ลำดับนี้จักได้แสดงเตโชกสิณหรือกัมมัฏฐานวิธีแบบกสิณวิธีที่ใช้ไฟเป็นวัตถุแห่งการเพ่ง จัดเป็นกสิณวิธีลำดับที่สามถัดจากปฐวีกสิณ และอาโปกสิณ
โดยทั่วไปการจัดลำดับจะมีการจัดลำดับก่อนหลังคือดิน น้ำ ลม ไฟ แต่ในกสิณวิธีได้จัดเอาไฟหรือเตโชเป็นลำดับที่สาม โดยลมหรือวาโยจัดเป็นลำดับที่สี่
ความเชื่อในทางพระพุทธศาสนาเชื่อว่าพิภพนี้พื้นผิวอันเป็นแผ่นดินรองด้วยแผ่นน้ำ ลึกลงไปจากแผ่นน้ำเป็นลม ตรงศูนย์กลางเป็นไฟ ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการจัดลำดับโดยทั่วไปของธาตุทั้งสี่ เป็นดิน น้ำ ลม ไฟ
แม้ในคัมภีร์อิสีติธาตุหรือการกำหนดธาตุในจักรราศี รวมทั้งคัมภีร์ทักษาพยากรณ์ก็จัดลำดับธาตุเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ โดยนัยลำดับชั้นของผิวพื้นและศูนย์กลางพิภพตามความเชื่อในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น
การที่การจัดลำดับในกสิณวิธีได้สลับเอาไฟมาก่อนลม โดยการจัดเตโชกสิณเป็นกสิณลำดับที่สามในกสิณ 10 วิธี ก็เพราะว่าเป็นการจัดลำดับจากหยาบไปสู่ละเอียดอ่อน จากง่ายไปสู่ยาก ดังที่ได้แสดงมาก่อนหน้านี้แล้ว
ดินอยู่นิ่งกับที่ เห็นได้ชัด เห็นได้ง่าย น้ำแม้จะเห็นได้ชัด เห็นได้ง่าย แต่มีการกระเพื่อมไหว จึงยากและละเอียดอ่อนกว่าดิน ส่วนไฟนั้นละเอียดอ่อนกว่าน้ำเพราะจับต้องอะไรไม่ได้ มีการเคลื่อนไหวและมีพลังความร้อนที่สัมผัสได้ การเคลื่อนไหวและพลังความร้อนนั้นเป็นอุปสรรครบกวนต่อการเพ่งดังที่ได้แสดงมาโดยลำดับแล้ว
แต่ถึงกระนั้นไฟก็ยังหยาบกว่าลม เพราะยังสามารถมองเห็นได้ ส่วนลมนั้นไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาว่าเคลื่อนไหวประการใด แต่ก็สามารถสัมผัสรับรู้ได้จากสิ่งที่ได้รับผลกระทบและยังมีพลังความชุ่มชื่นฉ่ำเย็นอยู่ในลมด้วย ดังนั้นลมจึงละเอียดอ่อนกว่า ประณีตกว่าไฟ เหตุนี้จึงจัดเอาลมหรือวาโยเป็นลำดับถัดไปจากไฟ
การทำเตโชกสิณในส่วนของผู้ฝึกฝนอบรม ในส่วนของระยะการเพ่ง ในส่วนของการเตรียมตัวเตรียมสถานที่ก็เป็นทำนองเดียวกันกับการจัดเตรียมแบบปฐวีกสิณ คงต่างกันเฉพาะตัววงกสิณคือไฟเท่านั้น
ไฟซึ่งจะใช้ในการทำเตโชกสิณมีอยู่สองประเภทเช่นเดียวกับดินและน้ำ คือไฟที่มีมาในธรรมชาติกับไฟที่จัดเตรียมขึ้นเพื่อการทำเตโชกสิณ
ไฟในธรรมชาติได้แก่ไฟที่ไหม้ลามในที่ใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นไฟไหม้กิ่งไม้ ใบไม้ ไฟที่กำลังไหม้ป่าหรือสิ่งของ
ส่วนไฟที่จัดเตรียมไว้ได้แก่ไฟที่ก่อขึ้นเพื่อทำเตโชกสิณโดยเฉพาะ จะต้องจัดเตรียมให้เหมาะสมกับการทำเตโชกสิณ และป้องกันอุปสรรคขัดขวางการเพ่งกสิณให้มากที่สุด
