กัมมัฏฐานวิธีแบบปฐวีกสิณนั้นแม้เป็นกสิณวิธีที่หยาบที่สุด แต่ก็มีความมั่นคงมากที่สุด และง่ายที่สุดในบรรดากสิณวิธีทั้ง 10 วิธี และมีอานิสงส์เฉพาะตัวของปฐวีกสิณ เนื่องจากพลังอำนาจของจิตที่ได้ผ่านการฝึกอบรมแบบปฐวีกสิณนั้นจะมีความคุ้นเคย จะมีความชำนาญเฉพาะ และเกื้อกูลต่อการได้รับอานิสงส์เฉพาะนั้น
อานิสงส์ดังกล่าวจะก่อตัวขึ้นเป็นลำดับไป แต่จะปรากฏมรรคผลจริง ๆ ก็ต่อเมื่อการฝึกฝนอบรมจิตโดยวิธีปฐวีกสิณสามารถก้าวหน้ายกระดับไปถึงขั้นจตุตถฌาน และนามกายก่อตัวเข้มแข็ง มีศักยภาพที่จะกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ในขณะที่จิตเจริญอยู่ในอุปจารสมาธิ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะแสดงโดยละเอียดในบทที่ว่าด้วยอิทธิ ฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ และวิชชาในพระพุทธศาสนา
แต่เพื่อส่งเสริมศรัทธาปสาทะและเพื่อได้เห็นถึงกรอบกว้าง ๆ ของอานิสงส์ดังกล่าวแห่งการฝึกฝนอบรมแบบปฐวีกสิณ จึงสมควรแสดงอานิสงส์ไว้เสียแต่ในชั้นนี้พอเป็นที่สังเขป
อานิสงส์ของการฝึกฝนอบรมจิตแบบปฐวีกสิณมี 12 ประการ
ประการแรก มโนภาพหรือนิมิตเกิดขึ้นได้โดยง่าย เพราะปฐวีกสิณนั้นเป็นกสิณชนิดหยาบ มีความมั่นคง คุ้นเคย เข้ากันได้กับอัชฌาสัยของคนทั่วไป และผู้ที่มีอัชฌาสัยชอบในเรื่องของดิน เมื่อถือเอาการเพ่งดินเป็นอารมณ์ในการฝึกฝนอบรมจิตจึงทำให้ฉันทะหรือความพึงพอใจที่จะฝึกฝนอบรมเกิดขึ้นและเจริญได้เร็ว จึงเป็นเหตุให้ได้รับผลเร็ว คือได้นิมิตทั้งอุคหนิมิต และกระทำปฏิภาคนิมิตได้โดยง่าย
ประการที่สอง เพราะมีความพึงพอใจหรือฉันทะเป็นตัวนำ จึงทำให้เกิดความเพียรพยายามอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน ทำให้เกิดความใส่ใจและใฝ่ค้นมากขึ้น ดังนั้นจึงสามารถฝ่าสิ่งขัดขวางและอุปสรรคต่าง ๆ ได้อย่างมีพลัง การฝึกฝนอบรมจิตจึงก้าวรุดหน้าได้ตลอดเวลา
ประการที่สาม เพราะเหตุในประการที่สองนั้นจึงทำให้การฝึกฝนอบรมจิตก้าวรุดหน้าได้ในทุกขั้นตอน ทุกการกระทำอีกด้วย คือ ในขั้นตอนที่เพ่งด้วยตาแล้วถ่ายโอนความทรงจำไปเป็นมโนภาพที่จิต ในขั้นตอนที่กระทำอุคหนิมิตและในขั้นตอนกระทำปฏิภาคนิมิตก็จะก้าวหน้าได้อย่างราบรื่นด้วย
ประการที่สี่ เป็นอานิสงส์ทั่วไปคือเป็นรากฐานของการกระทำอิทธิฤทธิ์ เป็นบ่อเกิดของอิทธิฤทธิ์
ประการที่ห้า เป็นอานิสงส์เฉพาะและง่ายสำหรับผู้ฝึกฝนอบรมแบบปฐวีกสิณ สามารถเดินไปบนน้ำได้เหมือนเดินไปบนแผ่นดิน เพราะเมื่อถึงขั้นกระทำฤทธิ์ นามกายก็สามารถกำหนดเนรมิตให้ผืนน้ำมีความแน่น มีความมั่นคง และแข็งแรงดุจดังแผ่นดินได้
