xs
xsm
sm
md
lg

มหัศจรรย์แห่งโลกภายใน (36)

เผยแพร่:   โดย: สิริอัญญา

ภาวะของจิตทั้งหกประการที่ก่อตัวเกิดขึ้นและพัฒนาไปโดยการฝึกฝนอบรมแบบปฐวีกสิณนั้น จะเป็นภาวะที่ก่อตัวและเกิดขึ้นในการฝึกฝนอบรมแบบกสิณวิธีอื่น ๆ ด้วย ดังนั้นขอให้ได้ตั้งความสังเกต ความเข้าใจ ไว้เสียตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อจะได้ไม่ต้องกล่าวซ้ำโดยไม่จำเป็นในกสิณวิธีอื่น ๆ

ลำดับแต่นี้ไปจักได้พรรณนากัมมัฏฐานวิธีแบบอาโปกสิณ หรือกสิณธาตุน้ำ หรือกสิณที่เพ่งน้ำเป็นอารมณ์ ซึ่งจะมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่การกระทำอุคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตเป็นเบื้องต้น เหมือนกับการฝึกฝนอบรมแบบปฐวีกสิณ

อาโปกสิณเป็นกสิณที่หยาบน้อยหรือละเอียดอ่อนกว่าปฐวีกสิณตามคุณลักษณะของน้ำ มีความราบเรียบมากกว่าปฐวีกสิณ แต่ก็เห็นได้โดยง่ายเช่นเดียวกับปฐวีกสิณ มีความอ่อนตัว มีความเหลว ความไหล ความซึมซ่าน อันเป็นลักษณะของน้ำ แต่ก็มีความกระเพื่อมและมีลักษณะสะท้อนเป็นตัวอุปสรรคต่อการเพ่งกสิณได้

ดังนั้นในการจัดเตรียมการฝึกฝนอบรมอาโปกสิณจึงต้องจัดเตรียมสถานที่ที่ไม่มีลมแรง และที่ไม่มีแสงจ้าจนเกินไป เพื่อไม่ให้น้ำเกิดอาการกระเพื่อมหรือสะท้อนแสงเป็นอุปสรรคต่อการเพ่งกสิณ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่อยู่ในที่มืดเกินไปหรืออับทึบเกินไปจนเป็นอุปสรรครบกวนการเพ่งอาโปกสิณ

ตัวผู้ฝึกฝนอบรมปฏิบัติไม่จำจะต้องกล่าวถึงอีก เพราะต้องเตรียมตัวอย่างเดียวกันกับการฝึกฝนอบรมแบบปฐวีกสิณ สิ่งที่ต้องตระเตรียมที่สำคัญคือวงกสิณ ได้แก่น้ำ ซึ่งมีสองประเภท คือน้ำซึ่งได้จัดเตรียมไว้กับน้ำที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติ

น้ำตามธรรมชาติจะเป็นน้ำในบึง ในหนอง ในคลอง ในบ่อก็ได้ หรือน้ำในที่ไหน ๆ ก็ได้ ขอให้เป็นน้ำที่มีลักษณะราบเรียบ ไม่มีแรงกระเพื่อมให้รบกวนต่อการเพ่ง แต่น้ำตามธรรมชาตินี้จะมีความยากลำบากตรงการกำหนดวงกสิณ เพราะไม่สามารถใช้สิ่งของวัตถุเป็นเครื่องกำหนดวงกสิณได้ จะต้องใช้ความสามารถและความเพ่งของตาเป็นตัวกำหนดวงกสิณ

ส่วนน้ำที่เตรียมก็คือการเตรียมภาชนะที่มีปากกว้างประมาณ 1 คืบ 2 องคุลี ซึ่งพอเหมาะพอดีต่อการมองเห็นโดยถ้วนทั่ว จะเป็นขันขนาดใหญ่ อ่างขนาดเล็ก หรือภาชนะอะไรก็ตามที่สามารถใส่น้ำได้ แล้วมีขนาดของปากภาชนะดังที่ว่านั้น ปากของภาชนะและขนาดของปากภาชนะนั้นก็คือขนาดของวงกสิณนั่นเอง

เมื่อได้ภาชนะที่จะทำเป็นวงกสิณแล้วก็ใช้น้ำใส่ในภาชนะนั้นให้เต็มถึงปาก ถ้าจะให้ดีก็ควรใช้น้ำฝนหรือน้ำที่ใสสะอาดก็จะทำให้ไม่มีสิ่งรบกวนเป็นอุปสรรคในการเพ่งกสิณ