เริ่มต้นก็คือฟืนที่จะใช้ในการก่อไฟ จะต้องเลือกเอาไม้ที่เผาไหม้แล้วไม่เกิดควัน หรือเกิดความรบกวนน้อยที่สุด ซึ่งมีอยู่มากมายหลายชนิด และฟืนนั้นจะต้องไม่เกิดเสียงปะทุในขณะไหม้ เพราะหากเกิดเสียงปะทุแล้วก็จะรบกวนการเพ่งกสิณ และต้องเป็นฟืนที่ไหม้ลุกโชติช่วงวูบวาบ และเมื่อติดไฟแล้วก็จะมีไฟลุกไหม้อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องเป็นระยะเวลาพอสมควรแก่ระยะเวลาในการทำเตโชกสิณ
โดยรวมก็คือการเลือกฟืนที่จะใช้สำหรับการก่อไฟนั้นจะต้องเลือกจากไม้ฟืนที่ไม่ก่อให้เกิดควันหรือเกิดควันน้อยที่สุด จะต้องเลือกไม้ที่ไหม้ไฟแล้วไม่ปะทุให้เกิดเสียงดังรบกวนรำคาญ และจะต้องเป็นฟืนที่ไม่ลุกไหม้โชติช่วงวูบวาบซึ่งเป็นการรบกวนการเพ่งกสิณอีกแบบหนึ่ง โดยจะต้องเลือกฟืนที่ไหม้ไฟสม่ำเสมอเป็นระยะเวลายาวนาน สามารถลุกไหม้ได้ต่อเนื่องกันราว ๆ ครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย
เพราะถ้าหากกองฟืนไม่สามารถไหม้ไฟได้อย่างยาวนานแล้วและมอดดับลงเสียในระยะเวลาสั้น ๆ ก็ต้องเสียเวลาละการเพ่งมาเติมฟืนเติมไฟ ซึ่งเป็นการขัดขวางในการเพ่งกสิณ ดังนั้นการที่มีไฟลุกไหม้ยาวนานเท่าใด จึงทำให้การเพ่งยาวนานโดยไม่ต้องเสียเวลาไปเติมไฟนานเท่านั้นด้วย
ดังนั้นเมื่อได้ฟืนตามต้องการแล้ว การทำกองฟืนก็ต้องมีขนาดพอประมาณ ไม่เล็กเกินไป และไม่ใหญ่จนเกินไป เพราะถ้าหากกองฟืนเล็กเกินไปไฟไหม้ชั่วครู่หนึ่งก็จะดับมอด ต้องมาเติมฟืน เติมไฟ ทำให้การฝึกฝนอบรมชะงักขาดตอนและต้องไปเริ่มต้นกันใหม่
หรือในกรณีที่กองฟืนใหญ่เกินไปก็จะเกิดพลังความร้อนแรงกล้า ไฟจะลุกแผ่เป็นวงกว้างมากเกินไป และให้ความร้อนแรงมากเกินไปจนระยะห่างชั่วแอกหนึ่งจากที่นั่งเพ่งถึงกองไฟไม่อาจทนทานต่อรัศมีความร้อนได้
โดยปกติระยะห่างจากจุดนั่งเพ่งไปยังวงกสิณจะเป็นระยะชั่วแอกหนึ่ง แต่ในกรณีทำเตโชกสิณนั้นอาจยืดหยุ่นให้ห่างไกลออกไปอีกสักหน่อยก็ได้ เพื่อไม่ให้รัศมีความร้อนรบกวนการเพ่งกสิณ
ดังนั้นขนาดของกองฟืนและระยะห่างของการนั่งเพ่งกสิณจึงต้องสมดุลกัน ตรงไหนที่เรียกว่าสมดุลก็คือตรงที่ทำให้การนั่งเพ่งกสิณนั้นไม่ถูกรบกวนหรือขัดขวางด้วยรัศมีความร้อนของกองไฟ
เมื่อเตรียมกองไฟแล้วก็ยังเป็นเรื่องของการเตรียมวงกสิณ เพื่อให้สามารถเห็นไฟภายในวงกสิณ สำหรับการทำเตโชกสิณนั้นจะต้องเตรียมแผ่นเสื่อลำแพนหรือแผ่นไม้กระดานหรืออะไรที่เป็นแผ่นก็ได้ แต่ต้องมีขนาดพอบังกองไฟได้ แล้วเจาะวงกลมไว้ตรงกลางให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 คืบ 2 องคุลี ซึ่งเป็นขนาดเดียวกับวงกสิณในการทำปฐวีกสิณและอาโปกสิณนั่นเอง