ประการที่หก สามารถเหาะไปในอากาศได้
ประการที่เจ็ด สามารถแสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้
ประการที่แปด สามารถระลึกชาติได้
ประการที่เก้า มีหูทิพย์
ประการที่สิบ เป็นเหตุให้ได้โลกียะอภิญญา
ประการที่สิบเอ็ด ทำให้อยู่เป็นสุข
ประการที่สิบสอง ทำให้เข้าไปใกล้วิมุตตะมิติ หรือที่เรียกว่าพระนิพพาน หรือเรียกได้อีกทางหนึ่งว่าใกล้แดนแห่งอมตะ
พึงตั้งความสังเกตว่าการฝึกฝนอบรมแบบปฐวีกสิณนั้นแม้ถึงชั้นที่สุดแล้วก็ไปได้เพียงแค่ประตูของพระนิพพานเท่านั้น หรือถึงเขตแดนต่อแดนระหว่างโลกียะมิติกับวิมุตตะมิติเท่านั้น ยังต้องมีขั้นตอนปฏิบัติเฉพาะอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งจะกล่าวรวมสรุปหลังจากพรรณนากัมมัฏฐานวิธีครบทุกวิธีแล้ว
ได้แสดงอานิสงส์ของการฝึกฝนอบรมแบบกสิณวิธีทั้ง 12 ประการ ไว้เสียตั้งแต่ตอนต้นนี้ก็เพื่อให้ได้รู้ ให้ได้เตรียมความคิด ให้ได้เตรียมความสังเกตในระหว่างการฝึกฝนอบรมจิตว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นกับจิต ภาวะของจิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เข้มแข็งก้าวหน้าไปอย่างไร และเดินเข้าไปใกล้การรับผลอันเป็นสามัญผลคืออานิสงส์ทั้ง 12 ประการนั้นอย่างไร แต่ขออย่าได้ฝักใฝ่ติดยึดในอานิสงส์ดังกล่าวนี้เสียตั้งแต่ต้น เพราะจะทำให้ติดยึดหมกมุ่นและกลายเป็นอุปสรรคขัดขวาง ทำให้การฝึกฝนอบรมไม่ก้าวหน้าต่อไป
ที่ร้ายกว่านั้นคือหากติดยึดหมกมุ่นมากไปแล้วก็จะเกิดภาพหลอน จะเกิดความรู้สึกขึ้นในจิตแล้วจิตก็จะกระทำมายาภาพ ทำให้ติดยึดลุ่มหลงงมงายในสิ่งที่ยังไปไม่ถึง หรือในขณะที่ยังไม่สามารถได้รับผลหรืออานิสงส์อย่างเต็มเปี่ยม ซึ่งผู้ประพฤติปฏิบัติจำนวนหนึ่งเคยประสบมาแล้ว และทำให้การฝึกฝนอบรมต้องชะงักลงอย่างน่าเสียดาย
ดังนั้นขอเพียงให้เป็นเรื่องแค่การรับทราบและเป็นทางแห่งการตั้งความสังเกตเท่านั้น ก็จะเป็นเหตุให้รู้เท่าทันสภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับจิตในท่ามกลางการฝึกฝน อบรมปฏิบัตินั้น
เพราะเหตุที่ปฐวีกสิณเป็นกสิณวิธีแรกในกัมมัฏฐานวิธีทั้งหมด ยกเว้นแบบมาตรฐานดังได้แสดงมาแล้ว ดังนั้นจึงควรจะได้ทำความรู้จัก ทำความเข้าใจภาวะของจิตหรืออารมณ์ของจิตหรือสิ่งที่เกิดขึ้นกับจิตในกระบวนการฝึกฝนอบรม ตั้งแต่เริ่มต้นการเพ่งไปจนถึงการบรรลุถึงปฏิภาคนิมิต
ภาวะของจิตหรืออาการที่เกิดขึ้นกับจิตในกระบวนการต่างๆ จะสัมผัสและรับรู้ได้ด้วยตนเองโดยประการต่าง ๆ ดังนี้
