คุณสนธิ ลิ้มทองกุล เปรียบเทียบระบอบประชาธิปไตยบ้านเราไว้ได้อย่าง “เห็นภาพ” มากในรายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์” วันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 ที่บอกว่า...
“ประชาธิปไตยของเรามันมีแค่ 4 วินาทีเองนะ ช่วงที่กาบัตรเสร็จแล้วเดินไปหย่อนลงหีบ นับ 1..2...3....4..... นั่นก็จบแล้ว สิทธิของเราหมดแล้วนะ เพราะว่าหลังจากนั้นแล้ว เท่าที่เป็นไปในอดีต รัฐบาลส่วนใหญ่จะทำอะไรต่อจากนั้น ถึงเราไม่เห็นด้วย เขาก็ไม่เคยฟัง...
“ประชาธิปไตยเมืองไทยมีแค่ 4 วินาที และก็จบ เราต้องรออีก 4 ปี เพื่อใช้อีก 4 วินาที มันเป็นอย่างนี้จริง ๆ นะ
“ถ้าหากเราไม่สร้างภาคประชาชนให้เข้มแข็ง จนสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการเมืองตามกระบวนการประชาธิปไตยแล้ว สังคมไทย หรือสังคมทุก ๆ สังคม ก็จะมีเวลาแสดงออกทางประชาธิปไตยแค่ 4 วินาที แล้วก็จบ เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าไม่น่าที่จะเกิดไปตลอดแบบนี้ เราต้องหาทางให้ประชาชนมาร่วมกัน มีส่วนร่วมกัน วิธีการมีส่วนร่วมหลายอย่าง.”
วันนี้ บ้านเราเกิดมิติใหม่ทางการเมืองขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งแล้ว
เรากำลังจะมีรัฐบาลพรรคเดียวขึ้นมาเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ด้วยคะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาด
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ใช้ไม่ได้แน่นอนแล้วในทางปฏิบัติอย่างน้อย 2 มาตรา
ถือว่าเป็นพัฒนาการอีกขั้นหนึ่งต่อจากเมื่อ 3 - 4 ปีก่อน ที่รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันนี้เริ่มต้นใช้ไม่ได้ในทางปฏิบัติอย่างน้อย 1 มาตรา
และมีอยู่มาตราหนึ่งที่แม้ใช้ได้ แต่ก็อยู่ในกำมือของพรรคการเมืองพรรคเดียว
นั่นคือการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ !
กระแสสังคมเริ่ม “ตีกัน” พรรคการเมืองพรรคนั้นอีกแล้ว ว่าถึงจะมีเกิน 350 เสียง แต่ก็อย่าได้คิดหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะนี่คือรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน
ผมฟังแล้วก็เบื่อจริง ๆ
ทำไมพรรคไทยรักไทยจะต้องคิดแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยเล่าครับ ในเมื่อเขาได้ประโยชน์เต็ม ๆ ในทุกทาง ตีกันกันตามสูตรสำเร็จอย่างนี้ เกิดวันหน้ามีกระแสขอแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นหนึ่งประเด็นใดจากภาคประชาชน รัฐบาลพรรคไทยรักไทยก็สบายซิครับ เพราะคนบางคนบางกลุ่มไปตั้งธงเหตุผลในการไม่แก้ไขให้เขาไว้ก่อนแล้ว
คนไทยก็ต้องใช้ประชาธิปไตย 4 วินาที/4 ปีกันต่อไป
รัฐธรรมนูญบังคับให้ผู้สมัครรับการเลือกตั้งเป็นส.ส.ต้องสำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาตรีเป็นอย่างต่ำ ตามเนื้อหาในมาตรา 107 (3) ด้วยความเชื่อว่าจะทำให้ส.ส.มีคุณภาพขึ้น มีความรู้มากขึ้น ทำให้การเมืองพัฒนาขึ้น
ซึ่งเป็นการให้ค่าการศึกษาในระบบสูงเกินไป และดูเบาการศึกษานอกระบบต่ำเกินไป
ในขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มุ่งขยายสิทธิมนุษยชนในหลาย ๆ ด้านอย่างชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ถึงขนาดที่อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญบางคนกล่าวว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ให้สิทธิเสรีภาพมากที่สุดในโลก ให้สิทธิเสรีภาพมากกว่ารัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาและรัฐธรรมนูญประเทศภาคพื้นยุโรปเสียอีก รัฐธรรมนูญกลับตัด “สิทธิทางการเมืองพื้นฐาน” ที่สำคัญที่สุดไป
สิทธิเลือกตั้ง !
การกำหนดให้ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งอยู่ใน “วงแคบ” ห่างจาก “ระบอบประชาธิปไตยยุคใหม่” มากเอาการอยู่ !!