นำแผ่นดังกล่าวนั้นตั้งบังกองไฟ ให้เห็นไฟผ่านทางวงกสิณอย่างชัดเจน
ดังนั้นระยะของการตั้งแผ่นดังกล่าวจึงต้องห่างกองไฟพอประมาณ ที่แผ่นนั้นจะไม่ถูกรัศมีความร้อนจนไหม้
มาถึงตรงนี้ก็อาจกล่าวถึงการจัดที่นั่งในการเพ่งกสิณได้ด้วยว่าอาจจัดที่นั่งให้มีระยะห่างจากแผ่นนั้นชั่วแอกหนึ่งก็จะเป็นระยะที่พอดีกับการทำเตโชกสิณ เพราะระยะก็พอเหมาะ รัศมีความร้อนก็ไม่กระทบจนรบกวนการทำกสิณ เนื่องจากมีแผ่นกั้นอยู่ชั้นหนึ่งแล้ว
ในการเริ่มต้นฝึกฝนการเพ่งเตโชกสิณก็เหมือนกันกับการเริ่มต้นฝึกฝนการเพ่งปฐวีกสิณและอาโปกสิณ จากนั้นก็เริ่มต้นการเพ่งไปที่วงกสิณ เพื่อให้เกิดมโนภาพขึ้นกับจิต เห็นไฟในวงกสิณนั้นอย่างชัดเจนถ้วนทั่ว
ในการเพ่งวงกสิณนั้นจะต้องจำกัดสายตาให้รวมตัวอยู่ที่วงกสิณ อย่าให้วอกแวกไปสนใจกับเปลวไฟซึ่งอาจลุกโชติช่วงเหนือแผ่นวงกสิณ และไม่ต้องสนใจกับควันของไฟซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในบางครั้งบางคราว ทั้งต้องไม่สนใจในกลิ่นที่เกิดจากการไหม้ รวมทั้งจะต้องไม่สนใจในสีของไฟ ที่มีลักษณะเป็นสีแดงเพราะจะเบี่ยงเบนไปติดยึดในสี และจะกลายเป็นกสิณที่ถือเอาสีเป็นวัตถุในการเพ่ง ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก
ในการเพ่งวงกสิณซึ่งปรากฏไฟอยู่นั้น จะสัมผัสถึงไอความร้อนของไฟได้ด้วย ดังนั้นจุดเพ่งในการทำเตโชกสิณจึงเพ่งเอาภาพของไฟที่เห็นนั้นอย่างหนึ่ง รวมกับรัศมีความร้อนอีกอย่างหนึ่งเข้าเป็นสิ่งเดียวกัน คือ เห็นไฟที่มีความร้อน ไม่ใช่เห็นแต่ไฟหรือสัมผัสได้แต่ความร้อน
ต้องขอย้ำว่าจะต้องเห็นและสัมผัสได้พร้อมกันทั้งไฟในวงกสิณและพลังความร้อนที่เกิดจากไฟนั้นในลักษณะที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะจะเป็นรากฐานหรือบาทฐานของอานิสงส์แห่งเตโชกสิณในการกระทำอิทธิ ฤทธิ์ ในกาลข้างหน้าซึ่งเป็นอานิสงส์เฉพาะของเตโชกสิณด้วย
ในการลืมตาเพ่งมองดวงไฟพร้อม ๆ กันกับการรับสัมผัสไอหรือพลังความร้อนของดวงไฟ แม้จะเป็นการเห็นด้วยตาในลักษณะของไฟ และเป็นการรับรู้พลังความร้อนจากการสัมผัสด้วยกาย แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับจิตก็คือไฟในวงกสิณที่มีพลังความร้อนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ในขณะที่เพ่งมองวงกสิณและสัมผัสพลังความร้อนของไฟโดยจิตรับรู้และสัมผัสหรือเห็นวงกสิณไฟที่มีพลังความร้อนนั้น ความถ้วนทั่วครบถ้วนสมบูรณ์ ความแน่วนิ่งมั่นคงก็จะค่อย ๆ เกิดขึ้น จนภาพวงกสิณที่มีพลังความร้อนปรากฏขึ้นกับจิตอย่างครบถ้วนสมบูรณ์โดยลำดับไป