ภาวะแรก คือภาวะการถ่ายโอนรูปวงกสิณที่เกิดจากการเพ่งด้วยตาแล้วจำได้หมายรู้ด้วยการทำงานของสัญญาขันธ์และสังขารขันธ์ไปสู่จิต แล้วเกิดเป็นมโนภาพ คือจิตเห็นภาพ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือจิตทำหน้าที่จักษุวิญญาณเห็นมโนภาพนั้นในขณะหลับตาได้
ภาวะแรกนี้จะบังเกิดขึ้นและดำเนินไปในการฝึกฝนอบรมทั้งปฐวีกสิณ อาโปกสิณ วาโยกสิณ และเตโชกสิณ
ภาวะที่สอง เป็นภาวะของจิตที่จะมีความตั้งมั่นมากขึ้น มีความบริสุทธิ์มากขึ้น และมีขีดความสามารถสูงขึ้นโดยลำดับไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เป็นภาวะที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติกัมมัฏฐานวิธีทุกวิธี
ภาวะที่สาม เป็นภาวะที่นามกายก่อตัวและมีความเข้มแข็งขึ้นกับจิตโดยลำดับไปอย่างเป็นขั้นตอน คือ ศรัทธาจะมั่นคงขึ้น ความวิริยะหรือความเพียรพยายามจะมากขึ้น สติจะมั่นคงขึ้น สมาธิจะแน่วแน่ขึ้น และปัญญาก็จะเจริญขึ้น นามกายที่ค่อยๆ ก่อตัวแข็งแรงขึ้นโดยลำดับนี้จะเป็นรากฐานของการกระทำอิทธิ ฤทธิ์ และวิชชาในอนาคต กระบวนการพัฒนาจะเข้าไปใกล้กายทิพย์หรือทิพย์กายมากขึ้นทุกทีโดยลำดับ
ภาวะที่สี่ อิทธิบาทสี่ซึ่งเป็นรากฐานของการกระทำฤทธิ์จะก่อตัวเกิดขึ้นกับจิตและพัฒนาก้าวหน้าไปโดยลำดับ คือจิตจะมีฉันทะหรือความพึงพอใจในการฝึกฝนอบรมปฏิบัติ มีวิริยะคือความเพียรพยายามในการฝึกฝนอบรม มีจิตตะคือความใส่ใจ สังเกตรู้และเห็นสภาวะที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงมากขึ้นโดยลำดับ มีวิมังสาคือความใฝ่ค้นทบทวนผลการปฏิบัติ ปรับการปฏิบัติ ปรับอารมณ์ ให้เป็นไปโดยถูกตรงมากขึ้นโดยลำดับ นั่นก็คือรากฐานของการกระทำฤทธิ์ได้บังเกิดขึ้นกับจิตเป็นพลังให้แก่นามกายมากขึ้นโดยลำดับด้วย
ภาวะที่ห้า อุปสรรคหรือสิ่งรบกวนขัดขวางการทำงานของจิตจะถูกระงับ ถูกละไปโดยลำดับ ได้แก่ นิวรณ์ทั้งห้าซึ่งเป็นอุปกิเลสจะค่อย ๆ ถูกลดละไปเป็นลำดับ ทำให้จิตมีความบริสุทธิ์ปราศจากความขุ่นมัว ปัญญาก็ก่อตัวขึ้นกับจิตเป็นลำดับไปด้วย ทำให้จิตทำหน้าที่รู้และบัญชาการได้อย่างมีอานุภาพมากขึ้นโดยลำดับ และเป็นที่แน่นอนว่ากามฉันทะก็ถูกระงับหรือถูกละไปโดยลำดับด้วย ในขณะที่ความมืดค่อย ๆ หมดไป ความสว่างก็จะมาแทนที่ นั่นคือความยินดีในความสงัด การอดกลั้นต่อความทุกข์ ความลำบาก ความทรมาน การอยู่อย่างเป็นสุขด้วยสติ ก็จะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กันไป
