xs
xsm
sm
md
lg

เอียงขวา

เผยแพร่:   โดย: เกษม ศิริสัมพันธ์

คนไทยที่เป็นชนชั้นกลางและเป็นคนอยู่ในเมือง ส่วนใหญ่เป็นคนเอียงขวา!

คุณทักษิณ ชินวัตร จับกระแสนี้ได้ จึงทำให้พรรคไทยรักไทยได้ประสบกับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปใน กทม.ครั้งที่ผ่านมา

อันที่จริงในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกเมื่อปี 2544 คุณทักษิณก็ขี่กระแสเอียงขวานี่เองจนได้รับชัยชนะใน กทม.เหมือนกัน

ชัยชนะของพรรคไทยรักไทยทั้งสองครั้งนี้ มีเสียงพูดกันว่าเป็นเพราะนโยบายประชานิยมของคุณทักษิณ
แต่จริงๆ แล้วเรื่องนโยบายประชานิยมและเอื้ออาทรนั้น เป็นปัจจัยที่มุ่งเข้าถึงคนประเภทรากหญ้า ทั้งในภาคชนบทและภาคในเมืองโดยเฉพาะ

แต่คุณทักษิณสามารถจับกระแสความคิดของชนชั้นกลางและคนในเมืองส่วนใหญ่ได้ว่าเป็นคนเอียงขวา เรื่องนี้ต่างหากที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคไทยรักไทยได้รับความสนับสนุนจากชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ

เห็นได้ชัดเจนจากถ้อยคำสำนวนที่ระยะหลังๆ นี้คุณทักษิณได้พูดในรายการวิทยุประจำสัปดาห์ "นายกรัฐมนตรีพบปะประชาชน"

อย่างเช่น คุณทักษิณพูดง่ายๆ ว่าพวกที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของตนเรื่องแบ่งหมู่บ้านในชายแดนภาคใต้เป็นสามสีด้วยกันนั้น ส่วนใหญ่เป็นพวกห่วงแต่พวกผู้ก่อการร้าย! แต่ไม่ได้คำนึงถึงสวัสดิภาพของผู้ที่ต้องตกเป็นเหยื่อของการก่อการร้าย ต้องล้มตายบาดเจ็บบ้างเลย!

หรือเมื่อพูดถึงปฏิกิริยาจากกลุ่มประเทศมุสลิมต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่ใช้ความรุนแรงจัดการกับเหตุการณ์ไม่สงบในชายแดนภาคใต้ คุณทักษิณก็บอกว่า "เราไม่ได้ขอข้าวใครกิน" เพื่อแสดงว่า เราไม่ต้องไปแคร์กับปฏิกิริยาเช่นนั้น!
ถ้อยคำสำนวนอย่างนี้ ล้วนแต่จี้จุดในความรู้สึกของชนชั้นกลางส่วนใหญ่ที่เอียงขวาทั้งนั้น!

ต้องอธิบายขยายความไว้เสียด้วยว่า ที่เรียกว่า "เอียงขวา" นั้นเป็นกระแสความคิดทางอนุรักษนิยมที่เน้นเรื่องเสถียรภาพ และความมั่นคงของบ้านเมืองเป็นเรื่องสำคัญที่สุด นอกจากนี้แนวคิดดังกล่าวยังเน้นหนักในเรื่องชาตินิยมอีกด้วย

ต้องบอกให้ชัดด้วยว่า ตามกระแสความคิดของพวกเอียงขวามักเห็นว่า การเรียกร้องและทักท้วงต่างๆ ของฝ่ายเสรีนิยมหรือลิเบอรัล ซึ่งเป็นฝ่ายกลางๆ นั้น เกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชนและเรื่องความเป็นธรรมต่างๆ ในสังคมนั้น ล้วนเป็นเรื่อง "กวนน้ำให้ขุ่น" เป็นการสั่นคลอนเสถียรภาพของบ้านเมือง และยังมีผลกระทบถึงความมั่นคงของประเทศอีกด้วย!

กระแสเอียงขวานั้น ไม่ถึงกับเป็นกระแสของฝ่ายที่เรียกกันว่า "ขวาตกขอบ"

ฝ่าย "ขวาตกขอบ" เคยออกอิทธิฤทธิ์มาแล้ว เมื่อ 6 ตุลาคม 2519!

แต่กระแส "เอียงขวา" ไม่ได้ไปไกลอย่างพวก "ขวาตกขอบ!" แต่ถ้าถูกปลุกระดมก็ไม่แน่เหมือนกัน!

กระแส "เอียงขวา" ก็มีเสียงเพลง "รักกันไว้เถิด" เป็นเครื่องปลุกเร้า!

แต่สำหรับ "ขวาตกขอบ" ต้องเสียงเพลง "หนักแผ่นดิน" ดังก้องไปทั้งเมือง!