ในการฝึกฝนปฏิบัติเตโชกสิณนี้ออกจะยากสักหน่อยหนึ่ง เพราะว่าพอจิตจะเริ่มตั้งมั่น ระยะเวลาก็ผ่านไป กองไฟก็จะค่อย ๆ มอดลง ดังนั้นจะต้องเติมฟืนเติมไฟเป็นธรรมดา และทำให้การฝึกฝนอบรมต้องชะงักลง แต่ก็มีอุบายวิธีที่จะรักษามโนภาพไว้โดยทุกขณะที่ลุกไปเติมฟืนเติมไฟนั้นตาก็เพ่งจ้องอยู่ที่วงกสิณและกองไฟ จนสามารถเห็นกองไฟเป็นวงกสิณเหมือนดังเดิมได้
ความยุ่งยาก ความชะงัก อาจจะช้าเร็วประการใดย่อมขึ้นอยู่กับความตั้งใจและความมั่นคงของจิตที่สามารถรักษามโนภาพวงกสิณไฟที่มีพลังความร้อนได้มากน้อยและช้าเร็วประการใดด้วย แต่ในที่สุดก็จะผ่านพ้นไปได้ตามธรรมดาธรรมชาติ ด้วยนามกายที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นดังที่ได้แสดงมาแล้วในกสิณวิธีก่อนหน้านี้
ในที่สุดมโนภาพที่เกิดกับจิตเป็นวงกสิณไฟที่มีพลังความร้อนก็จะมีความมั่นคงแน่วนิ่งขึ้นเป็นขั้นตอนแรก จากนั้นก็เป็นการเพ่งด้วยจิตหรือมองด้วยจิตให้เห็นมโนภาพดังกล่าว ภาพที่เกิดขึ้นกับจิตในตอนแรกเรียกว่าเตโชอุคหนิมิต และเมื่อเพ่งกระทำปฏิภาคนิมิตจากเตโชอุคหนิมิตนั้นไปโดยลำดับแล้ว ก็ย่อมสำเร็จในขั้นที่สอง คือการได้ปฏิภาคนิมิตในวงกสิณไฟที่มีพลังความร้อนหรือที่เรียกว่าเตโชปฏิภาคนิมิต
เตโชปฏิภาคนิมิตที่ครบถ้วนสมบูรณ์แน่วแน่มั่นคง จะทำให้นามกายที่ก่อตัวขึ้นไปโดยลำดับนั้นมีพลังแกล้วกล้าในกสิณวิธีอย่างหนึ่ง และในการกำหนดพลังความร้อนอีกอย่างหนึ่ง
นั่นคือในขณะกระทำเตโชปฏิภาคนิมิตนั้น จิตจะมีพลัง มีความมั่นคง มีความบริสุทธิ์มากขึ้น กำลังของจิตสามารถทำให้เตโชปฏิภาคนิมิตขยายหรือหดหรือเคลื่อนย้ายโดยมีพลังความร้อนมากน้อยได้ตามปรารถนา
ส่วนการทำเตโชกสิณโดยไฟในธรรมชาติก็ทำนองเดียวกันกับการทำปฐวีหรืออาโปกสิณ คือ ในการเพ่งไฟที่ลุกไหม้อยู่ตามธรรมชาตินั้นจะต้องกำหนดจิตให้กำหนดวงกสิณแทนการทำวงกสิณและเมื่อมีความชำนาญในการทำเตโชกสิณโดยไฟที่เตรียมไว้แล้ว จากนั้นก็สามารถเพ่งมองไฟในธรรมชาติได้โดยง่ายและหลังจากนั้นแม้ไม่ต้องก่อไฟหรือแม้ไม่มีไฟในธรรมชาติก็สามารถกำหนดวงกสิณไฟขึ้นในมโนภาพแล้วเพ่งได้ จนกระทั่งเตโชปฏิภาคนิมิตมีความมั่นคงครบถ้วนสมบูรณ์
การทำเตโชกสิณมีอานิสงส์เฉพาะห้าประการ คือ สามารถทำให้เกิดควันและเปลวไฟ สามารถทำให้เกิดแสงสว่าง สามารถทำลายแสงหรือความสว่างของรูปอื่น ๆ ได้ สามารถทำให้เกิดไฟหรือความร้อนเผาผลาญสิ่งอื่น ๆ ได้ และสามารถล่วงรู้เกี่ยวกับไฟและแสงสว่างได้ หรือนัยหนึ่งก็คือสามารถเห็นไฟได้ในทุกที่ไม่ว่าในระยะใกล้หรือในระยะไกล รวมทั้งสามารถดับไฟได้ทั้งในระยะใกล้และในระยะไกล