ภาวะที่หก ซึ่งเป็นภาวะที่สำคัญมาก เพราะเป็นรากฐานหรือย่างก้าวที่จะก้าวไปสู่ปฐมฌานในอนาคต นั่นคือวิตกหรือภาวะของจิตที่เพ่งพิจารณาอย่างแน่วแน่ได้เกิดขึ้น วิจารณ์หรือภาวะของจิตที่เพ่งพิจารณาอย่างแน่วแน่เฉพาะเจาะจงในกสิณจุดใดจุดหนึ่งแบบใดแบบหนึ่ง ระยะใดระยะหนึ่งได้เกิดขึ้น ความรู้สึกปีติยินดีหรือปีติก็เกิดขึ้น ความรู้สึกเป็นสุขฉ่ำเย็นก็เกิดขึ้น ความรู้สึกนึกคิดอารมณ์จะค่อย ๆ รวมตัวมากขึ้น เหล่านี้ได้ก่อตัวขึ้นแต่ยังบางเบา แม้เท่านี้ก็คือการก่อตัวขึ้นขององค์แห่งปฐมฌาน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือจิตเริ่มก้าวเข้าสู่ประตูแห่งปฐมฌานแล้ว เพราะองค์ทั้งห้าดังกล่าวนั้นเมื่อก่อตัวและมีความชัดเจนหนักแน่นเมื่อใด เมื่อนั้นย่อมได้ชื่อว่าได้บรรลุถึงปฐมฌาน
การฝึกฝนอบรมจิตแบบปฐวีกสิณนี้เมื่อได้ปฏิภาคนิมิตแล้วยังคงต้องฝึกอบรมจิตให้มีความคุ้นเคย ให้มีความชำนาญกับการกระทำปฏิภาคนิมิตในปฐวีกสิณเพื่อให้มีความมั่นคงอีกด้วย
นั่นคือเมื่อได้ปฏิภาคนิมิตแล้วยังคงต้องหมั่นเพียรพยายามฝึกฝนอบรมเพ่งวงปฐวีกสิณในมโนภาพให้มีความแน่วแน่มั่นคง ให้มีความนิ่ง ให้เล็กลง ให้ใหญ่ขึ้น ให้ใกล้ ให้ไกล ให้เคลื่อนไปทางซ้าย ย้ายไปทางขวา ได้ดังปรารถนา
ครั้นคุ้นเคยมั่นคงดีแล้วก็เน้นการกระทำปฏิภาคนิมิตในทางขยายวงกสิณจากที่กำหนดเห็นวงกสิณในมโนภาพ ขนาดเท่าของจริงคือ 1 คืบ 4 องคุลี เพ่งพิจารณากำหนดให้วงกสิณนั้นขยายโดยปฏิภาคนิมิต จนเท่าฝาโอ่งบ้าง เท่ากระด้งขนาดใหญ่บ้าง เท่าผืนนาบ้าง
และในที่สุดก็ค่อย ๆ กำหนดเพ่งขยายวงกสิณนั้นให้ใหญ่ครอบคลุมทั้งปริมณฑล กระทั่งครอบคลุมไปทั่วโดยไม่มีข้อจำกัด กระทั่งทั่วทั้งจักรวาล
กระทำปฏิภาคนิมิตในทางขยายวงกสิณให้กว้าง ให้หนักแน่น ให้มั่นคง ให้แน่วแน่ จนมีความคุ้นเคยชำนาญ ในขณะเดียวกันก็พิจารณาสังเกตถึงภาวะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับจิตให้เห็นตามความเป็นจริง จิตก็จะรู้สัมผัสเห็นภาวะต่างๆ ตามความเป็นจริงชัดขึ้น ๆ โดยลำดับ
ในขณะนั้นพลังอำนาจของจิตโดยตรงก็จะมีพลังมากขึ้น โดยที่ปัญญาเห็นตามความเป็นจริงก็ได้เจริญขึ้นหนุนตามกันไป
ในภาวะอันเป็นที่สุดของการฝึกฝนอบรมปฐวีกสิณในชั้นที่ได้ปฏิภาคนิมิตดังพรรณนามาแล้วนี้ พลังอำนาจของจิตที่หนุนด้วยปัญญาอันได้เจริญขึ้นโดยลำดับก็จะมารวมลงอยู่ที่ประตูแห่งปฐมฌาน คือ องค์ห้าประการแห่งปฐมฌานได้แก่วิตก วิจารณ์ ปิติ สุข และอารมณ์อันเป็นหนึ่ง ได้ก่อตัวปรากฏขึ้นกับจิตแล้วอย่างบางเบาและพร้อมที่จะเจริญก้าวหน้าต่อไป.
