“ทักษิณ”ระดมพลปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ “วิษณุ”แย้มอาจยุบรวมกระทรวงท่องเที่ยวฯ-วัฒนธรรม เตรียมจัดเวิร์กชอปอีกรอบหลังแถลงนโยบายรัฐบาล ระบุยกเลิกการให้กรมเป็นนิติบุคคลและยกเลิกระบบซีอย่างแน่นอน ลดการรวมศูนย์ที่ก.พ.โดยกระจายอำนาจไปให้กระทรวง ทบวง กรม มากขึ้น
เมื่อวานนี้ (21 ก.พ.)พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมเรื่อง “การปรับปรุงระบบบริหารราชการ”โดยมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายวิษณุ เครืองาม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ยุติธรรม รวมทั้งปลัดกระทรวงต่างๆ เข้าร่วม
นายวิษณุ เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้เชิญปลัดกระทรวงและรัฐมนตรีบางคนมาหารือ เพื่อเตรียมการ 2 เรื่อง คือ 1.เตรียมจัดทำนโยบายรัฐบาล และ 2.ให้ปลัดกระทรวงแต่ละกระทรวงที่จะต้องทำงานกับรัฐมนตรีใหม่ รู้ไว้ก่อนว่าจะต้องทำอะไรกันบ้าง ซึ่งแนวทางในการปรับปรุงและปฏิรูประบบราชการนั้น จะต้องเดินหน้าต่อ เพราะที่ทำในช่วงที่ผ่านมายังไม่แล้วเสร็จ จึงต้องมีการปฏิรูประบบราชการต่อเนื่องอยู่เรื่อยๆ
นายวิษณุ ได้ยกตัวอย่างให้ที่ประชุมฟังถึงตุ๊กตาที่จะต้องทำต่อไป ประกอบด้วย จะมีการจัดโครงสร้างกระทรวงใหม่ บางกระทรวงอาจจะจัดใหญ่ โดยยุบควบรวม บางกระทรวงอาจจะจัดเล็ก คือ เปลี่ยนชื่อ ส่วนบางกระทรวง อาจมีการจัดกรมกองใหม่ ส่วนจะเป็นกระทรวงไหนบ้างยังไม่สามารถสรุปได้ นอกจากนี้ ยังแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า จะต้องการแก้กฎหมายระเบียบข้าราชการพลเรือนทั้งฉบับ และแก้ไขกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ ถือเป็นกฎหมายหลักของระบบราชการ
“ในส่วนของก.พ.อาจจะต้องเปลี่ยนความเป็นนิติบุคคลของกรมให้หายไป อาจจะต้องมีการยกเลิกระบบซีไปใช้ระบบอื่น อาจจะต้องมีการกระจายอำนาจไปให้กระทรวง ทบวง กรมมากขึ้น ไม่ให้ทุกอย่างมากระจุกตัวที่ ก.พ.แต่ให้ ก.พ.เป็นผู้วางระเบียบ ส่วนการปฏิบัติเป็นเรื่องของกระทรวง เป็นต้น และในส่วนของวินัย เราอาจจะมีคณะกรรมการอิสระอีกชุดหนึ่งที่เรียกว่า กรรมการพิทักษ์คุณธรรม มีหน้าที่เท่ากับก.พ.เพื่อคอยรับเรื่องร้องเรียนจากข้าราชการกันเอง สำหรับในส่วนที่เกี่ยวกับ ก.พ.ร.คงจะต้องปรับปรุงเรื่องการกระจายอำนาจให้สามารถกระจายได้มากขึ้น ตรงนี้คือตุ๊กตาที่มีอยู่ในวันนี้” นายวิษณุ กล่าว
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เปิดโอกาสให้แสดงความเห็น ซึ่งมีปลัดกระทรวงกระทรวงแสดงความเห็นทั้งหมด 11 คน และยังมีผู้ที่ไม่ใช่ปลัดกระทรวงแสดงความเห็นอีกรวมเป็น 15 คน ส่วนใหญ่จะพูดเรื่องภายในกระทรวงตนเอง เช่น กระทรวงวัฒนธรรม เราแยกออกมาจากกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งก็ดูดี แต่ 2 ปีที่ผ่านมา พบว่าเป็นกระทรวงที่เล็กและทำอะไรได้ยาก จึงมีแนวคิดอาจจะต้องไปยุบรวมกับกระทรวงอื่น ซึ่งการที่จะเอางานปีรวมกัน ต้องคำนึงถึงประวัติศาสตร์ของภารกิจนั้นว่าได้พัฒนามาอย่างไร และต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมของข้าราชการด้วย