โดยทั่วไปการจัดลำดับจะมีการจัดลำดับก่อนหลังคือดิน น้ำ ลม ไฟ แต่ในกสิณวิธีได้จัดเอาไฟหรือเตโชเป็นลำดับที่สาม โดยลมหรือวาโยจัดเป็นลำดับที่สี่
ความเชื่อในทางพระพุทธศาสนาเชื่อว่าพิภพนี้พื้นผิวอันเป็นแผ่นดินรองด้วยแผ่นน้ำ ลึกลงไปจากแผ่นน้ำเป็นลม ตรงศูนย์กลางเป็นไฟ ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการจัดลำดับโดยทั่วไปของธาตุทั้งสี่ เป็นดิน น้ำ ลม ไฟ
แม้ในคัมภีร์อิสีติธาตุหรือการกำหนดธาตุในจักรราศี รวมทั้งคัมภีร์ทักษาพยากรณ์ก็จัดลำดับธาตุเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ โดยนัยลำดับชั้นของผิวพื้นและศูนย์กลางพิภพตามความเชื่อในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น
การที่การจัดลำดับในกสิณวิธีได้สลับเอาไฟมาก่อนลม โดยการจัดเตโชกสิณเป็นกสิณลำดับที่สามในกสิณ 10 วิธี ก็เพราะว่าเป็นการจัดลำดับจากหยาบไปสู่ละเอียดอ่อน จากง่ายไปสู่ยาก ดังที่ได้แสดงมาก่อนหน้านี้แล้ว
ดินอยู่นิ่งกับที่ เห็นได้ชัด เห็นได้ง่าย น้ำแม้จะเห็นได้ชัด เห็นได้ง่าย แต่มีการกระเพื่อมไหว จึงยากและละเอียดอ่อนกว่าดิน ส่วนไฟนั้นละเอียดอ่อนกว่าน้ำเพราะจับต้องอะไรไม่ได้ มีการเคลื่อนไหวและมีพลังความร้อนที่สัมผัสได้ การเคลื่อนไหวและพลังความร้อนนั้นเป็นอุปสรรครบกวนต่อการเพ่งดังที่ได้แสดงมาโดยลำดับแล้ว
แต่ถึงกระนั้นไฟก็ยังหยาบกว่าลม เพราะยังสามารถมองเห็นได้ ส่วนลมนั้นไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาว่าเคลื่อนไหวประการใด แต่ก็สามารถสัมผัสรับรู้ได้จากสิ่งที่ได้รับผลกระทบและยังมีพลังความชุ่มชื่นฉ่ำเย็นอยู่ในลมด้วย ดังนั้นลมจึงละเอียดอ่อนกว่า ประณีตกว่าไฟ เหตุนี้จึงจัดเอาลมหรือวาโยเป็นลำดับถัดไปจากไฟ
การทำเตโชกสิณในส่วนของผู้ฝึกฝนอบรม ในส่วนของระยะการเพ่ง ในส่วนของการเตรียมตัวเตรียมสถานที่ก็เป็นทำนองเดียวกันกับการจัดเตรียมแบบปฐวีกสิณ คงต่างกันเฉพาะตัววงกสิณคือไฟเท่านั้น
ไฟซึ่งจะใช้ในการทำเตโชกสิณมีอยู่สองประเภทเช่นเดียวกับดินและน้ำ คือไฟที่มีมาในธรรมชาติกับไฟที่จัดเตรียมขึ้นเพื่อการทำเตโชกสิณ
ไฟในธรรมชาติได้แก่ไฟที่ไหม้ลามในที่ใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นไฟไหม้กิ่งไม้ ใบไม้ ไฟที่กำลังไหม้ป่าหรือสิ่งของ
ส่วนไฟที่จัดเตรียมไว้ได้แก่ไฟที่ก่อขึ้นเพื่อทำเตโชกสิณโดยเฉพาะ จะต้องจัดเตรียมให้เหมาะสมกับการทำเตโชกสิณ และป้องกันอุปสรรคขัดขวางการเพ่งกสิณให้มากที่สุด