อานิสงส์ดังกล่าวจะก่อตัวขึ้นเป็นลำดับไป แต่จะปรากฏมรรคผลจริง ๆ ก็ต่อเมื่อการฝึกฝนอบรมจิตโดยวิธีปฐวีกสิณสามารถก้าวหน้ายกระดับไปถึงขั้นจตุตถฌาน และนามกายก่อตัวเข้มแข็ง มีศักยภาพที่จะกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ในขณะที่จิตเจริญอยู่ในอุปจารสมาธิ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะแสดงโดยละเอียดในบทที่ว่าด้วยอิทธิ ฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ และวิชชาในพระพุทธศาสนา
แต่เพื่อส่งเสริมศรัทธาปสาทะและเพื่อได้เห็นถึงกรอบกว้าง ๆ ของอานิสงส์ดังกล่าวแห่งการฝึกฝนอบรมแบบปฐวีกสิณ จึงสมควรแสดงอานิสงส์ไว้เสียแต่ในชั้นนี้พอเป็นที่สังเขป
อานิสงส์ของการฝึกฝนอบรมจิตแบบปฐวีกสิณมี 12 ประการ
ประการแรก มโนภาพหรือนิมิตเกิดขึ้นได้โดยง่าย เพราะปฐวีกสิณนั้นเป็นกสิณชนิดหยาบ มีความมั่นคง คุ้นเคย เข้ากันได้กับอัชฌาสัยของคนทั่วไป และผู้ที่มีอัชฌาสัยชอบในเรื่องของดิน เมื่อถือเอาการเพ่งดินเป็นอารมณ์ในการฝึกฝนอบรมจิตจึงทำให้ฉันทะหรือความพึงพอใจที่จะฝึกฝนอบรมเกิดขึ้นและเจริญได้เร็ว จึงเป็นเหตุให้ได้รับผลเร็ว คือได้นิมิตทั้งอุคหนิมิต และกระทำปฏิภาคนิมิตได้โดยง่าย
ประการที่สอง เพราะมีความพึงพอใจหรือฉันทะเป็นตัวนำ จึงทำให้เกิดความเพียรพยายามอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน ทำให้เกิดความใส่ใจและใฝ่ค้นมากขึ้น ดังนั้นจึงสามารถฝ่าสิ่งขัดขวางและอุปสรรคต่าง ๆ ได้อย่างมีพลัง การฝึกฝนอบรมจิตจึงก้าวรุดหน้าได้ตลอดเวลา
ประการที่สาม เพราะเหตุในประการที่สองนั้นจึงทำให้การฝึกฝนอบรมจิตก้าวรุดหน้าได้ในทุกขั้นตอน ทุกการกระทำอีกด้วย คือ ในขั้นตอนที่เพ่งด้วยตาแล้วถ่ายโอนความทรงจำไปเป็นมโนภาพที่จิต ในขั้นตอนที่กระทำอุคหนิมิตและในขั้นตอนกระทำปฏิภาคนิมิตก็จะก้าวหน้าได้อย่างราบรื่นด้วย
ประการที่สี่ เป็นอานิสงส์ทั่วไปคือเป็นรากฐานของการกระทำอิทธิฤทธิ์ เป็นบ่อเกิดของอิทธิฤทธิ์
ประการที่ห้า เป็นอานิสงส์เฉพาะและง่ายสำหรับผู้ฝึกฝนอบรมแบบปฐวีกสิณ สามารถเดินไปบนน้ำได้เหมือนเดินไปบนแผ่นดิน เพราะเมื่อถึงขั้นกระทำฤทธิ์ นามกายก็สามารถกำหนดเนรมิตให้ผืนน้ำมีความแน่น มีความมั่นคง และแข็งแรงดุจดังแผ่นดินได้
ประการที่หก สามารถเหาะไปในอากาศได้
ประการที่เจ็ด สามารถแสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้
ประการที่แปด สามารถระลึกชาติได้
ประการที่เก้า มีหูทิพย์
