงนี้

โดยมีพระสันตะปาปาเป็น "สื่อกลาง" บุคคลซึ่งไม่สามารถพูดอะไรกับใครได้อีก มีแต่ความเงียบ ความเงียบที่เติมเต็มให้สิ่งที่พระองค์ได้ตรัสและได้กระทำมาตลอดชีวิตมีความหมายอย่างสมบูรณ์

โลกนี้ไม่ได้ขาดผู้นำ แต่ขาดผู้นำทางจิตวิญญาณ ผู้นำของโลกไปพบกัน คนนับล้านไปชุมนุมกัน คนทั่วโลกส่งใจไปร่วมพิธีเพื่อคารวะผู้นำทางจิตวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่นี้

อ่านเพิ่มเติม ได้จาก http://www.phongphit.com/
กำลังโหลดความคิดเห็น...