เริ่มต้นก็คือฟืนที่จะใช้ในการก่อไฟ จะต้องเลือกเอาไม้ที่เผาไหม้แล้วไม่เกิดควัน หรือเกิดความรบกวนน้อยที่สุด ซึ่งมีอยู่มากมายหลายชนิด และฟืนนั้นจะต้องไม่เกิดเสียงปะทุในขณะไหม้ เพราะหากเกิดเสียงปะทุแล้วก็จะรบกวนการเพ่งกสิณ และต้องเป็นฟืนที่ไหม้ลุกโชติช่วงวูบวาบ และเมื่อติดไฟแล้วก็จะมีไฟลุกไหม้อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องเป็นระยะเวลาพอสมควรแก่ระยะเวลาในการทำเตโชกสิณ
โดยรวมก็คือการเลือกฟืนที่จะใช้สำหรับการก่อไฟนั้นจะต้องเลือกจากไม้ฟืนที่ไม่ก่อให้เกิดควันหรือเกิดควันน้อยที่สุด จะต้องเลือกไม้ที่ไหม้ไฟแล้วไม่ปะทุให้เกิดเสียงดังรบกวนรำคาญ และจะต้องเป็นฟืนที่ไม่ลุกไหม้โชติช่วงวูบวาบซึ่งเป็นการรบกวนการเพ่งกสิณอีกแบบหนึ่ง โดยจะต้องเลือกฟืนที่ไหม้ไฟสม่ำเสมอเป็นระยะเวลายาวนาน สามารถลุกไหม้ได้ต่อเนื่องกันราว ๆ ครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย
เพราะถ้าหากกองฟืนไม่สามารถไหม้ไฟได้อย่างยาวนานแล้วและมอดดับลงเสียในระยะเวลาสั้น ๆ ก็ต้องเสียเวลาละการเพ่งมาเติมฟืนเติมไฟ ซึ่งเป็นการขัดขวางในการเพ่งกสิณ ดังนั้นการที่มีไฟลุกไหม้ยาวนานเท่าใด จึงทำให้การเพ่งยาวนานโดยไม่ต้องเสียเวลาไปเติมไฟนานเท่านั้นด้วย
ดังนั้นเมื่อได้ฟืนตามต้องการแล้ว การทำกองฟืนก็ต้องมีขนาดพอประมาณ ไม่เล็กเกินไป และไม่ใหญ่จนเกินไป เพราะถ้าหากกองฟืนเล็กเกินไปไฟไหม้ชั่วครู่หนึ่งก็จะดับมอด ต้องมาเติมฟืน เติมไฟ ทำให้การฝึกฝนอบรมชะงักขาดตอนและต้องไปเริ่มต้นกันใหม่
หรือในกรณีที่กองฟืนใหญ่เกินไปก็จะเกิดพลังความร้อนแรงกล้า ไฟจะลุกแผ่เป็นวงกว้างมากเกินไป และให้ความร้อนแรงมากเกินไปจนระยะห่างชั่วแอกหนึ่งจากที่นั่งเพ่งถึงกองไฟไม่อาจทนทานต่อรัศมีความร้อนได้
โดยปกติระยะห่างจากจุดนั่งเพ่งไปยังวงกสิณจะเป็นระยะชั่วแอกหนึ่ง แต่ในกรณีทำเตโชกสิณนั้นอาจยืดหยุ่นให้ห่างไกลออกไปอีกสักหน่อยก็ได้ เพื่อไม่ให้รัศมีความร้อนรบกวนการเพ่งกสิณ
ดังนั้นขนาดของกองฟืนและระยะห่างของการนั่งเพ่งกสิณจึงต้องสมดุลกัน ตรงไหนที่เรียกว่าสมดุลก็คือตรงที่ทำให้การนั่งเพ่งกสิณนั้นไม่ถูกรบกวนหรือขัดขวางด้วยรัศมีความร้อนของกองไฟ
เมื่อเตรียมกองไฟแล้วก็ยังเป็นเรื่องของการเตรียมวงกสิณ เพื่อให้สามารถเห็นไฟภายในวงกสิณ สำหรับการทำเตโชกสิณนั้นจะต้องเตรียมแผ่นเสื่อลำแพนหรือแผ่นไม้กระดานหรืออะไรที่เป็นแผ่นก็ได้ แต่ต้องมีขนาดพอบังกองไฟได้ แล้วเจาะวงกลมไว้ตรงกลางให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 คืบ 2 องคุลี ซึ่งเป็นขนาดเดียวกับวงกสิณในการทำปฐวีกสิณและอาโปกสิณนั่นเอง