ประการที่สิบ เป็นเหตุให้ได้โลกียะอภิญญา
ประการที่สิบเอ็ด ทำให้อยู่เป็นสุข
ประการที่สิบสอง ทำให้เข้าไปใกล้วิมุตตะมิติ หรือที่เรียกว่าพระนิพพาน หรือเรียกได้อีกทางหนึ่งว่าใกล้แดนแห่งอมตะ
พึงตั้งความสังเกตว่าการฝึกฝนอบรมแบบปฐวีกสิณนั้นแม้ถึงชั้นที่สุดแล้วก็ไปได้เพียงแค่ประตูของพระนิพพานเท่านั้น หรือถึงเขตแดนต่อแดนระหว่างโลกียะมิติกับวิมุตตะมิติเท่านั้น ยังต้องมีขั้นตอนปฏิบัติเฉพาะอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งจะกล่าวรวมสรุปหลังจากพรรณนากัมมัฏฐานวิธีครบทุกวิธีแล้ว
ได้แสดงอานิสงส์ของการฝึกฝนอบรมแบบกสิณวิธีทั้ง 12 ประการ ไว้เสียตั้งแต่ตอนต้นนี้ก็เพื่อให้ได้รู้ ให้ได้เตรียมความคิด ให้ได้เตรียมความสังเกตในระหว่างการฝึกฝนอบรมจิตว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นกับจิต ภาวะของจิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เข้มแข็งก้าวหน้าไปอย่างไร และเดินเข้าไปใกล้การรับผลอันเป็นสามัญผลคืออานิสงส์ทั้ง 12 ประการนั้นอย่างไร แต่ขออย่าได้ฝักใฝ่ติดยึดในอานิสงส์ดังกล่าวนี้เสียตั้งแต่ต้น เพราะจะทำให้ติดยึดหมกมุ่นและกลายเป็นอุปสรรคขัดขวาง ทำให้การฝึกฝนอบรมไม่ก้าวหน้าต่อไป
ที่ร้ายกว่านั้นคือหากติดยึดหมกมุ่นมากไปแล้วก็จะเกิดภาพหลอน จะเกิดความรู้สึกขึ้นในจิตแล้วจิตก็จะกระทำมายาภาพ ทำให้ติดยึดลุ่มหลงงมงายในสิ่งที่ยังไปไม่ถึง หรือในขณะที่ยังไม่สามารถได้รับผลหรืออานิสงส์อย่างเต็มเปี่ยม ซึ่งผู้ประพฤติปฏิบัติจำนวนหนึ่งเคยประสบมาแล้ว และทำให้การฝึกฝนอบรมต้องชะงักลงอย่างน่าเสียดาย
ดังนั้นขอเพียงให้เป็นเรื่องแค่การรับทราบและเป็นทางแห่งการตั้งความสังเกตเท่านั้น ก็จะเป็นเหตุให้รู้เท่าทันสภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับจิตในท่ามกลางการฝึกฝน อบรมปฏิบัตินั้น
เพราะเหตุที่ปฐวีกสิณเป็นกสิณวิธีแรกในกัมมัฏฐานวิธีทั้งหมด ยกเว้นแบบมาตรฐานดังได้แสดงมาแล้ว ดังนั้นจึงควรจะได้ทำความรู้จัก ทำความเข้าใจภาวะของจิตหรืออารมณ์ของจิตหรือสิ่งที่เกิดขึ้นกับจิตในกระบวนการฝึกฝนอบรม ตั้งแต่เริ่มต้นการเพ่งไปจนถึงการบรรลุถึงปฏิภาคนิมิต
ภาวะของจิตหรืออาการที่เกิดขึ้นกับจิตในกระบวนการต่างๆ จะสัมผัสและรับรู้ได้ด้วยตนเองโดยประการต่าง ๆ ดังนี้