คงจำกันได้ว่า เมื่อนายกรัฐมนตรีทักษิณ ไปกราบนมัสการหลวงพ่อคูณครั้งแรก นอกจากให้ศีลให้พรตามธรรมเนียมแล้ว หลวงพ่อคูณยังบอกด้วยว่า คุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีที่ถูกใจท่านเป็นคนที่สอง คนแรกคือจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์!

คำพูดของหลวงพ่อคูณครั้งนั้น ก็แสดงว่าท่านก็เป็นฝ่ายเอียงขวานั่นเอง!

เคยพบกับผู้บริหารระดับกลางของธนาคารใหญ่แห่งหนึ่ง เป็นผู้ที่ได้รับปริญญา เอ็มบีเอ จากมหาวิทยาลัยชั้นนำในเมืองไทยทีเดียว

เขาบอกว่า ความผิดพลาดอย่างมหันต์ในพัฒนาการของการเมืองไทยก็คือ ไปทำให้ฝ่ายทหารไม่กล้าทำปฏิวัติรัฐประหารอีกเสียแล้ว!

"คราวนี้เราก็หมดที่พึ่ง" เขาบ่น "บ้านเมืองเมื่อถึงทางตัน เราก็เคยพึ่งทหารได้! แต่คราวนี้เราได้หมดที่พึ่งเสียแล้ว!"

เขาประกาศจุดยืนอย่างหนักแน่นว่า "ผู้ที่เป็นวีรบุรุษในหัวใจผมคือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์!"

คนที่มีแนวคิดอย่างนี้ ไม่ใช่เป็นเสียงส่วนน้อย แต่เป็นความคิดที่แฝงอยู่ในใจของคนส่วนใหญ่ที่เป็นชนชั้นกลาง

เมื่อปีที่แล้ว ในหนังสือ "รู้ทันทักษิณ" เล่ม 1 ของอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ผมเป็นผู้เขียนเรื่อง "ทักษิณกับประชาธิปไตยในระบบพรรคการเมือง"

ในบทความดังกล่าวได้บอกว่า ความฝันอันสูงสุดของคุณทักษิณ คืออยากให้ตัวเองได้เป็นลีกวนยู หรือมหาเธร์แห่งเมืองไทย
หลังจากนั้นไม่นานได้พบกับสามีภรรยาคู่หนึ่ง สามีเคยเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมมีชื่อเสียงในกรุงเทพฯ ส่วนภรรยาเคยเป็นครูสอนภาษาไทยในโรงเรียนมัธยมสตรีแห่งหนึ่งเช่นกัน ทั้งคู่เกษียณอายุแล้ว

ฝ่ายสามีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อน "ผมไม่เห็นเป็นเรื่องเสียหาย ที่คุณทักษิณคิดจะเป็นอย่างนายสีกวนยู! ดีเสียอีก! เราจะได้มีคนอย่างลีกวนยูในเมืองไทยเสียที! บ้านเมืองจะได้เป็นระเบียบเรียบร้อย! ไม่รกรุงรังจนทางเท้ามีแต่แม่ค้าหาบเร่แผงลอยอยู่เต็มไปหมด! เดินแทบไม่ได้อยู่แล้ว!"

ฝ่ายภรรยาได้พูดอย่างภาคภูมิใจว่า "ดิฉันเป็นลูกเสือชาวบ้าน! ดิฉันเชื่อว่าพวกเราลูกเสือชาวบ้านคงเลือกพรรคคุณทักษิณในการเลือกตั้งคราวหน้า!"

ส่วนสามีได้พูดทิ้งท้ายไว้ว่า "นายกรัฐมนตรีต้องเข้มแข็งเด็ดขาด! ต้องเป็น Strong Prime Minister! ไม่ใช่เป็นคนเหยาะแหยะ! ไม่กล้าเอาจริงสักที!"

ใครที่คิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันผิดพลาด! เพราะไปสร้างนายกรัฐมนตรีชนิด Strong Prime Minister ขึ้นมา! โปรดสำเหนียกคำพูดของคุณลุงผู้นี้ไว้บ้างก็แล้วกัน!

ในการเลือกตั้งคราวที่แล้ว พรรคประชาธิปัตย์ผิดพลาดที่เรียกร้องให้ช่วยกันลงคะแนนเสียงให้ประชาธิปัตย์ได้ที่นั่งในสภาถึง 201 ที่นั่ง จะได้ตรวจสอบการทำงานของนายกรัฐมนตรีได้อย่างเต็มที!

พวกเอียงขวากลับเห็นว่านายกรัฐมนตรีที่เข้มแข็งเด็ดขาดแล้ว จะต้องมีการตรวจสอบกันทำไม? ให้เข้าไปขัดขวางการทำงานของ Strong Prime Minister ให้เสียเวลาเปล่าๆ!