นำแผ่นดังกล่าวนั้นตั้งบังกองไฟ ให้เห็นไฟผ่านทางวงกสิณอย่างชัดเจน
ดังนั้นระยะของการตั้งแผ่นดังกล่าวจึงต้องห่างกองไฟพอประมาณ ที่แผ่นนั้นจะไม่ถูกรัศมีความร้อนจนไหม้
มาถึงตรงนี้ก็อาจกล่าวถึงการจัดที่นั่งในการเพ่งกสิณได้ด้วยว่าอาจจัดที่นั่งให้มีระยะห่างจากแผ่นนั้นชั่วแอกหนึ่งก็จะเป็นระยะที่พอดีกับการทำเตโชกสิณ เพราะระยะก็พอเหมาะ รัศมีความร้อนก็ไม่กระทบจนรบกวนการทำกสิณ เนื่องจากมีแผ่นกั้นอยู่ชั้นหนึ่งแล้ว
ในการเริ่มต้นฝึกฝนการเพ่งเตโชกสิณก็เหมือนกันกับการเริ่มต้นฝึกฝนการเพ่งปฐวีกสิณและอาโปกสิณ จากนั้นก็เริ่มต้นการเพ่งไปที่วงกสิณ เพื่อให้เกิดมโนภาพขึ้นกับจิต เห็นไฟในวงกสิณนั้นอย่างชัดเจนถ้วนทั่ว
ในการเพ่งวงกสิณนั้นจะต้องจำกัดสายตาให้รวมตัวอยู่ที่วงกสิณ อย่าให้วอกแวกไปสนใจกับเปลวไฟซึ่งอาจลุกโชติช่วงเหนือแผ่นวงกสิณ และไม่ต้องสนใจกับควันของไฟซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในบางครั้งบางคราว ทั้งต้องไม่สนใจในกลิ่นที่เกิดจากการไหม้ รวมทั้งจะต้องไม่สนใจในสีของไฟ ที่มีลักษณะเป็นสีแดงเพราะจะเบี่ยงเบนไปติดยึดในสี และจะกลายเป็นกสิณที่ถือเอาสีเป็นวัตถุในการเพ่ง ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก
ในการเพ่งวงกสิณซึ่งปรากฏไฟอยู่นั้น จะสัมผัสถึงไอความร้อนของไฟได้ด้วย ดังนั้นจุดเพ่งในการทำเตโชกสิณจึงเพ่งเอาภาพของไฟที่เห็นนั้นอย่างหนึ่ง รวมกับรัศมีความร้อนอีกอย่างหนึ่งเข้าเป็นสิ่งเดียวกัน คือ เห็นไฟที่มีความร้อน ไม่ใช่เห็นแต่ไฟหรือสัมผัสได้แต่ความร้อน
ต้องขอย้ำว่าจะต้องเห็นและสัมผัสได้พร้อมกันทั้งไฟในวงกสิณและพลังความร้อนที่เกิดจากไฟนั้นในลักษณะที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะจะเป็นรากฐานหรือบาทฐานของอานิสงส์แห่งเตโชกสิณในการกระทำอิทธิ ฤทธิ์ ในกาลข้างหน้าซึ่งเป็นอานิสงส์เฉพาะของเตโชกสิณด้วย
ในการลืมตาเพ่งมองดวงไฟพร้อม ๆ กันกับการรับสัมผัสไอหรือพลังความร้อนของดวงไฟ แม้จะเป็นการเห็นด้วยตาในลักษณะของไฟ และเป็นการรับรู้พลังความร้อนจากการสัมผัสด้วยกาย แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับจิตก็คือไฟในวงกสิณที่มีพลังความร้อนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ในขณะที่เพ่งมองวงกสิณและสัมผัสพลังความร้อนของไฟโดยจิตรับรู้และสัมผัสหรือเห็นวงกสิณไฟที่มีพลังความร้อนนั้น ความถ้วนทั่วครบถ้วนสมบูรณ์ ความแน่วนิ่งมั่นคงก็จะค่อย ๆ เกิดขึ้น จนภาพวงกสิณที่มีพลังความร้อนปรากฏขึ้นกับจิตอย่างครบถ้วนสมบูรณ์โดยลำดับไป