ภาวะแรก คือภาวะการถ่ายโอนรูปวงกสิณที่เกิดจากการเพ่งด้วยตาแล้วจำได้หมายรู้ด้วยการทำงานของสัญญาขันธ์และสังขารขันธ์ไปสู่จิต แล้วเกิดเป็นมโนภาพ คือจิตเห็นภาพ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือจิตทำหน้าที่จักษุวิญญาณเห็นมโนภาพนั้นในขณะหลับตาได้
ภาวะแรกนี้จะบังเกิดขึ้นและดำเนินไปในการฝึกฝนอบรมทั้งปฐวีกสิณ อาโปกสิณ วาโยกสิณ และเตโชกสิณ
ภาวะที่สอง เป็นภาวะของจิตที่จะมีความตั้งมั่นมากขึ้น มีความบริสุทธิ์มากขึ้น และมีขีดความสามารถสูงขึ้นโดยลำดับไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เป็นภาวะที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติกัมมัฏฐานวิธีทุกวิธี
ภาวะที่สาม เป็นภาวะที่นามกายก่อตัวและมีความเข้มแข็งขึ้นกับจิตโดยลำดับไปอย่างเป็นขั้นตอน คือ ศรัทธาจะมั่นคงขึ้น ความวิริยะหรือความเพียรพยายามจะมากขึ้น สติจะมั่นคงขึ้น สมาธิจะแน่วแน่ขึ้น และปัญญาก็จะเจริญขึ้น นามกายที่ค่อยๆ ก่อตัวแข็งแรงขึ้นโดยลำดับนี้จะเป็นรากฐานของการกระทำอิทธิ ฤทธิ์ และวิชชาในอนาคต กระบวนการพัฒนาจะเข้าไปใกล้กายทิพย์หรือทิพย์กายมากขึ้นทุกทีโดยลำดับ
ภาวะที่สี่ อิทธิบาทสี่ซึ่งเป็นรากฐานของการกระทำฤทธิ์จะก่อตัวเกิดขึ้นกับจิตและพัฒนาก้าวหน้าไปโดยลำดับ คือจิตจะมีฉันทะหรือความพึงพอใจในการฝึกฝนอบรมปฏิบัติ มีวิริยะคือความเพียรพยายามในการฝึกฝนอบรม มีจิตตะคือความใส่ใจ สังเกตรู้และเห็นสภาวะที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงมากขึ้นโดยลำดับ มีวิมังสาคือความใฝ่ค้นทบทวนผลการปฏิบัติ ปรับการปฏิบัติ ปรับอารมณ์ ให้เป็นไปโดยถูกตรงมากขึ้นโดยลำดับ นั่นก็คือรากฐานของการกระทำฤทธิ์ได้บังเกิดขึ้นกับจิตเป็นพลังให้แก่นามกายมากขึ้นโดยลำดับด้วย
ภาวะที่ห้า อุปสรรคหรือสิ่งรบกวนขัดขวางการทำงานของจิตจะถูกระงับ ถูกละไปโดยลำดับ ได้แก่ นิวรณ์ทั้งห้าซึ่งเป็นอุปกิเลสจะค่อย ๆ ถูกลดละไปเป็นลำดับ ทำให้จิตมีความบริสุทธิ์ปราศจากความขุ่นมัว ปัญญาก็ก่อตัวขึ้นกับจิตเป็นลำดับไปด้วย ทำให้จิตทำหน้าที่รู้และบัญชาการได้อย่างมีอานุภาพมากขึ้นโดยลำดับ และเป็นที่แน่นอนว่ากามฉันทะก็ถูกระงับหรือถูกละไปโดยลำดับด้วย ในขณะที่ความมืดค่อย ๆ หมดไป ความสว่างก็จะมาแทนที่ นั่นคือความยินดีในความสงัด การอดกลั้นต่อความทุกข์ ความลำบาก ความทรมาน การอยู่อย่างเป็นสุขด้วยสติ ก็จะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กันไป