การเลือกตั้งเป็นนวัตกรรมที่ถือกำเนิดในสังคมมนุษย์มานานมากแล้ว กำเนิดก่อนการเมืองระบอบประชาธิปไตยหลายร้อยปี การเลือกตั้งจึงไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยโดยอัตโนมัติ ต้องดูรายละเอียดของการเลือกตั้งนั้น ๆ ด้วย ในระบบเผด็จการทุกรูปแบบล้วนมีการเลือกตั้ง หลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยยุคใหม่ที่แท้จริงเกี่ยวกับการเลือกตั้งมีอยู่สั้น ๆ ง่าย ๆ
ขยายฐานผู้มีส่วนร่วมทางการเมืองให้กว้างที่สุด !
รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอะไรแปลก ๆ ที่ขัดกันอยู่ในตัวเอง ด้านหนึ่งขยายฐานผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งไปอย่างกว้างขวางโดยกำหนดให้เป็น “หน้าที่” (ไม่ใช่เพียงแค่ “สิทธิ” เหมือนเดิม) และขยายหน้าที่ที่ว่านี้ออกไปถึงคนไทยในต่างประเทศที่กำลังเป็นปัญหายุ่งยากแก่คณะกรรมการการเลือกตั้งอยู่ในขณะนี้ แต่อีกด้านหนึ่งกลับตัดสิทธิผู้ที่ไม่จบปริญญาตรีออกจากการสมัครส.ส.
มองเฉพาะจากมุมนี้ จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้มุ่งสร้างระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์ หรือประชาธิปไตยอย่างมีส่วนร่วม แต่สร้างระบอบบัณฑิตยาธิปไตยขึ้นมา !
การกำหนดเช่นนี้ไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาพรรคการเมืองให้เข้าสู่ระบบพรรคมวลชน หรือ mass party เพราะชาวบ้านที่ไม่จบปริญญาตรีจะไม่มีโอกาสพัฒนาตัวเองในระบบพรรคการเมือง
และเมื่อรวมกับบทบัญญัติที่ให้มีการเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อเข้ามาผสมผสานกับระบบเขตเดียวคนเดียว โดยตั้งสมมติฐานไว้ให้ส.ส.ที่มาจากระบบนี้จะอุดมไปด้วยความรู้ความสามารถมากมายก่ายกอง มากกว่าระดับปริญญาตรี เข้าไปบริหารประเทศ ก็ดูเหมือนว่ารัฐธรรมนูญ 2540 นี้ไม่ให้ความสำคัญแก่ชาวบ้านธรรมดาสามัญเลย
มาตรการบังคับผู้สมัครส.ส.จบปริญญาตรี + ปาร์ตี้ลิสต์ = ระบบที่เปิดโอกาสให้อภิสิทธิชนเป็นใหญ่
ถ้าไปรวมกับมาตรการนับคะแนนรวมเข้าไปอีก ก็พิจารณาได้เช่นกันว่าขัดหลักการพื้นฐานของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยอีกข้อหนึ่ง นั่นคือการเลือกตั้งนั้นต้องถือว่าเป็นกิจกรรมของประชาชน ประชาชนเลือกผู้แทนแล้วเมื่อปรากฏผลก็เป็นได้ทันที ไม่ต้องรอให้ใครมาแต่งตั้ง การนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งทำให้ประชาชนใกล้ชิดการเลือกตั้ง ต่างกับการยกหีบไปนับรวมที่อำเภอหรือจังหวัดทำให้ประชาชนห่างไกลตามไปดูไม่ได้ จริงอยู่อาจจะแก้ไขปัญหาอิทธิพลได้ก็จริง แต่ก็มีผลข้างเคียงตามมาอีกมากมายหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขัดหลักการพื้นฐาน
ประชาชนตามรัฐธรรมนูญ 2540 ห่างไกลจากการเมืองเรื่องการเลือกตั้งมาก สมัครเป็นส.ส.ก็ไม่ได้ถ้าไม่จบปริญญาตรี และไม่สังกัดพรรคการเมือง ตามไปดูผลการเลือกตั้งก็ลำบากเพราะไม่ได้นับที่หน่วยเลือกตั้งเหมือนเดิม
แต่กลับถูกบังคับให้มี “หน้าที่” ไปเลือกตั้ง ไม่ไปก็จะถูกลงโทษให้ “เสียสิทธิ” หนักขึ้นไปอีก
นี่แหละที่ว่า 4 ปีได้ใช้ประชาธิปไตยแค่ 4 วินาที
แต่วันนี้เมื่อเชื่อกันเสียแล้วโดยไม่มีข้อแม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน เป็นรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูปการเมือง ใครขืนแตะต้องก็เท่ากับทำลายเจตนารมณ์ของประชาชน…
ใครเสนอแก้ไขก็คงไม่พ้นถูกวิพากษ์วิจารณ์เละเทะเช่นเคย
รัฐบาลก็สบายไป !