ในการฝึกฝนปฏิบัติเตโชกสิณนี้ออกจะยากสักหน่อยหนึ่ง เพราะว่าพอจิตจะเริ่มตั้งมั่น ระยะเวลาก็ผ่านไป กองไฟก็จะค่อย ๆ มอดลง ดังนั้นจะต้องเติมฟืนเติมไฟเป็นธรรมดา และทำให้การฝึกฝนอบรมต้องชะงักลง แต่ก็มีอุบายวิธีที่จะรักษามโนภาพไว้โดยทุกขณะที่ลุกไปเติมฟืนเติมไฟนั้นตาก็เพ่งจ้องอยู่ที่วงกสิณและกองไฟ จนสามารถเห็นกองไฟเป็นวงกสิณเหมือนดังเดิมได้
ความยุ่งยาก ความชะงัก อาจจะช้าเร็วประการใดย่อมขึ้นอยู่กับความตั้งใจและความมั่นคงของจิตที่สามารถรักษามโนภาพวงกสิณไฟที่มีพลังความร้อนได้มากน้อยและช้าเร็วประการใดด้วย แต่ในที่สุดก็จะผ่านพ้นไปได้ตามธรรมดาธรรมชาติ ด้วยนามกายที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นดังที่ได้แสดงมาแล้วในกสิณวิธีก่อนหน้านี้
ในที่สุดมโนภาพที่เกิดกับจิตเป็นวงกสิณไฟที่มีพลังความร้อนก็จะมีความมั่นคงแน่วนิ่งขึ้นเป็นขั้นตอนแรก จากนั้นก็เป็นการเพ่งด้วยจิตหรือมองด้วยจิตให้เห็นมโนภาพดังกล่าว ภาพที่เกิดขึ้นกับจิตในตอนแรกเรียกว่าเตโชอุคหนิมิต และเมื่อเพ่งกระทำปฏิภาคนิมิตจากเตโชอุคหนิมิตนั้นไปโดยลำดับแล้ว ก็ย่อมสำเร็จในขั้นที่สอง คือการได้ปฏิภาคนิมิตในวงกสิณไฟที่มีพลังความร้อนหรือที่เรียกว่าเตโชปฏิภาคนิมิต
เตโชปฏิภาคนิมิตที่ครบถ้วนสมบูรณ์แน่วแน่มั่นคง จะทำให้นามกายที่ก่อตัวขึ้นไปโดยลำดับนั้นมีพลังแกล้วกล้าในกสิณวิธีอย่างหนึ่ง และในการกำหนดพลังความร้อนอีกอย่างหนึ่ง
นั่นคือในขณะกระทำเตโชปฏิภาคนิมิตนั้น จิตจะมีพลัง มีความมั่นคง มีความบริสุทธิ์มากขึ้น กำลังของจิตสามารถทำให้เตโชปฏิภาคนิมิตขยายหรือหดหรือเคลื่อนย้ายโดยมีพลังความร้อนมากน้อยได้ตามปรารถนา
ส่วนการทำเตโชกสิณโดยไฟในธรรมชาติก็ทำนองเดียวกันกับการทำปฐวีหรืออาโปกสิณ คือ ในการเพ่งไฟที่ลุกไหม้อยู่ตามธรรมชาตินั้นจะต้องกำหนดจิตให้กำหนดวงกสิณแทนการทำวงกสิณและเมื่อมีความชำนาญในการทำเตโชกสิณโดยไฟที่เตรียมไว้แล้ว จากนั้นก็สามารถเพ่งมองไฟในธรรมชาติได้โดยง่ายและหลังจากนั้นแม้ไม่ต้องก่อไฟหรือแม้ไม่มีไฟในธรรมชาติก็สามารถกำหนดวงกสิณไฟขึ้นในมโนภาพแล้วเพ่งได้ จนกระทั่งเตโชปฏิภาคนิมิตมีความมั่นคงครบถ้วนสมบูรณ์
การทำเตโชกสิณมีอานิสงส์เฉพาะห้าประการ คือ สามารถทำให้เกิดควันและเปลวไฟ สามารถทำให้เกิดแสงสว่าง สามารถทำลายแสงหรือความสว่างของรูปอื่น ๆ ได้ สามารถทำให้เกิดไฟหรือความร้อนเผาผลาญสิ่งอื่น ๆ ได้ และสามารถล่วงรู้เกี่ยวกับไฟและแสงสว่างได้ หรือนัยหนึ่งก็คือสามารถเห็นไฟได้ในทุกที่ไม่ว่าในระยะใกล้หรือในระยะไกล รวมทั้งสามารถดับไฟได้ทั้งในระยะใกล้และในระยะไกล