ดังนั้นการใช้น้ำตามธรรมชาติและการใช้น้ำที่เตรียมไว้จึงมีความต่างกันตรงที่การกำหนดวงกสิณ คือ สำหรับน้ำที่จัดเตรียมเป็นวงกสิณจะเท่ากับปากขอบของภาชนะ คือ มีวัตถุหรือภาชนะเป็นตัวกำหนดกรอบหรือวงกสิณ ในขณะที่น้ำตามธรรมชาตินั้นจะใช้การเพ่งด้วยกำลังของจิตเป็นตัวกำหนดวงกสิณ จะใช้วิธีใดจึงขึ้นอยู่กับความถนัดและความแก่กล้าของกำลังจิต

สำหรับผู้ฝึกใหม่ควรใช้น้ำที่จัดเตรียมไว้จะดีกว่า เพราะไม่ต้องเสียเวลาไปกำหนดกรอบวงกสิณด้วยจิตซึ่งยุ่งยากและลำบากไม่น้อย แต่สำหรับผู้ที่คุ้นเคยแล้ว มีความชำนาญมากขึ้นแล้ว จิตมีกำลังมากขึ้นโดยลำดับแล้ว ก็สามารถใช้น้ำตามธรรมชาติในการฝึกและในการเพ่งกสิณได้ ซึ่งเมื่อถึงขั้นนั้นก็จะสะดวกเพราะไม่ต้องจัดเตรียมให้ยุ่งยากลำบากอย่างหนึ่ง และเท่ากับเป็นการฝึกความเข้มแข็งและพลังของจิต ตลอดจนการฝึกสมาธิให้มีความมั่นคงอีกอย่างหนึ่งด้วย

มีข้อควรระวังคือสีของน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำตามธรรมชาติหรือน้ำที่เตรียมไว้ ควรเลือกเอาน้ำที่ไม่มีสีหรือเป็นสีธรรมชาติของน้ำ เพื่อไม่ให้ติดยึดหรือพะวักพะวงเบี่ยงเบนไปเป็นกสิณประเภทสี เพราะถ้าหากน้ำมีสีเจือปนจิตก็จะผูกพันอยู่กับสีได้ เช่น หากน้ำนั้นมีสีเขียวหรือสีดำ แทนที่จะเป็นการฝึกฝนอบรมอาโปกสิณก็จะเบี่ยงเบนกลายเป็นกสิณแบบมีสีไป ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก

ถัดมาก็คือระยะห่างระหว่างวงกสิณกับผู้ฝึกฝนอบรม ซึ่งคงใช้ระยะห่างอย่างเดียวกันกับการฝึกฝนอบรมแบบปฐวีกสิณ คือต้องไม่ใกล้ไม่ไกลเกินไป พอให้เห็นวงกสิณได้ถ้วนทั่ว ไม่ต้องก้มต้องเงยหรือต้องเอียงให้เมื่อยล้าร่างกาย ดังนั้นจึงประมาณว่าระยะห่างระหว่างวงกสิณกับผู้ฝึกฝนอบรมเป็นระยะชั่วแอกหนึ่งหรือประมาณ 1 วา 2 ศอก หรืออยู่ในระยะ 2 เมตรครึ่ง

สถานที่ที่จะใช้ในการฝึกฝนอบรมในตอนแรก ๆ ก็ควรเป็นที่สะอาด โล่งเตียน เพื่อไม่ให้มดไต่ไรตอม ริ้นยุงกัด อันเป็นการรบกวนหรือเป็นอุปสรรคในการฝึกฝนอบรมเช่นเดียวกับปฐวีกสิณ

วิธีการฝึกฝนอบรมแบบอาโปกสิณนี้ก็ทำนองเดียวกันกับการฝึกฝนอบรมแบบปฐวีกสิณ เป็นแต่เปลี่ยนกสิณจากดินเป็นน้ำเท่านั้น เมื่อเตรียมตัว เตรียมกาย เตรียมใจพร้อมแล้ว ผู้ฝึกฝนอบรมก็นั่งในท่าอันสบายหรือในท่าสมาธิเพ่งมองวงกสิณ เพื่อให้สามารถทรงจำน้ำในวงกสิณนั้นถ้วนทั่วสมบูรณ์ชัดเจน

เมื่อเพ่งมองจนรู้สึกว่ามีความทรงจำวงกสิณอันเป็นน้ำในกรอบวงกสิณชัดเจนถ้วนทั่วแล้ว ก็ลองหลับตาแล้วเพ่งมองเสมือนหนึ่งลืมตาว่ายังเห็นวงกสิณชัดเจนถ้วนทั่วเหมือนกับลืมตาหรือไม่

ตรงขั้นนี้คือการถ่ายโอนภาพอาโปกสิณหรือน้ำในวงกรอบกสิณจากที่เห็นด้วยตาเข้ามาเป็นการเห็นเป็นมโนภาพด้วยจิต เช่นเดียวกับการฝึกฝนอบรมแบบปฐวีกสิณ

ฝึกฝนอบรมซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเห็นวงกสิณชัดเจนในขณะหลับตา มีความสมบูรณ์ครบถ้วนเหมือนหนึ่งกับลืมตาทุกประการ เมื่อถึงขั้นนี้ก็เท่ากับว่าการถ่ายโอนภาพวงกสิณที่เห็นด้วยตามาเป็นการเห็นด้วยจิต นับว่าได้ก้าวหน้าไปขั้นหนึ่งแล้ว

เมื่อสามารถหลับตามองเห็นวงกสิณน้ำชัดเจนครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ก็ลืมตาดูวงกสิณนั้นด้วยตาเนื้อ และเปรียบเทียบตรวจสอบกันดูกับที่เห็นด้วยจิตว่าขาดเกิน เหมือนต่างกันประการใดบ้าง จากนั้นก็หลับตาเพ่งมองอีก จนเห็นความสมบูรณ์ถ้วนทั่วชัดเจน ก็นับว่าภาพที่เห็นนั้นมีความครบถ้วนสมบูรณ์ชัดเจนและมีความมั่นคงขึ้นโดยลำดับ

นั่นคือการเห็นวงกสิณน้ำด้วยจิตอันเกิดแต่จิตมีพละมีกำลังแกล้วกล้าขึ้น มีความชัดเจนมั่นคงแน่วแน่ยิ่งขึ้นโดยลำดับ

การหลับตาเพ่งอาโปกสิณแล้วปรากฏมโนภาพวงกสิณชัดเจนครบถ้วนบริบูรณ์ก็คือการได้อุคหนิมิตของอาโปกสิณ ภาวะของจิตจะมีอารมณ์ผูกพันเกี่ยวเนื่องอยู่ด้วยน้ำ เป็นลักษณะพิเศษของกสิณวิธีชนิดนี้ ซึ่งจะเกื้อกูลและก่ออานิสงส์ของการฝึกฝนอบรมแบบอาโปกสิณในกาลข้างหน้า

เมื่อได้อุคหนิมิตในอาโปกสิณแล้ว ลักษณะนิมิตที่เกิดขึ้นในตอนแรกก็เหมือนกับนิมิตที่เกิดขึ้นในตอนแรกของการฝึกฝนอบรมแบบปฐวีกสิณ คือ อาจมีความพร่ามัวบ้าง มีความไม่แน่วนิ่งบ้าง มีขาดแหว่งล้นเกินบ้าง จึงต้องใช้ความเพียรฝึกฝนอบรมต่อไปจนทำให้นิมิตในอาโปกสิณนั้นมีความมั่นคง มีความครบถ้วนสมบูรณ์ชัดเจน และมีความรวดเร็วดังปรารถนา

เมื่อได้อุคหนิมิตในอาโปกสิณมั่นคงแล้ว จากนั้นไปก็จะเป็นการยกระดับการฝึกเพื่อก้าวไปสู่ปฏิภาคนิมิตโดยวิธีการทำนองเดียวกันกับการฝึกฝนอบรมแบบปฐวีกสิณ

นั่นคือการกำหนดเพ่งให้วงกสิณน้ำที่ปรากฏในมโนภาพมีขนาดเล็กลงบ้าง ใหญ่ขึ้นบ้าง เข้ามาใกล้บ้าง ออกไปไกลบ้าง เอียงไปทางซ้าย ย้ายไปทางขวาบ้าง จนเกิดความชำนาญและแคล่วคล่องว่องไว คือวงกสิณสามารถขยายเล็กใหญ่ เคลื่อนย้ายได้อย่างรวดเร็วตามกำหนด ไม่มีคลาดเคลื่อนหรือขาดความสมบูรณ์หรือขาดความชัดเจนไปจากที่กำหนด

ลำดับแต่นั้นไปก็คือการฝึกฝนอบรมการกระทำปฏิภาคนิมิตในอาโปกสิณให้มีความชำนาญ ให้มีความแคล่วคล่องว่องไว มีความมั่นคงชัดเจนสมบูรณ์เป็นลำดับขั้นไปจนถึงที่สุด

ในท่ามกลางการฝึกฝนอบรมเช่นนั้น ภาวะที่เกิดขึ้นกับจิตก็จะเกิดขึ้นทั้งหกประการเช่นเดียวกับการฝึกฝนอบรมแบบปฐวีกสิณ พละกำลังและปัญญาก็ก่อตัวพัฒนาไปตามลำดับด้วยเช่นเดียวกัน