ผลการเลือกตั้งคราวที่แล้วใน กทม. ประชาธิปัตย์จึงเสียที่นั่งไปหลายที่ เพราะการหาเสียงที่ขวางความคิดของพวกเอียงขวาเหล่านี้!

สิ่งที่พวกเอียงขวาหวาดวิตกกลัวเป็นที่สุด คือกลัวเสียกรุง! กับกลัวการเสียดินแดน!

คงจำกันได้ว่า เมื่อเกิดวิกฤตใหญ่ทางเศรษฐกิจคราวที่แล้ว ที่รู้จักกันในนามว่าวิกฤต "ต้มยำกุ้ง" จนเราต้องเข้าไปขอพึ่งองค์การไอเอ็มเอฟครั้งนั้นมีเสียงพูดกันว่า เป็นการเสียกรุงครั้งที่สาม!

เราเคยเสียกรุงให้แก่พม่ามาสองครั้งแล้ว การเสียกรุงครั้งที่สามนี้ เราเสียบ้านเสียเมืองให้แก่ไอเอ็มเอฟเสียแล้ว!

ไปกันได้ไกลถึงปานนั้นทีเดียว!

ต่อมารัฐบาลประชาธิปัตย์เสนอต่อรัฐสภาสมัยนั้น กฎหมายเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ 10 กว่าฉบับ ตามข้อเสนอของไอเอ็มเอฟก็ถูกประณามว่ากฎหมายเหล่านั้นเป็นกฎหมาย "ทาส" ขององค์การการเงินระหว่างประเทศ

ขณะนั้นคุณทักษิณเพิ่งตั้งพรรคไทยรักไทย ก็ได้เข้ามาช่วยขย่มรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในเรื่องนี้ด้วย! โดยอ้างว่าถ้าได้เป็นรัฐบาลเมื่อใด จะยกเลิกกฎหมาย "ทาส" เหล่านี้ทั้งหมด!

แต่คุณทักษิณได้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมากมาสี่ปีแล้ว ก็ยังไม่ได้แตะกฎหมายเหล่านี้เลย! ถูกจี้ถูกบีบเรื่องนี้คราวใด ก็เลี่ยงบาลีเรื่อยมาจนทุกวันนี้!

นี่เป็นอิทธิฤทธิ์ของการปลุกกระแสของพวกเอียงขวา ในเรื่องการเสียกรุง!

คราวนี้มาถึงเรื่องความกลัวของพวกเอียงขวา อีกเรื่องหนึ่ง คือความกลัวเรื่องเสียดินแดน!

เรื่องความไม่สงบในภาคใต้นั้น ในตอนต้นคุณทักษิณประเมินว่าเป็นเพียงพวก "โจรกระจอก" หรือพวก "โจรห้าร้อย" เท่านั้น

แต่เมื่อเกิดเหตุร้ายแรงที่มัสยิดกรือเซะ ที่ปัตตานี ดร.มหาเธร์ อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้กล่าวขึ้นว่า ดินแดนในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น สมควรที่ไทยจะจัดให้มีการปกครองแบบเป็นเขตปกครองอิสระ

อันที่จริงการพูดเช่นนั้น ไม่ได้มีความหมายถึงการเรียกร้องแบ่งแยกดินแดนแต่อย่างใด เพียงแต่เสนอว่าไทยควรจัดให้เป็นเขตปกครองอิสระเสีย แต่ยังอยู่กับไทยต่อไป

แต่คำพูดของมหาเธร์ครั้งนั้น ได้สร้างกระแสของพวกเอียงขวา ให้เห็นว่าเป็นการเรียกร้องแบ่งแยกดินแดนของไทยเราเสียแล้ว!

ตั้งแต่นั้นมาคุณทักษิณจะพูดติดปากเสมอว่า ตราบใดที่คุณทักษิณยังเป็นนายกรัฐมนตรี จะไม่ยอมเสียดินแดนเป็นอันขาด!

คล้ายกับว่า ถ้าเมืองไทยไม่มีนายกรัฐมนตรีชื่อทักษิณ ชินวัตรแล้ว จะต้องเสียดินแดนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างนั้นแหละ!

เป็นการพูดที่จี้จุดฝ่ายเอียงขวา เพื่อโหมไฟของความหวาดระแวงเรื่องการเสียดินแดนในภาคใต้ให้ลุกโพลงขึ้นได้ต่อไป!

คุณทักษิณรู้ดีว่า ชนชั้นกลางส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ หรือตามหัวเมืองใหญ่ๆ เป็นพวกเอียงขวาทั้งนั้น

นอกจากพวกรากหญ้าแล้ว คุณทักษิณยังต้องการให้พวกเอียงขวาเหล่านี้ได้เป็นฐานเสียงสำคัญที่สนับสนุนคุณทักษิณ และพรรคไทยรักไทยอีกฐานหนึ่งด้วย!