“ประชาธิปไตยของเรามันมีแค่ 4 วินาทีเองนะ ช่วงที่กาบัตรเสร็จแล้วเดินไปหย่อนลงหีบ นับ 1..2...3....4..... นั่นก็จบแล้ว สิทธิของเราหมดแล้วนะ เพราะว่าหลังจากนั้นแล้ว เท่าที่เป็นไปในอดีต รัฐบาลส่วนใหญ่จะทำอะไรต่อจากนั้น ถึงเราไม่เห็นด้วย เขาก็ไม่เคยฟัง...
“ประชาธิปไตยเมืองไทยมีแค่ 4 วินาที และก็จบ เราต้องรออีก 4 ปี เพื่อใช้อีก 4 วินาที มันเป็นอย่างนี้จริง ๆ นะ
“ถ้าหากเราไม่สร้างภาคประชาชนให้เข้มแข็ง จนสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการเมืองตามกระบวนการประชาธิปไตยแล้ว สังคมไทย หรือสังคมทุก ๆ สังคม ก็จะมีเวลาแสดงออกทางประชาธิปไตยแค่ 4 วินาที แล้วก็จบ เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าไม่น่าที่จะเกิดไปตลอดแบบนี้ เราต้องหาทางให้ประชาชนมาร่วมกัน มีส่วนร่วมกัน วิธีการมีส่วนร่วมหลายอย่าง.”
วันนี้ บ้านเราเกิดมิติใหม่ทางการเมืองขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งแล้ว
เรากำลังจะมีรัฐบาลพรรคเดียวขึ้นมาเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ด้วยคะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาด
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ใช้ไม่ได้แน่นอนแล้วในทางปฏิบัติอย่างน้อย 2 มาตรา
ถือว่าเป็นพัฒนาการอีกขั้นหนึ่งต่อจากเมื่อ 3 - 4 ปีก่อน ที่รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันนี้เริ่มต้นใช้ไม่ได้ในทางปฏิบัติอย่างน้อย 1 มาตรา
และมีอยู่มาตราหนึ่งที่แม้ใช้ได้ แต่ก็อยู่ในกำมือของพรรคการเมืองพรรคเดียว
นั่นคือการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ !
กระแสสังคมเริ่ม “ตีกัน” พรรคการเมืองพรรคนั้นอีกแล้ว ว่าถึงจะมีเกิน 350 เสียง แต่ก็อย่าได้คิดหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะนี่คือรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน
ผมฟังแล้วก็เบื่อจริง ๆ
ทำไมพรรคไทยรักไทยจะต้องคิดแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยเล่าครับ ในเมื่อเขาได้ประโยชน์เต็ม ๆ ในทุกทาง ตีกันกันตามสูตรสำเร็จอย่างนี้ เกิดวันหน้ามีกระแสขอแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นหนึ่งประเด็นใดจากภาคประชาชน รัฐบาลพรรคไทยรักไทยก็สบายซิครับ เพราะคนบางคนบางกลุ่มไปตั้งธงเหตุผลในการไม่แก้ไขให้เขาไว้ก่อนแล้ว
คนไทยก็ต้องใช้ประชาธิปไตย 4 วินาที/4 ปีกันต่อไป
รัฐธรรมนูญบังคับให้ผู้สมัครรับการเลือกตั้งเป็นส.ส.ต้องสำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาตรีเป็นอย่างต่ำ ตามเนื้อหาในมาตรา 107 (3) ด้วยความเชื่อว่าจะทำให้ส.ส.มีคุณภาพขึ้น มีความรู้มากขึ้น ทำให้การเมืองพัฒนาขึ้น
ซึ่งเป็นการให้ค่าการศึกษาในระบบสูงเกินไป และดูเบาการศึกษานอกระบบต่ำเกินไป
ในขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มุ่งขยายสิทธิมนุษยชนในหลาย ๆ ด้านอย่างชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ถึงขนาดที่อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญบางคนกล่าวว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ให้สิทธิเสรีภาพมากที่สุดในโลก ให้สิทธิเสรีภาพมากกว่ารัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาและรัฐธรรมนูญประเทศภาคพื้นยุโรปเสียอีก รัฐธรรมนูญกลับตัด “สิทธิทางการเมืองพื้นฐาน” ที่สำคัญที่สุดไป
สิทธิเลือกตั้ง !
การกำหนดให้ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งอยู่ใน “วงแคบ” ห่างจาก “ระบอบประชาธิปไตยยุคใหม่” มากเอาการอยู่ !!