เมื่อการฝึกฝนอบรมอาโปกสิณโดยใช้น้ำที่เตรียมไว้กระทำได้ชำนาญแคล่วคล่องว่องไวแล้ว ก็สามารถฝึกฝนอบรมโดยใช้น้ำในธรรมชาติได้โดยง่ายและมีความสะดวก ในขั้นนี้จิตก็จะมีความมั่นคง มีความแน่วนิ่ง และมีกำลังที่จะกำหนดกรอบวงกสิณในผืนแผ่นน้ำที่มีอยู่ตามธรรมชาตินั้นได้อย่างแม่นยำชัดเจน ทั้งในขณะลืมตาและในขณะหลับตา จนสามารถกระทำปฏิภาคนิมิตได้เช่นเดียวกับการฝึกฝนอบรมที่มีภาชนะเป็นกรอบวงกสิณ

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมีความชำนาญ มีความแคล่วคล่องว่องไวมากขึ้นแล้ว อารมณ์ที่เกี่ยวเนื่องผูกพันอยู่กับน้ำมีความคุ้นเคยอยู่กับจิตมากขึ้นแล้วก็จะเกิดความสะดวก ความสบายในการฝึกฝนมากขึ้น เพราะในที่ใดซึ่งไม่มีน้ำก็สามารถฝึกฝนอบรมอาโปกสิณได้

วิธีการก็คือผู้ฝึกฝนอบรมที่มีความชำนาญแคล่วคล่องว่องไวแล้วนั้น หลับตาลงรำลึกถึงความทรงจำในวงกสิณธาตุน้ำมากำหนดเป็นอารมณ์ ทำให้เห็นน้ำเป็นวงกสิณขึ้นในมโนภาพ จากนั้นจึงเพ่งอาโปกสิณจากมโนภาพนั้น ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นการลัดขั้นตอนด้วยความชำนาญ โดยไม่ต้องอาศัยการเพ่งมองกสิณด้วยตาเป็นเบื้องต้นอีกแล้ว แต่ลัดขั้นตอนเสียได้เพราะมีความชำนาญในการกำหนดมโนภาพขึ้นกับจิตเป็นวงกสิณน้ำ แล้วใช้จิตเพ่งพิจารณาวงกสิณนั้น กระทำอุคหนิมิตให้เป็นปฏิภาคนิมิตได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก

การฝึกฝนอบรมแบบอาโปกสิณนี้จะมีอานิสงส์เฉพาะเมื่อถึงขั้นกระทำอิทธิฤทธิ์ได้รวม 5 ประการคือ

ประการแรก สามารถดำลงไปในดิน หรือผืนแผ่นดิน หรือภูเขา เหมือนหนึ่งดำแหวกว่ายอยู่ในน้ำได้

ประการที่สอง สามารถเขย่าภูเขา บ้านเรือน สิ่งก่อสร้าง หรือวัตถุใด ๆ แม้กระทั่งผืนแผ่นดินให้ไหวได้ เหมือนการผลักน้ำให้เคลื่อนไหวได้

ทั้งประการแรกและประการที่สองนี้เป็นผลมาจากการกำหนดให้วัตถุอื่นมีสภาพหรือคุณสมบัติคล้ายกับน้ำด้วยกำลังอำนาจของจิต

ประการที่สาม สามารถทำให้ฝนตกได้ดังใจปรารถนา

ประการที่สี่ สามารถทำให้น้ำพุ่งออกมาจากร่างกายของตนได้

ประการที่ห้า สามารถทำให้ปรากฏภาพเป็นน้ำ แหล่งน้ำ แม่น้ำ ทะเล หรือเป็นพระมหาสมุทรก็ได้

ส่วนอานิสงส์ทั่วไปก็เป็นทำนองเดียวกันกับอานิสงส์ของปฐวีกสิณ นอกจากนี้อานิสงส์ของอาโปกสิณยังเกื้อกูลและคุ้นเคยที่ทำให้ผู้ฝึกฝนอบรมสามารถมองเห็นน้ำได้ในทุกที่ทุกแห่ง เช่น มองเห็นแหล่งน้ำบาดาล น้ำใต้ดิน หรือน้ำในที่ใด ๆ ก็ได้

แต่อานิสงส์ที่ว่านี้ก็เหมือนกับอานิสงส์ของปฐวีกสิณ จะเกิดขึ้นและกระทำได้ก็ในขั้นที่ผู้ฝึกฝนอบรมอาโปกสิณบรรลุถึงจตุตถฌานและกระทำการในอุปจารสมาธิเท่านั้น แต่นำมาแสดงไว้ในที่นี้ก็เพื่อให้เห็นลักษณะเฉพาะแต่ไม่ต้องการให้ติดยึดอันเป็นอุปสรรคในการฝึกฝนอบรมเสียแต่ในชั้นต้น ๆ