“อย่างปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เล่าให้ฟังว่า กระทรวงเกิดขึ้นจากการเอาการท่องเที่ยวกับการกีฬามารวมกัน โดยมีครูที่มาจากกรมพลศึกษาย้ายมาอยู่ จึงมีวัฒนธรรมของครูอยู่ในกระทรวงดังกล่าว แต่มีคำถามว่าเรายอมหรือไม่ที่จะให้กระทรวงวัฒนธรรม เป็นกระทรวงที่ทำงานในลักษณะของครู หรือการศึกษา ซึ่งทำให้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ที่ดูใหญ่โตมโหฬาร แต่สุดท้ายงบประมาณ แผน หรือวิธีคิด กลับไปอยู่ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)ที่ดูแล้วจะทำอะไรได้เป็นชิ่นเป็นอันมากกว่า กระทรวงทั้ง กระทรวงด้วยซ้ำ
"ตรงนี้เป็นเรื่องจริง ดังนั้น การจะยุบรวมอะไร จะต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมด้วย หรืออย่างกรมประชาสัมพันธ์เป็นไปได้หรือไม่ ที่จะต้องไปสังกัดกระทรวงอื่น ซึ่งจะต้องไปดูในประเทศอื่นด้วยว่ามีการจัดกันอย่างไร” นายวิษณุ กล่าว
เมื่อถามว่า รัฐบาลจะสามารถจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ (เวิร์กชอป)ได้ประมาณเดือนไหน นายวิษณุ กล่าวว่า คงต้องหลังแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาแล้ว แต่การจัดเวิร์กชอปเป็นกลุ่มเล็กๆ สามารถทำได้เรื่อยๆ เมื่อถามอีกว่า การยุบรวมกระทรวงคงต้องทำในรัฐบาลใหม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ใช่ และต้องเสนอเป็นพระราชบัญญัติ
“นายกรัฐมนตรีบอกว่าอย่าเพิ่งเอะเอะโวยวายกันว่า กระทรวงนั้นกระทรวงนี้จะหายไป เพราะทั้งหมดนี้ยังไม่สุกงอม แต่ก็จำเป็นต้องพูดก่อน เพื่อให้รู้ก่อน ซึ่งหลายเรื่องมีการเสนอมาและผมก็ไม่เห็นด้วย แต่ก็จำเป็นต้องบอกให้ทราบ”นายวิษณุ กล่าว
เมื่อวานนี้ (21 ก.พ.)พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมเรื่อง “การปรับปรุงระบบบริหารราชการ”โดยมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายวิษณุ เครืองาม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ยุติธรรม รวมทั้งปลัดกระทรวงต่างๆ เข้าร่วม
นายวิษณุ เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้เชิญปลัดกระทรวงและรัฐมนตรีบางคนมาหารือ เพื่อเตรียมการ 2 เรื่อง คือ 1.เตรียมจัดทำนโยบายรัฐบาล และ 2.ให้ปลัดกระทรวงแต่ละกระทรวงที่จะต้องทำงานกับรัฐมนตรีใหม่ รู้ไว้ก่อนว่าจะต้องทำอะไรกันบ้าง ซึ่งแนวทางในการปรับปรุงและปฏิรูประบบราชการนั้น จะต้องเดินหน้าต่อ เพราะที่ทำในช่วงที่ผ่านมายังไม่แล้วเสร็จ จึงต้องมีการปฏิรูประบบราชการต่อเนื่องอยู่เรื่อยๆ
นายวิษณุ ได้ยกตัวอย่างให้ที่ประชุมฟังถึงตุ๊กตาที่จะต้องทำต่อไป ประกอบด้วย จะมีการจัดโครงสร้างกระทรวงใหม่ บางกระทรวงอาจจะจัดใหญ่ โดยยุบควบรวม บางกระทรวงอาจจะจัดเล็ก คือ เปลี่ยนชื่อ ส่วนบางกระทรวง อาจมีการจัดกรมกองใหม่ ส่วนจะเป็นกระทรวงไหนบ้างยังไม่สามารถสรุปได้ นอกจากนี้ ยังแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า จะต้องการแก้กฎหมายระเบียบข้าราชการพลเรือนทั้งฉบับ และแก้ไขกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ ถือเป็นกฎหมายหลักของระบบราชการ