ภาวะที่หก ซึ่งเป็นภาวะที่สำคัญมาก เพราะเป็นรากฐานหรือย่างก้าวที่จะก้าวไปสู่ปฐมฌานในอนาคต นั่นคือวิตกหรือภาวะของจิตที่เพ่งพิจารณาอย่างแน่วแน่ได้เกิดขึ้น วิจารณ์หรือภาวะของจิตที่เพ่งพิจารณาอย่างแน่วแน่เฉพาะเจาะจงในกสิณจุดใดจุดหนึ่งแบบใดแบบหนึ่ง ระยะใดระยะหนึ่งได้เกิดขึ้น ความรู้สึกปีติยินดีหรือปีติก็เกิดขึ้น ความรู้สึกเป็นสุขฉ่ำเย็นก็เกิดขึ้น ความรู้สึกนึกคิดอารมณ์จะค่อย ๆ รวมตัวมากขึ้น เหล่านี้ได้ก่อตัวขึ้นแต่ยังบางเบา แม้เท่านี้ก็คือการก่อตัวขึ้นขององค์แห่งปฐมฌาน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือจิตเริ่มก้าวเข้าสู่ประตูแห่งปฐมฌานแล้ว เพราะองค์ทั้งห้าดังกล่าวนั้นเมื่อก่อตัวและมีความชัดเจนหนักแน่นเมื่อใด เมื่อนั้นย่อมได้ชื่อว่าได้บรรลุถึงปฐมฌาน
การฝึกฝนอบรมจิตแบบปฐวีกสิณนี้เมื่อได้ปฏิภาคนิมิตแล้วยังคงต้องฝึกอบรมจิตให้มีความคุ้นเคย ให้มีความชำนาญกับการกระทำปฏิภาคนิมิตในปฐวีกสิณเพื่อให้มีความมั่นคงอีกด้วย
นั่นคือเมื่อได้ปฏิภาคนิมิตแล้วยังคงต้องหมั่นเพียรพยายามฝึกฝนอบรมเพ่งวงปฐวีกสิณในมโนภาพให้มีความแน่วแน่มั่นคง ให้มีความนิ่ง ให้เล็กลง ให้ใหญ่ขึ้น ให้ใกล้ ให้ไกล ให้เคลื่อนไปทางซ้าย ย้ายไปทางขวา ได้ดังปรารถนา
ครั้นคุ้นเคยมั่นคงดีแล้วก็เน้นการกระทำปฏิภาคนิมิตในทางขยายวงกสิณจากที่กำหนดเห็นวงกสิณในมโนภาพ ขนาดเท่าของจริงคือ 1 คืบ 4 องคุลี เพ่งพิจารณากำหนดให้วงกสิณนั้นขยายโดยปฏิภาคนิมิต จนเท่าฝาโอ่งบ้าง เท่ากระด้งขนาดใหญ่บ้าง เท่าผืนนาบ้าง
และในที่สุดก็ค่อย ๆ กำหนดเพ่งขยายวงกสิณนั้นให้ใหญ่ครอบคลุมทั้งปริมณฑล กระทั่งครอบคลุมไปทั่วโดยไม่มีข้อจำกัด กระทั่งทั่วทั้งจักรวาล
กระทำปฏิภาคนิมิตในทางขยายวงกสิณให้กว้าง ให้หนักแน่น ให้มั่นคง ให้แน่วแน่ จนมีความคุ้นเคยชำนาญ ในขณะเดียวกันก็พิจารณาสังเกตถึงภาวะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับจิตให้เห็นตามความเป็นจริง จิตก็จะรู้สัมผัสเห็นภาวะต่างๆ ตามความเป็นจริงชัดขึ้น ๆ โดยลำดับ
ในขณะนั้นพลังอำนาจของจิตโดยตรงก็จะมีพลังมากขึ้น โดยที่ปัญญาเห็นตามความเป็นจริงก็ได้เจริญขึ้นหนุนตามกันไป
ในภาวะอันเป็นที่สุดของการฝึกฝนอบรมปฐวีกสิณในชั้นที่ได้ปฏิภาคนิมิตดังพรรณนามาแล้วนี้ พลังอำนาจของจิตที่หนุนด้วยปัญญาอันได้เจริญขึ้นโดยลำดับก็จะมารวมลงอยู่ที่ประตูแห่งปฐมฌาน คือ องค์ห้าประการแห่งปฐมฌานได้แก่วิตก วิจารณ์ ปิติ สุข และอารมณ์อันเป็นหนึ่ง ได้ก่อตัวปรากฏขึ้นกับจิตแล้วอย่างบางเบาและพร้อมที่จะเจริญก้าวหน้าต่อไป.