การเลือกตั้งเป็นนวัตกรรมที่ถือกำเนิดในสังคมมนุษย์มานานมากแล้ว กำเนิดก่อนการเมืองระบอบประชาธิปไตยหลายร้อยปี การเลือกตั้งจึงไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยโดยอัตโนมัติ ต้องดูรายละเอียดของการเลือกตั้งนั้น ๆ ด้วย ในระบบเผด็จการทุกรูปแบบล้วนมีการเลือกตั้ง หลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยยุคใหม่ที่แท้จริงเกี่ยวกับการเลือกตั้งมีอยู่สั้น ๆ ง่าย ๆ
ขยายฐานผู้มีส่วนร่วมทางการเมืองให้กว้างที่สุด !
รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอะไรแปลก ๆ ที่ขัดกันอยู่ในตัวเอง ด้านหนึ่งขยายฐานผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งไปอย่างกว้างขวางโดยกำหนดให้เป็น “หน้าที่” (ไม่ใช่เพียงแค่ “สิทธิ” เหมือนเดิม) และขยายหน้าที่ที่ว่านี้ออกไปถึงคนไทยในต่างประเทศที่กำลังเป็นปัญหายุ่งยากแก่คณะกรรมการการเลือกตั้งอยู่ในขณะนี้ แต่อีกด้านหนึ่งกลับตัดสิทธิผู้ที่ไม่จบปริญญาตรีออกจากการสมัครส.ส.
มองเฉพาะจากมุมนี้ จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้มุ่งสร้างระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์ หรือประชาธิปไตยอย่างมีส่วนร่วม แต่สร้างระบอบบัณฑิตยาธิปไตยขึ้นมา !
การกำหนดเช่นนี้ไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาพรรคการเมืองให้เข้าสู่ระบบพรรคมวลชน หรือ mass party เพราะชาวบ้านที่ไม่จบปริญญาตรีจะไม่มีโอกาสพัฒนาตัวเองในระบบพรรคการเมือง
และเมื่อรวมกับบทบัญญัติที่ให้มีการเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อเข้ามาผสมผสานกับระบบเขตเดียวคนเดียว โดยตั้งสมมติฐานไว้ให้ส.ส.ที่มาจากระบบนี้จะอุดมไปด้วยความรู้ความสามารถมากมายก่ายกอง มากกว่าระดับปริญญาตรี เข้าไปบริหารประเทศ ก็ดูเหมือนว่ารัฐธรรมนูญ 2540 นี้ไม่ให้ความสำคัญแก่ชาวบ้านธรรมดาสามัญเลย
มาตรการบังคับผู้สมัครส.ส.จบปริญญาตรี + ปาร์ตี้ลิสต์ = ระบบที่เปิดโอกาสให้อภิสิทธิชนเป็นใหญ่
ถ้าไปรวมกับมาตรการนับคะแนนรวมเข้าไปอีก ก็พิจารณาได้เช่นกันว่าขัดหลักการพื้นฐานของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยอีกข้อหนึ่ง นั่นคือการเลือกตั้งนั้นต้องถือว่าเป็นกิจกรรมของประชาชน ประชาชนเลือกผู้แทนแล้วเมื่อปรากฏผลก็เป็นได้ทันที ไม่ต้องรอให้ใครมาแต่งตั้ง การนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งทำให้ประชาชนใกล้ชิดการเลือกตั้ง ต่างกับการยกหีบไปนับรวมที่อำเภอหรือจังหวัดทำให้ประชาชนห่างไกลตามไปดูไม่ได้ จริงอยู่อาจจะแก้ไขปัญหาอิทธิพลได้ก็จริง แต่ก็มีผลข้างเคียงตามมาอีกมากมายหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขัดหลักการพื้นฐาน
ประชาชนตามรัฐธรรมนูญ 2540 ห่างไกลจากการเมืองเรื่องการเลือกตั้งมาก สมัครเป็นส.ส.ก็ไม่ได้ถ้าไม่จบปริญญาตรี และไม่สังกัดพรรคการเมือง ตามไปดูผลการเลือกตั้งก็ลำบากเพราะไม่ได้นับที่หน่วยเลือกตั้งเหมือนเดิม
แต่กลับถูกบังคับให้มี “หน้าที่” ไปเลือกตั้ง ไม่ไปก็จะถูกลงโทษให้ “เสียสิทธิ” หนักขึ้นไปอีก
นี่แหละที่ว่า 4 ปีได้ใช้ประชาธิปไตยแค่ 4 วินาที
แต่วันนี้เมื่อเชื่อกันเสียแล้วโดยไม่มีข้อแม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน เป็นรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูปการเมือง ใครขืนแตะต้องก็เท่ากับทำลายเจตนารมณ์ของประชาชน…
ใครเสนอแก้ไขก็คงไม่พ้นถูกวิพากษ์วิจารณ์เละเทะเช่นเคย
รัฐบาลก็สบายไป !