“ในส่วนของก.พ.อาจจะต้องเปลี่ยนความเป็นนิติบุคคลของกรมให้หายไป อาจจะต้องมีการยกเลิกระบบซีไปใช้ระบบอื่น อาจจะต้องมีการกระจายอำนาจไปให้กระทรวง ทบวง กรมมากขึ้น ไม่ให้ทุกอย่างมากระจุกตัวที่ ก.พ.แต่ให้ ก.พ.เป็นผู้วางระเบียบ ส่วนการปฏิบัติเป็นเรื่องของกระทรวง เป็นต้น และในส่วนของวินัย เราอาจจะมีคณะกรรมการอิสระอีกชุดหนึ่งที่เรียกว่า กรรมการพิทักษ์คุณธรรม มีหน้าที่เท่ากับก.พ.เพื่อคอยรับเรื่องร้องเรียนจากข้าราชการกันเอง สำหรับในส่วนที่เกี่ยวกับ ก.พ.ร.คงจะต้องปรับปรุงเรื่องการกระจายอำนาจให้สามารถกระจายได้มากขึ้น ตรงนี้คือตุ๊กตาที่มีอยู่ในวันนี้” นายวิษณุ กล่าว
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เปิดโอกาสให้แสดงความเห็น ซึ่งมีปลัดกระทรวงกระทรวงแสดงความเห็นทั้งหมด 11 คน และยังมีผู้ที่ไม่ใช่ปลัดกระทรวงแสดงความเห็นอีกรวมเป็น 15 คน ส่วนใหญ่จะพูดเรื่องภายในกระทรวงตนเอง เช่น กระทรวงวัฒนธรรม เราแยกออกมาจากกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งก็ดูดี แต่ 2 ปีที่ผ่านมา พบว่าเป็นกระทรวงที่เล็กและทำอะไรได้ยาก จึงมีแนวคิดอาจจะต้องไปยุบรวมกับกระทรวงอื่น ซึ่งการที่จะเอางานปีรวมกัน ต้องคำนึงถึงประวัติศาสตร์ของภารกิจนั้นว่าได้พัฒนามาอย่างไร และต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมของข้าราชการด้วย
“อย่างปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เล่าให้ฟังว่า กระทรวงเกิดขึ้นจากการเอาการท่องเที่ยวกับการกีฬามารวมกัน โดยมีครูที่มาจากกรมพลศึกษาย้ายมาอยู่ จึงมีวัฒนธรรมของครูอยู่ในกระทรวงดังกล่าว แต่มีคำถามว่าเรายอมหรือไม่ที่จะให้กระทรวงวัฒนธรรม เป็นกระทรวงที่ทำงานในลักษณะของครู หรือการศึกษา ซึ่งทำให้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ที่ดูใหญ่โตมโหฬาร แต่สุดท้ายงบประมาณ แผน หรือวิธีคิด กลับไปอยู่ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)ที่ดูแล้วจะทำอะไรได้เป็นชิ่นเป็นอันมากกว่า กระทรวงทั้ง กระทรวงด้วยซ้ำ
"ตรงนี้เป็นเรื่องจริง ดังนั้น การจะยุบรวมอะไร จะต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมด้วย หรืออย่างกรมประชาสัมพันธ์เป็นไปได้หรือไม่ ที่จะต้องไปสังกัดกระทรวงอื่น ซึ่งจะต้องไปดูในประเทศอื่นด้วยว่ามีการจัดกันอย่างไร” นายวิษณุ กล่าว
เมื่อถามว่า รัฐบาลจะสามารถจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ (เวิร์กชอป)ได้ประมาณเดือนไหน นายวิษณุ กล่าวว่า คงต้องหลังแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาแล้ว แต่การจัดเวิร์กชอปเป็นกลุ่มเล็กๆ สามารถทำได้เรื่อยๆ เมื่อถามอีกว่า การยุบรวมกระทรวงคงต้องทำในรัฐบาลใหม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ใช่ และต้องเสนอเป็นพระราชบัญญัติ
“นายกรัฐมนตรีบอกว่าอย่าเพิ่งเอะเอะโวยวายกันว่า กระทรวงนั้นกระทรวงนี้จะหายไป เพราะทั้งหมดนี้ยังไม่สุกงอม แต่ก็จำเป็นต้องพูดก่อน เพื่อให้รู้ก่อน ซึ่งหลายเรื่องมีการเสนอมาและผมก็ไม่เห็นด้วย แต่ก็จำเป็นต้องบอกให้ทราบ”นายวิษณุ กล่าว


